บทที่ 2: เ้าหนี้หน้าเื
แสงอรุณรุ่งสาดส่องลอดรูกระเื้ัคาที่แตกหัก ปลุกให้ 'เทียนิ' ในร่างของ 'หลี่หยาง' ลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์
ความรู้สึกแรกที่ปะทะเข้ามาคือความหิว ความหิวที่แสบไส้จนตัวงอ เขาพยายามยันกายลุกขึ้น เสียงข้อกระดูกลั่นกรอบแกรบราวกับไม้ผุ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจริงๆ หากเป็เมื่อก่อน เพียงแค่เขากระดิกนิ้ว พลังปราณก็สามารถทลายูเาได้ แต่ตอนนี้ แค่จะลุกไปหยิบน้ำดื่มยังต้องใช้ความพยายาม
ที่มุมห้อง ฟางเหนียงไม่อยู่แล้ว นางตื่นั้แ่ไก่โห่เพื่อไปรับจ้างซักผ้า ทิ้งไว้เพียงก้อนแป้งจี่แข็งๆ ขนาดเท่าฝ่ามือเด็กวางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ พร้อมกับถ้วยน้ำ
"อาหารเช้า... มีเท่านี้?"
เทียนิหยิบแป้งจี่ก้อนนั้นขึ้นมาพิจารณา มันแข็งจนแทบจะใช้ขว้างหัวสุนัขแตกได้ แต่สำหรับครอบครัวนี้ นี่คงเป็สมบัติล้ำค่าที่สุด เขาถอนหายใจยาว เหยียดยิ้มสมเพชให้ตัวเอง ก่อนจะกัดแป้งก้อนนั้นเข้าปาก เคี้ยวอย่างยากลำบากแล้วกลืนลงคอไป
"ร่างกายต้องใช้พลังงาน... ข้าเลือกไม่ได้"
ขณะที่เขากำลังพยายามเดินลมปราณเพื่อสำรวจเส้นชีพจรภายในอีกครั้ง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่หน้ากระท่อม
"หลี่หยาง! ไอ่สวะหลี่หยาง! มุดหัวอยู่ที่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้!"
เสียงะโหยาบคายตามมาด้วยเสียงฝ่าเท้าถีบประตูไม้ไผ่จนสั่นะเื ปัง! ปัง!
เสี่ยวเป่าที่นั่งเล่นเศษดินอยู่ที่ลานหน้าบ้านร้องจ้าด้วยความใ วิ่งลนลานเข้ามาหลบหลังเสาเรือน ตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกน้ำ
เทียนิหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากดวงตาที่เคยซื่อบื้อ ความสงบยามเช้าถูกทำลายลงแล้ว
เขาค่อยๆ ก้าวเดินออกจากห้องนอนอย่างเชื่องช้า ไปยังลานดินหน้าบ้าน
ภาพที่เห็นคือชายฉกรรจ์สามคน รูปร่างกำยำ สวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบแต่ดูดีกว่าชาวบ้านทั่วไป ใบหน้าถมึงทึง คนนำหน้ามีรอยบากที่แก้มซ้าย แววตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่า
"นึกว่าตายไปแล้วเสียอีก!" ชายหน้าบากแสยะยิ้มเหยียดหยาม "ข้าได้ข่าวว่าเ้าป่วยปางตาย แต่ดูท่าทางยังเดินได้นี่หว่า... ถ้ายังเดินได้ ก็รีบเอาเงินมาคืนเถ้าแก่หวังได้แล้ว!"
