อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 120 วิเคราะห์

            หลังจากที่พวกเออร์วินแยกจากพวกคาทาริน่าก็เดินกลับไปที่ปราสาท ซึ่งท่าทีของเออร์วินนั้นก็ดูเป็นปกติผิดกับเรเวนที่ยังจ้องมองหันหลังของเขา แม้จะเอาไว้หันไปมองแต่เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาของเธอที่จ้องมองมา ซึ่งเออร์วินก็พยายามที่จะไม่หันกลับไปมอง จนเมื่อกลับมาถึงปราสาทเดซี่ก็จะแยกตัวออกไปเรเวนก็พูดกับเธอว่า

            “ลูซี่เธอไปพักผ่อนก่อนเถอะเดี๋ยวฉันจะดูแลเขาเอง”

            “คะ?” ลูซี่ไม่เข้าใจเพราะที่ผ่านมาจะเป็นเธอที่ทำหน้าที่ปรนนิบัติเขาขณะอาบน้ำ

            เออร์วินที่เมื่อได้ยินเธอพูดก็นึกถึงกรงเล็บของเธอขึ้นมาทันที ซึ่งความรู้สึกนั้นเขายังจำมันได้ดี

            “เอ่อ พี่สาวครับคือว่าผม…”

            เขาพูดยังไม่ทันจบเรเวนก็บอกกับลูซี่ว่า

            “วันนี้ฉันจะดูแลเขาเองเธอไปพักผ่อนซะหน่อยเถอะ”

            แม้ว่าลูซี่จะสงสัยแต่เธอก็พยักหน้ารับเพราะถึงแม้ทั้งสองคนจะเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเออร์วินเหมือนกัน แต่เรเวนเป็นหัวหน้าในบรรดาสาวใช้ส่วนตัวทั้งหมดของเออร์วิน ดังนั้นเธอจึงไม่คัดค้านในสิ่งที่เรเวนบอก

            จนเมื่อลูซี่กับเดซี่เดินจากไปแล้วเออร์วินก็ยืนนิ่งพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ

            “เอ่อ พี่สาวครับคือว่าผม…” เขาตั้งใจจะบอกว่าเขาอาบน้ำเองได้ แต่พูดยังไม่ทันจบเรเวนก็ตัดบทเขาอีกว่า

            “เจ้าชายกลับมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำกันเถอะเพค่ะ”

            เออร์วินเงยหน้ามองเธอก็พบกับรอยยิ้มประหารของเรเวน เด็กชายหน้าซีดทันทีเขาไม่เข้าใจว่าได้ไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจตรงไหน

            “เอ่อ…พี่สาวครับ”

            “มีอะไรเหรอเพคะเจ้าชายเออร์วิน” เรเวนพูดอย่างสุภาพและเป็นทางการต่างจากทุกที

            “ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ”

            เรเวนทำหน้าแปลกใจก่อนจะพูดว่า

            “ไม่นี่เพคะเจ้าชายไม่ได้ทำอะไรผิดเลยเพคะ เจ้าชายก็แค่ชมผู้หญิงคนอื่นว่าสวยเหมือนนางฟ้าก็เท่านั้น ทั้งที่เจ้าชายไม่เคยชมฉันเลยแท้ๆ”

            “ฮะ?” เออร์วินไม่เข้าใจที่เธอพูดว่าเธอหมายถึงอะไร

            “เอาล่ะไปอาบน้ำกันเถอะเพคะ” เรเวนพูดพร้อมกับรอยยิ้มประหาร เออร์วินที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอแล้วจำใจเดินกลับไปที่ห้อง เรเวนที่ได้เห็นท่าทีหวาดกลัวของเด็กชายก็ยิ้มเล็กน้อยแววตาของเธอใช้ความรู้สึกความรู้สึกสนุกสนานออกมา

            เมื่อกลับมาที่ห้องเออร์วินก็ถอดเสื้อผ้าออกแล้วลงไปแช่ในถังน้ำพร้อมกับเตรียมใจรับกรงเล็บพิฆาตของเรเวน ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นการปรนนิบัติอย่างอ่อนโยนจากเธอแทน

            ขณะที่เรเวนกำลังถูหลังให้เออร์วินก็ได้ถามเขาว่า

            “ผู้หญิงคนนั้นคาทาริน่าเด็กหัวดีอย่างเธอน่าจะจำเธอได้ใช่มั้ย”

