เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 145 พระราชวัง

              เสียงของเมิ่งฝานดังก้องไปทั่วบริเวณ เสียงนั้นแฝงไปด้วยความร้ายกาจและทำให้หัวใจของผู้คนสั่นสะท้าน

              แล้วในวินาทีต่อมาน้ำเสียงอันเยือกเย็นของกูซินเอ้าพลันดังขึ้นมาอย่างราบเรียบ“เจ้าช่างวางแผนไม่น้อย เท่าที่ดูข้าว่าเจ้าคงจะเป็นเพียงจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณเท่านั้นและไม่รู้ว่าใช้วิชาลึกลับใดถึงทำให้มีความเร็วถึงเพียงนี้คิดจะเดิมพันกับข้า...ไม่ว่าอย่างไรการเดิมพันครั้งนี้ดูเหมือนว่าเจ้าก็จะเป็นผู้ได้เปรียบทั้งหมดข้าไม่รู้เลยว่าเจ้าเป็นผู้ใด แม้แต่นามของตนเองเจ้ายังไม่กล้าเอ่ยให้ข้ารู้ด้วยซ้ำแต่ว่า...เจ้าได้มาเจอกับคนอย่างข้ากูซินเอ้า!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นกูซินเอ้าก็ยกยิ้มอย่างทะนงตน

              “ข้าจะรับปากเจ้าข้ากูซินเอ้าไม่เคยเกรงกลัวเหนือใต้ ยังไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดเลยสักครั้ง! เจ้าจงจดจำนามของข้าเอาไว้ในดี เวลาในการเดิมพันมีเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้นภายในหนึ่งชั่วยามนี้หากผู้ใดตามหาขุมพลังโลกันตร์เจอผู้นั้นคือพี่ใหญ่หากพบกันจะต้องก้มหัวให้ ห้ามกลับคำเป็นอันขาด!”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นมุมปากของเมิ่งฝานก็กระตุกขึ้นเล็กน้อยเขานึกไม่ถึงว่ากลยุทธ์พลิกแพลงของตนเองในครั้งนี้จะทำให้กูซินเอ้าตกหลุมพลางได้

              การที่กูซินเอ้าถูกขนานนามว่าศิษย์คลั่งนั้นมีเหตุผลของมันจริงๆ

              เมิ่งฝานกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“ห้ามกลับคำเป็นอันขาด!”

              ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเมิ่งฝานก็ใช้พลังของยาตราเซียนเหินก้าวเดินไปในอากาศเมื่อได้พลังของรั่วสุ่ยอีคอยช่วยเหลือก็ทำให้เขาใช้พลังท่าร่างของวิชายุทธ์นี้ได้อย่างสูงสุดเป็นดั่งเงาที่เคลื่อนไหวไปอย่างฉับพลัน เพียงหนึ่งก้าวคล้ายดั่งทะลุมิติ

              ในขณะที่สนทนาร่างของพวกเขาทั้งสองทะยานไปในอากาศด้วยความเร็วสูงประหนึ่งดาวตกสองดวงก็ไม่ปาน

              เมื่อได้พลังของรั่วสุ่ยอีคอยช่วยเหลือเมิ่งฝานจึงไม่ได้ล่าช้าไปกว่ากูซินเอ้าหลังจากที่เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปเบื้องหน้าก็มีตำหนักขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น

              มันเป็นตำหนักที่มีขนาดกว้างใหญ่ ไม่ได้มีคนคุ้มกันอยู่มากมายเท่าใดนักแต่กลับถูกสร้างขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่และทรงพลังอำนาจเป็นอย่างยิ่ง!

              สถานที่แห่งนี้ น่าจะเป็นใจกลางของพระราชวัง!

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานและกูซินเอ้าวาวโรจน์เมื่อได้เห็นแล้วพลังจิตมากมายก็ถาโถม

              ทว่าในตำหนักแห่งนี้มีตำหนักย่อยเรียงรายอยู่มากมายจนพวกเขาไม่อาจเดาได้ว่าจุดหมายอยู่ณ ที่ใด พวกเขาสัมผัสได้ว่ามีพลังแห่งค่ายกลเวทย์อันยิ่งใหญ่คอยคุ้มกันสถานที่แห่งนี้เอาไว้ทั้งหมด

              มีตำหนักอยู่มากมายเช่นนี้หากตามหามันทีละแห่งใช้เวลานับสิบชั่วยามก็คงยังไม่อาจตามหาขุมพลังโลกันตร์เจอ!

              แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองหาได้มีเวลามากมายเพียงนั้นไม่พวกเขาต่างก็สัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งที่ไล่ตามหลังมาติดๆเห็นได้ชัดว่าชิงหลันและคนพวกนั้นกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งหากถูกไล่ทันคงต้องยุ่งยากและเสียเวลาอย่างยิ่ง

              กูซินเอ้ามองไปยังยอดเขาสูงเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าหนู ข้าไม่อยู่กับเจ้าแล้วล่ะขอตัวก่อนแล้วกัน!”

              ในระหว่างที่เอ่ยวาจากูซินเอ้าก็ขยับฝ่ามือใหญ่พลันมีเปลวเพลิงร้อนแรงลุกโชนขึ้นที่ฝ่ามือทำลายตำหนักใหญ่เบื้องหน้าแล้วก้าวเข้าไปภายในแม้ว่าค่ายกลเวทย์ขนาดใหญ่จะทำให้กูซินเอ้าต้องใช้พลังไม่น้อยแต่สีหน้าของเขาก็หาได้เปลี่ยนไปไม่

              ทุกสถานที่ที่เขาเคลื่อนผ่านลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงทุกสรรพสิ่งถูกแผดเผา!

              เมื่อได้เห็นดังนั้นสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไปทันทีเขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีป่าเถื่อนเช่นนี้ในการตามหาขุมพลังโลกันตร์อาศัยการทำลายตำหนักเบื้องหน้าแล้วใช้พลังจิตตามหาเป้าหมายจะได้ง่ายต่อการพบเจอขุมพลังโลกันตร์

              เพียงไม่กี่อึดใจตำหนักมากมายก็ถูกแผดเผา!

              นี่ก็คืออานุภาพของจอมยุทธ์ในขั้นปัญจปราณชั้นสูงไม่ว่าสิ่งใดมาขวางกั้นก็ต้องแหลกสลาย อาศัยพลังมากมายทำลายทุกสรรพสิ่ง!

              เมิ่งฝานสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ก่อนที่จะยกยิ้มขึ้นที่มุมปากแล้วเอ่ยถามเสียงเบา“ท่านพี่ ถึงเวลาของพวกเราบ้างแล้วขอรับ!”

              ระหว่างที่เอ่ยวาจาเมิ่งฝานก็ก้าวเดินเข้าไปในตำหนักแห่งหนึ่งแล้วเดินวนไปทั่วตำหนักขนาดใหญ่เพราะในหัวของเขานั้นมีภาพของแผนที่อยู่อย่างชัดเจนและสิ่งที่ทำสัญลัษณ์เอาไว้ในแผนที่ก็คือที่ตั้งของขุมพลังโลกันตร์นั่นเอง

              เมื่อทอดสายตามองไปเบื้องหน้านัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์เพราะตำหนักอวิ๋นเทียนที่อยู่บนแผนที่นั้นอยู่รอบกายเขานี้แล้ว

              เด็กหนุ่มเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความเร็วสูงสุดสถานการณ์ในยามนี้คือด้านหลังมีกองทัพไล่ตาม ด้านข้างคือพยัคฆ์ตัวใหญ่หากไม่ระแวดระวังก็อย่าหวังว่าจะได้รับขุมพลังโลกันตร์ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือเขาไม่มีทางได้รอดกลับออกไปได้เป็นแน่

              แต่ละก้าวล้วนแต่เหยียบย่ำไปในอากาศเพียงชั่วพริบตาพลังจิตของเด็กหนุ่มก็แตกแขนงกลายเป็นหลายเส้นพลังเพื่อสำรวจสิ่งที่อยู่โดยรอบตำหนักมากมายหลายแห่งล้วนแต่ได้รับการสำรวจแยะแยกเมื่อเวลาผ่านพ้นไปอีกราวครึ่งก้านธูปเมิ่งฝานก็มายืนอยู่ท่ามกลางวนอุทยานอันกว้างใหญ่

              เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังแห่งเปลวเพลิงที่ด้านหลังเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มเขาเลือกที่จะเดินตรงไปจนสุดท้ายซึ่งน่าจะเป็นที่ตั้งของตำหนักอวิ๋นเทียน น่าเสียดายที่ถึงแม้กูซินเอ้าจะแข็งแกร่งเพียงใดกลับเลือกที่จะเดินทางตรงข้ามกับเด็กหนุ่มจึงไม่อาจตามหาตำหนักอวิ๋นเทียนเจอ

              “หึขุมพลังโลกันตร์จะต้องเป็นของข้า การได้เป็นพี่ใหญ่ของเจ้าข้าก็จะคว้าเอาไว้ด้วยเช่นกัน!”

              เมิ่งฝานกระตุกยิ้มทว่าในเวลาต่อมาเสียงของรั่วสุ่ยอีกลับดังขึ้นที่ข้างหู “เร็วหน่อยเจ้าหนูข้าสัมผัสได้ว่าด้านหลังมีกลิ่นอายพลังของจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงถึงแปดคน!”

              แปดคน!

              เมิ่งฝานถึงกับพูดไม่ออกและนี่ก็คืออานุภาพอันแข็งแกร็งของอาณาจักรหัวอวิ๋นเมิ่งฝานไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดอาณาจักรต้าก้านของตนจึงไม่ได้ลืมตาอ้าปากเสียทีการที่สามารถเรียกรวมพลจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงได้ถึงแปดคนในเวลาสั้นๆ นับเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงอย่างที่สุด!

              เมิ่งฝานแผดเผาพลังปราณภายในร่างกายพร้อมทั้งก้าวเดินไปในอากาศอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่อึดใจก็ข้ามผ่านวนอุทยานแห่งนี้ไปไม่นานเขาก็พบว่าในจุดสุดท้ายของวนอุทยานแห่งนี้มีเงาของตำหนักกว้างใหญ่แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างเลือนรางมันเป็นตำหนักที่ต่างไปจากตำหนักอื่นเพราะมีสีขาว ทั้งยังมีป้ายที่เขียนด้วยอักษรตัวใหญ่ว่า ‘ตำหนักอวิ๋นเทียน’

              ที่นี่แหละ!

              เพียงชั่วพริบตารูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงเขาเลียริมฝีปากเล็กน้อย ในที่สุดหลังจากที่ใช้เวลาไปตั้งมากมายก็มาถึงที่หมายเสียที

              “ขออย่าได้เกิดความโกลาหลใดขึ้นอีกเลย!”

              เมิ่งฝานพึมพำเสียงเบาพร้อมกับเคลื่อนกายไปยังจุดหมายเพื่อเข้าไปยังอาณาเขตของตำหนักอวิ๋นเทียนทว่าในชั่วพริบตาที่เมิ่งฝานก้าวเข้าไปกลับพบว่ามีพลังต้องห้ามอันแข็งแกร่งอยู่เบื้องหน้าเมื่อเขาสัมผัสกับพลังต้องห้ามนั้นก็กระเด็นกลับออกมาทันที

              นัยน์ตาของเด็กหนุ่มหม่นหมองลงไป ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย“นี่มันคือสิ่งใดกันขอรับ ท่านพี่!”

              “มันคือค่ายกลเวทย์ที่ผนึกที่นี่เอาไว้”

              ภายในไข่อสูรทมิฬนั้นรั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิด “หากต้องการปลดผนึก จะต้องทำลายมันลงไป!”

              เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับแต่ในขณะที่เขากำลังจะลงมือกลับมีเสียงพูดจาเสียดสีที่ไม่สบอารมณ์ดังขึ้นมาในหัวเสียก่อน

              “อาศัยเพียงพลังการโจมตีของเจ้าจะทำสิ่งใดได้ต่อให้เจ้ามีเวลาแปดถึงสิบปีในการทำลายมันก็อาจจะยังไม่สำเร็จด้วยซ้ำไปมันจะต้องเป็นค่ายกลเวทย์ยุคโบราณระดับอักษรฮวงเป็นแน่ มันผนึกได้ทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่พลังอาณาเขตข้างนั้นในถือเป็นดั่งโลกอีกใบเลยก็ว่าได้ ต่อให้เป็นเจ้าเด็กบ้าคลั่งผู้นั้นก็ยังไม่อาจทำลายได้!”

              สีหน้าของเมิ่งฝานหม่นหมองลงไปในทันใดก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก “แล้วจะทำอย่างไรดีเล่าขอรับ?”

              “ดูท่าวันนี้ข้าคงต้องสูญเสียพลังไปค่อนข้างมากแล้วสินะ!”

              รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเบาแล้วในเวลาต่อมาระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันมากมายก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเมิ่งฝานแสดงให้เห็นว่ารั่วสุ่ยอีกำลังจะลงมือแล้ว

              แม้ว่าเมิ่งฝานจะไม่ได้ขยับไปที่ใดแต่ก็คล้ายดั่งว่าเปลี่ยนเป็นคนละคนก็ไม่ปานเขายังคงยืนอยู่กับที่แต่กลับทำให้อาณาบริเวณโดยรอบปกคลุมไปด้วยความยิ่งใหญ่และเย็นยะเยือก

              จากนั้นฝ่ามือของเขาพลันขยับแล้วฟันไปยังอากาศเบื้องหน้าอย่างดุดันพลังปราณในร่างกายถาโถมออกมาดุจดั่งมหาสมุทรอันกว้างใหญ่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณพุ่งทะลวงไปยังค่ายกลเวทย์โบราณของตำหนักอวิ๋นเทียน

              “สมุทรพิโรธสิ้นภพฟ้า!”

              เพียงชั่วพริบตาก็มีเสียงที่คล้ายดั่งคลื่นในมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ดังออกมาจากฝ่ามือกลิ่นอายพลังที่สามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่งปรากฏขึ้นมาแล้วพุ่งปะทะกับพลังค่ายกลเวทย์ของตำหนักวิ๋นเทียนอย่างดุดันนี่จึงเป็นอานุภาพแห่งพลังที่แท้จริงของวิชายุทธ์ทะลวงธารา!

              สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปใบหน้าเล็กนั้นมีความสั่นสะท้านปรากฏขึ้นมาอย่างไม่อาจปิดบังในที่สุดเขาก็ได้เห็นถึงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของพลังแห่งวิชายุทธ์ที่สามารถทะลวงคลื่นยักษ์นับหมื่นเสียทีภายใต้พลังฝ่ามือของรั่วสุ่ยอีนั้น พลังปราณปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าแล้วพุ่งปะทะกับค่ายกลเวทย์ของตำหนักอวิ๋นเทียนอย่าว่าแต่ค่ายกลเวทย์เบื้องหน้า เพราะแม้แต่อากาศก็ยังยุบตัวลงไปด้วย

              ตู้ม!

              เมื่อถูกพลังฝ่ามืออันยิ่งใหญ่พุ่งปะทะพลันมีรอยร้าวมากมายปรากฏขึ้นมาบนค่ายกลเวทย์ระลอกคลื่นอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทั้งยังลอยละล่องขึ้นไปบนผืนฟ้า

              เพียงชั่วพริบตานี้สีหน้าของชิงหลันและคนอื่นๆก็เปลี่ยนไป จากนั้นจึงพากันมองไปยังระลอกคลื่นแห่งพลังที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าทั้งสองฟากฝั่ง

              “เหตุใดจึงมีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ปรากฏขึ้นมาได้ทางทิศใต้เป็นพลังของกูซินเอ้า แต่ทางฝั่งของตำหนักอวิ๋นเทียนั้น...เป็นพวกเดียวกับเขา?ไม่น่าเป็นไปได้ กลิ่นอายพลังของเจ้าคนผู้นั้นไม่ได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เสียหน่อย!”

              ข้างกายของนางนั้นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋นทั้งหมดต่างเงียบงันลงไปแล้วในวินาทีต่อมาจูเทียนก็เอ่ยถามเสียงเข้ม “ท่านจักรพรรดินีกำลังทำอันใดกันแน่เหตุใดจึงไม่ยอมลงมือเสียที?”

              “ข้าเองก็ไม่รู้!”

              ชิงหลันส่ายหน้า หลังจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม“อาจเพราะพระวรกายของท่านจักรพรรดินีมีปัญหาใดสักอย่างจึงได้ปิดผนึกตนเองอยู่ในตำหนักอวิ๋นเทียนแต่หากเมื่อใดที่ท่านลงมือ...ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องตาย!”

              เมื่อสิ้นเสียงของนางนัยน์ตาของบรรดาจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงทั้งหลายต่างก็มีความสะพรึงกลัวปรากฏเห็นได้ชัดว่าความน่าสะพรึงของจักรพรรดินีได้หยั่งรากลึกอยู่ในหัวใจของพวกเขาแล้ว

              เมื่อนึกถึงเงาร่างของผู้ที่อยู่ทางฝั่งของตำหนักอวิ๋นเทียนผู้คนทั้งหลายพลันหมดคำพูดแต่ในเวลาต่อมาชิงหลันก็ได้เอ่ยออกไป “ไม่ต้องเป็นห่วงท่านจักรพรรดินีท่านแข็งแกร่งไร้เทียมทานน่าจะจัดการทุกอย่างได้พวกเราทุ่มแรงทั้งหมดที่มีเพื่อสังหารกูซินเอ้าจะดีกว่า จะปล่อยให้เจ้าคนผู้นั้นออกไปจากที่นี่ไม่ได้!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งทั้งแปดก็มุ่งตรงเข้าไปยังจุดที่กูซินเอ้าอยู่พลังปราณถาโถมจนทำให้อากาศสั่นสะท้านพลังที่มากมายเพียงนี้ถือเป็นหมากกระดานตายที่สามารถจัดการได้ทุกสิ่งที่มีชีวิต

              ในขณะเดียวกันนั้น

              เวลานี้ค่ายกลเวทย์รอบตำหนักอวิ๋นเทียนล้วนแต่สั่นสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณฝุ่นควันมากมายลอยตลบ แล้วเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝุ่นควันเหล่านั้นก็ก้าวเข้าไปภายในอย่างใจเย็นฝ่ามือของรั่วสุ่ยได้ทำลายค่ายกลเวทย์โบราณลงไปพลังต้องห้ามอันแข็งแกร่งก็จางหายไปด้วยเมิ่งฝานจึงก้าวเข้าไปภายในได้

              เขามองไปยังประตูบานใหญ่ด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจปิดบังได้ก่อนจะย่างก้าวเข้าไปภายใน

              ภายในตำหนักอันกว้างใหญ่ปกคลุมไปด้วยความมืดดำแต่ในยามนี้พลังจิตของเมิ่งฝานสามารถแยกแยะทุกสิ่งได้แล้ว

              เด็กหนุ่มเกร็งตัวไปทั้งร่างพร้อมทั้งเลือดลมที่เดือดพล่านอยู่ในร่างกายเขารู้ดีว่าจะแพ้หรือชนะก็ล้วนแต่อยู่ในเวลานี้ทั้งสิ้นฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มเหยียบลงไปบนอิฐทองของตำหนักใหญ่ รอบกายเป็นพื้นที่โล่งกว้างเบื้องหน้าเป็นเสาทองแดงที่ตั้งตระหง่านเรียงรายและใช้อิฐทองในการปูพื้นซึ่งใจกลางของของตำหนักแห่งนี้ก็คือบัลลังก์ขนาดใหญ่

              บัลลังก์นั้นเป็นสีเงินทั้งหมด อานุภาพอันแข็งแกร่งพลันถาโถมเข้ามาที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มคล้ายกับว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับขุนเขาลูกยักษ์ก็ไม่ปานรูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในทันใดก่อนจะตามหาจุดที่ถูกทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่

              แล้วในเสี้ยววินาทีต่อมากลับมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นในความมืด

              “ใครกัน!”

              ร่างกายของเด็กหนุ่มขยับแม้จะไม่มีรั่วสุ่ยอีคอยช่วยแต่ปฏิกิริยาตอบสนองของเมิ่งฝานก็รวดเร็วปานสายฟ้าจึงได้ก้าวออกไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วและดุดันดุจกระบี่ที่ออกจากฝัก

              ขณะเดียวกันพลังสายธารหลั่งสมุทรก็พุ่งจากฝ่ามือของเมิ่งฝานไปเบื้องหน้าอย่างดุดันภายใต้พลังอันแข็งแกร่งนั้นสามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่ง

              ในชั่วพริบตาต่อมาฝ่ามือใหญ่ของเมิ่งฝานก็ดิ่งลงมาจากฟากฟ้าทว่ามันกลับหยุดลงไปอย่างชะงักงัน

              เพราะใต้ระลอกคลื่นแห่งพลังนั้นคือเงาร่างของคนผู้หนึ่งเจ้าของเงาร่างนั้นหลบอยู่หลังเสาแล้วมองมายังเมิ่งฝานด้วยท่าทีที่น่าสงสาร และเจ้าของเงาร่างนั้น...เป็นเพียงเด็กสาวผู้หนึ่งเท่านั้น!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน