“คุณป้าหวง ที่นี่คือที่ไหนเหรอคะ” จูเสี่ยวลี่ถามทันทีที่คุณแม่หวงพาเธอกับสามีหยุดอยู่หน้าบ้านโทรมๆ หลังหนึ่ง “ไม่ใช่คุณป้าบอกว่าคนรู้จักของคุณป้าเป็ขาใหญ่ในตลาดมืดเหรอคะ แล้วทำไมเขาถึงอยู่ในบ้านที่ทั้งเล็กและโทรมอย่างนี้ล่ะ”
“ข้างนอกอาจจะดูทรุดโทรม แต่ข้างในดูดีมากเลยนะ” แม่หวงพูดจบก็เคาะประตู “น้องเจี่ย...น้องเจี่ยซี เธออยู่บ้านหรือเปล่า”
ใช้เวลาไม่นานหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินยิ้มออกมา “ฉันก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็พี่สะใภ้หวงนี่เอง เชิญเข้ามาในบ้านก่อนสิคะ”
“ได้ๆ อยู่ข้างนอกเย็นจะตาย เข้าไปนั่งในบ้านอุ่นๆ ดีกว่า” แม่หวงเดินเข้าบ้าน “เสี่ยวลี่ อาหย่วน เราเข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ”
เมื่อจูเสี่ยวลี่กับซ่งหย่วนเข้ามาเห็นด้านในก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะการตกแต่งภายในหรูหรามาก ผิดกับภายนอกที่ดูทรุดโทรม อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ก็ดูมีราคา แม้แต่โทรทัศน์ยังมีให้ดู ต้องยอมรับว่าในยุคนี้บ้านไหนที่มีโทรทัศน์ติดตั้งไว้ในบ้าน แสดงว่าบ้านหลังนั้นต้องมีฐานะไม่ธรรมดา หรืออาจจะเข้าขั้นเศรษฐีเลยก็ได้
เจี่ยซีมองไปที่สองสามีภรรยา “หนุ่มหล่อคนนี้ไม่ใช่อาิ ดังนั้นสาวสวยคนนี้ก็ต้องไม่ใช่ลูกสะใภ้ของพี่แน่นอน แล้วพวกเขาเป็ใครเหรอคะ”
แม่หวงเริ่มแนะนำ “เด็กสาวคนนี้เป็พี่สาวของลูกสะใภ้ฉันเอง ชื่อว่าจูเสี่ยวลี่ ส่วนพ่อหนุ่มคนนี้คือสามีของเธอชื่อซ่งหย่วน”
“ซ่งหย่วน? ซ่งหย่วนจากหมู่บ้านเตี้ยนสุ่ยใช่ไหม” เจี่ยซียิ้ม “ถ้าอย่างนั้นเธอคงเป็ลูกศิษย์ของพี่เฟิ่งสินะ”
“คุณน้ารู้จักอาจารย์ของผมด้วยเหรอครับ” ซ่งหย่วนถามอย่างแปลกใจ
“รู้จักสิ ฉันรู้จักเขาดีเลยล่ะ และไม่ใช่แค่อาจารย์ของเธอนะ ฉันยังรู้จักคุณพ่อของเธอเป็อย่างดีด้วย” เจี่ยซียิ้มก่อนจะพูดเสียงเศร้าเมื่อนึกถึงเื่ในอดีต “แต่ถ้าไม่เป็เพราะฉัน บางทีพี่ซ่งอาจจะไม่โชคร้าย และพวกเธอแม่ลูกก็คงจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้”
“คุณน้าหมายความว่ายังไงครับ แล้วทำไมคุณน้าถึงรู้จักคุณพ่อของผม”
“ช่างเถอะ...เื่มันก็ผ่านมานานแล้ว เราอย่าไปพูดถึงอดีตกันอีกเลย” เจี่ยซีไม่ตอบคำถามซ่งหย่วน แต่เธอหันไปพูดกับแม่หวงแทน “ว่าแต่พี่สะใภ้พาเด็กสองคนนี้มาพบฉันทำไมคะ หรืออยากให้ฉันช่วยอะไร พี่สะใภ้บอกมาได้เลยนะคะ คนกันเองทั้งนั้น”
แม่หวงยิ้มอย่างดีใจที่ได้ยิน “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เพียงแต่เด็กสองคนนี้้าหาเงิน พอดีว่าแม่ของพวกเขาทำขนมไข่ได้อร่อยมาก ฉันก็เลยพาพวกเขามาแนะนำให้เธอรู้จัก เผื่อว่าเธอพอจะช่วยพวกเขาได้”
เจี่ยซีเข้าใจในจุดประสงค์จึงหันไปถามจูเสี่ยวลี่กับซ่งหย่วน “พวกเธออยากเข้าไปค้าขายในตลาดมืดเหรอ”
“ใช่ค่ะคุณน้า หนูกับสามีอยากเอาขนมไข่ไปขายในตลาดมืดค่ะ” จูเสี่ยวลี่หยิบขนมออกมาจากตะกร้า “คุณน้าลองชิมก่อนได้นะคะ จะได้รู้ว่าขนมของหนูพอจะขายได้ไหม”
ทันทีที่เจี่ยซีเห็นขนมไข่ในมือจูเสี่ยวลี่ เธอก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ขนมไข่ใส่ผลไม้แห้งแบบนี้ฉันเคยกินมาแล้ว”
“ในตลาดมืดมีขนมแบบนี้ขายแล้วเหรอคะ” จูเสี่ยวลี่ทำหน้าเสียดาย “ในเมื่อสินค้าซ้ำกันก็แสดงว่าพวกหนูเอาขนมเข้าไปขายไม่ได้แล้วใช่ไหมคะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกจ้ะ” เจี่ยซีหยิบขนมไข่หนึ่งชิ้นขึ้นมากิน
“แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ” แม่หวงเป็คนถามขึ้นมาก่อน “ซีซี เธออย่ามัวแต่แกล้งเด็กๆ อยู่เลย ดูสิ...เสี่ยวลี่กำลังจะร้องไห้อยู่แล้ว”
เจี่ยซีกลืนขนมไข่ก่อนจะจิบน้ำชาตาม “ก่อนหน้านี้อาจารย์เฟิ่งของพวกเธอเอาขนมไข่หน้าตาแบบนี้มาให้ฉันลองชิมแล้ว และฉันก็ตอบตกลงที่จะรับขนมของพวกเธอมาขายแล้วด้วย พี่ชายสุดทึ่มของฉันยังไม่ได้บอกเื่นี้กับพวกเธอเหรอ”
“สองสามวันนี้งานในทุ่งนายุ่งมาก แถมตอนกลางคืนพวกเรายังต้องเร่งทำขนม เราสองคนก็เลยไม่มีเวลาแวะไปหาอาจารย์เลยครับ” ซ่งหย่วนตอบ
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะอธิบายให้พวกเธอฟังอีกครั้งก็แล้วกัน คืออย่างนี้นะ ฉันตกลงรับซื้อขนมของพวกเธอไว้แล้ว พวกเธอมีหน้าที่แค่เอาขนมมาส่งให้ฉันตามเวลาก็พอ ขนมสิบชิ้นฉันให้พวกเธอหนึ่งหยวนกับอีกสองเหมา ราคานี้พวกเธอตกลงหรือเปล่า”
“หนึ่งหยวนสองเหมา! ได้เลยค่ะ หนูจะเอาขนมมาส่งให้คุณน้าตรงตามเวลาแน่นอน” จูเสี่ยวลี่รีบตอบรับก่อนจะถามอย่างเกรงใจ “แต่คุณน้ารับขนมของเราไปในราคาสูง เพราะฉะนั้นคุณน้าคงต้องขายขนมออกไปในราคาที่สูงกว่าถึงจะมีกำไร แล้วจะมีคนมาซื้อเหรอคะ”
“เธอไม่ต้องห่วงเื่นั้นหรอก เพราะฉันทำแผนการตลาดไว้แล้ว” เจี่ยซีพูดยิ้ม “อยากรู้ไหมว่าแผนการตลาดของฉันเป็ยังไง”
จูเสี่ยวลี่รู้สึกว่าคุณน้าเจี่ยคนนี้กำลังทดสอบตนเอง แต่ไม่ใช่การทดสอบเพื่อหักหน้า แต่เป็การทดสอบเพื่อประเมินความรู้ความสามารถของเธอเท่านั้น เธอยิ้มก่อนจะอธิบายความคิดของตนเองให้เจี่ยซีฟัง “ถ้าอย่างนั้นหนูจะลองพูดความคิดของหนูให้คุณน้าฟังนะคะ ถ้ามีส่วนไหนผิดพลาด รบกวนคุณน้าช่วยชี้แนะหนูด้วย”
“พูดมาเถอะ ไม่มีอะไรผิดถูกทั้งนั้น แล้วฉันก็ไม่ได้จะจับผิดอะไรเธอด้วย ฉันแค่อยากหาคนมาแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยเท่านั้น”
“อย่างแรกเลยก็คืออีกไม่กี่วันจะเป็เทศกาลปีใหม่ ผู้คนก็ต้องมาจับจ่ายและเตรียมซื้อของขวัญไปฝากญาติ ขนมไข่เป็ขนมที่เหมาะกับเทศกาลนี้ที่สุด อีกทั้งขนมไข่ยังเก็บได้หลายวัน ฉะนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออก ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งหนูไม่รู้ว่าหนูเข้าใจถูกหรือเปล่า หนูคิดว่าแผนการตลาดที่คุณน้าพูดถึงน่าจะเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ คุณน้ากำลังจะทำบรรจุภัณฑ์ใส่ขนมเป็ของตัวเองใช่ไหมคะ”
“เธอเข้าใจถูกทั้งหมด ก่อนหน้านี้พี่เฟิ่งเอาขนมไข่มาให้ฉันชิม ฉันก็คิดไว้แล้วว่าฉันจะรับซื้อขนมจากเธอแล้วเอามาขายต่อภายใต้ชื่อสินค้าของฉันเอง และฉันก็ได้ไปสั่งทำกล่องขนมมาเตรียมไว้แล้วด้วย ฉันคิดไว้ว่าจะเปิดตัวสินค้าในวันเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง” เจี่ยซีปรบมืออย่างชอบใจ “หนูเสี่ยวลี่มีพร์ด้านการค้าเหมือนกันนะ ฉันไม่คิดมาก่อนว่าจะได้มาเจอกับเด็กสาวชนบทที่มีความคิดก้าวหน้าอย่างนี้ ฉันไม่ได้จะดูถูกว่าเธอเป็คนชนบทหรอกนะ ฉันแค่ไม่คิดว่าจะได้มาเจอคนเก่งแบบเธอที่นี่”
จูเสี่ยวลี่ได้แต่ยิ้มรับอยู่เงียบๆ ขนมไข่ใส่ผลไม้แห้งไม่ใช่เธอคิดขึ้นมาเอง แต่ในความฝันเธอเคยเห็นคุณยายคนหนึ่งยืนขายมันอยู่หน้าโรงแรมที่เธอไปหาลูกค้า และดูเหมือนลูกค้าที่มีอายุหน่อยจะชอบขนมไข่ใส่ผลไม้แห้งมากกว่าขนมไข่แบบดั้งเดิมที่ไม่ใส่อะไรเลย เมื่อเธอตัดสินใจว่าจะทำขนมไข่ขาย เธอจึงเสนอให้แม่สามีใส่ผลไม้แห้งเข้าไปด้วยเพื่อเป็การเพิ่มรสชาติ แต่แม่สามี สามี และน้องชายของสามีต่างก็คิดว่าเธอเป็คนคิดสูตรขนมขึ้นมาเอง
ส่วนเื่บรรจุภัณฑ์ก็ไม่มีอะไรมาก เธอสังเกตว่าคุณน้าเจี่ยซีคนนี้ดูเป็คนทันสมัย ดูจากท่าทางและการแต่งกายของคุณน้า จูเสี่ยวลี่คิดว่าคุณน้าเจี่ยซีน่าจะเป็คนที่มาจากเมืองหลวง เพราะที่เมืองหลวงพัฒนาไปเร็วกว่าที่นี่มาก น้าเจี่ยซีก็น่าจะเห็นการพัฒนาต่างๆ มาจากเมืองหลวงอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจูเสี่ยวจึงยกเอาเื่บรรจุภัณฑ์ขึ้นมาพูดเท่านั้น แต่เธอไม่คิดว่าความคิดของเธอจะตรงกับความคิดของคุณน้าเจี่ยซีพอดี
“ไม่ง่ายเลยนะที่น้องเจี่ยซีจะชมใครสักคน ดูท่าหนูเสี่ยวลี่น่าจะมีพร์ด้านนี้จริงๆ” แม่หวงยิ้มให้จูเสี่ยวลี่
“หนูแค่เดาถูกเท่านั้นเองค่ะ” จูเสี่ยวลี่ยิ้มเขิน
“เธอไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก ฉันคิดว่าเธอมีพร์ด้านนี้จริงๆ” เจี่ยซีพูดเข้าเื่ “เอาเป็ว่าเราอย่าเพิ่งพูดเื่อื่นกันเลย เรามาพูดธุระกันต่อดีกว่า อีกสองวันจะเป็วันที่แต่ละบ้านจะออกมาซื้อของสำหรับปีใหม่ ถ้าพรุ่งนี้ฉันให้เธอเอาขนมมาส่งฉันก่อนสองพันชิ้น เธอทำไหวไหม”
“สองพันชิ้นเลยเหรอคะ” จูเสี่ยวลี่ขมวดคิ้วอย่างกลุ้มใจ
“ทำไม่ได้เหรอ ถ้าเธอติดขัดตรงไหนบอกฉันมาได้นะ หรือว่าติดขัดเื่เงินทุน เบิกกับฉันไปก่อนก็ได้ แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาคิดบัญชีกันทีหลัง” เจี่ยซีเสนออย่างใจดี
“ไม่ใช่ค่ะคุณน้า คือว่าที่บ้านของฉันมีแม่พิมพ์ทำขนมแค่สองอัน ถ้าฉันกับแม่สามีเร่งทำทั้งคืนก็น่าจะได้แค่พันกว่าชิ้นเท่านั้น แต่จำนวนสองพันชิ้นที่คุณน้าสั่งฉันกลัวว่าจะทำไม่ทันน่ะค่ะ”
“จะไปยากอะไร ที่บ้านฉันมีขนมแม่พิมพ์ขนมไข่อยู่อีกสองอัน ฉันไม่ได้ใช้มันแล้ว เธอจะเอาไปใช้ก็ได้”
“แม่พิมพ์ทำขนมทำมาจากเหล็กและยังหาซื้อยาก คุณน้าเอาให้หนูแล้วคุณน้าไม่เสียดายเหรอคะ” จูเสี่ยวลี่ถามอย่างเกรงใจ
เจี่ยซียิ้มเศร้า “ฉันจะไปเสียดายทำไม ที่ฉันซื้อแม่พิมพ์นี้มาก็เพราะคนที่ฉันแอบชอบเขาชอบกินขนมไข่ แต่ฉันเรียนทำขนมยังไม่ทันเสร็จ คนที่ฉันแอบชอบก็มาจากไปก่อน แต่ถึงเขาจะยังมีชีวิตอยู่ ขนมไข่สำหรับคนที่เพิ่งหัดทำอย่างฉันก็คงจะสู้ขนมไข่ที่ภรรยาเขาทำให้ไม่ได้”
“คุณน้าคะ หนูขอโทษนะคะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้คุณน้าเสียใจเลยค่ะ” จูเสี่ยวลี่ใที่อยู่ๆ คำพูดของเธอทำให้คุณน้าเจี่ยเกือบร้องไห้
“ไม่เป็ไร ยังไงมันก็เป็อดีตไปแล้ว” เจี่ยซียิ้มก่อนที่จะเดินหายเข้าไปในครัว ไม่นานเธอก็ออกมาพร้อมแม่พิมพ์ทำขนมไข่สองอัน “พวกเธอเอากลับไปใช้เถอะ อยู่กับฉันมันก็เป็แค่เศษเหล็ก แต่อยู่กับพวกเธอมันยังใช้ประโยชน์ได้”
จูเสี่ยวลี่ไม่กล้ารับ แม่หวงจึงพูด “หนูรับไปเถอะ ผู้ใหญ่ให้ของก็เพราะเขาเอ็นดู ถ้าหนูไม่รับจะเป็การเสียมารยาทนะ”
จูเสี่ยวลี่รับแม่พิมพ์มาถือ “ขอบคุณคุณน้ามากๆ เลยค่ะ”
ส่วนซ่งหย่วนที่ไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนากลับนั่งมองคุณน้าเจี่ยซีอย่างสงสัย ‘คุณน้าเจี่ยรู้จักกับพ่อและอาจารย์เฟิ่ง แต่อาจารย์เฟิ่งไม่เคยบอกว่าอาจารย์รู้จักกับพ่อมาก่อน แล้วพวกเขาไปรู้จักกันได้ยังไง ยังมีเื่ความรักของคุณน้าเจี่ยอีก ทำไมฉันรู้สึกว่าเื่นี้มันน่าจะเกี่ยวกับพ่อและแม่ของฉัน ตกลงแล้วพ่อของฉันเป็ใครกันแน่ ฉันควรถามเื่นี้จากใครดี’
“อ้อ...นอกจากแม่พิมพ์ทำขนม รถจักรยานคันเก่าที่จอดอยู่ข้างรั้ว พวกเธอก็เอากลับไปใช้ด้วยล่ะ” เจี่ยซีบอก
“จักรยานเหรอคะ” จูเสี่ยวลี่ไม่เข้าใจ “คุณน้าจะให้เราเอาจักรยานกลับไปใช้ ทำไมเหรอคะ?”
“ใช่ ขากลับพวกเธอเอาจักรยานคันนั้นกลับไปใช้ด้วย”
“มีราคาแบบนั้นเรารับไว้ไม่ได้หรอกครับคุณน้าเจี่ย คุณน้าเก็บมันไว้ใช้เองเถอะครับ” ซ่งหย่วนปฏิเสธ “แค่เรารับเอาแม่พิมพ์ทำขนมมาจากคุณน้าโดยไม่เสียเงิน เท่านี้เราก็เกรงใจมากแล้วครับ”
“จักรยานคันนั้นไม่ใช่ของฉัน เป็อาจารย์ของเธอซื้อต่อจากฉันอีกทีหนึ่ง เขาบอกว่าั้แ่พวกเธอแต่งงานกันเขายังไม่ได้ให้ของขวัญพวกเธอเลย” เจี่ยซียิ้ม “ถ้าพวกเธอไม่เชื่อก็กลับไปถามเขาได้ ถ้าไม่เป็อย่างที่ฉันพูด พวกเธอก็จอดจักรยานทิ้งไว้กับอาจารย์ของพวกเธอได้เลย”
แม่หวงกระซิบกับจูเสี่ยวลี่ “เจี่ยซีไม่น่าจะโกหกพวกเธอนะ หรือไม่พวกเธอปั่นจักรยานคันนี้กลับหมู่บ้านแล้วค่อยไปถามความจริงจากอาจารย์ของพวกเธอก็ได้ ถ้าอาจารย์ของพวกเธอซื้อให้เป็ของขวัญจริง พวกเธอก็ค่อยขอบคุณเขา แต่ถ้าไม่ใช่ พวกเธอค่อยปั่นมาคืนวันที่พวกเธอมาส่งขนมก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
“พี่สะใภ้หวง พี่พาเด็กสองคนนี้กลับไปก่อนเถอะค่ะ นี่ก็ได้เวลาที่ฉันจะต้องไปรับกล่องขนมที่สั่งทำไว้แล้ว” เจี่ยซีไม่เปิดโอกาสให้สองสามีภรรยาปฏิเสธ “ไปค่ะ พวกเราเดินออกไปพร้อมกันเลยดีไหมคะ ฉันจะได้ล็อกประตู”
แม่หวงได้แต่พาจูเสี่ยวลี่กับซ่งหย่วนเดินออกจากบ้านมาอย่างงงๆ