            เออร์วินพยักหน้า

            “จำได้แน่นอนครับเพราะผมก็บอกพี่สาวไปแล้วนี่ครับว่าสิ่งที่ผมทำในคืนนั้นนอกจากไปรับชิ้นส่วนปืนลูกโม่แล้ว ก็ต้องการเก็บข้อมูลด้วยซึ่งสิ่งที่ได้มาน้อยก็นับว่ามีค่ามากทีเดียว เพราะมันทำให้ผมรู้ถึงระยะห่างและระดับความแข็งแกร่งของหนึ่งในเสาหลักของศาสนจักรอย่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ถึงจะน่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นพลังที่แท้จริงของเธอก็เถอะ”

            เรเวนถามอีกว่า

            “เธอคิดยังไงกับการที่ผู้หญิงคนนั้นมาที่เมืองนี้”

            เออร์วินตอบว่า

            “เธอน่าจะยังไม่ตัดใจจากของชิ้นนั้นน่ะครับ แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือทำไมเธอถึงได้เลือกมาที่เมืองนี้”

            เรเวนขมวดคิ้วถามว่า

            “เป็นไปได้ไหมที่หล่อนจะได้เบาะแสอะไรบางอย่าง”

            “ก็เป็นไปได้นะครับเพราะผมก็ไม่อยากฟันธงว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญสักเท่าไหร่”

            เรเวนนึกถึงสายตาของผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังคาทาริน่าจ้องมองพวกลูซี่ไม่วางตา เธอรับรู้ได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ซึ่งไม่คิดจะปิดบังของเขา

            “พวกลูซี่จะเป็นอะไรไหม”

            เออร์วินตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า

            “พวกคุณลูซี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับแค่เฉพาะในตอนนี้เท่านั้น ตราบใดที่พวกเขาไม่ต้องการให้มีใครรู้ว่าพวกเขาคือคนของศาสนจักร พวกเขาก็ยังไม่สามารถใช้อำนาจและอิทธิพลของศาสนาจักรทำอะไรพวกคุณลูซี่ได้”

            “เธอมั่นใจขนาดนั้นเลยหรอว่าคนพวกนี้ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเป็นคนของศาสนจักร”

            เออร์วินนึกถึงตอนที่เขาทำความเคารพแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ทาบฝ่ามือที่ออกซ้ายก็ยิ้มออกมา

            “ก็ประเมินจากหลายๆ อย่างในตอนที่คุยกันน่ะครับ พวกเธอบอกว่าเป็นนักเดินทางแต่กลับให้ความสนใจกับพวกคุณลูซี่เป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าพวกเธอโดยเฉพาะผู้ชายคนนั้นที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์ออกมาโดยไม่ปิดบัง แต่กลับไม่ทำอะไรพวกเธอเลยเห็นได้ชัดว่าตอนนี้พวกเขาให้ความสำคัญกับของชิ้นนั้นมากกว่าการกำจัดผ่ามารที่พวกศาสนจักรมักพูดอยู่เสมอว่าเป็นความชั่วร้าย” เออร์วินหรี่ตาลงน้อยก่อนจะพูดอีกว่า

            “พวกศาสนจักรที่มาพูดอยู่เสมอว่าเผ่ามารคือความชั่วร้ายที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าความชั่วร้ายที่ตนพูดถึงกลับต้องทำเป็นเมินเฉย ทำเอาผมชักรู้สึกสนใจของที่พวกเขาอยากได้ขึ้นมาเลยครับ ผมอยากรู้ว่าของชิ้นนั้นมันคืออะไรกันแน่ทำไมพวกนั้นถึงอยากได้กันนัก”

            เรเวนที่กำลังถูหลังเขาก็พูดอย่างรู้ทันว่า

            “แต่เธอก็ยังไม่คิดที่จะคุ้ยหาตอนนี้สินะ”

            เออร์วินเงียบไม่ตอบคำเห็นได้ชัดว่าที่เรเวนพูดนั้นถูกต้อง เขายังไม่คิดจะหาตอนนี้ตราบใดที่ยังไม่มีเบาะแสว่าของชิ้นนั้นคืออะไรมีลักษณะหรือจุดสังเกตยังไง

