บทที่ 131 คนงามปรากฏตัว
ในลานกว้าง ลมกระโชกแรง พัดให้เกิดระลอกคลื่นสีน้ำเงินบนพื้นน้ำทะเลสาบ
ตอนนี้ทุกคนรวมตัวกันอยู่ด้านในลานเรือน ไร้เสียงพูดคุยใดๆ ต่างตั้งตารอ จับจ้องไปยังทิศทางเดียวกันรู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังเล็กน้อย
ทุกคนรู้ดีว่าฉากสำคัญในงานเลี้ยงกำลังจะเริ่มขึ้น!
“ฮ่าๆ พวกท่านไม่ต้องกังวลเกินไป”
ชายวัยกลางคนที่มีพลังปราณรุนแรงปรากฎตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มและน้ำเสียงสดใสร่างกายที่องอาจก้าวออกมาพร้อมคนรับใช้ห้าหกคน ช่างเป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่จริงๆ
คนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าของเรือนกลิ่นกำจรคนปัจจุบันผู้นำตระกูลฉู่เชื้อสายไป๋หยาง ฉู่เจิ้นหนาน
เมื่อเห็นบรรดาหนุ่มสาวผู้มากความสามารถรอเขาอยู่เงียบๆ ก็รู้สึกสุขใจและภูมิใจมาก
หากไม่ใช่เพราะความงามอันน่าทึ่งของหญิงสาวในตระกูลที่ดึงดูดความสนใจจากทุกฝ่ายฉู่เจิ้นหนานคงไม่มีวันได้เห็นความยิ่งใหญ่นี้ในชีวิตของเขา นับประสาอะไรกับการได้รับความเคารพจากอัจฉริยะมากมายเช่นนี้
“ทุกท่านคงรอมานานแล้ว คราวนี้พวกท่านให้เกียรติแก่ผู้นำตระกูลเล็กๆอย่างข้า ในนามของตระกูลฉู่ขอขอบคุณทุกท่านมาก ฮ่าๆ”
ฉู่เจิ้นหนานหรี่ตาแสร้งยิ้มอย่างสุภาพและกล่าวเสียงดัง ภาคภูมิใจยิ่งนักเขาแอบรับของขวัญมากมายจากกองกำลังอันทรงพลังในงานเลี้ยงนี้ มีหรือจะไม่พอใจ
“ท่านผู้นำฉู่ช่างยิ่งใหญ่และอาจหาญ ถือเป็นเกียรติแก่พวกเราที่ได้เห็นอำนาจของท่าน”
“ผู้อาวุโสทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่นี้ให้พวกเราที่นานทีจะได้มารวมตัวกันลำบากท่านแล้ว”
บางคนประจบประแจงแสร้งยิ้มเพื่อสร้างความประทับใจที่ดีโดยคิดว่าถ้าพูดจาดีๆ สักสองสามคำ ฉู่เจิ้นหนานอาจจะพูดยกยอพวกเขาต่อหน้าคนงามบ้าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่เจิ้นหนานก็รู้ว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์เหล่านี้กำลังประจบเขาแต่ก็ยังอดมีความสุขไม่ได้
จริงๆ แล้วคนเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญของกองกำลังหลักต่างๆภายภาคหน้าอาจสืบทอดสำนักหรือตระกูลใหญ่ การได้รับความเคารพจากพวกเขา แม้จะเป็นเพียงคำพูดเล็กๆน้อยๆ ก็คุ้มค่ายิ่งนัก
ในขณะเดียวกันที่มุมลานมีร่างๆ หนึ่งจ้องมองฉู่เจิ้นหนานที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนอย่างเคียดแค้นนั่นคือฉู่อวิ๋น
“จิ้งจอกเฒ่า!” ฉู่อวิ๋นก่นด่าในใจอย่างเย็นชา ดวงตาลุกเป็นไฟเขากำหมัดแน่นและหายใจเข้าออกถี่รัว
เมื่อมองดูท่าทีได้ใจของฉู่เจิ้นหนาน ฉู่อวิ๋นก็โกรธแค้นมากแทบจะรีบออกไปต่อสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง
ผู้นำตระกูลผู้นี้ทั้งใส่ร้าย กดขี่ หลอกลวงเขาและบังคับให้ฉู่ซินเหยาแต่งงานเพื่อหาประโยชน์ใส่ตน น่ารังเกียจสิ้นดี!
อาจกล่าวได้ว่าความทุกข์ทรมานทั้งหมดของฉู่อวิ๋นล้วนเกิดจากฉู่เจิ้นหนานโชคดีที่เขาดวงแข็งพอ ไม่เช่นนั้นคงตายในป่าสีเลือดไปแล้ว
“คุณชายอวิ๋น อยู่ที่นี่เอง”
ยามนี้เอง เสวี่ยหรูเยียนที่เห็นฉู่อวิ๋นก็เดินมาหาด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า“เมื่อกี้นี้ท่านไปอยู่ไหนกัน? มานี่เร็ว ท่านบอกว่าอยากยลโฉมคนงามตระกูลฉู่ไม่ใช่หรือ?”
“ตอนนี้ผู้นำตระกูลฉู่ก็ออกมาพูดแล้ว อีกไม่นานคนงามก็คงปรากฎตัว”
ฉู่อวิ๋นพยักหน้าและพูดว่า “จะไปเดี๋ยวนื้”
แม้ว่าการเดินตามเสวี่ยหรูเยียนอาจเป็นจุดสนใจ แต่ฉู่อวิ๋นไม่คิดว่าฉู่เจิ้นหนานจะจำเขาได้
เพราะตอนนี้ ฉู่อวิ๋นได้กำเนิดใหม่แล้วและผ่านประสบการณ์ความเป็นความตายในป่าสีเลือดรัศมีรอบตัวของเขาจึงเปลี่ยนไปมากทั้งความแข็งแกร่งและสภาพจิตใจแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเขาไม่ใช่ดาวหายนะที่ทุกคนตะโกนใส่ร้ายอีกต่อไป
“เตรียมที่นั่ง!”
ไม่นาน ฉู่เจิ้นหนานก็โบกมือให้บรรดาสาวใช้หยิบเก้าอี้ไม้และเบาะออกมาจัดเรียงเก้าอี้เป็นแถวโดยหันหน้าไปทางศาลาในลานบ้าน
เมื่อมองแวบแรก ที่นั่งนี้อาจดูค่อนข้างเรียบง่าย แต่มีเพียงสี่ที่นี้เท่านั้นที่อยู่ใกล้กับศาลามากที่สุด
ทั้งสี่ที่นั่งนี้มีไว้สำหรับตระกูลเสวี่ย เคหาสน์เขากระบี่และเผ่าปีศาจวัวตามลำดับ
แต่กลับมีที่นั่งหนึ่งว่างอยู่ ทำให้ฉู่เจิ้นหนานขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าที่นั่งนี้เดิมถูกกำหนดให้กับคนสำคัญคนหนึ่ง
“ท่านผู้นำฉู่ ในเมื่อที่ตรงนี้ว่าง ขอให้แขกของข้านั่งจะได้หรือไม่?”เสวี่ยหรูเยียนขอให้ฉู่อวิ๋นนั่งตรงนั้น
“นี่...” เมื่อมองไปที่ฉู่อวิ๋น ฉู่เจิ้นหนานก็หรี่ตาลง คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตกลง“ก็ได้”
จากนั้น เขาก็หันหลังกลับโดยไม่สังเกตเห็นตัวตนของฉู่อวิ๋นด้วยซ้ำ
“ฮึ่ม! คนป่านี่มาจากไหนกัน? ถึงกับมานั่งข้างหน้าได้เช่นนี้”
“เสียดายที่นั่งดีๆ จริงๆ ถ้าคุณหนูเสวี่ยไม่พูดขึ้นมาก่อน ข้าคงจะได้นั่งตรงนั้นแล้ว”
หลายคนต่างอิจฉา คนงามตระกูลฉู่ใกล้จะปรากฎตัวแล้ว ที่นั่งด้านหน้าตรงนั้นจะได้ชื่นชมความงามของนางได้อย่างใกล้ชิด
ตำแหน่งดีๆ เช่นนี้กลับถูกคนป่าที่ไม่ทราบที่มาคว้าไป ทำให้คนหนุ่มสาวต่างไม่พอใจ
“เจ้าเด็กโชคช่วย! ครานี้จะปล่อยเจ้าไปก่อน”
นอกจากนี้ ยังมีคนที่มุ่งร้ายจับจ้องไปยังที่นั่งของฉู่อวิ๋นด้วยคิดจะแย่งมันมาแต่เมื่อเห็นสีหน้าของตระกูลเสวี่ย ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยับยั้งความคิดนั้นไว้
“คุณชายอวิ๋น ที่นั่งนี้หาได้ยาก ขอท่านรักษามันไว้”เสวี่ยหานเฟยยิ้มอย่างอ่อนโยน หรี่ตาลงเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเขาคิดอะไรอยู่
โม่ซิวและตงฟางสยงที่อยู่ข้างๆ พวกเขาต่างก็จ้องมองฉู่อวิ๋นอย่างดูถูกเหยียดหยามจากนั้นก็เมินเฉยอีกฝ่ายไป แล้วหันไปมองที่ศาลาด้วยสายตาร้อนแรง
“พี่หญิง... ข้าอยู่นี่แล้ว ท่านอยู่ไหน?”
ฉู่อวิ๋นหาได้สนใจสายตาดูถูกเหยียดหยามเหล่านั้นไม่เพราะตอนนี้เขาก็ร้อนใจเช่นกัน หลังจากผ่านความทุกข์ยากมามากมายเขาก็อยากพบฉู่ซินเหยาใจจะขาด
“ฮ่าๆ ในเมื่อทุกท่านให้เกียรติมาที่นี่เสี่ยวซินเหยาของข้าบอกว่านางมีความสุขมาก เต็มใจจะบรรเลงดนตรีหนึ่งบทเพลงหวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับมัน”
คำที่ฉู่เจิ้นหนานพูด ทำให้ทุกคนที่นี่กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ในที่สุดคนงามก็จะปรากฏกายแล้วตั้งตารอยิ่งนัก!
ทันใดนั้นฉู่เจิ้นหนานก็ปรบมือให้สาวใช้สองคนนำกู่ฉินมาวางไว้บนโต๊ะหินของศาลา จากนั้นเขาก็แขวนผ้าม่านโปร่งแสงไว้รอบๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของทุกคนก็เปล่งประกาย ต่างกระสับกระส่ายมองไปรอบๆ หาคนงาม
“ฟิ้ว—”
สายลมพัดผ่านลานเรือน อ่อนโยนและเย็นสบาย
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ไกลออกไปมีหญิงสาวสวมชุดสีชมพูอ่อนพลิ้วไหวอย่างอ่อนช้อยเดินออกมาอย่างสง่างามโดยมีสาวใช้สองคนคอยประคอง
ผมสีดำยาวสลวยของนางปลิวไปตามสายลม ดวงตาทอแสงอ่อนโยน ผิวขาวราวหยกรูปร่างหน้าตางามอัศจรรย์จับใจ ทำให้หัวใจของผู้คนเต้นระรัว
เพียงผัดแป้งเล็กน้อย นางก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา กลิ่นหอมรัญจวนโชยมาตามสายลมราวกับเทพธิดาที่ถูกเนรเทศมายังโลกมนุษย์หลุดออกมาจากภาพวาดตระการตา
ทุกคนตกตะลึง โดยเฉพาะชายหนุ่มต่างดวงตาลุกเป็นไฟ หายใจหอบอย่างอยู่ไม่เป็นสุขพวกเขาไม่เคยเห็นคนที่งดงามเช่นนี้มาก่อน!
“พี่หญิง!”
เมื่อเห็นหญิงสาวปรากฏตัว ดวงตาของฉู่อวิ๋นสั่นไหว คิดในใจอยู่เงียบๆ
ใช่แล้ว คนงามนางนี้คือฉู่ซินเหยา พี่สาวที่ฉู่อวิ๋นพร่ำหาทั้งวันคืนในที่สุด เขาก็ได้พบนางแล้ว!
แต่หลังจากหายตื่นเต้น เขาก็รู้สึกจุกแน่นในใจ เมื่อพบว่าแม้ว่ารูปร่างหน้าตาของฉู่อวิ๋นยังคงสวยงามแต่ดวงตาของนางกลับว่างเปล่า ราวกับไม่อยากมีชีวิตอยู่
ดูเหมือนว่าหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสาวใช้ แม้แต่จะยืนก็คงทำไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเห็นสาวใช้กางร่มให้เพื่อป้องกันแสงแดดให้นางอีกด้วย
“ตอนนี้แดดก็ไม่แรง ทำไมต้องกางร่มด้วย?!”
ฉู่อวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็โกรธขึ้นมา!
“หรือว่า... พี่ซินเหยาถูกขังอยู่ในห้องมืดและเพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกมาจึงไม่ชินกับแสงแดด?!
“กึด!”
เมื่อนึกได้เช่นนั้น หัวใจของฉู่อวิ๋นก็เต้นระรัวทันทีเลือดร้อนไหลอย่างบ้าคลั่งไปทั่วร่าง แม้แต่หมัดของเขาก็สั่นสะท้าน
หากถอดหน้ากากออก จะเห็นใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นราวกับเทพซิวหลัว!
จากรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ ฉู่อวิ๋นจึงคาดเดาได้ว่าแม้ว่าฉู่ซินเหยาจะไม่ตกอยู่ในอันตรายแต่ก็ถูกจองจำจนสูญเสียอิสรภาพ ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองท้องฟ้าได้!
