อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 132 คนรู้จัก

    บทที่ 132 คนรู้จัก




    “ภารกิจครั้งนี้ แต่เดิมแล้วจะมอบให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ถึงอย่างนั้นโอกาสที่จะสำเร็จมีเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่เป็นงานที่หน่วยวิจัยของกองทัพร้องขอมา พวกเขาต้องการ “ราชาของหนูขาวกลายพันธุ์” ที่ยังไม่ตาย”




    “ปกติ หนูขาวกลายพันธุ์พวกนี้ก็ล่าได้ยากเย็นอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงราชาของพวกมันเลย ยิ่งถ้าบอกให้จับพวกมันเป็นๆยิ่งแล้วใหญ่ ต่อให้กองทัพจะมีอุปกรณ์เพื่อขังพวกมันเอาไว้ก็เถอะ แต่ตอนที่เป็นปัญหาจริงๆก็คือตอนที่จับพวกมันมานั่นแหละ”




    “หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะฆ่าราชาหนูขาวกลายพันธุ์ไปเลย หากจะรอพวกมันกำเนิดขึ้นอีกครั้งก็อาจจะกินเวลาเป็น 10 ปี ดังนั้นเพื่อให้มีโอกาสมากขึ้น พวกเราจึงเรียกเธอมาที่นี่”




    “ก่อนหน้านี้ในภารกิจลับครั้งก่อน จ่าสิบตรีอันแสดงผลงานที่ดีมาก โดยเฉพาะ “สัตว์เลี้ยง” ของเธอ มันก็คือราชาหนูขาวกลายพันธุ์ใช่ไหม? แม้จะมีลวดลายแปลกตา แต่มันก็ยังคงเป็นราชาหนูขาวกลายพันธุ์ไม่ผิดแน่”


                


    ผู้นำระดับสูงพูดถึงราชาหนูขาวกลายพันธุ์ขึ้นมา ท่าทางของพวกเขายังคงความเกรงใจเอาอยู่ ถึงจะรู้ว่าซูหยวนไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องนั้น แต่ในเมื่อพวกเขารู้แล้ว แถมมีภารกิจที่อยากจะให้เธอช่วย สุดท้ายจึงจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมา


                


    ซูหยวนคิดเล็กน้อย เธอรู้ว่าภารกิจนี้ไม่ได้ยากลำบากเกินไป หากพูดถึงราชาหนูขาวของเธอกับราชาหนูขาวกลายพันธุ์ ระดับเจ้าราชาหนูขาวลายทองที่กินอาหารในฟาร์มอย่างอิ่มหนำนั้นคงแซงหน้าราชาหนูขาวกลายพันธุ์ไปนานแล้ว เพียงแต่ปัญหาก็ยังมีอยู่




    “ถ้าภารกิจสำเร็จ ฉันจะได้อะไรหรอคะ แล้วเรื่องวิธีการในการจัดการจะถูกเปิดเผยหรือเปล่า”




    “แน่นอนว่าพวกเราก็ใส่ใจเรื่องนี้เหมือนกัน เพื่อไม่ให้เรื่องสัตว์เลี้ยงของจ่าสิบตรีอันถูกเปิดเผย พวกเราจะแต่งตั้งจ่าสิบตรีอันเป็น “ทหารพิเศษ” หรือก็คือ ข้อมูลภารกิจของจ่าสิบตรีอันจะถูกเก็บเป็นความลับ มีแค่ผู้นำระดับสูงเท่านั้นที่จะรู้ว่าคุณใช้วิธีการใดเพื่อเสร็จภารกิจ”


                


    ซูหยวนเลิกคิ้ว เธอไม่คิดเลยว่ากองทัพก็มีเรื่องดีๆแบบนี้อยู่ด้วย ปกติแล้วเวลาที่พวกเขาทำเล่มรายงาน จะต้องให้รายละเอียดว่าทหารคนไหนทำภารกิจบ้าง ใช้วิธีการอย่างไร เบิกค่าใช้จ่ายอะไรไป และอื่นๆ แต่...ถ้าเธอเป็นทหารพิเศษ เช่นนั้นก็จะไม่ต้องบอกวิธีการแก่พวกเขาหรือ?


                


    นี่ไม่ใช่ว่าจะดีต่อเธอในอนาคตมากหรอกหรอ




    “ส่วนผลตอบแทนของภารกิจ ปกติแล้วภารกิจนี้จะมอบให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ถ้าพวกเขาทำสำเร็จจะได้แต้มทางทหารไปจำนวนมาก ดังนั้น...พวกเราจะเอาแต้มทหารที่ต้องแบ่งให้ทุกคนมาให้จ่าสิบตรีอันเพียงคนเดียว นี่เป็นข้อดีของการเป็นทหารพิเศษด้วย เพราะการคิดคะแนนจะไม่เหมือนกับคนอื่นๆ”


                


    รอยยิ้มของพวกผู้นำแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคิดมาอย่างดีแล้ว ซูหยวนเองก็พยักหน้ารับ ถ้าเธอได้แต้มของทุกคนมารวมกัน นี่ก็แปลว่าเส้นทางการก้าวหน้าในตำแหน่งของเธอนั้นคงจะราบรื่นมากแล้ว บางที...ตำแหน่งจ่าสิบโทคงอยู่อีกไม่ไกลเกินเอื้อม




    “จ่าสิบตรีอัน เธอเห็นด้วยกับการช่วยเหลือพวกเราครั้งนี้ไหม” เมื่อพูดทุกอย่างที่ควรจะพูดแล้ว ผู้นำก็เงียบรอฟังการตัดสินใจของเธอ พวกเขาไม่ได้กดดันใดๆ ตราบเท่าที่ตัดสินใจให้ซูหยวนเป็น “ทหารพิเศษ” พวกเขาก็พร้อมจะให้สิทธิพิเศษแก่เธอเช่นกัน




    “ฉันสามารถทำภารกิจนี้ได้ค่ะ” ซูหยวนรับปากทันที




    “แต่ฉันก็ไม่มั่นใจว่าจะทำภารกิจสำเร็จหรือเปล่านะคะ บางที...เจ้าหนูขาวสัตว์เลี้ยงของฉันอาจจะจัดการหนูขาวกลายพันธุ์ตัวนั้นจนตกตายก็ได้” แม้เธอจะมั่นใจในราชาหนูขาวลายทองที่แข็งแกร่งของเธอ แต่ก็ไม่แน่ว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี


                


    ถ้าภารกิจครั้งนี้มีบทลงโทษ อย่างนั้นซูหยวนก็จะไม่ทำมันเด็ดขาด! เธอไม่ได้โลภขนาดที่จะคว้าเอาคะแนนของกองทัพจนไม่สนใจผลเสียที่จะตามมา




    “เรื่องนั้นเป็นเรื่องปกติของการทำภารกิจอยู่แล้ว มีสำเร็จและมีล้มเหลว”




    “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วค่ะ”




    “อืม ถ้าอย่างนั้น...อีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า พวกเราจะเริ่มภารกิจนี้กัน จ่าสิบตรีมีปัญหาหรือเปล่า” 




    “ไม่มีค่ะ” ซูหยวนพยักหน้ารับ มีเวลาอีก 1 สัปดาห์เพื่อให้ราชาหนูขาวกลายพันธุ์เพิ่มพลังให้ตนเองและองค์รักษ์ทั้งสี่ ซึ่งมันเพียงพอแล้ว...


                


    หลังจากออกมาจากกองทัพ ซูหยวนก็เจอกับพลธนูอี้ด้วยความบังเอิญ เขาก็คือคนที่เชิญซูหยวนเข้าร่วมการแข่งขันสกุลอี้เพื่อทำลายความมั่นใจของเธอ คาดไม่ถึงเลยว่าเด็กคนนี้ไม่เพียงแค่เอาชนะจนได้อันดับหนึ่งเท่านั้น ยังทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้ที่ตระกูลอี้อย่างมากอีกด้วย


                


    ตัวเขานั้นเป็นคนจากตระกูลรอง แม้แต่จะได้เข้าร่วมในกองทัพแล้ว ตำแหน่งที่ไม่ได้สูงของเขาก็ทำให้ตระกูลหลักไม่สนใจอยู่ดี ถึงอย่างนั้น...ความภาคภูมิใจที่ได้เป็นตระกูลอี้ก็ฝังรากลึก คนภายในดูแคลนกันอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อออกสู่สายตาคนภายนอก พวกเขาตระกูลอี้ก็คืออันดับหนึ่งในด้านการใช้ธนูอยู่ดี


                


    เพราะคิดแบบนั้น เขาเชื่อว่าเมื่อเด็กสาวเข้าร่วมการแข่งขัน ความจริงจะสั่งสอนให้เธอได้เข้าใจ เด็กที่มาจากเขตชั้นนอกซึ่งไม่ควรจะได้รับโอกาสมาโดยบังเอิญ เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขาตระกูลอี้แล้ว ควรจะก้มหัวให้ดีไม่ใช่หรอ? การที่เธอยังเชิดหน้าชูคออยู่ได้ เป็นเพราะเธอยังไม่รู้จักว่านักธนูที่แท้จริงเป็นอย่างไร


                


    ช่างน่าเสียดายจริงๆ....




    “พลธนูอี้....การแข่งขันจบลงแล้วนะคะ ขอบคุณที่คุณได้ชวนฉันเข้าร่วมก่อนหน้านี้ค่ะ ฉันสนุกมากๆกับการแข่งขันที่สกุลอี้จัดค่ะ แถมยังได้ทรัพยากรมาเพิ่มความสามารถให้ตัวเองด้วย”


                


    ซูหยวนแค่นหัวเราะ เธอจะไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายได้อย่างไร คงไม่ใช่จะอยากให้เธอล้มเลิกการเป็นนักธนูไปหรอกหรือ? ก็เหมือนกับที่รุ่นพี่หวังได้พบเจอ หากไม่ใช่เพราะอาจารย์เข้มงวด และรุ่นพี่หวังยังเชื่อมั่นใจธนูของเธอ บางที...ตอนนี้อาจจะลาออกจากสถาบันไปแล้วก็ได้




    “เหอะ” พลธนูอี้รู้ว่าซูหยวนไม่ใช่คนโง่ การที่เธอบอกเขาแบบนี้ก็แค่ต้องการเยาะเย้ยเท่านั้น


                


    หญิงสาวมองดูชายวัยกลางคนเดินจากไปด้วยความโมโห เขาไม่แม้แต่จะพูดกับเธอสักคำด้วยซ้ำ นี่ทำให้ซูหยวนรู้ว่าเขากำลังโกรธเธอขนาดไหน แต่ก็นั่นแหละ...ซูหยวนไม่คิดจะสนใจคนอย่างเขาอยู่แล้ว ในเมื่อเขาไม่อยากพูดกับเธออีก ซูหยวนก็แค่ไม่ใส่ใจเขาเท่านั้น


                


    ลับหลังเธอ พลธนูอี้กลับลอบกำหมัดแน่น มองดูร่างของเด็กสาวที่กล้าทำร้ายหลานชายของเขา “อี้ไค่” จนทำให้บาดเจ็บหนัก นอกจากนี้...เธอก็ทำให้อี้ไค่ไม่อยากซ้อมธนูอีกต่อไป การกระทำที่เลวทรามเช่นนี้ สักวันเขาจะต้องเอาคืนแน่


                


    อี้ไค่คือหลานชายที่ตระกูลอี้สาขารองต้องการสนับสนุน อันดับหนึ่งในการทดสอบนี้ควรจะเป็นของเขาด้วย ธนูพลังงานธาตุไฟนั้นเหมาะสมกับเขาที่สุดแล้ว รางวัลพวกนี้...แม้จะบอกว่าเป็นรางวัลการแข่งขันให้กับผู้ชนะ โดยทุกครั้ง...ตระกูลอี้จะนำสมบัติชิ้นใหญ่ออกมาจากคลัง ทำให้หลายคนมองว่าตระกูลอี้ใจกว้างเหลือเกิน ทว่าในความเป็นจริงแล้ว สมบัตินั้นไม่ได้มีไว้เพื่อคนนอก หากแต่เป็นของรางวัลเพื่อรุ่นเยาว์ตระกูลรองอี้ต่างหาก


                


    ธนูที่เป็นของรางวัลครั้งนี้ล้ำค่ามาก แสดงให้เห็นแล้วว่าตระกูลอี้บ้านรองต้องการสนับสนุนอี้ไค่ขนาดไหน น่าเสียดายที่เด็กผู้หญิงไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนนี้กลับได้รับมันไป!




    “พลธนูอี้” ชายวัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย เขากำลังคิดเรื่องตระกูลอี้และการแข่งขันที่ผ่านมา จู่ๆก็มีคนเรียกจากด้านหลัง จึงรู้สึกตกใจอยู่บ้าง




    “หืม? ท่านผู้นำกองสนับสนุนฯ มีภารกิจที่นี่หรอครับ” เมื่อเห็นว่าเป็นใคร พลธนูอี้ก็รีบทักทายอย่างสุภาพทันที


                


    กับคนที่มาใหม่นี้ ถ้าซูหยวนมาเห็น เธอก็คงจะจำได้ว่าเป็นใคร...ก่อนหน้านี้ คนผู้นี้ก็แสดงออกว่าไม่ชอบเธออย่างชัดเจน ซึ่งเขาจะเป็นใครไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ผู้นำกองสนับสนุนผลัดหนึ่งในภารกิจล่าแมลงดินหัวเขียวกลายพันธุ์ เขต G ที่ผ่านมา




    “ฮ่าๆ ก็มีภารกิจนิดหน่อย แต่ว่า..เมื่อครู่เห็นพลธนูอี้คุยกับสิบเอกอัน รู้จักสนิทสนมกันหรอ?” พลธนูอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย




    นึกย้อนกลับไป เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับการที่ผู้นำกองสนับสนุนคนนี้ถูกตำหนิจากทหารฝ่ายสนับสนุนและพลธนูจำนวนมาก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาจากการทำภารกิจเมื่อครั้งที่ผ่านมาไม่กี่เดือนนี้ รายละเอียดไม่ได้รู้มากนัก แค่รู้ว่าเขาไม่พอใจที่ศิษย์ของอาจารย์เติ้งคนหนึ่งได้เข้าร่วมกองทัพโดยที่ไม่ต้องลำบากสอบเหมือนกับทหารคนอื่นๆ ไม่รู้ว่าเป็นมาอย่างไร...ศิษย์ของอาจารย์เติ้งคนนั้นกลับทำผลงานได้ดี สุดท้ายก็เลยกลายเป็นปัญหาสำหรับเขา


                


    แม้ว่าพลธนูอี้จะไม่รู้ว่าศิษย์ของอาจารย์เติ้งที่พูดถึงกันนั้นเป็นใคร แต่ศิษย์ของอาจารย์เติ้งก็มีแค่ 4 คนเท่านั้นไม่ใช่หรือ? ยิ่งผู้นำกองสนับสนุนฯกล่าวถึงเด็กคนนั้นออกมาโดยตรง ยิ่งชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร




    “ไม่ได้สนิทสนมกันครับ และดูเหมือนสิบเอกอันจะไม่ค่อยชอบผมด้วย...” พลธนูอี้ลองเกริ่นออกไป ตรวจสอบว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนกันกับตนเองหรือไม่




    “ฮ่าๆ อย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นพวกเราก็เหมือนกันนั่นแหละ เพราะสิบเอกอันก็ไม่ชอบฉันเหมือนกัน” สองคนมองตากัน เข้าใจความหมายที่จะสื่อถึง




    “พลธนูอี้กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า ทำไมพวกเราไม่ลองไปพูดคุยกันเล็กๆน้อยๆเล่า”




    “ดีครับ ผมเองก็ต้องการพักผ่อนเหมือนกัน”




    “ดี” ทั้งสองคนหัวเราะแล้วเดินตามกันไป ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาหายไปเพื่อพูดคุยเรื่องอะไรกันแน่ แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของพวกเขาแล้ว คงจะไม่ใช่เรื่องดี


                


    ทางด้านซูหยวน หลังจากที่เธอกลับไปสถาบัน แกนพลังงานทั้งหมดนั้นถูกขายออกไปแล้ว เธอเปลี่ยนไปซื้อแกนพลังงานระดับสูงเพื่อที่จะนำมาเป็นพลังงานเสริมให้ธนูธาตุเพลิงที่ได้รับมาใหม่ หลังจากนี้...ธนูที่เธอจะใช้งานจะเป็นธนูชิ้นใหม่นี้ ถึงแม้จะสิ้นเปลืองพลังงานไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้หนักหนาจนทำให้การต่อสู้ผิดพลาดไป


               


     เนื่องจากธนูธาตุเพลิงนี้ก็เหมือนกับธนูเดิมของซูหยวนทุกประการ เพียงเพิ่มฟังก์ชั่นเรื่องธาตุไฟเข้ามาด้วย ทำให้การโจมตีมีประสิทธิภาพและรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน...มันก็ต้องการทั้งแกนพลังงานพวกกลายพันธุ์ พลังงานจากผู้ใช้เล็กน้อย และลูกศรที่ยังเป็นค่าใช้จ่ายหลักของเธอ


                


    ดังนั้นซูหยวนจึงได้เลือกซื้อแกนพลังงานระดับ D มาตุนเอาไว้ ในขณะที่คนอื่นคิดว่าการใช้ธนูแบบนี้มักจะทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้ เพราะต้องพกพาแกนพลังงานเสริมไปด้วย ไหนจะการเพิ่มพลังของตนเองก็ต้องใช้แกนพลังงานแล้ว ดังนั้น...ถ้าไม่ใช่คนร่ำรวยจนมีเงินมากพอที่จะซื้อแกนพลังงานพวกนี้ไปใส่อาวุธ พวกเขามักจะไม่แตะต้องธนูธาตุเพลิง ถึงแม้ว่ามันจะมีประสิทธิภาพในการต่อสู้มากกว่าก็ตาม


                


    นอกจากเรื่องเตรียมพร้อมเกี่ยวกับแกนพลังงานแล้ว ซูหยวนยังเข้าไปจัดการฟาร์มของตนเองอย่างเร่งด่วนด้วย ที่ผ่านมา...ฟาร์มของเธอได้รับการดูแลโดยเจ้าสุนัขทมิฬกลายพันธุ์และเจ้าราชาหนูขาวลายทองพิเศษ ดังนั้นจึงมีรายได้เข้ามาในฟาร์มอย่างต่อเนื่อง แต่การทำงานของพวกเขาไม่ได้รวดเร็วเหมือนกับเธอ ผลลัพธ์จากการหารายได้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง




    “จี๊ด!” เจ้าราชาหนูขาวกลายพันธุ์ส่งเสียงเรียกทันทีที่เห็นคนเป็นเจ้านาย มันรออีกฝ่ายมาเป็นเวลานานแล้ว ถึงอย่างไรก็มีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นในฟาร์มของพวกมันนี่นา!




    “มีเรื่องน่ายินดีอะไรล่ะ” ซูหยวนสอบถามด้วยท่าทางสนใจ




    “จี๊ด! นายท่านต้องดูที่แปลงเพาะเลี้ยงด้วยตัวเอง” เจ้าราชาหนูขาวกล่าวอย่างตื่นเต้น ซูหยวนไม่เสียเวลาเล่นทายคำ เธอเดินไปยังตำแหน่งของแปลงเพาะเลี้ยงทันที ซึ่งที่นั่น...เห็นจากไกลๆก็มีเจ้าองค์รักษ์ราชาหนูขาวทั้ง 4 ที่กำลังยุ่งอยู่กับการจัดการฟาร์ม


                


    ในขณะเดียวกัน เจ้าสุนัขทมิฬที่ปกติแล้วไม่สนใจเรื่องงานฟาร์มมากนัก มันชอบที่จะทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ฟาร์มมากกว่า


                


    ก่อนหน้านี้ เกมฟาร์มจะมีระบบ “ขโมยของ” จากผู้เล่นด้วยกัน ซึ่งตอนนี้ไม่มีผู้เล่นมายุ่มย่ามกับของในคลังของเธอ กระนั้น...ระบบก็ยังมีการส่ง NPC มาขโมยผลผลิตเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ


                


    ที่ผ่านมา พวกมันขโมยเอาพืชผลการเกษตรไป ซูหยวนไม่ได้สนใจมากนัก เมื่อพวกมันอยากจะขโมยก็ปล่อยให้ขโมยไป ถ้าต้องซื้ออุปกรณ์จับขโมยจากระบบ เธอก็คงจะเสียเงินจำนวนมากไปอีก เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มากกว่าของที่ถูกขโมยไปทั้งหมดตั้งแต่เริ่มเล่นเกมเสียอีก


                


    เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียแล้ว ซูหยวนจึงเลือกปล่อยไป ในเมื่อมันอยากขโมยก็ปล่อยให้ขโมยต่อไป เรื่องนี้เธอปล่อยจนกลายเป็นนิสัย ซึ่งมันกลายเป็นบทเรียนสำคัญของเธอเลยก็ว่าได้


                


    เพราะการเพาะเลี้ยงหนูขาวพิเศษจะต้องใช้เวลาและแกนพลังงานหนูขาวกลายพันธุ์ 10 ชิ้น ทันทีที่ซูหยวนรู้ว่า NPC ขโมยหนูขาวพิเศษตัวจิ๋วในพื้นที่เพาะเลี้ยง เธอก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง


                


    ตอนนั้นเองที่สุนัขทมิฬก้าวออกมา มันบอกกับเธอว่า




    “โฮ่ง! นายท่าน ให้ข้าเลิกทำหน้าที่เพาะปลูกได้หรือไม่ ขอให้ข้าได้กลายเป็นผู้ปกป้องพื้นที่นี้ ไม่ให้ใครมาขโมยของไปได้อีก นายท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”


                


    เจ้าสุนัขทมิฬเจ้าเล่ห์มาก มันรู้ดีว่าการทำงานในฟาร์มตลอดเวลาเหนื่อยเกินไปแล้ว ดังนั้นเพื่อเอาตัวรอด...สู้ให้มันกลายเป็นผู้รักษาความปลอดภัยเสียยังจะดีกว่า


                


    ที่สำคัญที่สุด...มันได้เห็นหลายครั้งแล้วที่อาหารของมันถูกขโมยไป ครั้งก่อนก็เป็นเนื้อปลาชั้นดี หากนำไปย่างแล้วให้มันกิน คงจะอิ่มหนำน่าดู


                


    ความเกลียดชังเก็บสะสมมานานแล้ว และครั้งต่อไป...มันสาบานว่าจะจัดการคนขโมยของให้ได้!




    ………………………………

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน