“มื้อดีๆ ทำไมถึงจบลงด้วยการสู้กันได้นะ” ซูย่างลุกขึ้นจากพื้น ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าพลางถอนหายใจ
“ท่านราชครู เซียวจิ่วเอ๋อร์เป็คนที่ข้าพามา หากนางพูดสิ่งใดผิด ข้าขออภัยแทนนาง” เขามองไปทางเป่ยมู่หานอย่างไม่เข้าใจ พยายามบรรเทาบรรยากาศตึงเครียด
“ซูย่าง ท่านหุบปากไปเลย!” เซียวจิ่วเอ๋อร์ตวาดขัดคำพูดของเขา “นี่เป็เื่ระหว่างข้ากับเขา ไม่เกี่ยวกับท่าน”
นางรู้ว่าซูย่างมีเจตนาดี แต่เพราะเหตุนี้เอง นางถึงไม่อยากให้เขาถูกดึงมาเกี่ยวข้อง
แรงดันิญญาอันแข็งแกร่งของเป่ยมู่หานทำให้นางแทบยืนไม่อยู่ แต่ด้วยศักดิ์ศรี ต่อให้ต้องตายก็ไม่มีวันก้มหัวให้ผู้ชายสารเลวคนนี้!
เซียวจิ่วเอ๋อร์จ้องเป่ยมู่หานอย่างดุดัน ขบกรามแน่น
“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เ้าคิดฆ่าข้า เป่ยมู่หาน ข้าบอกไว้เลยนะ อยากฆ่าข้าก็รีบลงมือเสีย หากยืดเยื้อต่อไป ระวังไว้เถอะ วันหนึ่งข้าอาจจะเป็ฝ่ายฆ่าเ้าก็ได้!”
นางสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันไปจูงมือซิงซิงแล้วก้าวเดินออกไป
“จิ่วเอ๋อร์...จิ่วเอ๋อร์ รอข้าด้วย!”
ซูย่างกระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ มองไปยังเป่ยมู่หานที่ยังคงนั่งนิ่งแผ่จิตสังหารเข้มข้นอยู่ในตำแหน่งเดิม ก่อนจะเหลือบมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ที่ผลักประตูออกไปอย่างไม่ลังเล และรีบวิ่งตามนางไปทันที
“ข้าอุตส่าห์ลงมือทำอาหารเองแท้ๆ เ้ากลับทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด”
กู้เหยียนยกจอกสุราดื่ม มองดูขื่อคานของห้องที่เริ่มแตกร้าวเพราะแรงดันิญญาของเป่ยมู่หาน เขาอดไม่ได้ที่จะกังวลว่าเรือนนี้จะทนอยู่ได้ถึงรุ่งเช้าหรือไม่
“แม่นางคนนั้นก็พูดอยู่ดีๆ ทำไมถึงได้ทำให้เ้าโมโหขึ้นมาได้ล่ะ” แม้เขาจะรู้ดีว่าเป่ยมู่หานชอบใช้กำลังจนดูเหมือนคนบ้า แต่การจะอาละวาดมันก็ต้องมีเหตุผลบ้างสิ
“ซูย่างสนิทสนมกับนางั้แ่เมื่อใดกัน” เป่ยมู่หานไม่ตอบ แต่ถามกลับแทน
“เ้าถามข้าหรือ ข้าเพิ่งมาถึงเป่ยหลิงเมื่อเช้านี้เอง เขาอยู่ข้างกายเ้ามาตลอด เ้ายังไม่รู้ แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร แต่ดูจากท่าทางของซูย่างที่รีบร้อนขนาดนั้น ดูเหมือนเขาจะชอบแม่นางคนนั้นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว” กู้เหยียนปรายตามองไปยังด้านนอกราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เป่ยมู่หานเบนสายตาลงต่ำ สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม ขื่อส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด รอยร้าวบนคานก็ขยายใหญ่ขึ้นทันที
“ท่านบรรพบุรุษผู้ทรงพลังของข้า ช่วยเก็บพลังหน่อยได้ไหม ข้ายังไม่ได้กินข้าวเลย!” กู้เหยียนคร่ำครวญด้วยความจนใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เซียวจิ่วเอ๋อร์ไปทำอะไรให้เ้าโกรธนัก”
“ไปบอกซูย่างเสีย อย่าเสียเวลากับนางอีกเลย เพราะนางจะอยู่ได้อีกไม่นาน”
“อีกไม่นาน?” กู้เหยียนใ “เ้ากลายเป็ผู้หยั่งรู้อนาคตั้แ่เมื่อไหร่กัน”
นักพยากรณ์หรือที่เรียกว่าผู้หยั่งรู้ เป็อาชีพที่หายากมากในทวีปทั้งหลาย
นักพยากรณ์ที่แท้จริงจะต้องมีพลังธาตุทอง ไม้ ดิน และลม ครบทั้งสี่ธาตุ นักพยากรณ์ระดับสูงสามารถทำนายเหตุการณ์ในอดีตและอนาคตได้ผ่านการอ่านปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ แต่ส่วนใหญ่ที่พบเห็นในเมืองล้วนเป็พวกต้มตุ๋น
กู้เหยียนรู้ดีว่าเป่ยมู่หานมีความสามารถรอบด้าน แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าเขามีความสามารถในด้านนี้ด้วย
“อีกสองเดือน ข้าจะฆ่านาง” เป่ยมู่หานยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
“แค่เห็นหน้านาง ข้าก็รู้สึกรำคาญแล้ว”
“รำคาญเพราะหน้า...?” กู้เหยียนไม่อยากจะเชื่อว่าเหตุผลที่เป่ยมู่หานไม่ชอบเซียวจิ่วเอ๋อร์จะเป็เพียงเพราะเื่นี้ เขาเริ่มสงสัยว่าเป่ยมู่หานมีปัญหากับรสนิยมความงาม
“นางไม่สวยตรงไหน ข้าไม่เคยเห็นสตรีคนไหนสวยกว่านางอีกแล้ว”
“ก็เพราะว่าสวย ข้าถึงรำคาญ”
“แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่นางพูดเมื่อครู่นี้ ทำให้ข้าหวนคิดถึงอะไรบางอย่าง” ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ข้างซ้ายของเป่ยมู่หาน ซึ่งไม่ได้เอ่ยปากเลยั้แ่ต้น จู่ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความหมายลึกซึ้ง
กู้เหยียนไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น เขามองนายบ่าวด้วยความงุนงง ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ
เขาปัดเสื้อแล้วลุกขึ้นยืน ความอยากอาหารที่เหลือหายไปจนหมด เขายืดตัวพลางพูดขึ้นว่า “เดิมข้าคิดจะเที่ยวเล่นสักสองสามวันแล้วค่อยกลับ แต่ในเมื่อมีเื่สนุกให้ดู เช่นนั้นข้าไม่กลับแล้วดีกว่า”
คนที่ทำให้เป่ยมู่หานอดทนรอถึงสองเดือนกว่าจะลงมือฆ่าได้น่าสนใจเกินไป เขาต้องอยู่รอดูให้ได้!
กู้เหยียนหัวเราะเบาๆ ขณะเดินออกไป แต่ยังไม่ทันเดินพ้นไปไกลนักก็รู้สึกคันตัวเล็กน้อย
เขาเอื้อมมือไปเกาแถวคออย่างไม่คิดอะไรมาก ทว่ากลับยิ่งคันขึ้นเรื่อยๆ พอเดินไปได้สักพัก เขาเริ่มรู้สึกไม่สบายตัว และในที่สุดเมื่อกลับถึงห้องพักก็พบว่าคันไปทั้งตัว แถมยังเริ่มปวดท้องอย่างรุนแรงอีกด้วย…
ในขณะเดียวกัน เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่โกรธจัดเดินออกจากจวนราชครูอย่างหัวเสีย ในใจคิดแต่ว่านางต้องฝึกฝน นางต้องแข็งแกร่งขึ้น และนางต้องฆ่าผู้ชายแซ่เป่ยคนนี้ด้วยมือตัวเอง!
ไม่ว่าหน้าตาจะดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้! ไร้ค่า! คนที่สวมหนังมนุษย์แต่จิตใจเป็หมาเช่นนั้นไม่สมควรเรียกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ!
แม้นางจะเป็คนที่หลงใหลความงาม แต่นางก็ไม่ใช่คนโง่ คนบ้าอารมณ์แปรปรวนเช่นนั้น นางต้องอยู่ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!
“เซียวจิ่วเอ๋อร์ เ้าเดินช้าลงหน่อยสิ!”
ซูย่างที่เดินตามหลังมาเอ่ยพลางเร่งฝีเท้าไล่ตาม “กลางคืนมืดขนาดนี้ ให้ข้าส่งเ้ากลับเถอะ”
“ขอบคุณน้ำใจของคุณชายมาก แต่มันไม่จำเป็ แยกย้ายกันตรงนี้เถอะ หากพบกันอีกในวันหลัง ก็ทำเป็ไม่รู้จักกันแล้วกัน”
“อย่าเพิ่งสิ!” ซูย่างตามมาติดๆ “ข้าไม่รู้ว่าเ้ากับท่านราชครูมีเื่บาดหมางอะไรกัน แต่ต้องมีวิธีแก้ไขได้แน่! เขาเป็คนดีนะ เ้าเชื่อข้าสิ!”
“เชื่อเ้าคงได้กลายเป็ผีไปแล้ว”
“เฮ้อ...ก็จริงของเ้า ่นี้เขาอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก คงเพราะตามหาคนที่้าไม่เจอกระมัง”
“ตามหางั้นหรือ” เซียวจิ่วเอ๋อร์ชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำนี้ “ใครหรือ”
“หญิงสาวที่เขาชอบ เขาตามหานางมาหลายปีแล้ว การที่เขามาอยู่ที่เป่ยหลิงก็เพราะมีนักพยากรณ์บอกเขาว่านางจะปรากฏตัวที่นี่”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ฟังแล้วหัวเราะเย้ยหยัน
“ถูกเขาชอบน่ะเหรอ โชคร้ายชะมัด ข้าว่าผู้หญิงคนนั้นคงตั้งใจหลบหน้าเขา ไม่อยากให้หาเจอเสียมากกว่า! สมควรแล้ว ข้าขออวยพรให้เขาหาไม่เจอไปทั้งชีวิตเลย!”
“ชู่! คุณหนู! ลดเสียงหน่อย!” ซูย่างใจนแทบจะเอามือปิดปากนาง “ถ้าเขาได้ยินเข้า เ้าจบเห่จริงๆ แน่!”
“เขาจะได้ยินหรือไม่ก็ช่างเถอะ ยังไงอีกสองเดือน เขาก็จะฆ่าข้าอยู่แล้ว” เซียวจิ่วเอ๋อร์เบะปาก เอ่ยเสียงเบาด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “การได้เจอเขานี่มันเป็โชคร้ายของข้าจริงๆ!”
“อีกสองเดือนงั้นหรือ” ซูย่างขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดของนาง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเหตุใดเป่ยมู่หานถึง้าเอาชีวิตนาง
“เซียวจิ่วเอ๋อร์ เ้าไปทำอะไรกันแน่ถึงได้มีปัญหากับเขา”
“ไม่ได้ทำอะไรเลย” เซียวจิ่วเอ๋อร์ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะตอบตามความจริง
“ครั้งแรกที่ข้าเจอเขา เขาก็อยากฆ่าข้าแล้ว เ้าคิดว่าเขาเป็บ้าหรือเปล่า ข้าว่าเ้าควรอยู่ห่างๆ คนบ้าอย่างเขาจะดีกว่า ไม่งั้นวันไหนเขาอาละวาดขึ้นมา อาจเผลอลงมือฆ่าเ้าเอาได้” นางเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่พบเป่ยมู่หานที่จวนสกุลเซียวโดยละเอียด
“เขาบอกให้เ้าไปสอบเข้าสำนักศึกษาซิงเฉินในอีกสองเดือน!” ซูย่างได้ยินแล้วถึงกับอึ้ง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความใ “เ้าไม่มีแม้แต่พลังิญญา ไปแล้วไม่โดนคนอื่นรังแกจนตายหรือไง”
“ข้า...ช่างเถอะ ไม่พูดกับเ้าแล้ว”
เซียวจิ่วเอ๋อร์กลอกตาด้วยความเอือมระอา คิดว่าคนตรงหน้าคงจะไม่ได้แกล้งโง่ แต่เขาคงโง่จริงๆ
ทั้งที่เขาเห็นนางส่งเจี่ยเจิ้งชูไปจวนสกุลเซียวกับตาตัวเอง แล้วยังเห็นนางหลบหลีกการโจมตีของเป่ยมู่หานได้ แต่เขายังมองว่านางเป็แค่ขยะที่ไร้ค่าสู้ใครไม่ได้อีกหรือ
สมองน่าเป็ห่วงแท้ น่าเวทนาจริงๆ
แต่พอนึกขึ้นได้ว่านางถูกคนซื่อบื้ออย่างเขาใช้ประโยชน์ เซียวจิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกโมโหจนอดไม่ได้ที่จะจ้องเขาอย่างเอาเื่
ซูย่างมัวแต่ใและกังวลเื่ที่เซียวจิ่วเอ๋อร์จะต้องไปสอบเข้าสำนักศึกษาซิงเฉินจนไม่ทันสังเกตสายตาของนาง
เขาก้มหน้าก้มตาเดินตามนางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้ถึงโรงเตี๊ยม จู่ๆ เขาก็จับชายเสื้อของเซียวจิ่วเอ๋อร์ด้วยความตื่นเต้น
“ข้ามีวิธีแล้ว!”