วันที่สองม่ายซุ่ยตื่นขึ้นมาเป็่เวลาเช้าตรู่ แสงอาทิตย์อ่อนๆยามเช้าตรู่ส่องทะลุผ่านหน้าต่างที่บุด้วยกระดาษขาวเข้ามาในห้อง ทำให้บรรยากาศในห้องแลดูสว่างขึ้นมาเล็กน้อยนางรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกวาดสายตามองไปทั่วห้อง เมื่อเห็นสิ่งรอบกายอันแปลกตาจึงนึกได้ว่าตนเองแต่งงานเข้ามาตระกูลเซียวเรียบร้อยแล้ว
ภายนอกห้องเงียบสงัด ไม่มีเสียงใดแม้แต่น้อย
นางลงจากโต๊ะผิงไฟแล้วสวมรองเท้า จากนั้นเปิดม่านกั้นประตูออกแล้วเดินเข้าไปในห้องก็พบว่าเตียงได้รับการจัดเก็บอย่างเรียบร้อยเหมือนกับว่าเมื่อคืนไม่มีใครมานอนแม้แต่คนเดียว ดูท่าว่าเขาคงจะตื่นเช้ากว่านางเสียอีก
ในขณะที่มีเวลาว่างไม่ได้ทำสิ่งใด ม่ายซุ่ยก็เก็บแหและอวนดักปลาที่วางระเกะระกะอยู่ในห้องมาวางไว้ในโหลนางเป็ผู้หญิงที่ค่อนข้างรักสะอาด ไม่ชอบให้ที่พักอาศัยสกปรกรกไม่เป็ระเบียบ ภพที่แล้วเป็เช่นไรภพนี้ก็ยังเป็เช่นเดิม ความเคยชินจนติดเป็นิสัยนี้มีมาแต่เกิดจริงๆ
บริเวณบ้านยังคงเงียบสนิท คนบ้านนี้ยังไม่ตื่นกันสักคน
นางออกไปตักน้ำที่บ่อน้ำกลับมาเงียบๆ เมื่อล้างหน้าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วนางก็เดินออกจากห้องไปด้วยความมั่นใจ
บ้านของตระกูลเซียวอยู่ไกลออกมาจากตัวหมู่บ้าน หน้าบ้านไม่มีบ้านคนแต่เป็ที่นากว้างใหญ่ผืนหนึ่งชาวบ้านที่ตื่นแต่เช้ากำลังก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ได้ยินเสียงวัวและม้าแว่วมาให้ได้ยินบ้างเป็บางเวลาจุดสิ้นสุดของที่นาผืนนี้ก็คือท้องทะเลสีฟ้าอมน้ำเงิน เพียงแค่ยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านก็ได้ยินเสียงคลื่นทะเลซัดกระทบกับโขดหินดังครืนๆคล้ายเสียงฝูงม้าหมื่นตัวที่วิ่งควบมาอย่างเร็ว และก็เหมือนเสียงร้องครวญของสายลมที่พัดเกลียวผ่านต้นไม้ไป
อันที่จริงหมู่บ้านหยวีจุ่ยนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายจนทนไม่ได้เหมือนกับที่เขาเล่าลือกัน
หมู่บ้านม่ายเจียวาไม่ได้อยู่ติดทะเล ผู้คนที่นั้นต่างก็ดูถูกดูแคลนหมู่บ้านหยวีจุ่ยนี้มาโดยตลอด
พวกเขารู้สึกว่าผู้ชายในหมู่บ้านหยวีจุ่ยจะต้องออกไปเสี่ยงชีวิตอยู่กลางทะเลเทียบไม่ได้กับการอยู่บ้านดูแลไร่นาผืนน้อยของพวกเขา ซึ่งรู้สึกปลอดภัยและวางใจได้มากกว่า
แต่ม่ายซุ่ยกลับรู้สึกว่าแม้การออกทะเลไปหาปลานั้นยากลำบาก แต่เมื่อหาปลากลับมาได้ก็สามารถขายเป็เงินทั้งสิ้นขอเพียงแค่หาเงินได้จึงจะมีชีวิตที่ดีเช่นนั้น ลำบากเพิ่มอีกสักหน่อยก็ถือว่าคุ้มค่าหากเป็ไปได้นางอยากนั่งเรือออกไปช่วยหาปลาเสียด้วยเลย
ยืนอยู่ได้สักพักใหญ่ชาวบ้านที่ตื่นมาทำงานแต่เช้าก็เก็บของกลับบ้านเพื่อไปกินข้าวเช้ากันม่ายซุ่ยจึงรีบกลับเข้าไปในห้องอย่างรู้กาลเทศะ
ภายในบริเวณบ้านมีกลิ่นควันของไม้สนลอยขึ้นมา เมิ่งซื่อกำลังนั่งเติมไฟอยู่ที่เตากลิ่นหอมของข้าวลอยโชยออกมาจากในหม้อ ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณบ้านมีกลิ่นอายของครอบครัวเป็อย่างมากม่ายซุ่ยเกิดความอบอุ่นขึ้นในใจ รีบเดินเข้าไปหาเมิ่งซื่อ “ท่านแม่ให้ข้าช่วยเติมไฟนะ”
“ไม่ต้องหรอก เป็อาหารที่เหลือจากเมื่อวานนี้ทั้งนั้น แค่อุ่นหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”เมิ่งซื่อยิ้มเบาๆ ที่มุมปาก ใช้สายตากวาดมองนางอย่างรวดเร็วแล้วแกล้งถามว่า “จิ่งเถียนตื่นแล้วหรือยัง?”
นิสัยของเซียวจิ่งเถียน แน่นอนว่าคนเป็แม่รู้ดีที่สุด
นางเดาออกั้แ่แรกแล้วว่าทั้งสองคนจะต้องแยกกันนอน นางรู้สึกว่าลูกสะใภ้ผู้นี้คงได้รับความลำบากใจเสียแล้ว
ม่ายซุ่ยไม่ได้สังเกตสีหน้าของผู้เป็แม่สามีก็ตอบอย่างดีว่า“เขาตื่นั้แ่เช้าแล้ว”
เมิ่งซื่อรับคำจากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก
ม่ายซุ่ยเห็นว่าในครัวนี้นางไม่สามารถช่วยทำอะไรได้จริงๆ และก็ไม่อยากยืนอยู่เฉยๆจึงเดินไปหยิบไม้กวาดที่พิงอยู่กับกำแพงเดินออกไปกวาดบริเวณบ้าน บนพื้นที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้ใบหญ้ารวมทั้งเศษอาหาร หัวปลา ก้างปลาจากงานเลี้ยงเมื่อวาน แมลงวันบินตอมสิ่งสกปรกเต็มไปหมด
เซียวอวิ๋นเหนียงเปิดประตูออกมาเห็นม่ายซุ่ยกำลังกวาดลานบ้านก็รีบเดินเข้ามาห้ามนาง “พี่สะใภ้นี่ท่านกวาดลานบ้านทำไมกัน? พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองยังไม่ตื่นนอนเลยนะหากเสียงดังรบกวนพวกนางตื่นจะทำอย่างไร?”
“อวิ๋นเหนียงเ้าพูดจาเลอะเทอะอะไร?” สีหน้าเมิ่งซื่อเคร่งขรึมพูดเสียงต่ำ“เมื่อวานพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองของเ้าเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ให้พวกนางนอนพักสักหน่อยจะเป็ไรไปเ้าจะโอดครวญทำไม หรือเห็นว่าเื่ในบ้านเรายังไม่มากพอ”
“ฮึ! ท่านแม่ก็ตามใจพวกนางจนเสียเคยชิน ต่อไปเป็ท่านที่จะเหนื่อยเอง”เซียวอวิ๋นเหนียงผละจากม่ายซุ่ย เดินกลับเข้าไปในห้องทันที
ม่ายซุ่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะกวาดต่อดีหรือไม่
“ลูกสะใภ้เ้ากลับห้องไปเก็บกวาดเสียหน่อย เดี๋ยวรอจิ่งเถียนกลับมาแล้วพวกเ้าค่อยมากินข้าวด้วยกัน”เมิ่งซื่อพูดอย่างสงบ “เ้าเป็สะใภ้ใหม่ เื่เหล่านี้ค่อยทำวันหลังก็ไม่สาย”
“เ้าค่ะ” ม่ายซุ่ยทำได้เพียงวางไม้กวาดลงแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
เฉียวซื่อกับเฉินซื่อแอบฟังจากในห้องก็ยิ้มเย็นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายในเมื่อภรรยาของเ้าสามเต็มใจทำงานใช้แรงงานเหล่านี้ก็ถือว่าเป็การดียิ่งนัก ไหนๆสินสอดที่ครอบครัวนางได้ไปก็มากโข ให้นางทำงานมากหน่อยก็ถือว่าสมควรแล้ว
เซียวจิ่งเถียนเมื่อกลับมาจากด้านนอกแล้วไม่ได้กลับไปที่ห้องหอแต่ตรงไปที่ห้องของบิดาเซียวจงไห่แทน เขานั่งลงข้างโต๊ะผิงไฟแล้วพูดกับบิดาเสียงเบา
เซียวจงไห่เป็ชาวประมงโดยแท้ เขาออกเรือไปหาปลากับบิดาั้แ่ยังเด็กแต่เนื่องจากอุบัติเหตุบนเรือที่แผ่นไม้หล่นลงมากระแทกข้อเท้าเขาเมื่อหลายปีก่อน ทำให้เซียวจงไห่ไม่สามารถเดินได้สะดวกและขึ้นเรือออกทะเลไปหาปลาไม่ได้อีกต่อไป
แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะอยู่เฉยโดยไม่ทำงานอะไร เขาลงทุนลงแรงทำสวนไร่ปลูกพืชผักผลไม้จนกลายเป็สวนไร่ที่มีชื่อในหมู่บ้าน
“เหล่าซานรออาการาเ็ของเ้าหายดี แล้วเ้าก็ออกเรือไปหาปลากับพี่ใหญ่และพี่รองของเ้าเถิด”เซียวจงไห่พูดพร้อมมองมาที่เซียวจิ่งเถียน “ตอนนี้เ้าก็มีภรรยามีครอบครัวแล้ว ก็ไม่ต้องออกไปไหนไกลๆอีก ดูเ้าสิหลายปีมานี้ไม่เห็นได้อะไรกลับมานอกจากร่างกายที่าเ็ มารดาเ้าแอบร้องไห้อยู่ไม่รู้กี่หนนางไม่อยากให้เ้าไปไหนอีกแล้ว”
“ท่านพ่อ...ท่านวางใจเถิด” เซียวจิ่งเถียนรับคำแล้วพูดอย่างช้าๆว่า “ปลูกผักทำไร่ทำนาก็ดี หรือออกเรือหาปลาก็ดี ข้าเต็มใจทำทั้งหมด ข้าไม่ไปไหนอีกแล้ว”
“ได้ยินเ้าพูดเช่นนี้ข้าก็วางใจ” เซียวจงไห่พยักหน้าเบาๆ ใบหน้าคล้ำกรำแดดนั้นปรากฏรอยยิ้มบางๆ“ขอเพียงแค่พวกเราพ่อลูกรวมใจเป็น้ำหนึ่งเดียวกัน ครอบครัวของเราจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน”
เซียวจิ่งเถียนพยักหน้ารับ
ตระกูลเซียวเป็ครอบครัวใหญ่จึงมีสมาชิกในบ้านไม่น้อย เมื่อมานั่งกินข้าวร่วมกันรอบโต๊ะผิงไฟจึงแทบจะไม่มีที่นั่ง
ม่ายซุ่ยนั่งอยู่ข้างโต๊ะผิงไฟ แต่เซียวจิ่งเถียนกลับยืนอยู่บนพื้น
ถึงแม้ทั้งสองคนจะแต่งงานกันแล้ว แต่ม่ายซุ่ยก็ยังไม่เคยเห็นเซียวจิ่งเถียนว่าหน้าตาเป็อย่างไรเมื่อคืนก็ไม่มีโอกาสได้เห็น วันนี้นางก็ไม่กล้ามอง ด้วยกลัวว่าเขาจะหน้าตาอัปลักษณ์จนนางกินข้าวไม่ลง
‘เอ่อ...รอให้กินข้าวเสร็จค่อยดูก็ไม่สายยังไงก็ยังมีเวลาอีกทั้งชีวิตที่จะดูเขา’
บุตรชายคนโตเซียวฝูเถียนกับภรรยาเฉินซื่อมีบุตรสาวหนึ่งคนอายุหกขวบเด็กหญิงถักเปียสองข้างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ขณะที่กินข้าวนางก็ลอบมองม่ายซุ่ยอยู่บ่อยครั้งจนอดไม่ได้ที่จะถามเซียวจิ่งเถียนอย่างไร้เดียงสาว่า “ท่านอาสาม ท่านอาสะใภ้สวยจังเลยท่านไปหานางมาจากไหนหรือ?”
ได้ยินดังนั้นม่ายซุ่ยก็นึกขึ้นได้ว่า นางเพิ่งอายุสิบหกปีวัยสาวแรกแย้ม
นี่นางยิ่งอยู่ยิ่งเด็กลงสินะ ได้กำไรกลับคืนมาตั้งหลายปี!
ไม่รอให้เซียวจิ่งเถียนตอบ ก็มีเสียงของเด็กชายหัวกลมเกรียนผู้เป็บุตรชายของครอบครัวบุตรชายคนรองของตระกูลเซียวพูดแทรกขึ้น“พี่หลิงข้ารู้ว่าอาสะใภ้มาจากที่ใด นางมาจากดวงจันทร์ น้าอวิ๋นเหนียงเคยบอกว่าหญิงที่งามที่สุดคือแม่นางฉางเอ๋อที่อยู่บนดวงจันทร์”
เซียวอวิ๋นเหนียงเหลือบมองเด็กทั้งสองแวบหนึ่งแต่ไม่พูดอะไร
เมื่อเห็นสายตาดูแคลนของเซียวอวิ๋นเหนียง เฉียวซื่อก็ไม่พอใจตบหัวบุตรชายไปหนึ่งทีแล้วตำหนิว่า “สือโถว...กินข้าวของเ้าไป ฉางอ๋งฉางเอ๋ออะไรกันอย่างเ้าจะไปรู้เื่อะไร”
“ก็น้าอวิ๋นเหนียงเป็คนบอกข้านี่หน่า” สือโถวยังเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“คำพูดที่น้าเ้าพูด เ้าก็เชื่อหรือ” เฉียวซื่อเหยียดปาก
เซียวอวิ๋นเหนียงกำลังจะตอบโต้ แต่โดนเมิ่งซื่อตีด้วยตะเกียบเสียก่อน“กินข้าว เ้าจะเถียงกับเด็กไปทำไม”
ได้ยินดังนั้นเซียวอวิ๋นเหนียงจึงได้แต่พุ้ยข้าวใส่ปากอย่างโมโห
“ท่านอาสาม แล้วท่านกับอาสะใภ้มีลูกด้วยกันหรือไม่?” เซียวหลิงเอ๋อร์ถามต่ออย่างไม่ลดละ
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของม่ายซุ่ยก็ขึ้นสีทันที
ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหนหรือ่เวลาใด คำพูดของเด็กมักจะทำให้เกิดสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนได้เสมอ
เซียวจิ่งเถียนทำเป็เหมือนไม่ได้ยินและกินข้าวต่ออย่างเงียบๆ
คนอื่นๆ ต่างก็หัวเราะกัน
“หลิงเอ๋อร์อาสามของเ้ากับอาสะใภ้เพิ่งจะแต่งงานกัน พวกเขายังไม่มีลูกหรอก”เมิ่งซื่ออธิบายยิ้มๆ นางมองเซียวจิ่งเถียนแล้วพูดต่อ “แต่รอ่นี้ของปีหน้า อาสะใภ้ของเ้าก็มีลูกแล้วล่ะ”
“หลิงเอ๋อร์เข้าใจแล้ว รอ่นี้ของปีหน้าอาสะใภ้ก็จะคลอดกระต่ายน้อยให้หลิงเอ๋อร์แล้ว”เซียวหลิงเออร์เข้าใจในทันที นางพูดอย่างดีใจว่า “ข้าชอบกระต่ายน้อยที่สุดเลย”
“หลิงเอ๋อร์เ้าพูดอะไรไร้สาระ” เฉินซื่อด่าทั้งที่หัวเราะ “กระต่ายน้อยอะไรกันควรจะเรียกว่าน้องน้อยจึงจะถูก”
“เอ๋? อาสะใภ้ไม่ใช่แม่นางฉางเอ๋อหรอกหรือ? ลูกของแม่นางฉางเอ๋อก็คือกระต่ายนี่หน่า!” เซียวหลิงเอ๋อร์อธิบายอย่างจริงจัง
เสียงหัวเราะดังขึ้นโดยพร้อมเพรียง
ม่ายซุ่ยก็หัวเราะตาม
เซียวจิ่งเถียนขมวดคิ้ว เขาวางตะเกียบลงแล้วลุกเดินออกไปอย่างไร้อารมณ์เขาไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้เป็อย่างมาก
ม่ายซุ่ยเงยหน้าขึ้นก็เห็นแต่ด้านหลังของร่างอันสูงใหญ่กำยำนั้น
หลังจากกินข้าวแล้ว เซียวฝูเถียนและเซียวกุ้ยเถียนแบกแหจับปลาไปที่ชายทะเลเซียวจงไห่ก็แบกจอบไปที่ไร่ของตนเช่นกัน
ส่วนเหล่าผู้หญิงก็คุยกันถึงเื่ปลาที่หามาได้ ม่ายซุ่ยได้แต่ฟังอยู่เงียบๆ
ตอนนั้นเองที่มีเสียงประตูหน้าบ้านดังขึ้น จากนั้นก็มีหญิงกลางคนสองคนเดินเข้ามา
“เป็ท่านพี่สะใภ้ทั้งสองนั่นเอง” เมิ่งซื่อมองจากหน้าต่างไปเมื่อเห็นว่าใครมาก็รีบสวมรองเท้าแล้วเดินออกไปต้อนรับ
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #Fisherman หนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า