            “แล้วเรื่องแผนการของเธอล่ะจะดำเนินการต่อไหมหรือว่าจะพักไว้ก่อน”

            เออร์วินยิ้มก่อนจะพูดว่า

            “ต้องดำเนินการต่อสิครับเพียงแต่ว่าตอนนี้ต้องรอบคอบกว่าเดิม เพราะสิ่งที่เราต้องระวังตอนนี้ไม่ใช่แค่พวกขุนนางสี่คนนั้น แต่เป็นคนของศาสนจักรที่อยู่ๆ ก็โผล่มา อย่างแรกเลยที่ต้องระวังคือผมไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีทักษะการคิดวิเคราะห์ได้ในระดับไหน เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่าเธอต้องรู้เรื่องที่ผมสั่งทำชิ้นส่วนปืนลูกโม่ถึงสามสิบชุด จากเรื่องนี้บางทีเธออาจจะเดาได้ว่าผมคิดจะสร้างกองกำลังของตนเอง ถ้าหากว่าอยู่ๆ ผมทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกวันแล้วอยู่ๆ ผมก็หยุดทำไปมันจะกลายเป็นสิ่งที่ผิดสังเกตครับ”

            “สรุปคือต้องทำต่อไปแบบเดิมเหมือนทุกทีแต่ต้องคอยระวังตัวด้วยสินะ” เรเวนนิ่งไปก่อนจะถามว่า “แล้วพวกลูซี่ล่ะพวกเธอจะไม่เป็นไรใช่ไหม”

            เออร์วินยิ้มออกมาก่อนจะพูดว่า

            “พี่สาวนี่ไม่เหมาะกับการเป็นมือสังหารเลยนะครับ”

            “เอ๊ะ?” เรเวนอุทานออกมาพร้อมกับรู้สึกไม่พอใจที่เขาพูดอย่างนั้น จนเมื่อได้ยินเขาพูดอีกว่า

            “ตอนนี้พี่สาวเองก็ยืนอยู่บนเปลือกไข่นะครับแต่ว่าพี่สาวกลับห่วงใยพวกคุณลูซี่มากกว่าตัวเองซะอีก”

            “ยืนอยู่บนเปลือกไข่ฉันน่ะเหรอ?” เรเวนที่ยังงุนงงไม่เข้าใจแม้แต่ยืนนิ่งค้างหยุดมือที่กำลังถูหลังเขา

            เออร์วินก็ลุกขึ้นจากถังไม้เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นมาเช็ด

            “ต่อให้ผมไม่ได้บอกแผนการทั้งหมดกับพี่สาวแต่ผมว่าพี่สาวผมขอมองออกแล้วใช่ไหมครับ ว่าเส้นทางที่ผมเดินนั้นไม่ใช่เส้นทางที่เหล่าผู้ศรัทธาในคำสอนของศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์จะปลื้มแน่”

            เรเวนเข้าใจว่าเขาพูดถึงอะไรทั้งการประดิษฐ์อาวุธที่ไม่ว่าใครหากได้ครอบครองก็สามารถสังหารผู้ที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าได้ และยังจะความรู้แปลกๆ ที่หลายสิ่งหลายอย่างสวนทางกับเรื่องเวทมนต์อย่างวิทยาศาสตร์อีก ทั้งเรื่องที่เขาสนใจอยากจะได้พ่อมดแม่มดมาเป็นพวก เมื่อรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันต่อให้ไม่ใช่คนโง่ก็พอจะเดาออกได้ว่าแผนการปฏิรูปของเขานั้นไม่ได้เดินตามเส้นทางที่เคยมีมา ความจริงถ้าสังเกตได้จากการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลที่คนชั้นล่างเข้าถึงได้ก็พอบอกได้แล้วว่าเออร์วินเขาไม่ได้ยึดติดกับขนบธรรมเนียมเดิม และถ้าพวกศาสนาจากรู้เข้าก็เป็นไปได้สูงว่าการจะถูกลบให้หายไปทั้งเมืองไพร์ล็อกก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และในฐานะคนที่เกี่ยวข้องอย่างเรเวนก็คงหลีกเลี่ยงชะตากรรมเดียวกันนี้ไม่ได้

            เรเวนเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อแต่เธอกับยิ้มให้เขาพร้อมกับเดินไปหยิบเสื้อขึ้นมาช่วยเขาสวมพร้อมกับบอกว่า

            “ฉันก็บอกเธอไปตั้งแต่วันแรกแล้วนี่ว่าถ้าเห็นท่าไม่ดีเมื่อไหร่ฉันชิ่งก่อนแน่”

            เออร์วินสอดแขนเข้าไปในแขนเสื้อที่เรเวนเป็นคนถือพลางพูดว่า

            “รู้ได้ยังไงครับว่าพี่สาวจะชิ่งก็ได้ก่อนผม” เออร์วินเองก็จำสิ่งที่เธอพูดในวันนั้นได้ดีเขาก็ไม่ได้ติดใจอะไรที่จะพูดเช่นนั้น เพราะถึงยังไงข้อตกลงระหว่างเธอกับเขาก็เป็นแค่ข้อตกลงชั่วคราว เพราะเธอก็บอกเขาในวันนั้นว่าถ้าเจอคนที่มีประโยชน์ในการล้างแค้นมากกว่าเขาเมื่อไหร่ เธอก็จะไปจากเขาทันที ขณะที่เออร์วินกำลังนึกถึงสิ่งที่เธอพูดกับเขาในวันนั้น เรเวนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาก็พูดด้วยพูดว่า

            “แต่ว่าถ้าฉันดันหลวมตัวไปเป็นอนุภรรยาของเธอล่ะก็ คงได้แต่รวมหัวจมท้ายไปกับเธอจนถึงที่สุดล่ะนะ”

            เออร์วินยืนตัวแข็งทื่อทันทีที่ได้ยินสิ่งที่เธอพูดเขาไม่รู้เลยว่าถ้าเขาหันหน้าไปตอนนี้จะได้เห็นใบหน้าที่แดงของเรเวน

            “พะพี่สาวพูดอะไรออกมาน่ะครับ”

            เรเวนที่เห็นท่าทางของเขาก็ยิ้มด้วยความเบิกบานเพราะที่ผ่านมาเด็กคนนี้มักจะหยอกล้อเธออยู่เสมอ แต่พอเธอแต่พอเธอแต่พอแต่พอเธอแต่พอถูกเธอหยอกล้อบ้างก็ไปไม่เป็น เรเวนก็โน้มหน้าลงไปพร้อมกับพูดข้างหูเขาว่า

            “ไม่รู้หรือไงว่าส่วนใหญ่แล้วเด็กผู้ชายที่มีสาวใช้ส่วนตัวตั้งแต่เด็ก เมื่อโตไปสาวใช้ส่วนตัวจะตกเป็นอนุภรรยาของเขา”

            เออร์วินที่ได้ยินอย่างนั้นก็สะดุ้งจนร้องออกมา

            “ฮะ?” ไม่น่าของเขาแดงจนสังเกตได้จากติ่งหู

            เรเวนที่เห็นสติกิริยาของเขาก็หัวเราะจนตัวงอ

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ดูเธอสิปกติชอบหยอกล้อคนอื่นพอเจอหยอกล้อคืนก็ไปไม่เป็นเลย ฮ่าฮ่าฮ่า”

            เออร์วินหันมามองเรเวนเขาเข้าใจแล้วว่ากำลังถูกเรเวนหยอกล้อ แต่เขากลับไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองอะไร เขามองเรเวนที่กำลังหัวเราะไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่ายามที่เรเวนกำลังหัวเราะนี้ดูเธอสดใสจนเขาต้องเผลอมองค้าง

            เรเวนหัวเราะอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งก่อนจะเช็ดน้ำตาที่หางตา เมื่อหันไปมองเออร์วินก็พบว่าเขาก็พบว่าเขากำลังมองเธออยู่อย่างนั้น ทันทีที่ถูกเขามองหัวใจของเรเวนก็เริ่มเต้นโครมคราม เธอรีบกระแอมกลบเกลื่อนก่อนจนเออร์วินสะดุ้งหันไปมองทางอื่น เรเวนยิ้มเล็กน้อยกับท่าทางของเขาก่อนจะพูดว่า

            “เธอยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลยนะว่าพวกลูซี่จะเป็นยังไง”

            เออร์วินตอบเธอว่า

            “ก็พูดยากน่ะครับเพราะสิ่งที่พวกเราทำได้ในตอนนี้ก็แค่ระวังตัวและอย่าประมาทก็พอ เพราะตราบใดที่คนพวกนั้นให้ความสำคัญกับของชิ้นนั้นมากกว่าและพวกเขายังต้องการปิดบังสถานะคนของศาสนจักรเอาไว้พวกคุณลูซี่ก็ยังไม่เป็นไรครับ” เขาเว้นไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ผมรู้ดีครับว่าพี่สาวกังวลเรื่องอะไร ไม่ต้องห่วงหรอกครับผมไม่ทิ้งพวกเธอเพื่อเอาตัวรอดหรอก”

            แม้ว่านั่นจะเป็นคำพูดปากเปล่าแต่เรเวนก็รู้สึกเชื่อคำพูดของเขายังบอกไม่ถูก แต่เธอก็ยังถามเขาไปว่า

            “แล้วเธอจะรับมือกับคนพวกนั้นยังไง”

            เออร์วินรู้ดีว่าเธอสงสัยเพราะถึงยังไงระดับความสามารถของอีกฝ่ายก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต่อกรได้อยู่แล้ว ทว่าเขากลับยิ้มให้เธอคอยจะหยิบกางเกงขึ้นมาสวมพร้อมกับพูดว่า

            “เรื่องนั้นก็ต้องเดินไปคิดไปครับเพราะข้อมูลตอนนี้ยังมีน้อยเหลือเกิน เพราะผมยังไม่เข้าใจว่าเธอมาทำอะไรที่เมืองนี้เป็นเพราะเธอรู้ข้อมูลหรือเป็นแค่ความบังเอิญ แล้วถ้าเธอมาที่เมืองนี้เพราะข้อมูลเธอรู้ข้อมูลอะไรบ้างเกี่ยวกับผมและรู้มากน้อยแค่ไหน”

             พูดจบเออร์วินก็ทำการติดกระดุมแขนเสื้อท่าทีของเขาดูใจเย็นยังไม่น่าเชื่อ หากเป็นคนอื่นเรเวนคงคิดว่าเขาก็แค่คนหลงตัวเองที่ไม่รู้ระดับความน่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับเด็กคนนี้ที่เคยเผชิญหน้าและได้เห็นความเห็นแก่ของอัศวินศักดิ์สิทธิ์มากับตาตัวเองแล้ว เธอกลับรู้สึกว่าแม้ว่าเขาจะมีพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยแต่ก็คงหาวิธีอื่นมารับมือได้แน่ ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้รู้สึกเชื่อมั่นในตัวเด็กคนนี้อย่างบอกไม่ถูก

            “สรุปก็คือตอนนี้ให้ทำสิ่งที่มีอยู่ต่อไปเหมือนปกติสินะ”

            “ใช่ครับทำมันไปเหมือนปกติที่พวกเราทำกันอยู่ทุกวันที่พวกเราทำกันอยู่ทุกวัน” เออร์วินนิ่งคิดก่อนจะพูดอีกว่า “ไม่ทราบว่าเอกลักษณ์และลักษณะเด่นของคนตระกูลแบล็ควิงของพี่สาวมีอะไรบ้างไหมครับที่พอสังเกตได้”

            เรเวนทำหน้าครุ่นคิดนึกถึงพ่อและคนอื่นๆในตระกูลของเธอ ภาพความสงบสุขและความอบอุ่นในตระกูลปรากฏขึ้นในหัวแววตาของเธอเคยให้เห็นความโหยหาความสุขในอดีต ก่อนที่ภาพเหตุการณ์ในตระกูลจะไล่มาเรื่อยๆ จนถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างตระกูลในครั้งนั้นแววตาของเธอก็ฉายความเศร้าออกมา เธอยิ่งคิดก่อนจะพูดว่า

            “ผู้คนในตระกูลส่วนใหญ่จะมีผมสีดำและตาสีม่วงแบบฉัน แต่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นแบบนี้แถมตาสีม่วงนี้ก็ใช่ว่าจะมีแต่คนตระกูลแบล็ควิง เธอสงสัยว่าอาจจะเดาความเป็นมาของฉันได้เหรอ”

            เออร์วินพยักหน้าก่อนจะตอบเธอว่า

            “ไม่เคยวันนั้นจังหวะที่ผมกำลังโดนฝ่ามือยักษ์ตบลงมาพี่สาวได้พาผมหนีไปอย่างไร้ร่องรอยถูกไหมครับ ผมเดาว่าสาเหตุที่ผมหนีไปได้ยังไงก็ยังเป็นสิ่งที่เธอสงสัยอยู่เป็นแน่ แล้วถ้าเธอรู้ว่าพี่สาวเป็นคนตระกูลแบล็ควิงที่มีเวทย์เคลื่อนย้ายเงาเป็นเวทย์ประจำตระกูลถ้าเธอไม่ใช่คนโง่จนเกินไปก็คงปะติดปะต่ออะไรหลายๆ อย่าง ต่อให้ไม่คิดว่าคนๆ นั้นที่เธอต้องการคือผมแต่เธอก็คงจะมั่นใจได้ว่าพี่สาวต้องมีส่วนเกี่ยวข้องแน่”

            เหตุผลที่เออร์วินพูดมาทำให้เธอได้คิด ก่อนจะได้ยินเขาพูดอีกว่า

            “วันนั้นถ้าผมจำไม่ผิดพี่สาวผมบอกว่าคุณมาจากอาณาจักรชีวาสสินะครับ”

            เรเวนพยักหน้าก่อนจะพูดว่า

            “เป็นอาณาจักรที่ไกลจากที่นี่มาก”

            เออร์วินขมวดคิ้วถามเธอว่า

            “ไกลมากนี่ไกลขนาดไหนเหรอครับ”

            เรเวนตอบว่า

            “ไกลชนิดที่ว่าขอให้ฉันบอกใครต่อใครว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนฉันอยู่ที่อะไรจากชีวาสก็คงไม่มีใครเชื่อ”

            เออร์วินพยักหน้าหากบอกว่าหนึ่งปีก่อนเธออยู่ที่อาณาจักรชีวาสแล้วไม่มีคนเชื่อ ก็แสดงว่าต่อให้บอกไปตามตรงว่าเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อนเธอยังอยู่ที่อาณาจักรชีวาสก็คงไม่มีใครเชื่อแน่นอน เพราะถ้าระยะทางเพียงแค่หนึ่งปียังมาไม่ถึงก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าระยะเพียงแค่หนึ่งเดือนนี้จะมาถึงได้

            เขาสรุปออกมาว่า

            “ตอนนี้สิ่งที่ระวังก็แค่ไม่ให้พวกนั้นรู้ว่าพี่สาวเป็นคนตระกูลแบล็ควิง แต่ว่านั่นก็เป็นแค่การยื้อเวลาออกไปเท่านั้น เพราะถึงให้คนพวกนั้นตัดใจจากของชิ้นนั้นแต่พวกเขากลับรู้แล้วว่าเจ้าชายของเมืองไพร์ล็อกมีเผ่ามารหูสัตว์เป็นสาวใช้ส่วนตัว แถมยังให้พวกเธอคนหนึ่งเข้ารับการฝึกเป็นอัศวินอีก”

            ในเวลานี้เออร์วินรู้สึกว่าพวกคนของศาสนจักรทั้งสามคนนี้นับเป็นตัวยุ่งยากโดยแท้ เขาไม่มีปัญหาที่จะกำจัดคนพวกนี้ทิ้งแต่หากทำแบบนั้นก็เป็นไปได้สูงว่าอาจจะสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมได้ ในเวลานี้เขารู้สึกเสียดายอย่างน้อยน่าจะสร้างปลอกคอปลอมให้พวกลูซี่ได้สวม แต่เมื่อคิดอีกทีเขาก็พบว่าคงไร้ประโยชน์เพราะปลอกคอปลอมคงถูกคนพวกนั้นมองออกเพราะไม่มีพลังเวทย์ไหลผ่าน เออร์วินนวดเปลือกตาของตนรู้สึกว่าปัญหาตอนนี้แม้แต่เดินไปคิดไป เพราะตอนนี้เขายังไม่มีข้อมูลอะไรมากมาย เออร์วินสรุปสิ่งที่อยู่ในหัวเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมามองเรเวนแล้วถามอีกสิ่งหนึ่งที่คาใจเขากับเธอ

            “แล้วพี่สาวไม่สนใจที่จะร่วมมือกับคนพวกนั้นเหรอครับ”

            “เอ๊ะ?”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน