ตอนที่ 54 สารพัดวิธีการอันอำมหิตชั่วร้าย อัปยศอดสูอย่างถึงที่สุด
“หวังว่าท่านจะโปรดเมตตาไว้ชีวิต พวกข้ามีตาแต่ไร้แววจนมิรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ทำให้บังอาจล่วงเกินท่านไป…”
เหล่าเทพผู้พิทักษ์จากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าซีดเซียวไร้สีโลหิต เผยแววตาหวาดผวาจนตัวสั่น
ท่าทางในตอนนี้ของพวกเขา มิต่างอันใดกับการเผชิญหน้ากับศัตรูผู้ทรงพลังที่มิอาจเอาชนะได้
ความยโสโอหังและเกรี้ยวกราดที่เคยแสดงออกมาเมื่อตอนมาเยือน บัดนี้ก็กลับหายไปจนหมดสิ้น
เหล่าผู้คนจากตระกูลหลินที่เห็นภาพนี้ ก็ต่างแอบรู้สึกสะใจอย่างเงียบๆ
ต่อให้มีชาติกำเนิดอันยิ่งใหญ่เพียงใด แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าคุณชายกู้ ก็ยังคงต้องก้มหน้าค้อมตัวลงกราบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
‘เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้…’
ในตอนนี้ สีหน้าของเย่หลิวหลีเริ่มซีดเผือดลง มือเรียวที่จับกระบี่ยาวไว้กำแน่นด้วยความสั่นไหว
นางมิใช่ผู้โง่เขลา แต่กลับตรงกันข้ามกับที่เป็นผู้ที่ฉลาดล้ำกว่าผู้คนในวัยเดียวกันเป็นอย่างมาก
จากคำพูดเพียงมิกี่คำเมื่อครู่ นางก็สามารถจับใจความได้อย่างชัดเจน
กู้ฉางเกอที่ยืนอยู่ตรงหน้า นอกจากจะมีชาติกำเนิดที่สูงส่งแล้ว สถานะของเขากลับยังเหนือชั้นกว่านางอย่างชัดเจน
แม้ว่านางจะมีตระกูลเซียนโบราณแห่งแดนสวรรค์เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง แต่กู้ฉางเกอกลับเป็นทายาทเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง
ถึงแม้ว่าบิดาของนางจะรักใคร่และเอ็นดูนางมาก แต่เย่หลิวหลีก็ย่อมรู้ดีว่าตนมิได้เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของบิดา
ในขณะที่กู้ฉางเกอมีโอกาสอย่างมากที่จะได้ขึ้นปกครองตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงในอนาคต
สถานะอันน่าเกรงขามเช่นนี้ อย่างน้อยในตอนนี้ นางก็ย่อมมิอาจเทียบเคียงได้เลย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เย่หลิวหลีก็รู้สึกสิ้นหวังอยู่ลึกๆ เหตุใดท่านพี่เย่เฉินของนางจึงได้ไปล่วงเกินศัตรูที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้
เดิมทีนางคิดว่าด้วยวิธีการและภูมิหลังของตนเอง จะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็กลับได้พิสูจน์ว่า นางก็เพียงแค่ฝันเฟื่องไปเท่านั้น
สีหน้าของเย่หลิวหลียิ่งขาวซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ท่าทีของนางมิเหลือความมั่นใจดังเช่นในตอนแรก
“คุณหนู เรื่องนี้แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดกันเท่านั้น คุณหนูท่านรีบกล่าวขอโทษคุณชายกู้เถิด”
ในตอนนั้น ผู้อาวุโสเสวี่ยก็ได้พยายามเอ่ยเกลี้ยกล่อมเย่หลิวหลีอีกครั้ง “คุณชายกู้ผู้ทรงอำนาจเช่นนี้ จะไปสนใจไยดีอันใดกับเย่เฉินที่เป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ซึ่งคุณค่า เรื่องทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดของคุณหนูเท่านั้น”
ในสายตาของนาง การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคุณชายกู้ผู้อยู่ตรงหน้านั้นย่อมสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่นใด
‘เหตุใดคุณหนูจึงได้โง่เขลาถึงเพียงนี้ เรื่องง่ายดายเช่นนี้ก็กลับมองมิออกหรอกหรือ’ นางได้แต่คิดเช่นนี้อยู่ในใจ
หากนางรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขั้น ก็คงปิดบังเรื่องทั้งหมดจากคุณหนู และแอบจัดการลงมือกำจัดเย่เฉินให้สิ้นชีพไปนานแล้ว
หากทำให้คุณชายกู้มิพอใจด้วยเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา ก็นับว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาอย่างแท้จริง
“ท่านป้าเสวี่ย ท่านมิต้องเอ่ยอันใดแล้ว ข้าจะมิมีวันเอ่ยคำขอโทษเขาเด็ดขาด เพราะเขาเป็นผู้ที่ทำให้ท่านพี่เย่เฉินต้องหนีหัวซุกหัวซุนราวกับสุนัขไร้บ้าน…” เย่หลิวหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ดวงตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้น นางจะมิยอมเอ่ยคำขอโทษออกไปเด็ดขาด
ท่าทางของนางนั้นแน่นอนว่ามิอาจเล็ดลอดสายตาของกู้ฉางเกอไปได้
ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง เยือกเย็น และไร้ซึ่งร่องรอยความคิดใดๆ แต่ในใจกลับอดหัวเราะเยาะออกมามิได้
สุดท้ายแล้ว นางก็เป็นเพียงแค่ดรุณีน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น จะไปสามารถสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายได้มากเพียงใดกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงสถานะของเย่หลิวหลี ซึ่งเป็นถึงคุณหนูแห่งตระกูลเย่เซียนโบราณแล้ว
กู้ฉางเกอเห็นว่าเขาอาจจะสามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้มิน้อย
นางมิใช่ผู้ที่มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับเย่เฉินตั้งแต่ยังเยาว์วัยหรอกหรือ
เย่เฉินผู้นั้นก็คือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของนาง
กล่าวกันว่า ตระกูลเย่แห่งเซียนโบราณนั้น เป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดในแดนสวรรค์ ในฐานะหนึ่งในหมื่นเผ่าพันธุ์โบราณที่ใกล้ชิดกับความเป็นเซียน และได้รับการเล่าขานกันว่ามีสายเลือดของเซียนในตำนานไหลเวียนอยู่ในตัว
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ กู้ฉางเกอเผยรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก พร้อมกับแผนการในใจที่ยิ่งชัดเจนและรัดกุมขึ้น
อย่าลืมว่าเขาผู้สืบทอดวิชามารต้องห้าม อีกทั้งยังมีหัวใจแห่งมารที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์กล
สิ่งที่เขาเชี่ยวชาญเป็นที่สุดก็คือ สารพัดวิธีการอันอำมหิตชั่วร้าย
การควบคุมเย่หลิวหลีสำหรับเขานั้น เรื่องเช่นนี้ช่างง่ายดายราวกับปอกผลกล้วย
ทันใดนั้นเขาก็เผยสีหน้ามิพอใจ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “แล้วตกลงว่าจุดประสงค์ของพวกท่านคืออันใดกันแน่ เรื่องในวันนี้ หากมิให้คำตอบที่สมเหตุสมผลกับข้าออกมา ต่อให้พวกท่านจะมาจากตระกูลเซียนโบราณ ข้าก็มิได้หวั่นเกรงสิ่งใด…”
“ผู้อาวุโสหมิง”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะที่มองไปยังความว่างเปล่า
“ขอรับคุณชาย!”
ฟึ่บ!
ในชั่วพริบตา ร่างของผู้อาวุโสหมิงก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชา
แรงกดดันอันทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้ทุกคนหน้าซีดเผือดลงทันที
เย่หลิวหลียิ่งสัมผัสได้ถึงความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจนแทบจะขาดอากาศหายใจ!
นี่คือชายชราที่นางเคยเชื่อว่ามิอาจเป็นศัตรูคู่ต่อสู้ของท่าป้าเสวี่ยได้อย่างนั้นหรือ!
เหตุใดจึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
“คุณชายกู้ได้โปรดระงับโทสะ เรื่องในวันนี้ ชเป็นเพราะคุณหนูของข้าที่บุ่มบ่ามล่วงเกินท่าน”
ผู้อาวุโสเสวี่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบยกมือต้านแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ถาโถมเข้ามา
ผู้อาวุโสหมิงที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ให้ความรู้สึกถึงพลังอันน่าเกรงขามเหนือผู้ใด!
ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถแสดงพลังได้เพียงระดับเทวะมายาได้ในโลกเบื้องล่างนี้ แต่พลังเต็มกำลังของอีกฝ่ายนั้นก็กลับแข็งแกร่งยิ่งกว่านางอย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้ต่อให้นางจะสามารถต้านทานได้ในตอนแรก แต่ในมิช้าก็ย่อมต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน
แม้ว่านางจะมั่นใจว่าตนสามารถพาคุณหนูหลบหนีไปได้
แต่เช่นนั้นก็จะขัดต่อความตั้งใจเดิม อีกทั้งยังเสี่ยงที่จะสร้างความขุ่นเคืองให้กับกู้ฉางเกอได้
ถึงแม้จะมิสามารถทำให้เขาพอใจได้ แต่การหลีกเลี่ยงมิทำให้เขาขุ่นเคืองใจได้ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กู้ฉางเกอกลับมิได้สนใจผู้อาวุโสเสวี่ยเลยแม้แต่น้อย เขามิแม้แต่จะเหลือบมองนาง
ใบหน้ายังคงเรียบเฉย แต่เปี่ยมไปด้วยความเหนือกว่าที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน!
“มิกล่าวอันใดใช่หรือไม่ ข้าก็เห็นว่าพวกเจ้าแต่ละคนก็พกปากมากันมิน้อยเลยนี่…”
“ผู้อาวุโสหมิง ท่านสังหารคนผู้หนึ่งในอีกชั่วครู่ลมหายใจให้ข้าได้มองชมเสียที”
กู้ฉางเกอกล่าวคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์
เมื่อได้ยินเช่นนี้
เหล่าทวยเทพและสรรพชีวิตจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลที่อยู่ด้านหลังเย่หลิวหลีก็ต่างหน้าซีดเผือดสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว พวกเขาคุกเข่าลงพร้อมกับร้องขอความเมตตากันอย่างพร้อมเพรียง
“คุณหนู ช่วยพวกเราด้วย! พวกเราไม่อยากตาย!”
“ได้โปรดท่านผู้ยิ่งใหญ่ไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!”
“เจ้ามันต่ำช้าไร้ยางอาย…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเย่หลิวหลีพลันซีดขาว ร่างกายสั่นเทา นางมิคาดคิดเลยว่ากู้ฉางเกอจะเลือกใช้วิธีนี้บีบบังคับให้นางยอมจำนน
ทว่ากู้ฉางเกอกลับไม่แม้แต่จะเหลือบมองนาง
แต่กลับเป็นซูชิงเกอที่เดินเข้ามาอย่างนุ่มนวล พร้อมทั้งยื่นถ้วยชาให้เขาด้วยรอยยิ้มหวาน “คุณชาย ชาพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
กู้ฉางเกอยิ้มให้ด้วยความพึงพอใจ
มิเสียแรงที่เขาทั้งรักและทะนุถนอมนาง
“คุณหนู รีบกล่าวขอโทษคุณชายกู้เถิด เหตุใดท่านถึงคิดมิได้กัน หากคุณชายกู้คิดจะสังหารเย่เฉินจริง แล้วเย่เฉินจะหนีรอดไปได้อย่างไร”
“คุณหนูลองคิดดูเถิด คุณชายกู้ผู้มีเบื้องหลังที่น่าสะพรึงกลัวคอยหนุนหลังอยู่นั้น เย่เฉินจะมีความสามารถอันใดไปหลบหนีเอาตัวรอดได้”
“เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิดทั้งนั้น!”
“คุณหนูเป็นถึงองค์หญิงน้อยแห่งตระกูลเซียนโบราณ ส่วนคุณชายกู้นั้นคือทายาทของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง หากคุณหนูยอมกล่าวคำขอโทษ ข้าก็คิดว่าคุณชายกู้ย่อมมิลำบากใจที่จะให้อภัยอันใด…”
ผู้อาวุโสเสวี่ยแอบทอดถอนใจ พร้อมกับพยายามเกลี้ยกล่อมเย่หลิวหลีอย่างสุดความสามารถ ทุกอย่างที่นางทำไปนั้นก็เพื่อตัวคุณหนูของนางเองทั้งสิ้น
เพียงเพื่อเย่เฉินผู้หนึ่ง จะมีค่าอันใดให้คุณหนูของนางต้องล่วงเกินคุณชายกู้กัน
“เขาผู้นี้ มิมีทางเป็นคนดีอันใดได้แน่นอน…”
เย่หลิวหลีเผยสีหน้าโกรธเกรี้ยวและดื้อรั้น นางจ้องมองกู้ฉางเกอราวกับอยากบดขยี้เขาให้แหลกเป็นผุยผง
“เวลาหนึ่งชั่วครู่ลมหายใจได้ผ่านไปแล้ว”
ในขณะเดียวกันกู้ฉางเกอก็เป่าชาในถ้วยอย่างใจเย็น ก่อนจะยกขึ้นจิบด้วยท่าทีสบายอารมณ์
“ทราบแล้วคุณชาย!”
ผู้อาวุโสหมิงรับคำสั่ง ก่อนจะสะบัดฝ่ามือออกไปทันใด
แสงเจิดจ้าเปล่งประกาย ความว่างเปล่าไหวสะเทือนอย่างรุนแรง!
พรู่ด!
ในชั่วพริบตา หนึ่งในสรรพชีวิตหนุ่มจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลผู้มีใบหน้าซีดขาวอีกมีเกล็ดประดับขึ้นบนหน้าผากก็ถูกสังหารอย่างสิ้นหวังในทันที
ผู้ที่เหลืออยู่ต่างตกตะลึงและหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ
“คุณหนู ช่วยพวกเราด้วยเถิด! พวกเราไม่อยากตาย!”
“พวกเราทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อคุณหนู คุณหนูจะทอดทิ้งมิไยดีพวกเราได้อย่างไร…”
ในตอนนี้ พวกเขาก็เริ่มรู้สึกโกรธเคืองเย่หลิวหลีขึ้นมา
เพียงแค่นางยอมปรับเปลี่ยนท่าทีและกล่าวคำขอโทษด้วยความจริงใจ ก็สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้แล้ว
แล้วเหตุใดจึงปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นกันเล่า
ชีวิตของพวกเขา ไร้ค่าถึงขนาดที่เทียบมิได้กับคำพูดเพียงคำเดียวของนางเลยหรือ
กู้ฉางเกอเพียงมองดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยสายตาสงบนิ่ง สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ
เย่หลิวหลีจ้องมองเขาด้วยความเกลียดชัง นางกัดฟันแน่น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด
ในเวลานี้ นางแทบจะมิมีทางเลือกใดหลงเหลืออยู่ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
หรือนางจะให้ท่านป้าเสวี่ยเป็นผู้ลงมือแทน
แต่ชัดเจนว่าท่านป้าเสวี่ยเอนเอียงเข้าข้างกู้ฉางเกอ ในสถานการณ์เช่นนี้ มิมีทางที่ท่านป้าเสวี่ยจะฟังคำสั่งของนางอย่างแน่นอน
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เย่หลิวหลีก็รู้สึกถึงความอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุด ก่อนจะกัดฟันกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “เรื่องในวันนี้เป็นความผิดของข้าเอง ขออภัยด้วย… หวังว่าคุณชายกู้จะโปรดเมตตาให้อภัย…”