น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความโกรธแค้นของเมิ่งหุนคนอย่างเขาเมื่อได้รับความพ่ายแพ้เจ็บปวดยิ่งกว่าความตายเสียด้วยซ้ำ
ศิษย์พี่หญิงใหญ่?
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “รุ่งขึ้นพวกเราก็จะได้เห็นดีกันแล้วนางจะสามารถเอาชนะข้าได้หรือไม่ข้ารู้ แต่หากตอนนี้เจ้ายังไม่ยอมไสหัวไป ข้าจะทำให้เจ้าเป็นไม่ได้แม้แต่สุนัขตัวหนึ่ง!”
ทุกคำพูดล้วนดุดัน เมิ่งหุนพลันกัดฟันแน่นเลือดลมในกายเดือดพล่านจนแทบต้องสลบ
เมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์จับจ้องนัยน์ตาอันเยือกเย็นของเมิ่งฝานแล้วรีบเข้าไปจับแขนของเมิ่งหุนเอาไว้ก่อนจะพาเขาเดินออกไปภายนอกแม้พวกเขาจะมาจากตระกูลเมิ่ง แต่ในเมื่อยามนี้ไม่อาจต่อกรกับอีกฝ่ายได้ก็จะต้องจากไปเหมือนสุนัขหางจุกตูด
เมื่อเมิ่งหุนและคนอื่นๆ จากไปพลันมีเสียงปรบมือดังลั่นไปทั่วห้องโถงใหญ่ใบหน้าของคนตระกูลเฉาและตระกูลหวังต่างก็มีรอยยิ้มปรากกฏ หากไม่ได้เมิ่งฝานพวกเขาก็คงจะกลายเป็นดั่งนักโทษของตระกูลเมิ่งแล้ว
แม้พวกเขาจะคิดว่าเมิ่งฝานได้หัวใจของเฉาหลันไปครองแต่ก็หาได้รู้สึกอื่นใดไม่ และเวลานี้ผู้ที่มีใบหน้าชอบใจกว่าผู้ใดก็คงไม่พ้นตระกูลเฉาเมิ่งฝานอายุยังน้อยแต่กลับมีพลังอันแข็งแกร่ง นับว่าทั้งหล่อเหลาทั้งเก่งกาจหากมีโอกาสเก็บเขาไว้ในตระกูลเฉาย่อมทำให้ตระกูลแข็งแกร่งขึ้นอย่างยิ่ง!
สำหรับคนอย่างเมิ่งฝานนั้นการเป็นทองแผ่นเดียวกันนับว่าเป็นเรื่องที่ดีเลิศอย่างยิ่งแล้ว!
ในห้องโถงเฉาติ่งเดินตรงไปหาเมิ่งฝานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะประสานมือแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ทราบว่าสหายน้อยผู้นี้มีนามว่าอย่างไร ข้าน้อยเฉาติ่งขอคารวะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็หัวเราะเสียงเบาก่อนจะบอกไป“ประมุขเฉา ข้าน้อยเมิ่งฝาน!”
เฉาติ่งพยักหน้ารับ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ช่างเป็นยอดฝีมือที่อายุน้อยเสียจริง สหายน้อยมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งเหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินนามเจ้าเลยสักครั้ง?”
“ข้ามาที่นี่เพราะได้ช่วยแม่นางเฉาจื่อเอาไว้ขอรับ!”เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วบอกไปด้วยความเก้อเขิน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา“เมื่อรู้ว่าตระกูลเฉามีภัย ประจวบกับที่แม่นางเฉาหลันยอมให้ข้าได้ศึกษาวิชายุทธ์ศิลาสยบมารด้วยข้าจึงยื่นมือเข้าช่วย หวังว่าท่านประมุขเฉาจะไม่เข้าใจข้าผิดไป!”
ศิลาสยบมารต่างหากจึงจะเป็นเป้าหมายหลักของเมิ่งฝาน!
มันคือวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวง เมิ่งฝานไม่รู้เลยว่าหากตนได้ศึกษามันแล้วจะทำให้ตนเองน่าสะพรึงเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาติ่งก็ชะงักงันไปชั่วครู่แล้วมองไปยังเฉาหลันเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับเขาจึงเอ่ยเสียงเข้ม “ที่แท้เหล่าสิ่วก็เข้าใจผิดไปข้าคิดว่า....เห้อ มันก็จริง สหายน้อยเป็นถึงยอดฝีมือแห่งใต้หล้า แต่การที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือตระกูลเฉาของข้าก็ทำให้ข้าพอใจอย่างยิ่งแล้ว!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานจึงยิ้มส่งไปก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ถ้าอย่างนั้น...เรื่องศิลาสยบมารนั้น?”
“สหายน้อยสามารถไปศึกษามันได้ทุกเวลา!”
เฉาติ่งเอ่ยเสียงดัง เมิ่งฝานเผยความดีใจบนหน้าในทันใดทว่าในเวลาต่อมาเสียงทุ้มต่ำของเฉาติ่งกลับดังขึ้นมาอีกครั้ง “แต่ว่าสหายน้อย ข้าเองก็ไม่อยากจะปิดบังวิชายุทธ์ศิลาสยบมารแห่งตระกูลเฉาของพวกข้านั้นเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อยนับจากรุ่นบิดาของข้าก็ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงพลังอันเลิศล้ำของวิชายุทธ์นั้นได้อีกเลยดูคล้ายว่ามันจะมีผนึกลึกลับคอยปิดกั้นเอาไว้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็รู้สึกหนักอึ้งในหัวใจหากไม่ได้รับพลังของศิลาสยบมารตนเองคงจะช่วยโดยไร้ซึ่งผลตอบแทนแล้ว
หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่เมิ่งฝานก็มองไปยังเฉาจื่อที่มองมาด้วยความวาดหวังแล้วเอ่ยอย่างเห็นใจ “ไม่ต้องห่วงไม่ว่าข้าจะสามารถเข้าถึงพลังของศิลาสยบมารได้สำเร็จหรือไม่ ข้าจะต้องช่วยอย่างสุดกำลังอยู่แล้วแต่ขอท่านประมุขให้ข้าได้ลองเสี่ยงดวงดูสักครั้งจะได้หรือไม่?”
“ไม่มีปัญหา!”
เฉาติ่งพยักหน้ารับหากไม่มีเมิ่งฝานยามนี้ตระกูลเฉาคงจะพ่ายแพ้ไปแล้วฉะนั้นเฉาติ่งจึงไม่ได้ขัดความต้องการของอีกฝ่ายแต่อย่างใดว่าแล้วเขาก็สะบัดชายเสื้อก่อนจะเดินนำเมิ่งฝานออกจากวิหารใหญ่ไปยังดินแดนต้องห้าม
ดินแดนต้องห้ามของตระกูลเฉานั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางยอดเขาที่ด้านหลังวิหารใหญ่ของตระกูลรายล้อมด้วยสุสานของบรรพบุรุษในตระกูลจำนวนมากมาย ไม่นานเมิ่งฝานก็เดินตามเฉาติ่งมาจนถึงยอดเขาเมื่อเขาทอดสายตามองออกไปไม่ไกลนักจึงพบว่ามันคือแผ่นศิลาขนาดใหญ่
มันมีความสูงหลายสิบเมตรดูเหมือนกับเป็นเสาหินเชื่อมสวรรค์ก็ไม่ปานโดยมีอักษรขนาดใหญ่สลักเอาไว้ว่า ‘ศิลาสยบมาร’ ไม่รู้ว่าศิลาแผ่นนี้ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่แห่งนี้มานานเพียงใด ต้องผ่านลมฝนและการเปลี่ยนแปลงมานานกี่ปีสภาพของมันจึงค่อนข้างเก่าแก่และผุพัง
เมื่อได้เห็นแผ่นศิลานั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงในทันใด นี่คงจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการ
เฉาติ่งที่อยู่ข้างกายมีนัยน์ตาวาวโรจน์ เอ่ยอย่างใจเย็น “สหายน้อยเมิ่งฝาน นี่คือศิลาสยบมารของตระกูลเฉาที่สืบต่อกันมานานหลายชั่วอายุคนทว่าเวลานี้กลับไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงพลังที่อยู่ภายในของมันได้ ขอให้ท่านโชคดี!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะเดินไปเบื้องหน้า เมื่อเขามองไปยังแผ่นศิลาขนาดใหญ่นี้พลันเกิดความรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุราวกับมีพลังอันยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานก็ไม่ปาน!
“ทำอย่างไรดีขอรับ?”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูก เมื่อมาถึงยามนี้เขาจำต้องพึ่งพาพี่สาวขี้เหนียวของตนแล้วรั่วสุ่ยอีที่อยู่ภายในไข่อสูรทมิฬจึงเอ่ยเสียงเรียบ “เข้าไปก่อนแล้วค่อยว่ากันภายในนั้นน่าจะมีอีกมิติหนึ่งและคงจะมียอดฝีมือคนใดคนหนึ่งใช้พลังแห่งมิติมายาผนึกพลังภายในของมันเอาไว้!”
พลังแห่งมิติมายา!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลง หากเป็นพลังที่เกี่ยวข้องกับมิติมายานั้นล้วนแต่เป็นผู้ที่อยู่ในขั้นปราณทะลวงขึ้นไปทั้งสิ้นในเวลาต่อมาเมิ่งฝานจึงเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล พลังจิตภายในร่างกายถูกปลดปล่อย จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มาจากศิลาสยบมาร
พลังจิตผสานตัวกันเป็นกลุ่มแล้วถาโถมไปดั่งสายธารหลากพุ่งเข้าชนแรงกดดันของศิลาสยบมารเพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดรุนแรงที่ส่งออกมาซึ่งต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังไม่อาจต้านทานได้ แล้วในชั่วพริบตาต่อมาจึงถูกดึงดูดเข้าไป
ปัง!
สมุทรจิตสั่นสะท้าน เมิ่งฝานลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลันก่อนจะพบว่าตนเองตกอยู่ท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้าฟ้าดินที่อยู่รอบกายเปลี่ยนสีไป บรรยากาศโดยรอบว่างเปล่าราวกับทะเลทรายอันกว้างใหญ่ก็ไม่ปาน
ทะเลทรายหลายพันลี้ โครงกระดูกหนึ่งร้อยลี้!
สถานที่แห่งนี้คือมิติภายในศิลาสยบมาร มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกเล็กน้อยไม่ว่ามองไปทางใดก็มองไม่เห็นผู้คนเลยแม้แต่ผู้เดียวภายในสถานที่แห่งนี้นอกจากแสงแดดแล้วก็มีเพียงทะเลทรายกว้างใหญ่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดแม้เพียงชนิดเดียว
“มันคือสิ่งใดกันแน่?”
ร่างกายของเมิ่งฝานสั่นสะท้าน ยามนี้เขาอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากตนเองดูคล้ายมิติแห่งนี้จะกว้างใหญ่ไร้พรมแดนก็ไม่ปาน
เมิ่งฝานผายมือขึ้นบนใบหน้าเผยความจนปัญญา ยามนี้ปัญหาก็คือเขาจะออกจากสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไรคงไม่ต้องถูกขังอยู่ในนี้ไปชั่วชีวิตใช่หรือไม่
แล้วในวินาทีต่อมาเสียงของรั่วสุ่ยอีก็ดังขึ้นมาข้างหู “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง พวกนั้นเคยเข้ามายังสถานที่แห่งนี้มาก่อน!”
พวกนั้น?
เมื่อได้ยินสิ่งที่รั่วสุ่ยอีเอ่ยเมิ่งฝานก็ย่นคิ้วถามด้วยความสงสัย “พวกนั้นที่ท่านบอกเป็นผู้ใดกันขอรับ?”
“ก็แค่พวกหัวขโมยเท่านั้น!”
รั่วสุ่ยอีเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น แม้ว่าจะเป็นเนื้อเสียงอันราบเรียบแต่กลับแฝงไปด้วยจิตสังหารราวกับพายุฝนกำลังจะมาเยือนก็ไม่ปานซึ่งเห็นได้ชัดว่า ‘พวกนั้น’ ที่นางหมายถึงนั้นมีความแค้นต่อตนไม่น้อย
เมื่อได้เห็นสายตาสงสัยของอีกฝ่าย รั่วสุ่ยอีจึงเอ่ยเสียงเรียบ
“บางเรื่อง เจ้าในยามนี้ไม่รู้มันจะเป็นการดีที่สุดพวกนั้นคือผู้ที่ทำร้ายข้าจนดวงจิตแตกซ่าน ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่เดินทางมาที่นี่เป็นเพียงลูกสมุนของพวกมันเท่านั้นข้าสามารถบอกเจ้าได้เพียงเรื่องเดียวนั่นก็คือ คนพวกนั้นมักแทนตนเองว่า...เทพ!”
คำพูดสุดท้ายทำให้หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านอย่างรุนแรงภายในโลกใบนี้มีผู้ใดกล้าแทนตนเองว่าเทพ? ต่อให้เป็นผู้ที่อยู่ในปัญจปราณขั้นสูงอย่างขั้นปราณทะลวงปราณมายาทมิฬ หรือขั้นปราณสวรรค์ก็เป็นเพียงมนุษย์ในบางกลุ่มที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเท่านั้น
หากกล้าแทนตนเองว่าเทพก็จะต้องมีความสามารถที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้ามิฉะนั้นแล้วจะถูกมนุษย์ทั้งหลายทำร้ายจนตาย เมิ่งฝานนึกไม่ถึงเลยว่าผู้ที่เคยมาเยือนที่นี่จะกล้าแทนตนเองว่าเทพเพียงเท่านี้ก็สามารถพิสูจน์ได้ถึงความแข็งแกร่งของคนเหล่านั้นแล้ว หากเมิ่งฝานไปอยู่ต่อหน้าพวกเขาทั้งหลายในยามนี้ก็คงจะเทียบไม่ได้แม้แต่มดตัวหนึ่งด้วยซ้ำไป
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากใบหน้าพลันหม่นหมองส่วนรั่วสุ่ยอีก็คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าเองก็อย่าได้เสียใจไปเลยพวกนั้นล้วนแต่เป็นพวกปีศาจแก่ที่บำเพ็ญตนมานานนับหมื่นปีทั้งสิ้น เจ้าในตอนนี้ยังเด็กอายุของเจ้ายังน้อยเกินไป ยังมีเวลาในการบำเพ็ญตนอีกมากมายหากเจ้าฝึกฝนวิชาทวนเทพสำเร็จก็อาจจะเหนือกว่าพวกเขาเหล่านั้นด้วยซ้ำไปมันเป็นถึงสิ่งที่ข้าค้นพบจากคลังสมบัติในห้วงอวกาศเลยเชียวนะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ฝืนยิ้มออกมา ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้ต้องทำอย่างไรเล่าขอรับ?”
รั่วสุ่ยอีลูบเส้นผมของตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าคนผู้นั้นใช้พลังแห่งเทพผนึกที่นี่เอาไว้พวกเราจะต้องจัดการทำลายพลังนั้นเสียก่อน หึหึ ไม่ได้พบเจอพลังเช่นนี้มานานแล้วจริงๆ!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจารั่วสุ่ยอีก็ขยับฝ่ามือ เงาร่างของนางพลันลอยออกมาจากไข่อสูรทมิฬ
มีสง่าราศีดุจดั่งเทพเซียนที่ลอยล่อง บริสุทธิ์ดุจดั่งธาราใสแม้ว่าเขาจะพบเจอรั่วสุ่ยอีมาหลายครั้งแต่ก็ยังต้องตกตะลึงกับความงามของนางทุกครั้งไปนางหาได้สนใจเมิ่งฝานไม่ฝ่ามือของรั่วสุ่ยอีขยับก่อนจะมีพลังอันน่าสะพรึงระเบิดออกมาจากปลายนิ้วของนาง
“หากผู้ใดขวางทางข้า จงแตกสลาย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นบริเวณปลายนิ้วงามประหนึ่งเนื้อหยกของรั่วสุ่ยอีพลันมีแสงสว่างคล้ายดั่งแสงของพระอาทิตย์เปล่งประกายขึ้นมาทุกจุดที่ลำแสงนั้นเคลื่อนตัวผ่านล้วนแต่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นทั้งสิ้นแล้วทะเลทรายที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานพลันเริ่มหายไปด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หลังจากที่รั่วสุ่ยอีอยู่ในไข่อสูรทมิฬก็ไม่ค่อยได้แสดงฝีมือมากนัก ทว่าทุกคราที่นางแสดงอานุภาพออกมานั้นล้วนแต่เป็นพลังแข็งแกร่งที่สามารถทำลายล้างได้ทุกสรรพสิ่ง! เมื่อพลังนั้นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ เมิ่งฝานจึงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบกาย
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจรอบกายเขาก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงบส่วนรั่วสุ่ยอีก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะกลับเข้าไปอยู่ในไข่อสูรทมิฬ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ“เอาล่ะ ที่นี่ถูกคนพวกนั้นสยบด้วยพลังเทพเพราะต้องการที่จะผนึกมันอย่างสมบูรณ์ดูท่าเจ้าแห่งศิลาสยบมารรุ่นก่อนคงจะไปล่วงเกินพวกมันเข้า แต่ยามนี้ข้าได้ปลดผนึกของมันแล้วเจ้าคงจะสามารถสื่อกับวิญญาณศิลาสยบมารที่หลับใหลอยู่ภายในได้แล้วล่ะ”
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงเมื่อได้ยิน เมื่อเขากวาดตามองไปรอบๆ ก็พบว่าทะเลทรายเหล่านั้นยังคงเป็นทะเลทรายดังเดิมทว่ามันกลับเงียบงันอย่างที่สุดแต่ไม่ได้เป็นดั่งความตายเช่นเมื่อครู่
วิญญาณของศิลาสยบมาร? แต่ดูเหมือนว่ารอบกายเขานั้นไม่มีผู้ใดเลยสักคน
ขณะที่เมิ่งฝานกำลังชะงักงันพลันมีเสียงอันแก่ชราดังขึ้นรอบกาย
“เป็นชนรุ่นหลังของข้าอย่างนั้นหรือ?”
เสียงอันแก่ชรานั้นดังขึ้นพร้อมกับร่างมนุษย์ที่ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเชื่องช้าเขาสวมชุดสีขาวและดูเหมือนว่าจะเป็นบุรุษวัยกลางคนยืนอยู่กับที่ทว่ากลับมีกลิ่นอายแห่งอานุภาพปกคลุมไปทั่วหล้าเมื่อได้เห็นเมิ่งฝานเขาผู้นั้นก็ชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยว่า “หาใช่สายเลือดของข้าไม่ ซ้ำยังเป็น...เด็กตัวน้อยคนหนึ่ง!”
“ท่านมีสติปัญญา!”
เมิ่งฝานมองบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นด้วยความคาดไม่ถึง แล้วเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
เขาเป็นเพียงวิญญาณโบราณที่ไม่สมบูรณ์แต่กลับสามารถสื่อสารกับตนเองได้อย่างชัดเจนถึงเพียงนี้?