ตอนที่ 94 :‘พ่อ’
หลิวจือเซียไม่สนใจพวกผู้ชมที่กำลังส่งข้อความเข้ามากันอย่างบ้าคลั่งเขายังเล่าเรื่องของตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ
“ต่อมาชายหนุ่มมีลูกสาวที่น่ารักคนหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าพ่อ และเริ่มเข้าใจถึงความคาดหวังของพ่อที่มีต่อเขาในตอนนั้น”
“ตอนนี้เขาตระหนักขึ้นมาแล้วว่าการที่เขาจากไปในตอนนั้นได้ทำร้ายจิตใจของพ่อเขามากเพียงใดบางที พ่อของเขาอาจจะอยากได้แค่คำขอโทษ แค่อยากได้ยินชายหนุ่มพูดว่า ‘ผมขอโทษครับพ่อ’นี้น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่พ่อของเขาต้องการ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้หลิวจือเซียก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปที่เปียโนซึ่งตั้งอยู่ที่ระเบียง “พวกคุณน่าจะเดาได้แล้วใช่ไหมครับ? ว่าผมคือชายหนุ่มหัวดื้อคนนั้น ! ”
หลิวจือเซียมองลงไปที่สองมือของตัวเองใบหน้าปรากฏรอยยิ้มออกมา “มือที่ควรจะจับมีดผ่าตัด ตอนนี้ถูกใช้เล่นเปียโน บางที นี่คงเป็น‘การกบฏ’ ที่ผมยืนกรานมาตลอดก็ได้ครับ ! ”
ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดงงกับคำพูดของหลิวจือเซียขณะที่กำลังจะเกิดความวุ่นวาย เสียงเปียโนก็ดังขึ้น
ต่างจากครั้งแรกที่เขาหยิบปากกาขึ้นมาครั้งนี้การแสดงของหลิวจือเซียยิ่งน่าตกใจมากกว่าเดิม เขานั่งลงตรงหน้าเปียโนอย่างไม่มีลังเลสักนิดและเริ่มแต่งเพลงด้วยการเล่นเปียโนและขับร้องออกมาอย่างน่าอัศจรรย์
“เพลง‘พ่อ’ ขอมอบให้แก่ชายผู้ไม่เคยแสดงความรักแต่คอยปกป้องการเติบโตของผมมาโดยตลอด ! ”
ในช่วงเวลานั้นห้องถ่ายทอดสดได้เงียบลงอีกครั้ง
บทนำของเพลงนี้เหมือนกับเพลง‘ เพราะรัก’ มันไม่ได้ตื่นเต้นเลยแค่เปียโน 1 ตัว และมือที่คล่องแคล่วทั้งสองเคลื่อนไหวขึ้นลงไปบนคีย์ขาวดำ
ในท่วงทำนองที่อบอุ่นเสียงที่มีเสน่ห์ของหลิวจือเซียพลันถ่ายทอดความรู้สึกที่ลึกซึ้งออกมา
“มักจะเรียกร้องขอพ่อประจำแต่ไม่เคยแม้แต่จะพูดขอบคุณ
จนกระทั่งโตแล้วถึงได้เข้าใจว่าเป็นพ่อไม่ง่ายเลย
ทุกครั้งที่จากกันมักจะเสแสร้งแกล้งทำเหมือนไม่เป็นไร
ยิ้มแล้วบอกกลับไปเถิดหันหลังกลับน้ำตาคลอ…”
พอเริ่มร้องเพลงหลิวจือเซียก็หลับตา ในสมองของเขามีภาพความทรงจำของร่างนี้แวบเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เมื่อ4 ปีก่อน เขาดื้อรั้นต่อต้าน เต็มไปด้วยความเพ้อฝันถึงวงการบันเทิง เชื่อว่าความคิดของพ่อนั้นงมงายล้าหลังทุกวันที่ได้ยินคำพูดของพ่อบังคับให้เขาเรียนแพทย์ ก็จะรู้สึกทรมาน
เขาตั้งใจหนีออกจากบ้านไปจากที่ที่เรียกว่าครอบครัวตระกูลแพทย์ครอบครัวนี้ !
อยู่ๆ ภาพความทรงจำบางอย่างก็ปรากฏขึ้น เขาพลันตระหนักได้ว่าพ่อที่ใส่ใจเรื่องหน้าตาเป็นที่สุดนั้นเริ่มมีรอยเหี่ยวย่นปรากฏบนใบหน้า ร่างที่เคยสูงสง่าก็ไม่แข็งแรงเหมือนในอดีต
“อยากจะเป็นเหมือนเช่นแต่ก่อนแค่ไหนได้จูงมือที่แสนอบอุ่นของพ่อ
แต่เมื่อพ่อไม่ได้อยู่ข้างๆ วอนสายลมช่วยพัดอวยพรให้สมบูรณ์แข็งแรง…”
ในห้องถ่ายทอดสดภาพชายแข็งแรงใบหน้าอ่อนเยาว์คนหนึ่งปรากฏตรงหน้าผู้ชมทุกคน
แต่เพื่อความสบายของครอบครัวเพื่อภรรยาและลูกชายคนนี้ทำงานหนักทุกวัน หลังของเขาค่อมลงเรื่อย ๆ ใบหน้าที่เคยอ่อนเยาว์เริ่มมีริ้วรอยของกาลเวลาที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วัน
เขาแสดงสีหน้าผ่อนคลายเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกและภรรยาก็จะยิ้มตลอด ไม่เคยบ่นให้ใครฟัง ไม่เคยพูดคำว่า‘ลำบาก’ ให้ใครได้ยิน
เหล่าผู้ชมน้ำตารื้นพวกเขาพลันตระหนักขึ้นมาได้ว่า เมื่อเจอหน้าพ่อ ดูเหมือนพวกเขาได้แต่อยากจะเรียกร้องเอานั่นเอานี่เรียกร้องเอาของ เอาเวลา เอาความรักที่จริงใจที่สุดนั้น…แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะพูดกับพ่อว่าขอบคุณ ! ที่พ่อเสียสละทุกอย่างเพื่อเราและครอบครัว
“กาลเวลากาลเวลาช้าลงหน่อยเถิด อย่าให้พ่อต้องแก่ลงอีกเลย
ผมยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรั้งชีวิตที่ยืนยาวของพ่อไว้
พ่อที่ต้องเข้มแข็งตลอดทั้งชีวิตผมสามารถทำอะไรเพื่อพ่อได้บ้าง
รับความห่วงใยอันน้อยนิดที่แทบจะไม่มีค่าไว้ด้วยเถิด…”
ในห้องถ่ายทอดสดมีหลายคนร้องไห้น้ำตาไหลพรากแล้ว พวกเขานึกถึงตอนที่ตนยังเด็ก ตอนที่พ่อให้ขี่คอวิ่งไปรอบๆ ตอนที่พ่อจูงมือเดินไปตามท้องทุ่ง ไปห้องสมุด ตอนที่ขอให้พ่อซื้อขนมทุกอย่างเพราะความตะกละ…
จนกระทั่งโตขึ้นมาพวกเขาถึงเพิ่งตระหนักว่าพ่อทุ่มเททำอะไรไปบ้างเพื่อครอบครัว
วงแหวนแห่งกาลเวลาได้วาดริ้วรอยลงบนใบหน้าของพ่อจุดแล้วจุดเล่าแต่พ่อยังคงเป็นภูเขาใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา ห่วงใยพวกเขาเสมอ แม้ในตอนที่… พวกเขาโตแล้วและออกไปสร้างครอบครัวของพวกเขาเอง
ในหน้าต่างเล็กทั้งสี่ที่ด้านบนห้องถ่ายทอดสดหลินเยว่ก็ร้องไห้ออกมาแล้ว ดวงตาของเธอมีน้ำตาไหลออกมา ภาพลักษณ์ของประธานหญิงจอมเผด็จการได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ส่วนสงสงกับเมิ่งฉางคงผู้ชายตัวโตอกสามศอกสองคนนี้ก็ตาแดงก่ำน้ำตาคลอเบ้านึกถึงเรื่องราวของพวกเขาเช่นกัน
แล้วหวงปิ่งคุนล่ะ? ใบหน้าของหวงเหล่าเต็มไปด้วยความเหงา ดวงตามีน้ำตาคลอ
ดูเหมือนว่าหวงปิ่งคุนเองก็คิดถึงพ่อของตนเช่นกัน
แม้ว่าจะไม่มีข้อความขึ้นบนหน้าจอแต่ที่ช่องสนทนาด้านล่างก็มีข้อความและคอมเมนท์มากมายวิ่งไม่หยุด
“เพลงนี้ทำให้ฉันคิดถึงพ่อฉันเสียใจที่เคยทะเลาะกับพ่อ”
“ฉันไม่อยากเป็นเด็กในสายตาพ่ออีกแล้วแต่พ่อก็เอาแต่พูดว่าฉันยังไม่โต”
“เมื่อก่อนฉันเคยเป็นเด็กขี้อ้อนของพ่ออยากกลับไปเป็นเด็กอีกจัง ! ”
หลิวจือเซียร้องเพลงได้อย่างซาบซึ้งทำให้ผู้ชมทุกคนเงียบกริบ พวกเขาคิดถึงความรักอันลึกซึ้งของพ่อผู้คอยอยู่ข้าง ๆ พวกเขาเสมอความรักที่ไร้คำพูดนั้นทำให้พวกเขาตื้นตัน ทำให้พวกเขาน้ำตาไหล ทำให้พวกเขารู้สึกถึงความรักที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ของพ่อ!
“ผมคือความภาคภูมิใจของพ่อใช่ไหมยังคงเป็นห่วงผมใช่หรือเปล่า
ลูกคนที่พ่อห่วงใยโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ
ขอบคุณที่มีพ่อมาตลอดเส้นทางชีวิต”
หลิวจือเซียร้องคำสุดท้ายพร้อมรัวนิ้วลงบนคีย์เปียโน
เสียงเปียโนเร่งกระชั้นแล้วผ่อนลงจนกระทั่งหายไปท่วงทำนองที่ไพเราะและทอดยาวยังคงสั่นไหวอยู่ในอากาศ ทั้งโลกเงียบสนิท ไม่ว่าจะเป็นพวกหลางเวิ่นซิงที่อยู่ในห้องคนที่อยู่หน้าจอมือถือ และคนที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์…
ทุกคนที่ได้ฟังเพลง‘พ่อ’ ก็พากันร้องไห้อย่างเงียบ ๆ
การร้องที่อบอุ่นและถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้งของหลิวจือเซียเป็นเหมือนพายุฝนฟ้าคะนองในฤดูร้อนเข้าจู่โจมหัวใจของผู้คนอย่างบ้าคลั่ง ทำให้พวกเขายังคงเคลิบเคลิ้มอยู่กับบทเพลง ไม่สามารถถอนตัวออกมาได้
นี่คือพ่อนี่คือพ่อที่ให้ความรักอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่เป็นการให้อย่างเงียบ ๆ เสมอมา !
ในเวลานี้ผู้คนที่รู้สึกเจ็บแปลบในใจเพราะเพลงนี้ก็เริ่มโพสต์ข้อความบนหน้าจอของห้องถ่ายทอดสดมีต้นไผ่นับร้อยลอยขึ้นมารวมทั้งกุ้งล็อบสเตอร์ และหอยเป๋าฮื้อนับไม่ถ้วนก็แกว่งตัวดุ๊กดิ๊กอย่างมีความสุข
………………
ณ เรือนสี่ประสานเขตหมิงฉง เซี่ยงไฮ้
“กริ๊ก! ”
คุณนายหลิวใช้กุญแจเปิดประตูห้องหนังสืออย่างเงียบๆ และเห็นหลิวซู่เหรินนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือ ดวงตาแดงก่ำ ใบหน้ามีน้ำตาไหลเป็นทาง
“ซู่เหรินคุณร้องไห้หรือ ? ”
ขณะที่หลิวซู่เหรินยังคงจมอยู่กับเพลงและความรู้สึกตื้นตันใจในการเติบโตของหลิวจือเซียเสียงของคุณนายหลิวก็ดังมาจากประตู “อยากร้องก็ร้องออกมาให้สบายใจเถอะ”
“ร้องไห้งั้นหรือ? ผมจะร้องไห้ไปทำไมกัน ! ”
หลิวซู่เหรินรีบเอามือลูบหน้าแล้วถลึงตาจ้อง พูดว่า “นี่น่ะ เป็นเพราะมีแมลงตัวเล็ก ๆ บินเข้าตาของผมต่างหากเล่าน้ำตาก็เลยไหลออกมาเป็นทางแบบนี้…”
“หือ? ไม่ใช่สิ คุณเข้ามาได้ยังไง ? ” พูดแล้วหลิวซู่เหรินก็พลันรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลก ๆ
“ก็ใช้กุญแจไขเข้ามาสิ! ” คุณนายหลิวแกว่งกุญแจในมือ แล้วพูดว่า “ใครใช้ให้คุณล็อคกุญแจในห้องล่ะ ไม่อยากให้ฉันเข้ามาหรือไง? ”
“พูดจาเหลวไหล! ” หลิวซู่เหรินหน้าแดงด้วยความอับอาย “วางกุญแจไว้บนโต๊ะให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“เรื่องอะไรฉันไม่มีทางให้คุณหรอก ! ” คุณนายหลิวย่นจมูก แล้วรีบเปิดประตูกลับออกไปอย่างรวดเร็ว
หลิวซู่เหรินเช็ดน้ำตาที่ยังเหลืออยู่บนใบหน้าแล้วพูดกับตัวเองว่า “เจ้าลูกชาย ในที่สุดก็โตสักที ! ”
ณชุมชนซานสุ่ย ปักกิ่ง
ในห้องนั่งเล่นของหลิวจือเซียนอกจากหลางเวิ่นซิงกับจางหมิงห่าวที่มีประสบการณ์ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมายจึงทำให้ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้แล้วนั้นทุกคนในห้องนั้นต่างร้องไห้น้ำตาไหลออกมากันไม่หยุด
หวางเสี่ยวถงที่ซบบ่าของซ่งจิงจ้านทำให้เสื้อเชิ้ตสีฟ้าของซ่งจิงจ้านเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา
ซ่งจิงจ้านตาแดงเล็กน้อยเขาลูบผมดำยาวของหวางเสี่ยวถงและพูดว่า “เสี่ยวถง อย่าเสียใจไปเลย หยุดร้องไห้เถอะ”
หวางเสี่ยวถงใช้ทิชชู่เช็ดน้ำตาแล้วพูดกับซ่งจิงจ้านว่า “ตั้งแต่เริ่มทำงาน ฉันโทรหาพ่อแค่สองครั้งเอง แถมรีบคุยไม่กี่คำก็วางสายแล้ว”
“ไม่ต้องห่วงคุณลุงไม่ตำหนิเธอหรอก” ซ่งจิงจ้านปลอบได้ห้วน ๆ กระด้าง “ฉันไม่ได้โทรหาพ่อนานแล้วฉันคิดว่า…”
ไป่เหลียนเฉิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ซ่งจิงจ้านกลอกตา และพูดว่า “พี่คิดว่าทุกคนเป็นเหมือนพี่หรือ ? พี่ไม่พูดไปล่ะว่า เสี่ยวถง ไปโทรหาคุณลุงกันตอนนี้เลยเถอะ”
“เออฟังนายพูดก็มีเหตุผลแฮะ ! ”
ซ่งจิงจ้านลูบท้ายทอยตัวเองแล้วเอื้อมไปหยิบมือถือของหวางเสี่ยวถงขึ้นมากดไปที่เบอร์โทรศัพท์ ‘พ่อ’ในรายชื่อผู้ติดต่อ จากนั้นก็ดึงหวางเสี่ยวถงไปอีกด้านหนึ่งของมุมห้อง
ไป่เหลียนเฉิงก็ทำเช่นเดียวกันเขาพาหวางหยิงหยิงไปที่ห้องกินข้าวและโทรหาพ่อตาในอนาคตของเขา
นอกจากหลางเวิ่นซิงกับจางหมิงห่าวแล้วก็เหลือแค่ซู่ปางจือที่ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้องนั่งเล่น
เฮ้อเป็นคนโสดนี่มัน… เจ็บปวดใจเหลือเกิน !
หลิวจือเซียไม่มีเวลาให้ความสนใจแขกในห้องของเขา
หลังจากร้องจบเขาก็ล็อกอินเข้าไปในบัญชีเวย์ป๋อของเซียเยว่ด้วยมือถือของตัวเอง และโพสต์บทกวีในตอนสุดท้ายของเวลาห้านาทีจากนั้นก็เงยหน้ามองห้องถ่ายทอดสดตรงหน้าเขา
บนหน้าจอห้องถ่ายทอดสดของขวัญถูกส่งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็มองเห็นแต่ข้อความที่ส่งเข้ามามากมาย
“มันดีมากคิดได้ยังไงกัน ? เพลงนี้มันเกินไปแล้วฉันอยากเจอพ่อขึ้นมาเลย”
“พี่เซียของฉันต้องซึ้งขนาดนี้เลยหรือ ? ทำฉันปวดใจนะ ! ”
“เพราะงานก็เลยต้องออกเดินทางบ่อยๆ พอได้ฟังเพลงของจือเซีย ฉันตัดสินใจจะกลับบ้านไปหาพ่อวันนี้เลย ! ”
แค่เพราะเพลง‘พ่อ’ ผู้ชมทุกคนที่ดูถ่ายทอดสดอยู่ต่างเกิดความรู้สึกอยากกลับบ้านเพื่อไปหาพ่อของตนอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้
พวกเขาเพิ่งจะตระหนักในตอนนี้เองว่าพ่อของพวกเขาแก่แล้ว!