จิวฟงไม่สนใจกับหานยี่ที่พล่ามเกี่ยวกับพลังปราณของตัวเองอยู่ไม่หยุด เขาให้คนสิบห้าคนกดร่างของคนพิการไว้ แล้วเด็กชายก็บอกให้จางเหมยต้าน ลีเฮ่ยช้วนและคนที่เขาเห็นว่ามีทักษะทางการแพทย์อีกสองสามคนให้เข้ามาช่วยประสานแขนขาของเจ้าหุ่น
จางเหมยต้านไม่ได้สนใจเด็กชาย หญิงสาวไม่ใส่ใจกับบาดแผลของหุ่นพยนต์ นางเดินอ้อมผู้คนแล้วไปหยุดอยู่ที่ด้านหัวเตียง แล้วนางก็เอ่ยถามหานยี่
“ท่านผู้อาวุโส ท่านกล่าวว่าตัวท่านมีพลังปราณขั้นที่เก้าระดับสิบ เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ”
“นังหนู! เจ้าไม่รู้จักหานยี่หรืออย่างไร ใครๆก็รู้ว่าข้าคือผู้ที่เกือบจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดของหมู่มวลมนุษย์ หากไม่ใช่เพราะทัณฑ์สวรรค์ หากไม่ใช่เพราะเทพตนนั้น ป่านนี้ข้าบรรลุถึงขั้นที่สิบไปแล้ว!”
แก่นความทรงจำไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยสำนักแพทย์เชิ่งหัว ปรมาจารย์แพทย์เทวะหยุนยี่เชิ่งได้รวบรวมแก่นความทรงจำของผู้คนมาจากเขตแดนต่างๆทั่วทั้งทวีปเฉียนฉิน ผลึกที่ใสราวกับหยาดน้ำค้างนี้รวบรวมความรู้ของผู้คนตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ หยุนยี่เชิ่งต้องการรู้เรื่องราวความเป็นมาของมนุษย์จึงได้เสาะแสวงหาแก่นความทรงจำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ปรมาจารย์แพทย์เทวะเองก็ได้รับความรู้จากความทรงจำของผู้คนในอดีตกาลไม่น้อย มีเพียงความทรงจำหนึ่งที่ดื้อดึงและไม่ยอมเปิดเผยเรื่องราวของตน นั่นก็คือความทรงจำของชายที่ปรมาจารย์แพทย์เทวะขนานนามให้ว่าเหรินชิงเต้อ...แต่ผู้คนก็มักเรียกความทรงจำนี้ว่าเหรินชิงเต้อจอมโวยวาย
เรื่องที่หานยี่กล่าวเหมือนเป็นเพียงนิยายปรัมปรา แน่นอนว่าไม่มีใครใส่ใจกับเรื่องราวที่พรั่งพรูออกจากปากของชายที่ตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยากล่อมประสาท มีเพียงจางเหมยต้านเท่านั้นที่สอบถามและเงี่ยหูฟังเรื่องราวของหานยี่ด้วยแววตาเป็นประกาย ชายผู้อ้างว่ามีปราณขั้นที่เก้าระดับสุดท้ายบอกว่าเทพได้ลงมาจากฟ้าและขัดขวางไม่ให้มนุษย์บรรลุถึงขั้นที่สิบ
“ตั้งแต่บรรลุถึงขั้นที่เก้า ข้าก็ถูกทัณฑ์ฟ้าทรมานอย่างแสนสาหัส ข้าใคร่ครวญถึงสาเหตุก็รู้ทันทีว่าชั้นฟ้ามิต้องการให้ข้าก้าวไปถึงจุดสูงสุดของหมู่มวลมนุษย์ ข้าทำพลาดอย่างมหันต์เพราะคิดว่าจะต้านทานทัณฑ์ฟ้าได้ หากรู้เช่นนี้ข้าไม่ใจร้อนเร่งเดินลมปราณ ข้าจะหาวิธีปิดบังลมปราณก่อนที่ข้าจะเลื่อนระดับอย่างแน่นอน!”
พอได้ยินคำว่าปิดบังลมปราณ จิวฟงที่กำลังง่วนอยู่กับการสำรวจบาดแผลที่แขนซ้ายก็ถึงกับสะดุ้ง เขาพลันนึกถึงวันที่ตัวเองค้นพบวิธีเดินลมปราณย้อนกลับในตำราพื้นฐานของสำนักวายุจำรัส ใครกันเล่าที่ทิ้งข้อความลับนั้นไว้ ใครกันเล่าที่ต้องการให้มนุษย์รู้จักวิธีปกปิดพลังปราณ
“พี่สาวจาง ช่างหัวไอ้หุ่นนั่นก่อน มีอะไรค่อยสอบถามมันภายหลัง มาช่วยกันรักษาบาดแผลของหุ่นพยนต์ อย่างไรเสียพวกเราก็ต้องต่อแขนขาของไอ้หุ่นตัวนี้ให้ได้!”
จิวฟงสลัดความคิดฟุ้งซ่านแล้วนึกถึงเป้าหมายเฉพาะหน้า ในเวลานี้เขาไม่มีเวลาไปสนใจกับสิ่งอื่นใด ตัวเขาจะต้องกลายเป็นศิษย์ของหยุนยี่เชิ่ง ตัวเขาจะต้องสูง หลังจากนั้นเขาค่อยเสาะหาสรรพความรู้แล้วก้าวขึ้นสู่ความเป็นเซียนก็ยังไม่สาย
จางเหมยต้านพยักหน้าหนึ่งครั้ง นางก็คิดว่ายังเหลือเวลาในการไต่ถามเจ้าหุ่นจอมโวยวายอีกมาก หานยี่ได้ซดยาเข้าไปจนหมดโถ ความทรงจำของผู้มีปราณขั้นที่เก้าซึ่งตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยากล่อมประสาทย่อมต้องเปิดปากพูดถึงเรื่องราวในอดีตเป็นแน่
หญิงสาวแซ่จางเหลือบตามองเด็กชาย นางตัดสินใจละทิ้งเป้าหมายเดิม จางเหมยต้านสำรวจบาดแผลปราดเดียว แล้วนางก็ออกคำสั่งกับคนสี่ห้าคนซึ่งพร้อมแล้วที่จะลงมือรักษาหุ่นพยนต์ที่มีชีวิต
“ให้หุ่นพยนต์กินยาระงับโลหิตที่น้องฟงผสมเข้าไปอีก รีบใช้มีดกรีดธุลีตัดไปเหนือบาดแผลที่ได้รับความเสียหาย ถ่ายปราณเข้าไปยังมีดวิเศษแล้วตัดต้นแขนให้ขาดในทีเดียวเพื่อให้แผลใหม่เรียบสนิท ตัดส่วนปลายของแขนข้างซ้ายที่ขาดออกด้วยวิธีเดียวกัน เทผงโอสถยืดเส้นเอ็นเข้าไปยังต้นแขน ประคองปราณที่ตำแหน่งบาดแผลนั้น เมื่อเส้นเลือด เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเริ่มฟื้นฟู ให้ป้ายยาประสานมังสาในปริมาณที่พอดี เร่งเย็บเส้นเลือด เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ รีบดามกระดูกก่อนที่แผลจะยึดติด จากนั้นจึงค่อยจัดการกับขาทั้งสองข้าง!” น้ำเสียงของจางเหมยต้านเฉียบขาด จิวฟงพยักหน้าแล้วคว้ามีดกรีดธุลีมาถือไว้ ชายผู้หนึ่งกรอกยาระงับโลหิตเข้าไปในปากหานยี่ จิวฟงถ่ายปราณเข้าไปยังมีดวิเศษ เขารออีกสิบคู่ลมหายใจ จากนั้นเจ้าเปี๊ยกก็เฉือนแขนและตัดกระดูกของหานยี่ออกในทันที
ฟรึบ!!
เลือดเพียงเล็กน้อยไหลซึมออกมาจากบาดแผล แผลนั้นเรียบสนิทไม่มีแม้แต่รอยคลื่นแห่งความลังเล เจ้าเปี๊ยกเบ้ปากแล้วหยิบแขนซ้ายขึ้นมา เขาลงมือตัดส่วนปลายของแขนที่เสียหายในทันใด
ลีเฮ่ยช้วนรับเอาแขนซ้ายมาถือไว้แล้วโรยผงโอสถสีขาวแวววาวไปที่ปลายแขน คนแซ่ลีเร่งเค้นปราณของตนให้ห่อหุ้มผงโอสถชั้นเลิศ ผ่านไปครู่เดียวกล้ามเนื้อและเส้นเลือดที่ถูกทำลายก็ค่อยๆฟื้นฟู
ลีเฮ่ยช้วนดึงเอาเส้นเอ็นบางเส้นที่ไม่ยอมโผล่ออกมาจากผิวหนัง จางเหมยต้านชี้ให้เห็นถึงเส้นเลือดและเส้นเอ็นที่ซ่อนตัวในกล้ามเนื้อ นางสั่งการอยู่ไม่หยุด เมื่อจัดการกับเส้นเลือดและเส้นเอ็นได้แล้ว จิวฟงและลีเฮ่ยช้วนก็รีบเย็บทั้งกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเหล่านั้น
“ลีเฮ่ยช้วนฝีมือไม่เลว แต่ที่น่าทึ่งคือฝีมือแพทย์ของฟงจิว เด็กคนนี้ต้องผ่านการรักษาคนมาไม่น้อย ข้าต้องสืบให้ได้ว่าแท้จริงแล้วเจ้าเด็กนี่มาจากสำนักแพทย์ใดกันแน่...”
จางเหมยต้านไม่รู้หรอกว่าเจ้าเปี๊ยกไม่ได้มาจากสำนักแพทย์ใดๆ ความรู้ที่เด็กชายมีก็ได้มาจากตำราของสำนักแพทย์เชิ่งหัวที่เขาขโมยมา หากแต่ตำราที่จิวฟงอ่านนั้นมีเนื้อหาอันลึกซึ้ง...เพราะนั่นคือตำราที่ถูกเขียนโดยพู่กันวิเศษ!
แม้จะเคยต่อแขนคนเป็นครั้งแรก แต่เจ้าเปี๊ยกที่ศึกษาตำราอย่างทะลุปรุโปร่งก็รู้สึกราวกับว่าเขาเคยเชื่อมต่ออวัยวะมาแล้วนับเป็นร้อยๆครั้ง แต่ถึงกระนั้นจิวฟงก็เป่าปากอย่างเหนื่อยล้า เขาเร่งถ่ายปราณไปยังเข็มวิเศษแล้วเย็บเอาเส้นโลหิตน้อยใหญ่ ถึงแม้รู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไรกับบาดแผล แต่ในความเป็นจริงเขาต้องใช้สมาธิอย่างหนักเพื่อเชื่อมต่อเส้นเอ็นเส้นเล็กๆให้ยึดติดกัน จิวฟงลงมืออย่างประณีต ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเสียพลังปราณไปไม่น้อย
ลีเฮ่ยช้วนที่ประคองแขนซ้ายของหุ่นป้อนทรัพยากรใส่ปากเด็กชาย จากนั้นเขาก็เฝ้ามองเด็กชายแซ่ฟงอย่างเงียบๆ ในเวลานี้ทุกคนต่างก็มองดูเด็กชายทำการเชื่อมต่ออวัยวะโดยไม่เข้าไปรบกวน ผ่านไปถึงสองชั่วยามจิวฟงก็ประสานแขนข้างซ้ายให้คนเจ็บได้สำเร็จ
คนทั้งยี่สิบต่างยืนอึ้ง เจ้าเปี๊ยกเพียงคนเดียวสามารถจัดการบาดแผลได้อย่างเรียบร้อย ทั้งเส้นเลือดและเส้นเอ็นก็ถูกเชื่อมต่ออย่างประณีตถึงขีดสุด รอยเย็บปรากฏให้เห็นเพียงรางๆ หากไม่เพ่งมองจากระยะใกล้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจจะสังเกตเห็นรอยเย็บนั้น
จิวฟงนั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรง นี่ขนาดแค่เยียวยาแขนเพียงหนึ่งข้าง เขาต้องสูญเสียพลังปราณไปมากมาย ยังเหลือขาอีกสองข้างและแขนขวาที่ห้อยต่องแต่ง นี่ยังไม่นับบาดแผลน้อยใหญ่ทั่วร่างกายที่ยังไม่ได้รับการรักษา จิวฟงหลับตาเข้าสมาธิเพื่อปรับลมปราณ ขณะนั้นเองหุ่นที่เงียบมานานก็ร้องดัง
“แขนข้าขยับได้แล้ว วู้ววว โว้ววว ฮ่าๆๆๆ” พูดจบหานยี่ก็สะบัดแขนที่เพิ่งเชื่อมต่อเสร็จ เลือดเริ่มซึมออกมาทางบาดแผล จิวฟงพลันเบิ่งตาแล้วตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง
“จะมาดีดอะไรตอนนี้ รอให้แผลหายสนิทก่อนไม่ได้หรือไงฟระ!”
คนที่เหลือปล่อยให้เด็กชายได้พัก ขณะเดียวกันพวกเขาก็ตรึงร่างของหานยี่ให้อยู่นิ่ง หานยี่เห็นแขนของตัวเองกระดิกได้ก็พร่ำเพ้ออยู่ไม่หยุด เขาหัวเราะราวกับคนบ้า ผู้คนต้องออกแรงอย่างสุดกำลังเพื่อไม่ให้หุ่นพยนต์เคลื่อนไหว
พอหนึ่งก้านธูปผ่านไป ปราณของเด็กชายก็กลับมาอยู่ในภาวะปกติ เจ้าเปี๊ยกลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาหญิงสาว จากนั้นเขาก็บอกกับจางเหมยต้าน
“พี่สาวจาง ขาอีกสองข้างท่านต้องช่วยข้ารักษา ท่านก็เห็นว่าข้าต้องใช้พลังปราณมากแค่ไหนในการเชื่อมต่ออวัยวะ หากได้ท่านที่รู้วิธีการรักษาเป็นอย่างดีช่วยเหลือ หุ่นนี้ต้องกลับมาเดินเหินได้เป็นปกติแน่”
ผู้คนต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ หากพวกเขาไม่ยึดตรึงหุ่นก็ส่งเครื่องไม้เครื่องมือให้เจ้าเปี๊ยก บางคนก็ช่วยจัดการกับบาดแผลดังที่ลีเฮ่ยช้วนทำ มีเพียงจางเหมยต้านเท่านั้นที่ยืนสั่งการโดยไม่ลงมือทำอะไร
เมื่อเห็นผู้คนมองมา หญิงสาวแซ่จางก็แสดงสีหน้าลำบากใจ นางกวาดสายตามองคนทั้งหลาย จากนั้นนางก็เอ่ยบอกกับฟงจิว
“น้องฟง ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยรักษา แต่ข้าไม่อาจลงมือได้ หากมือของข้าพลาดพลั้งถูกหุ่นที่ดิ้นไม่หยุดตัวนี้เข้า...” นางอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยด้วยเสียงเบา
“...ความซวยจะมาเยือนหุ่นนี้อย่างแน่นอน”
เหล่าผู้คนยืนอึ้ง พวกเขาไม่รู้ว่าจางเหมยต้านจริงจังกับคำพูดมากแค่ไหน แต่การที่นางจับสลากได้หุ่นที่บาดเจ็บสาหัสก็ทำให้พวกเขาก็ลังเลใจ
หญิงสาวแซ่จางเน้นย้ำว่านางไม่อาจสัมผัสถูกกายบุรุษอื่นใดนอกจากเครือญาติ ทุกครั้งที่นางแตะต้องกายของชายใด ความซวยจะมาเยือนคนผู้นั้น ความซวยอื่นๆเป็นเรื่องเล็กน้อย และเทียบไม่ได้กับเคราะห์ร้ายที่เกิดจากการสัมผัสถูกบุรุษ
จิวฟงนึกย้อนถึงกิริยาที่หญิงสาวพยายามเดินออกห่างจากพวกผู้ชาย เจ้าเปี๊ยกพลันคิดถึงตอนที่จางเหมยต้านจับสลากได้หุ่นจอมโวยวายก็รู้สึกหวาดผวา เขารีบถอยห่างจากหญิงสาวผู้มีผิวกายละเอียด แม้จะยังข้องใจตามประสาคนขี้สงสัย แต่จิวฟงก็ไม่อยากจะทดสอบความซวยของจางเหมยต้านในตอนนี้ สุดท้ายตัวเขา ลีเฮ่ยช้วนและคนที่เหลือก็จำต้องรักษาเจ้าหุ่นที่พยายามกระดิกมืออย่างซุกซน
“บ้าเอ๊ย พวกคนที่เหลือก็ต้องตรึงร่างไอ้หุ่นบ้านี่ นี่เท่ากับว่ามีแค่ข้ากับพี่ลีเท่านั้นที่ต้องช่วยกันต่อแขนขาให้เจ้าหุ่น!” เจ้าเปี๊ยกบ่นอุบอยู่ในลำคอ
เหล่าผู้คนต่างรออยู่ด้านนอกเขตอาคมจนกระทั่งถึงวันใหม่ พวกเขาจ้องมองเขตอาคมทึบๆอย่างสงสัย ทั้งแพทย์อาวุโสและพวกแพทย์ฝึกหัดต่างก็รู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดเขตอาคมยังไม่เสื่อมสลาย...เหตุใดเหรินชิงเต้อจึงยังมีชีวิตอยู่
“ฝีมือเจ้าใช่หรือไม่...” เฮ่อโถวผู้มีดวงตาเรียวเล็กครุ่นคิด สายตาของเขาจับจ้องมองไปยังเขตอาคมข่ายสุดท้าย เขามั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือของหญิงสาวผู้มีผิวกายละเอียดที่ยื้อชีวิตเหรินชิงเต้อไว้ ขณะที่ผู้คนกำลังทอดสายตามองไปยังเขตอาคมของกลุ่มสุดท้าย เสียงกึกก้องก็ดังสะท้านไปทั่วเขตหมู่บ้านแพทย์อันเงียบสงบ
ตูมมมม!!!
เสียงของอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับเขตอาคมอย่างแรง ทันใดนั้นอาคมก็ค่อยๆจางหาย แสงสว่างสีทองแทรกทะลุอาคมรูปสี่เหลี่ยม แสงจากอักขระเวทลบล้างเขตอาคมกางกั้น อีกเสี้ยวลมหายใจเดียว ข่ายอาคมนั้นก็สลายไปในบัดดล!
“ไอ้หุ่นบ้า อย่าเพิ่งขยับสิฟระ!” เสียงแหลมดังก้องไปทั่วทุ่งกว้าง พวกแพทย์อาวุโสต่างมองไปยังพื้นที่ที่เคยเป็นข่ายอาคมอันแน่นหนา ดวงตาของพวกเขาเบิ่งกว้าง คนทั้งหลายต่างก็อ้าปากค้าง พวกเขาเห็นว่าทั้งโต๊ะ เตียง เตาเคี่ยวยาและชั้นไม้ต่างก็ล้มระเนระนาด ฝุ่นจางๆลอยฟุ้ง ผู้รับการประเมินต่างก็ล้มลงไปกองกับพื้น เห็นจะมีเพียงเด็กชายตัวเตี้ยเท่านั้นที่กระโดดเกาะคอหุ่นที่ครั้งหนึ่งไร้ซึ่งแขนขา พอเพ่งมองให้ชัดพวกเขาก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก พวกเขาเห็นชัดว่าเหรินชิงเต้อจอมโวยวายขยับแข้งขาที่เชื่อมต่อกับร่างได้อย่างสมบูรณ์!
“อา...เจ้าหนูผู้มีปราณขั้นที่หนึ่ง เจ้ายังไม่เคยเหาะสินะ ข้าจะพาเจ้าบินๆๆๆ เจ้าจะได้รู้ว่าการโบยบินไปบนฟากฟ้านั้นสุดยอดเพียงใด ฮ่าๆๆๆ” ว่าแล้วหุ่นจอมโวยวายก็กระโดดขึ้นไปด้านบนอย่างสุดแรงเกิด เขาพุ่งลิ่วขึ้นไปบนอากาศ แต่แล้วร่างของเจ้าหุ่นก็หยุดอยู่บนฟ้าแล้วร่วงลงมาด้านล่าง
จิวฟงตกใจสุดขีดเมื่อตัวเองพลันเหินขึ้นไปอยู่บนเวหาแล้วหล่นลงมาสู่พื้น เด็กชายรีบขึ้นไปเหยียบบ่าของเจ้าหุ่น เสี้ยวพริบตาที่หุ่นพยนต์จะกระแทกพื้น เจ้าเปี๊ยกกระโจนขึ้นไปด้านบน แรงถีบของเด็กชายบวกกับแรงดึงดูดของทวีปเฉียนฉินทำให้หานยี่กระแทกพื้นอย่างจัง หุ่นพยนต์ลุกขึ้นมาอย่างซวนเซ มันเหลือบดูแผลปริที่ขาทั้งสองข้าง จากนั้นหานยี่ก็บอกกับเด็กชายที่ล้มกลิ้งคลุกฝุ่น
“แผลปริอีกแล้วอ่า ช่วยเย็บให้ใหม่ทีสิ...”
“ไอ้หุ่นเวรตะไล! ข้าเย็บแผลให้แกไปห้าครั้งแล้วนะโว้ย!”