เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 ความยุติธรรม

            ผู้ที่มาแสดงความยินดีเหล่านี้ล้วนเป็นชนชั้นสูงของเมืองหลวงซึ่งฝูงชนต่างก็รู้ดีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็คือราชวงศ์

            หลายคนคิดว่าลานศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยมีราชวงศ์อยู่เบื้องหลัง ได้ถูกกำหนดมาให้ยิ่งใหญ่ถ้าหากได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลานศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอนอย่างไรก็ตามชื่อลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จะกลายเป็นที่รู้จักของทั่วทั้งอาณาจักรอย่างแน่นอน

            หลังจากที่มอบของขวัญเสร็จแล้ว พวกเขาก็ทยอยกลับเข้าไปในฝูงชนส่วนอ๋องเทียนหลางก็ยืนยิ้มหน้าบานอยู่บนเวทีขั้นตอนต่อไปหลังจากประกาศเปิดลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็คือการเปิดรับสมัครศิษย์

            ทันใดนั้นบนท้องฟ้าได้ปรากฏเสียงแหวกอากาศดังขึ้นมา ฝูงชนต่างรู้สึกได้ว่าที่เหนือหัวของพวกเขามีลมปราณที่แข็งแกร่งแล่นผ่านไป ทำให้พวกเขาต้องเงยหน้าขึ้นมองที่ท้องฟ้า

            “ลูกศร!”

            ในอากาศปรากฏลูกศรดอกหนึ่งพุ่งเข้ามาประหนึ่งดาวตก และตรงไปยังต้วนเทียนหลางที่ยืนอยู่บนเวที

            “เกิดอะไรขึ้น?”

            ฝูงชนตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก ใครกันที่กล้ายิงธนูใส่ต้วนเทียนหลาง!และยังเป็นวันที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่กำลังก่อตั้งอย่างเป็นทางการอีกด้วยช่างบ้าบิ่นยิ่งนัก!!!

            ต้วนเทียนหลางรู้สึกประหลาดใจ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาพลันสลายไปและถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก

            “แกร๊ก!”

            คลื่นดาบที่แข็งแกร่งพลันทะลักออกมาและโจมตีไปที่ลูกศรทำให้ลูกศรหยุดชะงักกลางอากาศไม่กี่วิ ก่อนจะล่วงลงมาที่พื้น ในขณะเดียวกันเสียงเกือกม้าก็ดังกระหึ่มขึ้นมากระทั่งพื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน

            “ข้าหลิ่วชั่งหลัน ขอแสดงความยินดีกับการก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่!”

            เสียงตะโกนที่ดังลั่นมาจากที่ไกลๆ ทำให้ฝูงชนพากันตกตะลึงขึ้นมา

            หลิ่วชั่งหลัน แม้แต่เทพลูกศรหลิ่วชั่งหลันก็มา!!!

            “กองทหารม้าโลหิตขอแสดงความยินดีกับการก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่”

            เสียงตะโกนดังสะเทือนไปทั่วปฐพี พร้อมกับลมปราณที่รุนแรงพวยพุ่งออกมาเหล่าฝูงชนเห็นกองกำลังทหารม้าโลหิตกำลังห้อตะบึงเข้ามา

            “นั่นมันอะไรกัน?”

            ตอนนี้เองสีหน้าของฝูงชนก็เปลี่ยนไปเมื่อเห็นลูกศรจำนวนนับไม่ถ้วนถูกยิงออกมา เสียงลูกศรฝ่าอากาศอย่างรุนแรงดังกระหึ่มไปทั่วท้องฟ้าและพุ่งตรงมาทางเวทีไม่ขาดสาย

            ทุกคนจ้องมองไปยังห่าธนูที่ลอยผ่านเหนือหัวพวกเขาไปอย่างตกตะลึง

            เทพลูกศรหลิ่วชั่งหลันมาที่นี่เพื่อแสดงความยินดีกับการก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จริงๆหรือ?

            “บังอาจ!!!”

            ต้วนเทียนหลางตะโกนออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว ก่อนที่ร่างของเขาจะทะยานขึ้นไปในอากาศและชักดาบออกมาอย่างรวดเร็วแสงสะท้อนจากคมดาบพลันส่องสว่างไปทั่วบริเวณ

            ในเวลาเดียวกัน คนของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็กระโดดขึ้นมาในอากาศก่อนจะปลดปล่อยลมปราณที่แข็งแกร่งออกมาแล้วโจมตีไปที่ห่าธนูเหล่านั้นจนร่วงตกลงมาที่พื้น

            ลูกศรจำนวนมากที่หล่นมาจากท้องฟ้า ทำให้ฝูงชนเกิดความวุ่นวายขึ้นมาชั่วขณะพวกเขาพยายามหลบลูกศรกันจ้าละหวั่น

            เสียงเกือกม้าดังใกล้เข้ามาทำให้ฝูงชนต้องแยกออกเป็นสองฝั่งเพื่อให้กองทหารม้าโลหิตเข้ามาได้ง่ายๆ

            ผู้นำของกองทัพดูสง่างามและสะอาดสะอ้าน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของทุกคนก็คือเส้นผมสีขาวราวกับหิมะของเขา

            “นั่นมันหลิ่วชั่งหลันนี่! แต่ทำไมผมของเขาถึงกลายเป็นสีขาวไปได้?”

            เมื่อฝูงชนเห็นกองทหารม้าโลหิตที่แผ่ลมปราณดุดันออกมา แต่ละคนก็พลันใจสั่นหลิ่วชั่งหลันคงไม่ได้มาก่อความวุ่นวายในวันก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่หรอกนะ?

            เสียงเกือกม้าได้หยุดลง กองกำลังทหารม้าโลหิตกองนี้มีทั้งหมด 200 คนแต่ละคนก็ดูน่าเกรงขาม ดวงตาของพวกเขาฉายแววหนักแน่นและลุ่มลึก

            “หลิ่วชั่งหลัน เจ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่?”

            คนของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ตะโกนขึ้นมาสีหน้าของต้วนเทียนหลางดูอึมครึมและเย็นชา เมื่อจ้องเขม็งไปที่หลิ่วชั่งหลัน

            “ข้ามาในนามของความยุติธรรม”

            หลิ่วชั่งหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมกับดวงตาหนักแน่น

            “ความยุติธรรม?” ต้วนเทียนหลางแสยะยิ้มอย่างเย็นชา “วันนี้เป็นวันก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่มันเป็นการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ของอาณาจักร แล้วเจ้ามาถามหาความยุติธรรมเนี่ยน่ะ?”

            “20 กว่าปีที่ข้ารับใช้อาณาจักรเสวี่ยเยว่ ไม่ว่าจะเป็นสนามรบใดๆตัวข้าก็พร้อมพุ่งชนโดยไม่หวาดหวั่นเมื่ออาณาจักรเสวี่ยเยว่ต้องการก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยวเยว่ขึ้นมาข้าก็ให้หลิ่วเฟยบุตรสาวของข้าตระเวนไปทั่วอาณาจักรเพื่อชักจูงผู้คนให้เข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยวเยว่และหวังว่าพวกเขาจะกลายเป็นเสาหลักของอาณาจักร”

            หลิ่วชั่งหลันกล่าวขณะเงยหน้ามองท้องฟ้าเส้นผมสีขาวของเขาได้พลิ้วไหวไปตามสายลม

            “ข้าอุทิศชีวิตให้กับอาณาจักรเสวี่ยเยว่กระทั่งมอบทหารม้าโลหิตให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการ แต่เจ้ากลับนำทหารม้าโลหิตที่ข้ามอบให้ไปทำลายนิกายหยุนไห่นิกายที่เลี้ยงดูและฟูมฟักข้า!!! วันนั้นทั่วทั้งหุบเขาหยุนไห่ได้กลายเป็นทะเลเลือดต้วนเทียนหลาง เจ้ายังต้องถามข้าอีกหรือ? ว่าทำไมข้าถึงมาทวงถามถึงความยุติธรรม?”

            หลิ่วชั่งหลันเลื่อนสายตาลงมามองที่ต้วนเทียนหลาง

            เมื่อฝูงชนได้ยินสิ่งที่หลิ่วชั่งหลันกล่าว ในใจของพวกเขาก็พลันรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาราชวงศ์ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก!

            หลิ่วชั่งหลันคือวีรบุรุษ เพราะมีเขาใต้หล้าจึงยังสงบสุขแต่นิกายของเขากลับถูกคนของราชวงศ์ทำลาย!!! ต่อให้มีใจดั่งหินผาแค่ไหนก็ไม่อาจกล้ำกลืนความเจ็บปวดนี้ได้

            ไม่มีใครคิดว่าต้วนเทียนหลางจะทำแบบนั้น โดยที่ไม่ได้รับคำสั่งจากราชวงศ์  

            “นิกายหยุนไห่ปฏิเสธที่จะช่วยก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่พวกเขาเมินเฉยต่อคำสั่งขององค์จักรพรรดิ คนพวกนั้นคือคนทรยศ! และคนทรยศจะต้องถูกทำลาย!!! วันนี้หลิ่วชั่งหลันพาทหารม้าโลหิตบุกเข้ามาในเมืองหลวงและก่อความวุ่นวายในวันก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่...เจ้าคงรู้ความผิดของตัวเองแล้วสินะ?”

            ต้วนเทียนหลางกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เป็นทหารของอาณาจักรแท้ๆ แต่กลับกล้าทรยศอาณาจักร เจ้าคงรู้บทลงโทษสินะ?”

            “คนทรยศ?”

            ฝูงชนต่างรู้สึกมึนงง หลิ่วชั่งหลันเนี่ยนะเป็นคนทรยศ?

            สีหน้าของต้วนเทียนหลางกับคนอื่นๆ ยังคงสงบนิ่ง

            “แค่เรียกร้องความยุติธรรมก็มีความผิดงั้นหรือ? ข้าหลิ่วชั่งหลันไม่เคยทำผิดต่ออาณาจักรเสวี่ยเยว่ แต่กลับทำผิดต่อนิกายและพี่น้องของข้า”

            หลิ่วชั่งหลันกวาดสายตามองไปยังกองทหารของเขา ด้วยสายตาละอายใจ  

            “พวกข้าจะติดตามแม่ทัพจนกว่าจะตาย!”

            เมื่อหลิ่วชั่งหลันได้ฟังประโยคนี้ก็พลันผุดยิ้มขึ้นมาตรงมุมปากเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและซาบซึ้งใจ

             “พวกข้าจะติดตามแม่ทัพจนกว่าจะตาย!”

            กองทหารม้าโลหิตหลายร้อยคนได้ตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันตั้งแต่ที่ตัดสินใจติดตามท่านแม่ทัพมา พวกเขาก็เตรียมใจที่จะตายไว้แล้ว  

            เมื่อฝูงชนได้ยินทหารม้าโลหิตตะโกนขึ้นมาอย่างไม่กลัวตายในใจก็พลันโศกเศร้า ลมปราณในร่างกายของเหล่าทหารม้าโลหิตแพร่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง

            “แม่ทัพที่ดีอย่างนี้ กลับไม่ต้องการมีชีวิตอยู่”

            ดวงตาของเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็พลันฉายแววโศกเศร้าขึ้นมา

            ดวงตาของหลินเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เวิ่นอ้าวเสวี่ย กลับเป็นประกายขึ้นมา

            “ขุนนางที่สมควรตายกลับไม่ตาย!!!”

            วินาทีที่หลิ่วชั่งหลันตัดสินใจนำกองทหารม้าโลหิตเข้ามาในเมืองหลวงเขาก็ได้คิดไว้แล้วว่าจะสู้จนกว่าตัวจะตายเพื่อความยุติธรรม

            หลิ่วชั่งหลันกวาดสายตามองพี่น้องของเขาทุกคนพลางถอนหายใจออกมาด้วยความเสียใจ

            “วันนี้จะเป็นศึกครั้งสุดท้ายของพวกเรา น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้ตายอยู่ในสนามรบแต่กลับเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเสวี่ยเยว่”

            หลิ่วชั่งหลันหยิบธนูออกมาจากด้านหลังเขา ก่อนจะง้างธนูออกมาและเล็งไปที่ต้วนเทียนหลาง

            แต่ดวงตาของต้วนเทียนหลางกลับฉายแววสงบนิ่ง มิหนำซ้ำตรงมุมปากยังผุดรอยยิ้มเย็นชาขึ้นมา

            ในขณะเดียวกันด้านข้างของต้วนเทียนหลาง ก็ปรากฏยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเป็นจำนวนมากขึ้นมา พวกเขาทุกคนต่างพากันปลดปล่อยลมปราณและจิตสังหารออกมา

            สงครามใหญ่ใกล้จะปะทุขึ้นมาแล้ว

            “เดี๋ยวก่อน!”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาจากฝูงชนก่อนจะมีร่างหนึ่งเดินออกมาอย่างช้าๆ

            คนคนนั้นสวมหน้ากากสัมฤทธิ์เอาไว้ ทำให้มองเห็นหน้าไม่ชัด

            หลิ่วชั่งหลันหันมามองเล็กน้อยก่อนจะตาโตขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเป็นชายที่สวมหน้ากากสัมฤทธิ์ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมาเขาค่อยๆ ลดธนูลงช้าๆ

            “นั่นมันเขา!”

