ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 146 หนีอย่างเปิดเผย

           เมื่อได้ยินเฮ่อลี่ก็รู้สึกหน้าตึง จ้องมองไปที่ตู้เซ่าฝู่อย่างขมึงทึง กล่าวว่า “ปล่อยบุตรชายของข้าไป แล้วข้าจะทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นพวกเจ้าไปกันได้แล้ว”

           “สำนักพยัคฆ์ขาวกับพรรคบูรพารุ่งโรจน์กวาดล้างสมาคมมังกรดาวของข้าสังหารศิษย์ของสมาคมมังกรดาวหรือว่าเรื่องนี้ก็จะให้แกล้งทำเป็นเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นหรือ?”

           ตู้อวิ๋นหลงจ้องหน้าเฮ่อลี่ หากเป็นตอนแรกเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับสำนักพยัคฆ์ขาว จะรู้สึกเหมือนเวลาเจอกลุ่มผู้มีอิทธิผลที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องเกรงกลัวทว่าขณะนี้ในร่างของเขาได้สืบทอดพลังจากยอดฝีมือที่สุดยอดท่านหนึ่งมาทำให้เขารู้สึกแกร่งกล้าอาจหาญยิ่งขึ้น เขารู้สึกได้ว่าผ่านไปอีกไม่นานเขาสามารถพัฒาฝีมือถึงขั้นที่ไม่ต้องเกรงกลัวสำนักพยัคฆ์ขาวอีกต่อไป

           “เจ้าคือคนของสมาคมมังกรดาว?”

           เฮ่อลี่มองตู้อวิ๋นหลงนัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นกล่าวว่า “ในเมืองหลวงมณฑลหลันหลิงแต่ละวันมีคนตาย แต่ละวันมีคนหายเป็นเรื่องปกติ คนอ่อนแอยอมเป็นเหยื่อของคนแข็งแกร่งอยู่แล้วนี่เป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปที่ใครๆ ก็รู้กันดี สมาคมมังกรดาวถูกทำลายล้างนั่นเป็นเพราะมีพละกำลังที่แข็งแกร่งไม่เพียงพอ จะไปโทษคนอื่นได้อย่างไร? ฉิวซันแห่งพรรคบูรพารุ่งโรจน์ก็ถูกพวกเจ้าปลิดชีพแล้วนี่เจ้ายังจะเอาอะไรอีก?”

           “นี่……”

           ตู้อวิ๋นหลงได้ยินคำพูดของเฮ่อลี่ก็สะอึกเถียงอะไรไม่ออก

      “ถูกต้อง เจ้าพูดถูกผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง เป็นสัจธรรมที่มีมาแต่โบราณ”

           ตู้เซ่าฝู่เงยหน้ายิ้มแสดงสีหน้าไร้เดียงสาผสมกับเจ้าเล่ห์ แลดูแล้วไม่คิดจะประนีประนอมด้วย มองเฮ่อลี่กล่าวว่า “ข้าจะปล่อยบุตรชายของเจ้า ทว่าไม่ใช่ตอนนี้พอข้ากลับไปถึงเมืองหลวงมณฑลหลันหลิง ข้าค่อยปล่อยบุตรชายของเจ้า”

           “เจ้าหนูข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนผู้ปกครองมณฑลหลันหลิง แต่อย่าคิดว่าจะใช้บารมีของผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงมากดขี่สำนักพยัคฆ์ขาวของข้าปล่อยบุตรชายของข้าซะ ข้ารับปากจะปล่อยให้พวกเจ้าไปก็หมายถึงว่าข้าให้พวกเจ้าไปได้!” เฮ่อลี่พูดน้ำเสียงเคร่งขรึม “แต่ต้องปล่อยคนก่อน!”

           ตู้เซ่าฝู่ส่ายศีรษะ มองเฮ่อลี่ กล่าวว่า “ตอนนี้ข้าเป็นคนตัดสิน เจ้าไม่มีสิทธิ์พูดเรียกร้องอะไร”

           เมื่อพูดจบ ตู้เซ่าฝู่แหงนหน้าบอกกับอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน“เสียวหู่ พวกเราไปกัน!”

      “โฮก!”

           อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเข้าใจในสิ่งที่ตู้เซ่าฝู่ต้องการจะสื่อกระพือปีกโฉบเข้าไปหาตู้เซ่าฝู่ พร้อมกับจ้องเฮ่อลี่ด้วยแววตาที่ดุดัน

      เฮ่อลี่หน้าเสียมองอย่างเคียดแค้น ตู้เซ่าฝู่กับเฮ่อจวินที่ถูกจับตัวไว้และตู้อวิ๋นหลงกระโดดขึ้นหลังของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน

      “ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง!”

           ตู้อวิ๋นหลงจับผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นถึงฟากฝั่งที่อยู่ในมือเหวี่ยงลงพื้น แสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์และอาฆาตแค้น

      “ตู้เซ่าฝู่ ผู้อาวุโสถูกับผู้อาวุโสหลู่ของสำนักพยัคฆ์ขาวของข้าสองคนนั้นล่ะ?” เฮ่อลี่หน้าเจื่อน แหงนหน้าเอ่ยถามตู้เซ่าฝู่

      “ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งไงแน่นอนว่าถูกข้าปลิดชีพไปแล้ว”

           ตู้เซ่าฝู่ยิ้มสายตาเหลือบไปเห็นรอยบาดแผลบางๆ บนเกล็ดที่หลังของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนสีหน้าก็ตึงเครียดขึ้น กล่าวว่า “บัญชีแค้นที่ทำร้ายอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนของข้าไว้ข้าจะค่อยๆ มาเอาคืนกับเจ้าและสำนักพยัคฆ์ขาว”

      “โฮก!”

           หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่พูดจบ อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนก็สยายปีกเหินทะยานไปบนฟ้าจากนั้นร่างอสูรพยัคฆ์ตัวนี้ก็บินหายลับไปจากสายตาของทุกคน

      เฮ่อลี่จ้องมองอย่างอาฆาตแค้นเขาต้องสูญเสียผู้อาวุโสที่มีฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณกับนักเวทยันต์สามดาวขั้นสุดยอดอีกคนหนึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายให้กับสำนักพยัคฆ์ขาวอย่างมาก

           “เจ้าสำนักนายน้อยถูกเจ้าหนุ่มนั่นจับตัวไปแล้ว พวกเราไล่ตามไปดีหรือไม่?” ชายชราคนหนึ่งเอ่ยถามเฮ่อลี่ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เขาเตรียมตัวเรียกอสูรพาหนะที่บินได้มาไว้แล้วหลายตัว

      “เข้าไปดูในถ้ำกันก่อน”

           เฮ่อลี่กัดฟันด้วยความแค้นเด็กหนุ่มสองคนนั้นตั้งหลักอยู่ในถ้ำนี้ตั้งหลายวันภายในถ้ำแห่งนี้ต้องมีความลับอะไรซ่อนอยู่เป็นแน่หรือบางทีอาจจะมีสิ่งตกทอดมาจากยอดฝีมืออะไรบ้างจริงๆ

           “ตึงโครม!”

           ขณะที่กลุ่มคนเหล่านี้เดินเข้าไปหาถ้ำ จู่ๆถ้ำก็สั่นไหวอย่างรุนแรง รอยร้าวบนพื้นหินลึกและแตกยาวมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นพื้นหินผืนใหญ่ก็แตกหักโครมยอดเขาพังโครมยุบลงไป ทำให้ฝุ่นลอยฟุ้งตลบอบอวลมีก้อนหินที่แตกจำนวนมากกลิ้งกระจาย

           “รีบถอยเร็ว!”

           ฝูงคนรีบถอยหน้าอย่างรวดเร็วแต่ละคนตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน และค่อยๆสงบลงเมื่อหลบไปอยู่ห่างไกลจากจุดแผ่นดินไหวนั้นได้

           ขณะนี้ถ้ำแห่งนี้ที่กว้างใหญ่พลังทลายกลายเป็นเพียงก้อนหินจำนวนนับไม่ถ้วนไม่สามารถค้นหาสภาพถ้ำแบบเดิมได้อีกเลย ทุกอย่างสลายหายไปแล้วต่อหน้าทุกคน

      “ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ในถ้ำนั้นต้องมีสมบัติล้ำค่าแน่นอน”

           เฮ่อลี่ลอยอยู่กลางอากาศมองไปที่กองหินกองพะเนินที่เคยเป็นถ้ำมาก่อน สีหน้าเสียดายมากหากตอนแรกเขาให้ความสำคัญและเดินมาด้วยตัวเองสมบัติล้ำค่านี้คงไม่ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นทว่ามาเสียดายตอนนี้ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว……

      ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามภายนอกเมืองหลวงมณฑลหลันหลิง ตู้เซ่าฝู่มองหน้าเฮ่อจวินที่อยู่ด้านหน้าเขา “พวกเราได้เจอกันอีกแล้วนะ?”

           “เพราะข้าดวงซวยน่ะ”

           เฮ่อจวินยิ้มหน้าเจื่อน มองตู้เซ่าฝู่กล่าวว่า “ข้าคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะอยู่ที่นั่นหากรู้ว่าเจ้าเกี่ยวข้องกับสมาคมมังกรดาวแต่แรก สำนักพยัคฆ์ขาวไม่มีทางไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของพรรคบูรพารุ่งโรจน์กับสมาคมมังกรดาวหรอก”

           ตู้เซ่าฝู่มองเฮ่อจวินไม่ได้พูดพร่ำเพรื่อออะไร พูดเข้าประเด็นเลย “ข้าบอกว่าจะปล่อยเจ้างั้นข้าก็จะปล่อยเจ้า ข้าเป็นคนรักษาคำพูด”

           “ขอบใจ” เฮ่อจวินกล่าวเบาๆ สีหน้ายังคงยิ้มอย่างเศร้าหมอง มุมปากมีรอยเลือดจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในเมืองหลวงมณฑลหลันหลิง

           “น้องสามจะปล่อยเขาไปแบบนี้จริงๆ หรือ?”

           ตู้อวิ๋นหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวว่า “ดูจากพละกำลังและอิทธิพลของสำนักพยัคฆ์ขาว หากไม่มีตัวประกันให้กลัวเกรงว่าเขาไม่มีทางปล่อยพวกเราไปง่ายๆ”

           “หากอยู่ในเมืองมณฑลหลันหลิงสำนักพยัคฆ์ขาวไม่มีทางกล้าทำอะไรข้าหรอก พวกเขาน่าจะกลัวข้ามากกว่า” ตู้เซ่าฝู่กล่าว

      “ลืมเรื่องผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงไปเลย”

           ตู้อวิ๋นหลงเข้าใจร้องอ๋อทันที เขานึกขึ้นได้ว่าขณะนี้น้องสามมีผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงคอยหนุนหลังให้อยู่สำนักพยัคฆ์ขาวจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ก็ต้องเกรงใจผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงแน่นอนพวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะกล้าทำอะไรข้ามหัวผู้ปกครองมณฑลหลันหลิง

      ตู้เซ่าฝู่มองตู้อวิ๋นหลงกล่าวว่า “พี่รอง ตอนนี้พี่วางแผนต่อไปว่าอย่างไร สมาคมมังกรดาวแตกสลายไปแล้วไปอยู่ที่จวนผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงกับข้าก่อนดีหรือไม่”

      “น้องสามข้ายังต้องไปตามหาศิษย์สมาคมมังกรดาวคนอื่นๆ ที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ แม้จะไม่มีสมาคมมังกรดาวอีกแล้วทว่าคนก็ยังอยู่ ข้าต้องไปหาพวกเขาก่อน ไม่อย่างนั้นข้ารู้สึกไม่สบายใจ” ตู้อวิ๋นหลงกล่าว

      “อย่างนั้นก็ได้ช่วงนี้ข้าน่าจะยังอยู่ที่เมืองหลวงมณฑลหลันหลิง พอเสร็จธุระแล้วมาหาข้าได้นะ” ตู้เซ่าฝู่กล่าว

      “ได้เลย” ตู้อวิ๋นหลงกล่าวพร้อมพยักหน้า

      ตู้เซ่าฝู่เองก็เดินเข้าไปในเมืองหลวงมณฑลหลันหลิงเขาครุ่นคิดลังเลสักครู่ จากนั้นตัดสินใจไปหามู่หรงโยวรั่วกับไต้ซิงอวี่ก่อนเพราะหากกลับไปที่จวนหลันหลิงเลย เกรงว่าป้าซันจะไม่ปล่อยให้ตนออกมาข้างนอกตามใจ

      ภายในจวนโบราณ เมื่อมู่หรงโยวรั่วกับไต้ซิงอวี่เห็นตู้เซ่าฝู่ทั้งสองต่างยิ้มออกมาอย่างจริงใจ

           “พี่เซ่าฝู่”

           ไต้ซิงอวี่ดีใจรีบพุ่งเข้ามาหาตู้เซ่าฝู่เงยหน้ายิ้มให้กับตู้เซ่าฝู่ดวงตาสุกใสเป็นประกายของนางเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกปีติยินดี กล่าวว่า “นี่ก็ผ่านมาสิบเอ็ดวันแล้ว ข้ากับน้าเล็กต่างเป็นห่วงพี่มาก”

           “นี่ไงข้าก็กลับมาแล้วนี่”

           ตู้เซ่าฝู่ลูบหัวของไต้ซิงอวี่ทางด้านหลังศีรษะบนผมที่ดำขลับจากนั้นมองไปที่มู่หรงโยวรั่วที่กำลังค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาร่างของนางบางอ่อนช้อยดูอรชรอ้อนแอ้นผมยาวดำขลับเป็นเงางามถูกปล่อยยาวลงมาจนยาวขนาบเอวเป็นภาพที่งดงามราวกับเทพธิดาย่างเท้าเดินออกจากภาพวาด

           “ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” มู่หรงโยวรั่วกล่าว น้ำเสียงสดใสเสนาะหูราวกับเสียงระฆัง

      “ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า ยิ้มเล็กน้อย จากนั้นมองไปที่หญิงสาวที่อยู่ด้านหน้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ เขาก็ย้อนนึกถึงเรื่องตอนที่นางสลบไสลอยู่บนเตียงและภาพที่นางกำลังบรรเลงบทเพลงจากกู่เจิงพร้อมทำนองร้องท่ามกลางหมอกควันมัวๆในใจแอบรู้สึกหวิวอย่างแปลกๆ

           มู่หรงโยวรั่วได้ยิน ก็ยิ้มออกมาบางๆเป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจมาก กล่าวว่า “ไม่เป็นไรก็ดีหลายวันมานี้พี่สาวของเจ้ามาหาข้าไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง ตอนนี้เจ้าไม่เป็นอะไรนางก็น่าจะวางใจแล้ว”

           “เจ๊ตุ๊ดชายคนนั้นเป็นห่วงข้าด้วยหรือ?”

           ตู้เซ่าฝู่แสดงสีหน้าประหลาดใจ มองหน้ามู่หรงโยวรั่วกล่าวว่า“ข้าว่าน่าจะเพราะพี่สาวคนนั้นของข้าใช้มันเป็นข้าอ้างเพื่อจะมาหาเจ้ามากกว่านะ”

           “เจ้านี่นะ อายุยังหน่อยแต่ฉลาดไม่เบา”

           มู่หรงโยวรั่วจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่จากนั้นยกมืออันเรียวบางของนางขึ้นมาพร้อมกับใช้ปลายนิ้วชี้จิ้มไปที่กลางหน้าผากของตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “ต่อไปเดี๋ยวพี่สาวของเจ้าก็จะชอบผู้ชายเอง เพียงแต่ภายในมณฑลหลันหลิงตอนนี้ไม่มีผู้ชายคนนั้นเหมาะสมกับนาง”

           ตอนที่มือเรียวงามของนางยกขึ้นมา ตู้เซ่าฝู่ก็สามารถได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่มาจากชุดกระโปรงยาวของมู่หรงโยวรั่ว เมื่อได้กลิ่น ก็เหลือบมองมู่หรงโยวรั่วกล่าวว่า “แต่ผู้หญิงที่นางชอบคือเจ้าที่เป็นหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้ก่อนอื่นไม่ต้องพูดถึงว่าเจ๊ตุ๊ดชายจะไม่มีใครเอา อย่างเจ้าที่สวยมากขนาดนี้ผู้ชายสวยจนไม่กล้าเข้าใกล้เลย”

           “อายุแค่นี้ปากหวานปลิ้นปล้อนจริงๆต่อไปคงมีหญิงสาวอีกหลายคนที่ถูกเจ้าหลอกให้หลงแน่นอน” มู่หรงโยวรั่วเหลือบมองตู้เซ่าฝู่สายตาดูมีเสน่ห์เย้ายวนขึ้นไปอีกแบบ ท่าทางของนางดึงดูดในหลงไหลมากขึ้นเรื่อย

      “อ๊า……”

           ทันใดนั้นเอง ไต้ซิงอวี่ก็กรี๊ดออกมาเสียงดังตู้เซ่าฝู่กับมู่หรงโยวรั่วหันหน้าไปมองเห็นไต้ซิงอวี่กำลังถอยตัวหนีอย่างไวหลบไปอยู่ข้างๆตู้เซ่าฝู่ สายตาของนางมองไปที่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนร่างย่อที่ยืนอยู่ในลานบ้านกล่าวว่า “เสี่ยวเชวียนเชวียน เจ้าอย่าเข้ามาเข้าไม่เคยรังแกเจ้าเลยนะ”

           “เอาน่ะ เสี่ยวเชวียนเชวียนไม่มีทางทำร้ายเจ้าหรอก” ตู้เซ่าฝู่ยิ้มขณะพูด ดูท่านางหนูคนนี้ไม่กล้าอุ้มอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนมากอดไว้ในอ้อมแขนอีกแล้ว

      ณ ห้องหนังสือในจวนผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงโอวหยังหลิงยืนยืดตัวตรง ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลาคมคายเขามองไปที่ชายวัยกลางคนชุดดำ กล่าวว่า “นานขนาดนี้กล่าวจะกลับมาเกิดเหตุการณ์อะไรงั้นหรือ หากยังไม่กลับมาอีกเกรงว่าน้องซันคงจะต้องออกไปตามหาเองแล้ว”

           “ถ้ำพันช่องน่าจะมีสมบัติบางอย่างอย่างที่ว่าจริงๆเด็กหนุ่มคนนั้นกับพี่รองของเขาได้รับมันมา ดังนั้นเลยใช้เวลานาน ตอนออกมายังพบกับเฮ่อลี่อีกด้วย” ชายวัยกลางคนชุดดำกล่าว

      “แสดงว่าตำนานเรื่องถ้ำพันช่องเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ”

           โอวหยังหลิงกล่าวเบาๆสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย “เฮ่อลี่ไปงั้นแสดงว่าเด็กหนุ่มคนนั้นคงเจอปัญหาจริงๆ ล่ะสิ?”

           “มีปัญหานิดหน่อยทว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเจ้าเล่ห์มาก จับบุตรชายของเฮ่อลี่มาไว้ในมือเป็นตัวประกันดังนั้นจึงกลับมาได้อย่างเปิดเผยไร้คนขัดขวาง ขณะนี้น่าจะอยู่กับมู่หรงโยวรั่วที่จวนของนาง” ชายวัยกลางคนชุดดำกล่าว

      “ใช้วิธีร้ายกาจจริงๆ เฮ่อลี่น่าจะแค้นจนคับใจแย่เลย” โอวหยังหลิงยิ้มออกมา

      “บุตรชายถูกจับไว้เป็นตัวประกันและเฮ่อลี่เองก็รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นคนของผู้ปกครองมณฑลดังนั้นเขาเองก็กลัวท่านอยู่บ้าง สุดท้ายเลยไม่กล้าลงมือทำอะไร” ชายวัยกลางคนชุดดำกล่าว

      “หากเฮ่อลี่สามารถบรรลุขั้นที่สูงขึ้นได้ก็จะน่ากลัวกว่านี้เยอะเลยเสียดายที่ติดอยู่ที่ขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสมบูรณ์มาตลอดไม่อาจบรรลุได้สักที” โอวหยังหลิงกล่าว

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน