เมื่อส่งสะใภ้รองตระกูลจูแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าก็หันมาชักสีหน้าตำหนิอู๋มามาที่ยืนห่างออกไปทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนรวดเร็วเช่นนี้ทำให้เสิ่นเย่ว์เฉินตะลึงพรึงเพริด
“เ้าดูแลเ้านายอย่างไร สีหน้าของนางถึงอ่อนแอราวกับคนป่วยเช่นนี้ ตกลงว่านางปกติดีหรือไม่สบายกันแน่”
ั้แ่เสิ่นเย่ว์เฉินเข้ามา ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็สนใจสีหน้าอัปมงคลของนางมากแม้จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กันมาระยะหนึ่งแล้วแต่วันนี้เมื่อได้พบกลับรู้สึกว่านางดูอ่อนแอบอบบางไม่น้อยร่างกายผอมโซจนแทบไม่มีเนื้อหนัง
หากเป็ยามปกติเื่เช่นนี้ย่อมไม่มีค่าอันใดให้นางต้องขุ่นเคือง ทว่าวันนี้สะใภ้รองตระกูลจูมาเป็แขกถึงเรือนทั้งยังเอ่ยขึ้นมาเองว่า้าพบเสิ่นเย่ว์เฉินสักครั้ง ทำให้นางตั้งตัวไม่ทัน
อู๋มามาได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบสาวเท้าออกมาคุกเข่ายอมรับความผิด“เป็ความผิดของบ่าวเองเ้าค่ะ สองสามวันนี้คุณหนูใหญ่ยุ่งกับการคัดคัมภีร์อยู่ตลอดทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าล้วนเป็บ่าวที่ไม่ใส่ใจมากพอ ไม่อาจดูแลคุณหนูใหญ่ให้ดีได้ ประเดี๋ยวกลับไปบ่าวจะบำรุงร่างกายคุณหนูใหญ่อย่างดีแน่นอนเ้าค่ะ”
ในใจของเสิ่นเย่ว์เฉินรู้แจ้งดุจคันฉ่อง ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เป็ห่วงสุขภาพของตนแต่อย่างใดสาเหตุที่อีกฝ่ายโมโห เป็เพราะวันนี้สีหน้าของตนไม่แดงระเรื่อมากพอทั้งยังแต่งกายไม่งดงามชวนมอง ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกขายหน้าต่อหน้าแขก
เสิ่นเย่ว์เฉินมองอู๋มามาที่ค้อมกายจนแทบจะแนบติดพื้นแววตาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ท่านย่าเ้าคะ เย่ว์เฉินสุขภาพไม่ค่อยดีมาั้แ่เด็กแล้วต้องให้อู๋มามาทุ่มเทกายใจคอยดูแลมาตลอด ท่านอย่าตำหนินางเลยเ้าค่ะล้วนเป็ข้าที่ไม่ได้ความ” หลายปีที่อยู่ในอารามจิ้งเย่ว์หากไม่มีอู๋มามาดูแลใส่ใจอย่างระมัดระวัง คาดว่าตนคงไม่รอดมาถึงตอนนี้
ฮูหยินผู้เฒ่ามองเสิ่นเย่ว์เฉินครู่หนึ่ง เมื่อเห็นนางมีสีหน้านอบน้อมเชื่อฟังพานให้นึกถึงการแสดงออกเมื่อครู่นี้ของนางที่นับว่ากระทำได้อย่างเหมาะสมสีหน้าจึงอ่อนลงเล็กน้อย “ในเมื่อรู้ว่าตัวเองร่างกายอ่อนแอก็ควรบำรุงให้ดี หากไม่สบายที่ใดก็ให้คนไปเชิญหมอมาตรวจดูอย่าปล่อยให้ยืดเยื้อจนป่วยหนักเป็อันขาด”
ในเมื่อก่อนหน้านี้ตัดสินใจรับนางกลับมาแล้ว ย่อมไม่จำเป็ต้องรังแกนางอีกเพียงดูแลให้นางกินอาหารดีๆ วันหน้าก็จัดงานแต่งที่เหมาะสมแก่นาง ถึงยามนั้นตนก็ปล่อยมือโดยไม่ต้องสนใจได้แล้ว
“เย่ว์เฉินอกตัญญู ทำให้ท่านย่าเสียใจ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเสียงชืดชา“อีกไม่กี่วันก็เป็วันครบรอบวันตายของมารดาเ้าแล้ว หากเ้ามีใจกตัญญูจริงก็ดูแลสุขภาพของตนเองให้เหมาะสมมิเช่นนั้นดวงิญญาของมารดาเ้าที่อยู่บน์คงอยู่ไม่สงบ”
“เ้าค่ะ” เสิ่นเย่ว์เฉินยอบกาย แล้วเอ่ยว่า “ท่านย่าสั่งสอนได้ถูกต้อง เย่ว์เฉินจะจำไว้”
ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือ “วันนี้ก็เท่านี้ก่อนเถิดทุกคนไม่ต้องรั้งอยู่ที่นี่แล้ว แยกย้ายกันกลับเรือนตัวเองเสีย”
เมื่อได้ยินฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเช่นนี้ ทุกคนก็ลอบถอนหายใจ
เซียวซื่อลุกขึ้นพร้อมพาบุตรสาวทั้งสองไปคารวะกล่าวลาฮูหยินผู้เฒ่าขณะเดินไปยังไม่มองเสิ่นเย่ว์เฉินเลยสักนิด ราวกับนางเป็อากาศไร้ตัวตนก็มิปาน
กลับเป็เสิ่นเย่ว์เฉินที่ไม่กล้าลืมกฎเกณฑ์ ถึงอย่างไรนางก็เป็ผู้น้อยมิอาจละเลยมารยาทที่สมควรกระทำ
เมื่อพวกนางไปกันหมดแล้วฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ได้รีบร้อนนอนกลางวัน นางเพียงนั่งจิบชาอยู่บนตั่งหลัวฮั่นครั้นเหล่าสาวใช้เก็บกวาดโต๊ะจนสะอาดเรียบร้อยแล้วก็พากันเดินออกไป เหลือหลี่หมัวมัวอยู่เป็เพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าคนเดียว
หลี่หมัวมัวมีสายตาเฉียบคม ทราบว่าตอนนี้ในใจของฮูหยินผู้เฒ่าคงใคร่ครวญสิ่งใดอยู่เป็แน่ด้วยคิดอยากแบ่งเบาความกังวลจึงกล่าวไปว่า “ฮูหยิน กังวลเื่ใดอยู่หรือเ้าคะ มิสู้บอกให้บ่าวฟังสักหน่อยบางทีบ่าวอาจช่วยคิดหาวิธีแบ่งเบาภาระได้ ท่านจะได้ไม่ต้องกังวลอยู่ผู้เดียว”
หลี่หมัวมัวเป็สาวใช้สินเดิมของฮูหยินผู้เฒ่า ทั้งยังเป็คนสนิทที่เก่งกาจที่สุดของนางตลอดหลายปีมานี้ดังนั้นไม่ว่าจะเป็เื่ใดในเรือน ฮูหยินผู้เฒ่าล้วนเล่าให้นางฟังทุกเื่
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมองหลี่หมัวมัวครู่หนึ่ง แล้วประคองถ้วยชาขึ้นมา เขี่ยใบชาเบาๆพลางถอนหายใจผะแ่ “ข้ากำลังไตร่ตรองเื่คุณหนูใหญ่ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆนางกลับมาได้ครึ่งปีกว่าแล้วกระมัง”
เดิมทีหลี่หมัวมัวคิดจะพูดเื่เสิ่นเย่ว์เฉินอยู่แล้ว จึงตอบกลับไปว่า“วันนี้คุณหนูใหญ่ทำได้ดีจริงๆ เ้าค่ะ หากว่ากันตามจริงบ่าวรู้สึกเหนือคาดอยู่บ้าง”
ความจริงไม่ใช่แค่หลี่หมัวมัวที่รู้สึกเหนือคาด ฮูหยินผู้เฒ่าก็แปลกใจเช่นกันนางคิดไม่ถึงว่าเสิ่นเย่ว์เฉินจะรับมือได้อย่างเหมาะสมชนิดที่ผู้อื่นหาข้อผิดพลาดไม่ได้แม้แต่น้อยเช่นนี้เดิมทีนางคิดว่าเด็กที่เติบโตมาในวัดในอารามเช่นเสิ่นเย่ว์เฉินจะมีนิสัยสันโดษ พบเจอคนมาน้อยวาจากิริยาคงไม่สุภาพเรียบร้อยสักเท่าไร
อย่างไรก็ตามฮูหยินผู้เฒ่ายังคงแค่นเสียงจากจมูกอย่างไม่ค่อยพอใจ“สุขุมก็สุขุม เพียงแต่ความคิดความอ่านยังไม่รอบคอบมากพอเ้าดูการแต่งกายธรรมดาสามัญของนางเถิด ซอมซ่อจริงๆทำให้ข้าขายหน้าต่อหน้าคนนอกแล้ว”
กล่าวตามจริง หากนำนางที่เป็บุตรสาวคนโตของตระกูลเสิ่นไปเทียบกับเสิ่นเย่ว์ฉางและเสิ่นเย่ว์จิ่นที่แต่งกายหรูหราแล้วก็นับว่าวันนี้นางแต่งกายซอมซ่อจริงๆ พัสตราภรณ์ที่สวมใส่บนร่างกายเรียบง่ายยิ่งนักคุณภาพของเนื้อผ้าเมื่อเทียบกับผ้าที่ใช้ตัดชุดให้สาวใช้แล้วแทบไม่แตกต่างอันใดยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะส่วนใดของร่างกายล้วนไม่มีเครื่องประดับสวมใส่ผมยาวดำขลับก็ใช้เพียงผ้ามัดไว้ แม้แต่ปิ่นปักผมสักอันก็ยังไม่มีดูไม่เหมือนบุตรสาวจากภรรยาเอกเลยสักนิด
หลี่หมัวมัวได้ยินเช่นนั้นหัวใจพลันหดเกร็ง รู้สึกราวกับว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจตนาตำหนิตนเองอย่างไรอย่างนั้นเมื่อครู่นางไปเชิญเสิ่นเย่ว์เฉินด้วยตนเอง หากว่ากันตามเหตุผลตนควรกล่าวเตือนให้อีกฝ่ายแต่งกายให้ดีถึงจะถูก
“ฮูหยินเ้าคะ เื่นี้ให้บ่าวไปคุยกับคุณหนูใหญ่เถิดเ้าค่ะ…เมื่อครู่ตอนที่บ่าวไปยังเรือนทักษิณคุณหนูใหญ่เตรียมกินมื้อกลางวันพอดี บ่าวกวาดตามองบนโต๊ะ พบว่าบนโต๊ะมีเพียงบะหมี่หนึ่งชามและผักดองเป็เครื่องเคียงไม่กี่อย่างดูเรียบง่ายยิ่งนัก คุณหนูใหญ่ถือศีลกินเจมานานหลายปี ใช้ชีวิตจืดชืดสามัญหากไม่ชอบเื่การแต่งกายก็นับว่ามีเหตุผล…”
หลี่หมัวมัวยังกล่าวไม่ทันจบฮูหยินผู้เฒ่าก็กล่าวแทรกขึ้นมา“เงินรายเดือนของนางคือเดือนละห้าตำลึงเงิน นับว่าไม่น้อยเลยั้แ่นางกลับมาไม่ว่าจะของกินหรือของใช้ ตระกูลเราก็ไม่เคยเอาเปรียบ แล้วนางทำท่าทางน่าสงสารเช่นนี้ให้ผู้ใดดูกัน”
“เ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว…” หลี่หมัวมัวรับคำอย่างเรียบเฉยนางหยุดไปครู่หนึ่งแล้วค่อยกล่าวขึ้นว่า“เพียงแต่เมื่อครู่บ่าวบังเอิญเห็นคัมภีร์ที่คุณหนูใหญ่คัดเสร็จแล้วพบว่ากระดาษที่ใช้ล้วนเป็กระดาษฮุยเซวียนชั้นเลิศ คิดว่าราคาคงสูงมาก”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟังถึงตรงนี้ก็มองหลี่หมัวมัวด้วยสายตาลุ่มลึก ก่อนจิบชาอึกหนึ่ง“วันนี้เ้าเป็อะไรไป เหตุใดจู่ๆ ถึงเอ่ยแทนนางตลอด”
หลี่หมัวมัวรีบตอบ “บ่าวไม่ได้คิดพูดแทนผู้ใดเ้าค่ะเพียงนำสิ่งที่เห็นด้วยตามาบอกฮูหยินตามจริง”
นางเป็คนดูแลเื่ในเรือน ย่อมตระหนักดีว่าบ่าวไพร่ในเรือนมีนิสัยเช่นไรดังนั้นไม่จำเป็ต้องถามให้มากความ ก็เดาได้ว่าชีวิตของเสิ่นเย่ว์เฉินคงไม่ค่อยดีนัก
มารดาแท้ๆ ของเสิ่นเย่ว์เฉินจากไปนานแล้ว อีกทั้งยามนี้นางยังไม่ได้รับความรักจากผู้าุโในมือก็ไม่มีเงินทองอันใด พวกบ่าวไพร่ย่อมไม่เห็นนางเป็เ้านายที่แท้จริงแม้จะกล่าวว่าแต่ละเดือนยังมีเงินรายเดือนอยู่ทว่าั้แ่สะใภ้บ้านรองรับ่ดูแลห้องบัญชี ก็ได้ยินว่าทางนั้นมักจงใจจ่ายเงินล่าช้าบางครั้งยังกล้าถึงขนาดหักเงินเป็การส่วนตัวด้วยซ้ำ
หลี่หมัวมัวเป็ผู้าุโในตระกูลเสิ่น มีตำแหน่งสูงส่งและมีอำนาจมาก นางทำงานอย่างพิถีพิถันและยุติธรรมมาตลอดกฎเกณฑ์ต้องเป็กฎเกณฑ์ ควรทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น เสิ่นเย่ว์เฉินเป็บุตรสาวคนโตของตระกูลเสิ่นต่อให้ไม่ได้รับความรักความโปรดปรานเพียงใดก็ไม่อาจปล่อยให้บ่าวไพร่รังแกได้ยิ่งไปกว่านั้นหากผู้อื่นทราบเื่แล้วนำไปใส่สีตีไข่ลือกันออกไปสุดท้ายผู้ที่จะเสียหน้าก็คือตระกูลเสิ่น
หลี่หมัวมัวเพ่งพิศสีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าแล้วกล่าวต่อไป“จากเหตุการณ์วันนี้ดูเหมือนสะใภ้รองตระกูลจูจะโปรดปรานคุณหนูใหญ่มากนะเ้าคะงานชมบุปผาที่จวนตระกูลจูอีกสามวัน ฮูหยินจะพาคุณหนูใหญ่ไปด้วยกันหรือไม่เ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอย่างเรียบเฉย “ต้องพานางไปด้วยแน่นอนแต่ถึงตอนนั้นอย่าให้นางแต่งกายซอมซ่อเช่นวันนี้อีกเป็อันขาดประเดี๋ยวจะทำให้ข้าขายหน้าอีก”
หลี่หมัวมัวผงกศีรษะ แล้วเอ่ยว่า “บ่าวกลับไปเมื่อไหร่ จะให้คนจัดการส่งพัสตราภรณ์และเครื่องประดับไปให้คุณหนูใหญ่แน่นอนเ้าค่ะรูปโฉมของคุณหนูนับว่าไม่เลว หากจับแต่งกายย่อมต้องงดงามมากแน่”กล่าวถึงตรงนี้นางก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อไป “ได้ยินว่างานชมบุปผาของตระกูลจูในคราวนี้เชิญแต่คุณหนูและนายหญิงของแต่ละตระกูลคล้ายกับมีความนัยแอบแฝง”
ฮูหยินผู้เฒ่าเข้าใจดีว่าคำพูดของนางหมายถึงอะไร “ตระกูลจูเป็ตระกูลผู้ดีมั่งคั่งร่ำรวย มีอำนาจยิ่งใหญ่ และยังมีความสัมพันธ์อันดีกับขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่เมืองหลวงไม่น้อยหากได้แต่งงานเกี่ยวดองกับพวกเขาจริง ก็เป็เื่ดีสำหรับตระกูลเรา”
ในใจฮูหยินผู้เฒ่าคาดหวังไว้เช่นนี้
“แต่ขอให้เป็ฉางเอ๋อหรือจิ่นเอ๋อร์เถิด ส่วนเย่ว์เฉิน…ดวงนางย่ำแย่เช่นนั้นนอกจากคนโง่ที่คิดว่าตัวเองอายุยืนเกินไปแล้ว ยังจะมีผู้ใดกล้าแต่งนางเข้าเรือนอีก”
หลี่หมัวมัวได้ยินดังนั้นก็สืบเท้าขึ้นมากระซิบข้างหูฮูหยินผู้เฒ่าทันที“หลายวันก่อนบ่าวได้ยินจากพวกหยาผอ[1]ว่า่นี้ภรรยาของคุณชายใหญ่ตระกูลจูสุขภาพไม่สู้ดีนอนติดเตียงอยู่ตลอด”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็รีบถาม “อย่างนั้นหรือ มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือข้างนอกมีข่าวลืออันใดอีกหรือไม่”
หลี่หมัวมัวสายศีรษะเบาๆ “ไม่เคยได้ยินจากเรือนนั้นเลยเ้าค่ะบ่าวไพร่ตระกูลจูปากแข็งมาั้แ่ไหนแต่ไร”
ฮูหยินผู้เฒ่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “โลกใบนี้ไม่มีกำแพงใดที่สายลมไม่อาจพัดผ่านขอเพียงค่อยๆ ตะล่อมถามย่อมได้เื่อะไรมาบ้าง เ้าใส่ใจเื่นี้ให้มากหน่อยส่วนเรือนทักษิณนั่นเ้าดูแลเพียงเล็กน้อยก็พอไม่จำเป็ต้องยกย่องให้เกียรตินางเกินไป พอถึงเวลานางจะได้ไม่แย่งชิงความโดดเด่นกับฉางเอ๋อร์และจิ่นเอ๋อร์”
ในความคิดของนาง ขอเพียงเสิ่นเย่ว์เฉินประพฤติตนเหมาะสมสงบเสงี่ยม ไม่ทำกิริยาวาจาให้ตระกูลเสิ่นขายหน้าก็พอแล้วส่วนเื่อื่นนางไม่ยินดีสิ้นเปลืองความคิดและคร้านจะวุ่นวายให้มากความ
หลี่หมัวมัวผงกศีรษะรับ ทราบแล้วว่าต้องทำอย่างไรกับคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่า
ท้องฟ้าเริ่มมืด ความร้อนเริ่มจางหายนอกหน้าต่างมีลมเย็นพัดผ่านเป็บางครั้ง นำพาความเย็นสบายคลอเคล้ามาด้วย
เสิ่นเย่ว์เฉินนั่งพิงขอบเตียงที่แขวนผ้าโปร่งสีเขียวไว้หลุบตาลงเล็กน้อยคล้ายเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
แม้วันนี้จะทำเพียงกินอาหารจิบชาและพูดคุยสนทนาอยู่ที่เรือนหลักไม่ได้มีเื่อื่นใดหนักหนา แต่นางยังคงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอยู่ดี
อู๋มามานั่งลงข้างเตียง สายตามองดูเครื่องหอมท่อนไม้จันทน์ที่เผาไหม้จนเกือบหมดพลางกล่าวด้วยท่าทางครุ่นคิด“ดูแล้วฮูหยินผู้เฒ่ายังมีความรักความผูกพันให้คุณหนูอยู่บ้างนะเ้าคะ…ต่อไปถ้าคุณหนูมีเวลาว่างก็ไปหาฮูหยินผู้เฒ่าบ่อยๆเหมือนคุณหนูสี่กับคุณหนูห้าบ้านรองเถิดเ้าค่ะต่อให้ทำได้เพียงพูดคุยสนทนาหรือดื่มชาก็ยังดี”
ในน้ำเสียงของอู๋มามามีอารมณ์มากมายผสมปนเป
ดังคำกล่าวที่ว่าระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์ใจคนความรู้สึกเป็สิ่งที่ต้องค่อยๆ สั่งสม ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นเย่ว์เฉินก็เป็หลานในสายเืของฮูหยินผู้เฒ่าต่อให้กระดูกหักเส้นเอ็นก็ยังเชื่อมกันอยู่…
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินคำพูดของอู๋มามาก็ตกปากรับคำ แต่กลับลอบทอดถอนใจ
เหตุการณ์วันนี้เป็เพียงความบังเอิญเท่านั้นอันที่จริงไม่ควรค่าให้อู๋มามาดีใจเพียงนี้เลย
เมื่อเครื่องหอมท่อนสุดท้ายในผอบเผาไหม้หมดแล้ว เสิ่นเย่ว์เฉินก็นอนลงเตรียมตัวพักผ่อน
ก่อนไป อู๋มามาช่วยสอดมุ้งไว้ใต้ผ้าห่มเบาๆ จากนั้นก็เดินไปดับเทียนแล้วค่อยๆ เดินออกจากห้องไป
คืนนี้ดวงจันทร์ส่องสว่างดวงดาวอ่อนแสงแสงจันทร์นอกหน้าต่างสุกสกาวมากกว่าปกติ ภายในห้องถูกโลมเล้าด้วยแสงระยิบระยับพร่างพราว
ทั้งๆ ที่เหน็ดเหนื่อย ทว่าเนิ่นนานผ่านไปก็ยังไม่อาจหลับใหลได้
เสิ่นเย่ว์เฉินนอนหนุนแขน มองดูแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนพื้นอย่างสงบความคิดล่องลอยเคลิบเคลิ้ม ไม่ทราบว่าเหตุใดจู่ๆ ถึงได้นึกถึงชีวิตตอนอยู่ในอารามจิ้งเย่ว์ก่อนหน้านี้
ชีวิตในตอนนั้นแม้จะยากลำบาก แต่นางยังมีความสุขในความยากลำบากนั้นจิตใจสงบนิ่งดั่งห้วงธารา ได้เรียนรู้บทกลอน ฝึกวาดภาพ คัดตัวอักษรทุกวันวันเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ และไม่เร่งรีบเมื่อเทียบกับชีวิตกดดันที่ต้องระมัดระวังและเคร่งครัดในกฎเกณฑ์เช่นนี้นางยินดีกลับไปเติมน้ำมันตะเกียงถวายพระและใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบอยู่ที่อารามจิ้งเย่ว์ดีกว่า…
[1] หญิงนายหน้าค้ามนุษย์จะจัดหาคนมาฝึกฝนอบรมให้ตรงกับความ้าของลูกค้า