            หลิ่วชั่งหลันเคยเห็นหลินเฟิงมาก่อน คนคนนี้มาขวางเขาไว้ไม่ให้ทำลายการบ่มเพาะของตัวเองภายหลังได้ทราบจากลูกน้องใต้บังคับบัญชาการว่าชายที่สวมหน้ากากสัมฤทธิ์คนนั้นก็คือหลินเฟิง

            ทุกคนในนิกายหยุนไห่ได้สละชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องคนที่ชื่อหลินเฟิง แล้วทำไมคนคนนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่

            “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า ไสหัวไปให้พ้น!”

            หลิ่วชั่งหลันตะคอกอย่างเย็นชาแต่มีหรือที่หลินเฟิงจะไม่เข้าใจการกระทำของเขาดังนั้นหลินเฟิงจึงส่ายหน้าอย่างจนใจ “ในเมื่อท่านแม่ทัพมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งแล้วแต่ทำไมถึงยังมาที่เมืองหลวงอีก?”

            “เพื่อความยุติธรรม” หลิ่วชั่งหลันตอบเขาคาดไม่ถึงเลยว่าหลินเฟิงจะเข้ามาแทรก

            “ความยุติธรรม? แต่ความยุติธรรมในสายตาของท่านแม่ทัพกับสายตาของคนอื่นมันแตกต่างกัน ความยุติธรรมของท่านคือการฆ่าตัวตาย ดังนั้นอย่าใช้คำว่า ‘ความยุติธรรม’ เพราะมันไม่คู่ควร”

            หลินเฟิงส่ายหน้าขณะที่เดินไปหาหลิ่วชั่งหลันและยืนเคียงข้างเขาจากนั้นก็หันไปมองต้วนเทียนหลาง

            “อ๋องเทียนหลาง วันนี้เป็นวันก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ดังนั้นข้าขอถามคำถามท่านสักข้อได้หรือไม่?”

            ต้วนเทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาคงคาดไม่ถึงว่าคนที่เขาต้องการจะฆ่ากำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาอยู่ และเพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองดังนั้นเขาจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงตอบกลับอย่างเย็นชาว่า “ถามมา”

            “ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ทำไมถึงเรียกว่าลานศักดิ์สิทธิ์?”

            “คำว่าศักดิ์สิทธิ์ มีความหมายว่าสูงส่งและบริสุทธิ์ดังนั้นจึงนำคำว่าศักดิ์สิทธิ์มาใช้เพื่อบอกให้รู้ว่าลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่เป็นสถานที่ที่สูงส่งและบริสุทธิ์” ต้วนเทียนหลางตอบ

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่บนเวทีแล้วพูดว่า “แต่ว่าพวกเขาบางคนก็มาจากนิกายเฮ่าเยว่ บางคนก็มาจากหมู่บ้านเสวี่ยอิงซานแม้กระทั่งบางคนก็มาจากนิกายหยุนไห่ที่ถูกพวกท่านไปกวาดล้างมาตอนนี้พวกเขาได้กลายเป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่แล้วในความคิดของท่านอ๋องก็คือใครก็ตามที่มาสมัครนิกายนี้ล้วนแล้วแต่กลายเป็นคนที่สูงส่งต่อให้ทรยศนิกายของตัวเองมาก็ยังถือว่าบริสุทธิ์ ถูกต้องไหม?”

            เมื่อหลินเฟิงพูดจบ ความเงียบก็พลันเข้าปกคลุมฝูงชนทันทีกระทั่งต้วนเทียนหลางก็ยังตกตะลึงไปชั่วขณะ  

            “เมื่อครู่นี้ท่านอ๋องใช้คำว่า ‘คนทรยศ’ มากล่าวหาท่านหลิ่วชั่งหลัน แต่ศิษย์ของนิกายหยุนไห่ที่ถูกท่านกวาดล้างมากลับติดตามท่านคนพวกนี้ไม่ใช่คนทรยศหรอกหรือ? แม้แต่คนทรยศพวกนี้ท่านก็ยังยอมรับเป็นศิษย์แล้วจะมาเรียกที่นี่ว่าลานศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง? นอกจากนี้ยังเอาชื่อที่ล้ำค่าอย่างเสวี่ยเยว่มาใช้เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่อีกท่านไม่กลัวจะทำให้อาณาจักรเสวี่ยเยว่ต้องอับอายหรือ? เอาล่ะข้าหมดคำถามแล้ว เชิญท่านอ๋องเทียนหลางโปรดชี้แนะ”

            หลินเฟิงมองสีหน้าของต้วนเทียนหลางที่ดูย่ำแย่ลงไปทุกทีๆ เขาอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับไม่เปล่งเสียงออกมา

            ช่างเป็นวาจาที่คมยิ่งกว่ามีด!!! คนคนนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!!!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน