ภายในลานกว้างอันกว้างใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองจงหนาน เสียงจอแจจากผู้คนที่หลั่งไหลมาชมงานประลองคัดเลือกศิษย์ใหม่จางลง
เมื่อสำนักทั้งเก้าซึ่งเป็นเสาหลักของดินแดนแห่งนี้ต่างเรียกรวมตัวเหล่าศิษย์ใหม่ของตนมาอย่างเป็นระเบียบ แผ่นป้ายของแต่ละสำนักถูกยกชูขึ้นสูงเหนือศีรษะของศิษย์ที่ได้รับเลือก เปล่งประกายพลังวิญญาณอ่อนๆอันเป็นสัญลักษณ์ของการเข้ารับเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ
โดยจำนวนของศิษย์ที่แต่ละสำนักสามารถรับเข้าได้นั้นแตกต่างกันไปตามเกณฑ์และมาตรฐานที่พวกเขากำหนดไว้เอง
สำนักเงาจันทราซึ่งมีชื่อเสียงรับศิษย์ไปมากถึง 130 คน
สำนักอัคคีซึ่งเชี่ยวชาญด้านเพลิงและการต่อสู้ในระยะประชิด รับศิษย์ไปเพียง 79 คน
เนื่องจากเกณฑ์ของพวกเขาเน้นความแข็งแกร่งและความดุดันอย่างถึงที่สุด
ส่วนสำนักแสงสุริยันที่เน้นศาสตร์แห่งค่ายกล รับศิษย์ไปเพียง 50 คนเท่านั้น ทำให้ศิษย์ของสำนักนี้ทุกคนล้วนเป็นตัวตนหายาก
สำนักวิญญาณที่ขึ้นชื่อเรื่องการเชื่อมโยงกับวิญญาณอสูร รับศิษย์ไป 87 คน
ขณะที่สำนักวายุแยกฟ้าและสำนักวายุหมื่นทิศ ซึ่งต่างก็เกี่ยวข้องกับวรยุทธแห่งสายลม มีจำนวนศิษย์อยู่ที่ 111 และ 129 คนตามลำดับ
ในบรรดาสำนักทั้งเก้า สำนักที่ได้รับศิษย์ใหม่มากที่สุดในครั้งนี้กลับเป็นสำนักจันทราซ่อนเงา ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการฝึกฝนสายลับและนักลอบสังหาร พวกเขารับศิษย์ไปมากถึง 210 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าสำนักอื่นๆอย่างชัดเจน
ส่วนสำนักดาบอรุณรุ่งที่เน้นพลังแห่งดาบ รับศิษย์ไป 103 คน
และสำนักวิถีไร้รูปที่ใช้ศาสตร์แปลกประหลาดซึ่งไม่เน้นรูปแบบตายตัว รับศิษย์ไปทั้งสิ้น 125 คน
กระนั้นก็ตาม ในหมู่สำนักทั้งเก้าและนิกายเทียนหมิง กลับมีเพียงนิกายเทียนหมิงเท่านั้นที่รับศิษย์ไปเพียงหยิบมือ ไม่ถึง 30 คน
โดยมีตัวหลักเพียงแค่หลัวหยาง เหยินเฟย และหลงเซียวเหยา ที่โดดเด่นจนกลายเป็นดั่งแสงสว่างกลางหมู่เมฆมืด จุดรวมสายตาจากทุกทิศทาง ส่วนศิษย์ใหม่อีกยี่สิบกว่าคนนั้นแม้จะมีพรสวรรค์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสามผู้เป็นเสาหลักแห่งยุคแล้วก็ยังห่างไกลอย่างมาก
เพราะถึงอย่างไรเงื่อนไขการรับศิษย์ของนิกายเทียนหมิง มันก็มิใช่สิ่งที่จะเปรียบเทียบกับสำนักทั่วไปได้
ทั้งความยากในการทดสอบ ความเข้มงวดของผู้อาวุโส
รวมไปถึงเกณฑ์วัดศักยภาพที่สูงลิบจนกระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับเมืองธรรมดาทั่วไปยังไม่กล้าใฝ่ฝัน
ในขณะที่ผู้คนกำลังทยอยกลับและศิษย์ใหม่ของแต่ละสำนักก็มารวมกลุ่มกันอย่างเป็นระเบียบ
ชายชราหวังฉีแห่งนิกายเทียนหมิงก็ได้เดินออกมายืนกลางลานกว้างพร้อมกับยกมือขึ้นสูง
ดวงตาของเขาเหลือบมองไปยังอาคารสูงตระหง่านที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของหอคอยเฝ้าระวัง
จากนั้นจึงเปล่งเสียงดังชัดเจนประหนึ่งสายฟ้าฟาดกลางฟ้าปราศจากเมฆ
“ท่านต้าเผิง! รบกวนนำพาพวกเรากลับไปยังนิกายเทียนหมิงด้วย!”
ทันทีที่สิ้นคำกล่าวของเขา
อินทรีปีกทองคำขนาดมหึมาที่เกาะอยู่บนยอดหอคอยสูงเหลือบตามองลงมายังเบื้องล่างด้วยสายตาคมกริบดั่งขวานฟ้า
ปีกของมันกางออกกว้างจนบดบังแสงอาทิตย์ และเมื่อมันกระพือปีกเพียงครั้งเดียว
ท้องฟ้าเหนือเมืองจงหนานก็เหมือนจะถูกฉีกเปิดออก สายลมหอบใหญ่ทำให้คนในเมืองรู้สึกคล้ายกับกำลังถูกภูเขาไร้รูปกดทับร่างของตนอย่างไม่อาจต่อต้าน แรงกดดันนั้นรุนแรงเสียจนศิษย์ระดับต่ำบางคนต้องคุกเข่าลงโดยอัตโนมัติ
รอบบริเวณก็พลันถูกแทนที่ด้วยแรงลมอันกรรโชกและเสียงฟาดอากาศที่แหลมสูง
อินทรีปีกทองคำที่มีนามว่าต้าเผิงได้ดิ่งร่างลงมาจากหอคอยสูงในลักษณะสง่างาม นัยน์ตาอันลึกล้ำและแหลมคมของมันเต็มไปด้วยปัญญาและความเข้าใจต่อโลกยิ่งกว่ามนุษย์ทั่วไป มันบินร่อนลงกลางลานและเอ่ยวาจาขึ้นด้วยความสนใจ
“หวังฉี.. ดูเหมือนครานี้นิกายเทียนหมิงจะมีทั้งเรื่องดีและเรื่องแย่สินะ?”
ดวงตาของต้าเผิงกวาดมองไปยังสามศิษย์ที่ยืนโดดเด่นอยู่หน้ากลุ่ม
ลูกตาอันเรืองแสงของมันสะท้อนภาพของหลัวหยางผู้มีพรสวรรค์ไร้ขีดจำกัดจนสามารถทำให้เสาศักดิ์สิทธิ์ของนิกายพังทลายลงอย่างไม่เคยมีใครทำได้ เหยินเฟยผู้ถือดวงเนตรสุริยันจันทรา ดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์ที่สั่นสะท้านได้ทั้งฟ้าดิน
และหลงเซียวเหยา ผู้สืบทอดร่างศักดิ์สิทธิ์กายามังกรเก้าสวรรค์ ซึ่งแทบไม่มีใครในยุคนี้สามารถสืบทอดได้แม้แต่เสี้ยวหนึ่ง
“ไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่”
ต้าเผิงเอ่ยต่อ
“เสียยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าไปหนึ่ง แลกมากับศิษย์ที่มีพรสวรรค์อย่างมาก ถ้าให้ว่ากันตามจริงก็สามารถหักล้างกันได้!”
คำกล่าวของสัตว์อสูรระดับสูงนั้นเต็มไปด้วยวุฒิภาวะและสายตาที่มองโลกในระดับกว้างใหญ่
การสูญเสียยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรีนิกายไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ทว่าเมื่อแลกมาด้วยบุคคลที่อาจผลักดันนิกายให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของแคว้นได้อีกครั้ง การสูญเสียนั้นย่อมกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในเชิงกลยุทธ์
เมื่อได้เห็นสัตว์อสูรสีทองผู้สง่างามเอ่ยวาจาเช่นนั้น สีหน้าและแววตาของผู้คนโดยรอบต่างก็แสดงความตกตะลึง
เพราะในบรรดาสัตว์อสูร มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถเปิดปัญญาจนสามารถพูดภาษามนุษย์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยระดับปราณสวรรค์และโลกในระดับที่สูงส่ง และการฝึกฝนที่ยาวนานกว่าหลายร้อยปีขึ้นไปเลยก็ว่าได้
โดยที่ตัวของต้าเผิงนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ประจำนิกายเทียนหมิงมานานหลายยุคหลายสมัย
มีบันทึกในตำราของนิกายว่าสมัยหนึ่งมันเคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับบรรพชนแห่งนิกาย และสามารถบดขยี้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับประกาศวิถีเทพได้ด้วยอุ้งเล็บเพียงครั้งเดียว ความแข็งแกร่งของมันถูกจัดอยู่ในระดับห้า เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับจำแลงเทพญาณ
ซึ่งตัวของชายชราหวังฉีเองก็ไม่สามารถเอาชนะต้าเผิงได้หากต้องประมือกันอย่างจริงจัง มีเพียงบรรพชนของนิกายเท่านั้นที่เคียงข้างได้
เมื่อเสียงของต้าเผิงเงียบลง บรรยากาศโดยรอบก็คล้ายจะถูกตรึงไว้ด้วยความสงบอันขลุกขลัก
“ขึ้นมาเจ้าพวกลูกเจี๊ยบ!”
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังอินทรีปีกทองคำที่เริ่มลดตัวลงต่ำ พร้อมกางปีกให้ศิษย์ทั้งหลายของนิกายเทียนหมิงได้ขึ้นสู่หลังของมัน แสงสีทองเปล่งประกายออกจากร่างของต้าเผิงอย่างไม่ต้องพยายาม ทุกฝีเท้าที่ย่างขึ้นหลังของมันคือก้าวแรกสู่ชะตากรรมที่ไม่มีใครล่วงรู้
และเมื่อศิษย์ทั้งหมดขึ้นประจำที่แล้ว หวังฉีก็ก้าวขึ้นท้ายแถว ยืนพิงคอของต้าเผิงด้วยสีหน้าแน่วแน่
ปีกอันยาวกว่าสิบเมตรของต้าเผิงกระพือขึ้นอีกครั้ง ก่อเกิดกระแสลมที่ทำให้ทุกอย่างรอบตัวถึงกับสั่นสะเทือน ฟ้าทั้งฟ้าถูกฉีกออกให้กลายเป็นทางผ่านของนิกายเทียนหมิง
ขณะที่อินทรีทองคำทะยานขึ้นฟ้า ตัวของหวังฉีก็ได้หันไปมองยังด้านล่างแล้วกล่าวขึ้นอย่างยินดี
“ข้าไปก่อนนะพวกเจ้าทั้งหมด ขอให้ทุกคนนั้นโชคดี ไว้มีโอกาส.. พวกเราคงได้มาแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์กันเช่นนี้อีก!”
ซึ่งผู้อาวุโสทั้งเก้าคนจากทั้งเก้าสำนัก รวมถึงบรรดาศิษย์ทั้งหมดต่างก็แสดงความเคารพอย่างยำเกรง
“เดินทางปลอดภัยขอรับท่านผู้อาวุโสสูงสุดหวังฉี”
“ยินดีกับท่านอย่างมากที่ได้ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ไป!”