"เงินต้นห้าตำลึง ดอกเบี้ยอีกสามตำลึง รวมเป็แปดตำลึง!" ลูกสมุนด้านหลังะโเสริม
แปดตำลึง? ความทรงจำของหลี่หยางบอกเขาว่า ชาวนาทั่วไปหาเงินทั้งปียังได้ไม่ถึงสองตำลึง นี่มันการปล้นกันชัดๆ
"ข้าไม่มี" เทียนิตอบสั้นๆ น้ำเสียงเรียบเฉยจนน่าประหลาดใจ
ชายหน้าบากชะงักไปครู่หนึ่ง ปกติแล้วหลี่หยางผู้ขี้ขลาดจะต้องรีบคุกเข่าโขกศีรษะขอร้องอ้อนวอน แต่วันนี้ชายตรงหน้ากลับยืนหลังตรง แววตานิ่งสงบจนน่าขนลุก
"ไม่มีงั้นรึ?" ชายหน้าบากแค่นหัวเราะ "ไม่มีก็ต้องมี! ถ้าไม่มีเงิน ก็เอาเมียเ้ามาขัดดอก! หรือไม่... ก็เอาไอ้ลูกชายขี้โรคนั่นไปขายเป็ทาสรับใช้!"
พูดจบ มันก็เดินสืบเท้าเข้าไปหาเสี่ยวเป่าที่ยืนตัวสั่นอยู่ เด็กน้อยกรีดร้องเตรียมจะวิ่งหนี แต่ชายร่างั์คว้าคอเสื้อด้านหลังของเด็กน้อยไว้ได้ราวกับจับลูกไก่
"ปล่อยข้านะ! ปล่อยข้า! ท่านพ่อช่วยด้วย!" เสี่ยวเป่าดิ้นพราด ร้องไห้จ้า
"ปล่อยเขาลง"
เสียงของเทียนิไม่ได้ะโ แต่มันเย็นเยียบราวกับลมหนาวที่พัดมาจากขุมนรก
ชายหน้าบากหันมามอง แสยะยิ้มเยาะ "ทำไม? เ้าจะทำอะไรข้าได้ ไอ่ขี้โรค? จะเอาไม้ซีกมางัดไม้ซุง..."
ยังไม่ทันสิ้นประโยค เทียนิก็ขยับตัว
ไม่ใช่ความเร็วระดับจอมยุทธ์ แต่เป็จังหวะการก้าวเท้าที่แปลกประหลาด เขาอาศัยจังหวะที่ชายหน้าบากกำลังย่ามใจ สืบเท้าเข้าไปประชิดตัวในพริบตา
มือที่ผอมแห้งจนเห็นกระดูกของเทียนิ ไม่ได้กำหมัดชก (เพราะแรงไม่มี) แต่เขากางนิ้วออก ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางทิ่มเข้าไปที่ 'จุดจิงเหมิน' (ประตูแห่งชีวิต) บริเวณชายโครงด้านขวาของชายหน้าบากอย่างแม่นยำ
จึ๊ก!
มันเป็เพียงแรงกดเบาๆ แต่ทิ่มลงไปในตำแหน่งเส้นประสาทที่เปราะบางที่สุด
"อ๊ากกกกกก!"
ชายหน้าบากแหกปากร้องลั่น ปล่อยมือจากเสี่ยวเป่าทันที ร่างกายข้างขวาชาดิกจนขยับไม่ได้ ความเ็ปแล่นปราดเหมือนถูกไฟช็อตไปถึงกระดูกสันหลัง มันทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น หน้าซีดเผือดเหงื่อแตกพลั่ก
ลูกสมุนอีกสองคนผงะถอยหลังด้วยความตกตะลึง
"ละ... ลูกพี่!?"
เทียนิยืนโซซัดโซเซเล็กน้อย การออกแรงเมื่อครู่ทำให้กล้ามเนื้อแขนของเขาแทบฉีกขาดและหอบหายใจอย่างหนัก แต่เขายังคงรักษาท่าทีให้นิ่งสงบ แววตาที่มองไปยังกลุ่มอันธพาลนั้นว่างเปล่า... ว่างเปล่าจนสะท้อนเห็นแต่ความตาย
"ข้าบอกว่า... ข้าไม่มีเงิน" เทียนิเอ่ยย้ำช้าๆ "กลับไปบอกเถ้าแก่หวัง อีกสามวันข้าจะเอาเงินไปคืน... แต่ถ้าวันนี้พวกเ้ายังกล้าแตะต้องคนในบ้านข้าอีกแม้แต่ปลายเล็บ..."
เขาเว้นจังหวะ ก้มหน้าลงมองชายหน้าบากที่นอนตัวงออยู่แทบเท้า
"...นิ้วต่อไป ข้าจะทิ่มให้ตาเ้าบอดสนิท"
บรรยากาศรอบกายพลันเย็นะเืขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทั้งสามคนรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าสัตว์ร้ายที่หิวโหย ไม่ใช่ชาวนาผู้โง่เขลาคนเดิมอีกต่อไป จิตสังหารของอดีตจอมมาร แม้จะเหลือเพียงเศษเสี้ยว แต่มันก็มากพอที่จะข่มขวัญอันธพาลกระจอกเหล่านี้
"ฝะ... ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
ลูกสมุนสองคนรีบเข้ามาพยุงลูกพี่หน้าบากที่ยังคงร้องครวญคราง ลากถูไถหนีออกจากลานบ้านไปอย่างทุลักทุเล ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบ
เมื่อพวกมันลับสายตาไป เทียนิก็ทรุดตัวลงนั่งกับแคร่ไม้ไผ่ทันที แขนขวาของเขาสั่นระริก
"ร่างกายบัดซบนี่..." เขาสบถเบาๆ "แค่ออกแรงจี้จุดนิดเดียว ก็แทบจะยืนไม่อยู่แล้ว"
เสี่ยวเป่าที่หยุดร้องไห้แล้ว ค่อยๆ คลานเข้ามาหา พลางมองพ่อของตนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่ความรัก แต่มีความเทิดทูนบูชาปนอยู่ด้วย
"ท่านพ่อ... ท่านพ่อเก่งจังเลยขอรับ! ท่านพ่อไล่พวกมันไปได้!"
เทียนิมองเด็กน้อยที่เนื้อตัวมอมแมม ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เสี่ยวเป่า ไปเอาน้ำมาให้ข้า"
"ขอรับ!" เด็กน้อยรับคำอย่างแข็งขัน รีบวิ่งไปตักน้ำมาให้
เทียนิรับน้ำมาดื่มรวดเดียวหมด พลางครุ่นคิดหนัก
เขาแค่ซื้อเวลาได้ 3 วัน... เงิน 8 ตำลึง... สำหรับชาวนาคือเงินมหาศาล แต่สำหรับจอมมาร การหาเงินไม่ใช่เื่ยาก สิ่งที่ยากคือ... เขาต้องหาเงินในสภาพร่างกายที่อ่อนแอนี้
"ข้าต้องรีบฟื้นฟูพลัง" เทียนิพึมพำกับตัวเอง สายตามองไปทางป่าทึบหลังหมู่บ้าน "ในป่านั่น... อาจจะมีสมุนไพรหรือสัตว์อสูรชั้นต่ำพอให้ข้าใช้ 'วิชาดูดกลืนโลหิต' ได้บ้าง"
วิชามารสายธรรมะย่อมรังเกียจ แต่มันเป็วิธีที่รวดเร็วที่สุดที่จะทำให้ร่างกายนี้แข็งแรงขึ้น
"เสี่ยวเป่า... วันนี้พ่อจะเข้าป่า"
"เข้าป่า? แต่ท่านพ่อเพิ่งหายป่วย..."
"อย่าถามมาก" เทียนิตัดบท ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลแต่แฝงความมุ่งมั่น "ถ้าไม่อยากให้พวกมันกลับมาทำร้ายแม่เ้า ข้าต้องไป"
ชายวัย 40 ปี คว้ามีดพร้าสนิมเขรอะที่วางพิงฝาผนังขึ้นมาเหน็บเอว แววตาของราชันมารเปล่งประกายวาวโรจน์อีกครั้ง
การล่า... เริ่มต้นขึ้นแล้ว