นางเป็นแค่หญิงสาวคนหนึ่ง เหตุใดจึงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้?! เขาไม่ได้คิดว่านางเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ!
“ฉู่...เจิ้น...หนาน!!! ข้าจะฟันแกเป็นชิ้นๆ!”
หัวใจของเขากู่ร้องด้วยความเจ็บปวด หน้าอกของเขาสั่นไหวฉู่อวิ๋นโกรธแค้นยิ่งนัก! เขารู้ว่าฉู่ซินเหยาร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยบ่อยแม้ว่าจะได้รับยาเม็ดหิมะไป แต่สภาพร่างกายของนางก็ยังไม่ดีขึ้นมากนัก
นางที่โดนทรมานทั้งร่างกายและจิตใจเช่นนั้น จะทนได้หรือ?
ในยามนี้ ฉู่อวิ๋นโกรธมาก ต้องการลงมือแย่งนางไปแม้ว่าเขาจะตายในลานเรือนนี้ก็ตาม!
“เจ้าหนู อย่าเพิ่งวู่วาม! ยังไม่ถึงเวลาที่จะช่วยคน ถ้าเราลงมือตอนนี้ไม่เพียงแต่เจ้าจะตาย แต่แม้แต่พี่สาวของเจ้าก็จะถูกบังคับให้แต่งงานด้วย!”
“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการให้นางจำเจ้าได้ ไม่เช่นนั้นดูท่าทางนางในตอนนี้ คงได้ตรอมใจตายไม่ช้าก็เร็ว!”
ท้ายที่สุด เป็นโยวกู่จือที่เตือนให้ฉู่อวิ๋นสงบลง
ในขณะเดียวกัน ฉู่ซินเหยาพร้อมด้วยสาวใช้ก็เข้าไปในศาลาที่รายล้อมด้วยม่านโปร่งแสงดูลึกลับและสวยงาม
นางนั่งที่โต๊ะหินแล้ววางมือหยกสีขาวบนกู่ฉิน แต่ใบหน้ากลับเย็นชาไม่แม้แต่จะอยากขยับกาย
“ถ้าเจ้าไม่บรรเลงตามที่ข้าบอกข้าจะกลับไปที่ลานตะวันออกตระกูลฉู่แล้วทำลายมันเสียทำลายความทรงจำทั้งหมดของเจ้ากับเด็กคนนั้น!”
ทว่าเมื่อนึกถึงคำพูดข่มขู่ของฉู่เจิ้นหนาน ดวงตาของฉู่ซินเหยาก็รื้นน้ำตาไหลรินร่วงมา เต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่อธิบายไม่ได้
และเพราะม่านพวกนี้ จึงไม่มีใครมองเห็นนางได้ชัดเจนทุกคนต่างรอคอยให้นางบรรเลงอย่างใจจดใจจ่อ
“คุณหนูฉู่ ถึงเวลาบรรเลงแล้วเจ้าค่ะ!”
ข้างๆ นาง สาวใช้นางนั้นดูเคร่งขรึม หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาของฉู่ซินเหยาและกระซิบข้างๆหู “คุณหนู ท่านลืมคำสั่งของนายท่านไปแล้วหรือ?”
“ตอนเจอหน้ากับชายหนุ่มพวกนั้นก็ต้องยิ้ม ยิ้มอย่างมีความสุข”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่ซินเหยาก็เจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก นางกัดริมฝีปากสีแดงสดแน่นร่างกายอันบอบบางสั่นเทา แต่ก็ไม่ต้องการให้ลานตะวันออกถูกทำลาย จึงจำต้องฝืนยิ้มอย่างเศร้าๆ
“ข้าจะเริ่มบรรเลง เพื่อให้พวกท่านได้เพลิดเพลินแล้ว...”
นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงทั้งยิ้มและน้ำตาที่ไหลริน รู้สึกโศกเศร้าอย่างยิ่ง
ทุกคนต่างตื่นเต้นและโห่ร้องสถานที่นั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นซึ่งตรงกันข้ามกับสถานการณ์หลังม่านโปร่งแสง
“พี่หญิง!”
ในยามนี้ เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยแต่อ่อนแรงฉู่อวิ๋นก็รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมาก เขากัดฟันและกำหมัดแน่นปลายเล็บทิ่มฝ่ามือจนเลือดอาบ!
เขาสาบาน! ต่อจากนี้ไปฉู่ซินเหยาจะไม่มีทางเป็นทุกข์เช่นนี้อีก!
ใครที่คิดชั่วๆ ก็จะฆ่ามันไม่ให้เหลือ!