ตอนที่ 36 วังมังกรอัคคีบรรพกาล
คัมภีร์ในมือ เบื้องหน้าเป็นหลี่ซุน ด้านข้างต้วนหลงซางกำลังนั่งเข้าฌาณเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อดูดซับหินวิญญาณส่วนที่เหลืออยู่ หลี่ซุนเพิ่งบรรลุระดับปฐพีขั้นที่ 8 ในขณะที่ต้วนหลงซางกำลังจะทะลวงสู่ขั้นปฐพี
“คัมภีร์นี้พวกท่านไม่สามารถฝึกได้ ต้องระดับนิพพานขึ้นไป”
สมปองมองหลี่ซุนด้วยความเสียดาย หลี่ซุนติดตามเขามานานแต่เขากลับไม่สามารถช่วยหลี่ซุนในเรื่องนี้ได้เลย
“เสียดายทำไม นี่เราก็พัฒนามาไกลแล้ว น้องเข่อเจี้ยนไม่ต้องกังวล”
“พวกเราต้องหาวิธีออกไปจากโลกหลอมเหลวนี้ ข้ามีวิธีแล้ว”
“น้องเข่อเจี้ยน เจ้าจะทำอย่างไร ข้าเห็นรอบตัวมีแต่หินหลอมเหลว”
“พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่าเราตกลงมาอย่างไร”
“พวกเราตกลงมาจากรอยแยก ซึ่งอยู่ข้างบน แต่เราจะปีนขึ้นไปอย่างไร หากเราไม่สามารถออกจากถุงจักรวาลนี้ได้”
“ใช่ พวกเราออกจากถุงจักรวาลไม่ได้ก็ไม่สามารถปืนกลับขึ้นไปได้”
สมปองมองหน้าหลี่ซุนและต้วนหลงซาง “พวกท่าลืมไปแล้วหรือว่า ข้าบรรลุระดับมหานิพพานแล้ว” สมปองเดินนำทุกคนไปที่ส่วนพักผ่อน พวกเขาเดินผ่านพื้นที่เก็บหินวิญญาณที่ยังคงเหลือหินวิญญาณกองเล็ก ๆ อยู่กองหนึ่ง “ข้าจะบังคับให้ถุงจักรวาลลอยขึ้นไปเอง”
ปราณและจิตวิญญาณแผ่ออกไปภายนอก ห่อหุ้มถุงจักรวาลลอยขึ้น เหนือหินหลอมเหลว ใช้ปราณบังคับทิศทาง ใช้จิตวิญญาณแทนดวงตา เสาะหารอยแยกอยู่ครู่ใหญ่ สมปองบังคับถุงจักรวาลลอยออกไปตามรอยแยกนั้น บางส่วนถูกหินถล่มลงมาปิด แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเขา เพียงแผ่ปราณไป ขยับหินเหล่านั้นออกไป ผ่านไปหนึ่งชั่วยามจึงเห็นแสงสว่างตรงทางออก
การใช้ปราณควบคู่ไปกับพลังจิตวิญญาณของสมปองไม่ได้กินแรงเขามากนัก ถุงจักรวาลลอยพ้นปากหลุมออกมาที่ซอกไม้ใหญ่ ซอกไม้ที่เขาตั้งใจใช้หลบ หญิงสาวลึกลับสองนางนั้น บัดนี้ด้านนอกปราศจากผู้คน เขาบังคับถุงจักรวาล ลอยแนบไปกับพื้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาไม่อยากสร้างปัญหาใด ๆ อีก ตอนนี้เพียงอยากออกไปจากโลกใต้พิภพแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
ทั้งสามลอยออกจากถุงจักรวาลท่ามกลางแมกไม้รอบด้านบดบังพื้นที่ตรงนั้นไว้ สมปองบอกเล่าเหตุการณ์คร่าว ๆ ให้ทั้งสองฟังอีกครั้ง แม้ทั้งสองจะมีความ สามารถเพิ่มขึ้นแล้ว แต่เล่ห์เหลี่ยมกลโกงในโลกนี้ไม่ทราบมีมากมายเพียงไหน สมปองได้แต่ระมัดระวังไว้ก่อน
แนวป่ารกทึบ ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้นหลังจากทะลวงผ่านระดับ มหานิพพาน สมปองสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ เขาพา ทั้งสองเหินไปตามยอดไม้ไม่ยอมเสียเวลากับสรรพสิ่งมีชีวิตตามพื้นดินเลย สัตว์อสูร ที่อยู่บนยอดไม้มีจำนวนน้อยกว่า การเหินไปตามยอดไม้จึงรวดเร็วกว่า ไม่นานก็มา ถึงยอดเขาที่สมปองหมายตาไว้
หลังยอดเขาปรากฎสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่สีแดงส้ม รายล้อมด้วยหมู่ตึกเล็ก ๆ สีเดียวกันจำนวนมาก แต่สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ไม่ได้มีสภาพสมบูรณ์อย่างที่เห็นไกล ๆ ทั้งสามพบว่ามันชำรุดทรุดโทรม อาคารบ้านเรือนที่ใหญ่โตแต่มีร่องรอยการถูก ทำลายให้เห็นอยู่ทั่วบริเวณ ทั้งสามยังไม่พบใครนอกจากสัตว์อสูรดุร้ายที่ แหลกเหลวจากพลานุภาพของระดับมหานิพพานของสมปอง
“ตรงกลางนั่นเหมือนเป็นปราสาท” สมปองชี้ไปยังอาคารสูงตรงกลาง เขาสัมผัสถึงบางสิ่งบางอย่างที่นั่น ทั้งหมดเคลื่อนที่เข้าไปช้า ๆ ยิ่งใกล้ตัวปราสาท ความฉงนงงงวยก็ยิ่งมากขึ้น สมปองสังเกตุเห็นพลังแห่งจิตวิญญาณที่อยู่รอบ ๆ จิตวิญญาณของมังกรอัคคีบรรพกาลจำนวนมาก ห้อมล้อมใกล้เข้ามา
หยดโลหิตและเศษหัวใจของหยวนจี๋ในถุงจักรวาลสั่นไหวตอบรับพลังแห่งจิตวิญญาณที่อยู่โดยรอบ สมปองสัมผัสถึงความหดหู่และสิ้นหวังของบรรดาร่างจิต วิญญาณรอบ ๆ ตอนแรกมันสิ้นหวัง แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นกราดเกรี้ยวในที่สุด หลี่ซุนกับต้วนหลงซางถูกสมปองเก็บใส่ถุงจักรวาลทันที เขาแผ่พุ่งปราณระดับมหา นิพพานของเขาออกไป กั้นพลังจิตวิญญาณเหล่านั้นให้ห่างออกไปก่อนก้าวเดินต่อ
ร่างวิญญาณสูงใหญ่ยืนมองสมปองอยู่ไกล ๆ มันคล้ายทราบว่าไม่อาจทำอย่างไรได้ เหล่าวิญญาณพุ่งเข้าจู่โจมสมปอง เขากระแทกร่างวิญญาณออกไปด้วยคลื่นพลังจิต ห่างออกไปอีกเพียงสิบก้าวก็จะถึงประตูปราสาท เสียงหวีดพลันดังขึ้น เหล่าวิญญาณที่กำลังโจมตีเริ่มคลุ้มคลั่ง พวกมันยกมือกุมศีรษะตนเอง เหวี่ยงตัวไปมาอย่างทุกข์ทรมาน ครั้นเสียงหวีดหยุดลง พวกมันก็จ้องมาทางสมปองอย่างดุร้ายคล้ายกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ร่างวิญญาณเหล่านั้นคืนร่างกลายเป็นมังกรอัคคีบรรพกาลจำนวนมาก ล้อมสมปองไว้ตรงกลาง พลังจิตวิญญาณของพวกมันเพิ่มขึ้น แรงกระแทกของพลังฟาดเฉียดสมปอง พลังไม่เพียงพอจะทำร้ายเขาแต่เพียงพอจะทำให้เขาเสียหลักล้มลง วิญญาณมังกรอัคคีบรรพกาลทั้งหมดกระโจนเข้ามา
สมปองทิ้งตัวลงนอนหงาย เขาหลับตารวบรวมสมาธิแล้วลืมตาพร้อมกับตวาดเสียงดัง “ไ ไ ไ ป ป ป ป!”
อานุภาพเวทมังกรคำรามส่งคลื่นพลังวิญญาณแผดกระจายออก กระแทกวิญญาณมังกรที่กระโจนเข้ามากระเด็นออกไป ที่อยู่ใกล้ที่สุดแตกโผละหายไปทันที คลื่นเสียงแผ่ขยายวงออกไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว แม้แต่อาคารและประสาทก็สั่นสะเทือน สมปองถึงกับตลึง
เขายันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วมองดูรอบ ๆ
ทุกอย่างดูว่างเปล่า วิญญาณมังกรอัคคีบรรพกาลทั้งหลายหายไปจนหมดสิ้นเหลือไว้เพียงอาคารบ้านเรือนและปราสาทที่ยังคงตั้งตระหง่านแม้จะโดนเวทคลื่นจนสะเทือนไปบ้าง เขาลุกขึ้นดึงหลี่ซุนกับต้วนหลงซางออกจากถุงจักรวาลแล้วพากันเดินเข้าไปในปราสาท
หลังประตูปราสาท เศษซากอาคารที่ผุพังถล่มลงมากระจายไปทั่ว ร่องรอยการต่อสู้กระจัดกระจาย ทั้งหมดต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่จึงสามารถฝ่าซากพังทะลายเข้าไปถึงใจกลางอาคาร แท่นกลมกลางอาคารยกขึ้น ตรงกลางมีหลุมคล้ายมีสิ่งใดถูกขุดออกไปจากตรงนั้น สมปองมองไปรอบ ๆ ด้วยสมองที่ว่างเปล่า ต้วนหลงซางนั่งลงมองหลุมตรงกลางนั้นอย่างสนใจ
“ผลึกมังกรอัคคีบรรพกาลเคยอยู่ตรงนี้เอง”
สมปองหันกลับมามองต้วนหลงซาง “พี่ต้วนช่วยเล่าให้ฟังได้หรือไม่?”
“พ่อของข้าเคยเล่าให้ฟัง วังนาคาใต้พิภพมีผลึกมังกรอัคคีบรรพกาล ว่ากันว่าผลึกนี้เป็นราชามังกรอัคคีบรรพกาลแต่ละรุ่นถ่ายทอดพลังกักเก็บไว้ให้ลูกหลานเผ่ามังกรอัคคีบรรพกาลใช้ในการฝึกบำเพ็ญ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเผ่านาคาใต้พิภพ”
“เรื่องนี้ท่านพ่อไม่ได้บอก”
“น่าจะเป็นเรื่องโกหกมากกว่า” หลี่ซุนกล่าวขณะเดินไปรอบ ๆ แท่นวงกลม
“เจ้าวังนาคาใต้พิภพทุกรุ่นล้วนมีความสามารถเก่งกาจ เพราะผลึกมังกรอัคคีบรรพกาลนี้”
“ถ้าเก่งกาจจริงเหตุใดจึงไม่มีเผ่านาคาใต้พิภพอยู่ที่นี่”
“ใช่ เหตุใดจึงปล่อยวังนาคาใต้พิภพให้ทิ้งร้างเช่นนี้”
“เรื่องนี้ก็แปลก ท่านพ่อบอกว่าลูกหลานเผ่านาคาย้ายออกไปอยู่โลกภายนอกมากว่าสองพันปีแล้ว”
“เช่นนั้นสองพันปีก่อนค่อยเกิดปัญหาขึ้น” สมปองยืนครุ่นคิด
“เข่อเจี้ยน เราหาทางออกไปจากที่นี่ดีกว่า” หลี่ซุนบอก “ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราไม่ใช่หรือ”
“ใช่ ข้าอยากกลับบ้านแล้ว” ต้วนหลงซางกล่าวสำทับ
สมปองมองหน้าทั้งสอง “งั้นไป หาทางออกไปกันดีกว่า”
ทั้งสามหยุดการสนทนาแล้วพากันฝ่าซากอาคารออกมา “พวกท่านเข้าไปในถุงจักรวาลของข้าดีกว่า”
“เข่อเจี้ยน พวกเราอยากเห็นว่าโลกจิ๋วนี้เป็นอย่างไร”
“ใช่ หากเจ้าไม่ว่า ตอนนี้พวกเราเหินกระบี่ได้แล้ว ไม่ต้องเดินน่าจะเร็วกว่า”
“งั้นก็ได้ พวกท่านอย่าได้ออกห่างจากข้า”
ทั้งสามกระโดดกระโดดขึ้นยืนบนอาวุธคู่กายแล้วบังคับให้เหินไปด้วยพลังปราณที่ฝึกอย่างหนักในโลกหินหลอมเหลว
ผืนป่าที่กว้างใหญ่กินอาณาบริเวณเกือบทั้งหมดของโลกเร้นลับ สมปองแผ่พลังจิตวิญญาณไปรอบด้านเพื่อทำความเข้าใจ สัตว์อสูรขนาดมหึมาสัมผัสพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าก็พากันหลบลี้หนีไป ตลอดระยะทางจึงราบรื่นปลอดภัย
พ้นแนวป่าไปไม่ไกล ด้านหน้าปรากฎหญิงสาวสองนางในชุดสีแดงเข้มท่าทางยั่วยวนขวางหน้าอยู่ สมปองกระซิบบอกหลี่ซุนและต้วนหลงซางที่กำลังมีท่าทางแปลก ๆ
“วิชาเสน่ห์หรือนี่” สมปองคิดในใจ เขาแผ่ปราณกลุ่มใหญ่ออกมาคลุมร่างทั้งหมดไว้ภายใน ต้วนหลงซางจึงหลุดจากอาการเคลิบเคลิ้ม
“หึ” หญิงสาวผมดำรู้สึกแปลกใจ
“เจี่ยเจี่ย มันรู้จักป้องกันวิชาเสน่ห์ของเราด้วย”
“ท่าทางมันเก่งกว่าที่คิด”
“แม่นางทั้งสองท่านต้องการสิ่งใดจึงมาขวางทางพวกเราไว้เช่นนี้” สมปองเอ่ยปากถาม เขาจำได้ว่าหญิงสาวสองนางนี้สามารถจัดการทหารจากต้าหลี่ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับเขาแล้วไม่แน่ใจว่าจะสู้ได้หรือไม่
“ฮิ ฮิ ฮิ พวกเราต้องการสิ่งใด ประตูโลกเร้นลับปิดนานแล้ว มีเพียงคุณชายท่านที่ยังอยู่ในโลกเร้นลับแห่งนี้ ทราบหรือไม่พวกเราอย่างได้อะไร?”
“พวกเราล้วนเป็นหญิงสาวอ่อนแอ พวกเราต้องการเพียงสิ่งที่ท่านหยิบฉวยจากวังนาคาใต้พิภพ ท่านยินยอมมอบให้หรือไม่?”
“ข้าไม่แน่ใจนักว่าท่านอ่อนแอ สำหรับสิ่งของจากวังใต้พิภพข้ามิได้หยิบฉวยมา ดูจากสายตาข้าพวกท่านคงต้องการชีวิตของพวกเรามากกว่า”
หญิงสาวทั้งสองรู้สึกแปลกใจที่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับทราบความต้องการของพวกนางจริง ๆ
“ท่านกลับทราบความต้องการที่แท้จริง บอกมาว่าท่านเป็นใคร”
“ท่านบอกข้าดีกว่าว่าเหตุใดจึงมาดักรอ หรือไม่ก็หลบไปดีกว่า”
“ท่านมีคุณสมบัติใดจึงกล้าให้พวกเราหลบ” หญิงสาวที่ท่าทางยั่วยวนเปลี่ยนท่าทีในทันที เหยื่อรู้ตัวแล้วก็คงไม่จำเป็นต้องเสแสร้งต่อไปอีก
“ส่งผลึกมังกรอัคนีบรรพกาลมา พวกเราจะยินยอมให้ท่านมีซากศพที่สมบูรณ์”
สมปองมองหน้าหญิงสาวทั้งสอง “พวกนางมาเพราะผลึกนั่นจริง ๆ” แต่ขณะที่สมปองจะลงมือ เสียงของหลงปิงกลับดังขึ้น
“เข่อเจี้ยน เราขอยืมร่างท่านสักครู่ได้หรือไม่?”
“ผู้อาวุโส เชิญ”
สมปองกลับตัดสินใจอย่างง่ายดาย เขาทราบว่าหากหลงปิงต้องการทำร้ายเขาคงทำไปนานแล้ว ไม่ต้องรอจนถึงป่านนี้ อีกประการเขาคงมีวิธีจัดการกับสตรีที่น่ากลัวทั้งสองนางนี้ ซึ่งจะดีกว่าหากเขาไม่ต้องจัดการพวกนางด้วยตนเอง
“แม่นางทั้งสองเป็นชนเผ่านาคาใต้พิภพใช่หรือไม่?
หญิงสาวทั้งสองกลับแสดงอาการแตกตื่นเมื่อสมปองกล่าวถาม
“ท่านหาที่ตาย”
“หึ พวกท่านทรยศเผ่ามังกรอัคคีบรรพกาลยังกล้าพูดเช่นนี้”
“ที่แท้ท่านเป็นใคร”
“หยวนจี๋ที่เผ่าท่านช่วยกันขังไว้ใต้ดินตายแล้ว”
“โกหก”
“ข้าไม่ได้โกหก” กล่าวจบสมปองก็ยกมือขึ้น เปลงไฟสีแดงร้อนระอุอันเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่ามังกรอัคคีบรรพกาลปรากฎขึ้นเหนือฝ่ามือ
หญิงสาวทั้งสองเริ่มหน้าซีด
“พวกเจ้าล่อลวงหยวนจี๋ได้สำเร็จแต่กลับไม่ได้ผลึกมังกรอัคคีไปเพราะกลัวเผ่ามังกรอัคคีบรรพกาลจากโลกอื่นจะรู้ อาศัยข่าวลวงส่งให้คนในเผ่านาคาล่อคนเข้ามาหยิบฉวยให้”
หญิงสาวหน้าซีดกว่าเดิมร่ำร้องว่า “ไม่จริง พวกข้าไม่ได้ทำ”
“ข้าดูดซับผลึกมาได้ส่วนหนึ่งจึงรู้ความจริงทั้งหมด” หลงปิงกล่าวกับสมปองภายในจิต
หลี่ซุน ต้วนหลงซาง ฟังด้วยความตลึงที่ด้านหลัง “เจ้ารู้ได้อย่างไรเข่อเจี้ยน”
“ไว้ข้าจะเล่าให้ฟังทีหลัง” สมปองบอก จากนั้นก็หันไปหาหญิงสาวทั้งสอง
พลังของหยวนจี๋อยู่ในระดับนิพพาน นางทั้งสองต้องใช้วิชายั่วยวนหลอกให้กินดื่มจนเมามายสิบวันสิบคืนจึงสามารถจับมังกรอัคคีบรรพกาลตัวนั้นไปขังไว้ได้ ตอนนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งแสดงพลังของมังกรตัวนั้น พลังของเขามีหรือพวกนางจะสู้ได้ จึงคิดหาวิธีหลบหนีแล้ว
“อย่าได้คิดหลบหนี ข้าเป็นหนี้มังกรอัคคีตัวนั้น พวกเจ้าไปอยู่เป็นเพื่อนหยวนจี๋เถอะ”
สมปองกล่าวไม่ทันจบ หญิงสาวก็พลันถอยหลังแยกกันหนีไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ห่างออกไปจากสมปองเกือบสองร้อยลี้ ไม่ทันจะพ้นก็หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ ดิ้นรนเท่าไรก็ไม่อาจขยับเขยื่อนได้เลย เดิมพวกนางได้แต่ทรมานผู้อื่นจนตกตาย บัดนี้เรื่องเกินความคาดหมายเหยื่อกลายเป็นผู้ล่า ความหวาดกลัวท่วมจิตใจจนแทบคลั่ง หญิงสาวทั้งสองแผดร้องขอความเมตตา
“นายท่านได้โปรด อภัยให้ข้าด้วย นางเป็นคนยุข้า”
“เจ้าต่างหากที่เป็นคนเสนอความคิด นายท่าน ข้าไม่เคยทำร้ายท่าน”
“นางต่างหาก นางเป็นคนจับท่านขังไว้”
ทั้งสามเห็นสภาพที่เกิดขึ้นก็รู้สึกสังเวช หญิงสาวทั้งสองลอยกลับมาอยู่ตรงหน้าสมปองอีกครั้ง หลงปิงเห็นเหตุการณ์จากความทรงจำของสมปอง
“ข้าอยู่บนบ่าของทหารจากต้าหลี่ที่พวกเจ้าสังหารไปในตอนนั้น”
“ข้าไม่ได้ทั้งใจทำร้ายท่าน”
“พวกแค่เราอยากช่วยท่าน”
“พวกเจ้าบอกว่าถ้าหาข้าเจอจะทรมานจนเบื่อก่อนแล้วค่อยฆ่าทิ้ง”
“พวกเราไม่ได้กล่าวเช่นนั้น ท่านฟังผิดหรือไม่?”
หลงปิงในร่างสมปองมองหญิงสาวทั้งสองอยู่นาน ความโกรธแค้นที่สัมผัสได้จากผลึกของหยวนจี๋ทำให้เขาส่งเปลวอัคคีเผาผลาญฟ้าในมือไปที่หญิงสาวทั้งสอง