-7-
พรที่ได้รับกับอันตรายที่รออยู่
หลังงานเลี้ยงเลิกรา มู่หลิ่งเหวินมิได้ไปส่งคู่หมาย ทั้งที่ใจร่ำร้องอยากไปแต่จำต้องตัดใจยืนส่งนางขึ้นรถม้าแล้วก็ควบอาชามุ่งหน้าไปยังเมืองลั่วหยางอย่างเร่งรีบ โดยรองแม่ทัพจางมู่หลงมิได้ล่วงรู้ถึงจุดประสงค์การแอบหนีภารกิจของแม่ทัพหนุ่มซึ่งเห็นบ้านเมืองสำคัญเป็อันดับหนึ่งเื่ส่วนตัวเป็เพียงเื่รองในครั้งนี้เลย
ยามไฮ่ ณ คฤหาสน์สกุลชิง
“เฮ้อเหนื่อยจังเลย” ชิงหลินทิ้งตัวลงนอนทั้งที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดดวงตากลมโตเหม่อมองเพดานห้องครุ่นคิดถึงเื่ราววันนี้ก่อนจะออกมานางได้เจรจาขอไถ่ตัวสาวใช้นามว่าเสี่ยวเอินของหานหนิงอันด้วยเงินห้าร้อยตำลึงเงิน ซึ่งมากกว่าที่จวนเสนาบดีหานซื้อมาถึงห้าเท่าและหานหนิงอันยอมตกลงอย่างไม่มีทางเลือก เพราะนางแสร้งพูดขู่ไปว่ารู้เื่ทั้งหมดแล้วส่วนเสี่ยวเอินพอทราบเื่ถึงกับคุกเข่าคำนับขอบคุณนางหลายครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ
“เสี่ยวสุ่ยพรุ่งนี้เ้าช่วยหาที่หลับที่นอนเพิ่มด้วยนะ” ชิงหลินสั่งเสียงเอื่อยๆ พร้อมดวงตาที่ปรือจะปิดมิปิดแหล่
“จะมีบ่าวมาใหม่หรือเ้าคะ คุณหนู...คุณหนู อ้าว หลับไปเสียแล้ว ดูสิ พี่เสี่ยวอี้ คุณหนูยังไม่ทันเปลี่ยนชุดเลย” เสี่ยวสุ่ยถอนใจ รู้สึกเห็นใจคุณหนูของตนนัก
“เปลี่ยนตอนหลับได้ลงได้หลับแล้ว ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายคุณหนูก็ไม่ตื่นขึ้นมาง่ายๆ หรอก เ้ามาช่วยข้าเร็วเข้า” เสี่ยวอี้กล่าวกับน้องสาว นางยิ้มอย่างมีความสุข สายตาที่มองนายสาวเต็มไปด้วยความเทิดทูน
“นังหนู นังหนู ตื่นมาคุยกับข้าก่อน เฮ้ย นังหนู ข้าบอกให้ตื่น ไม่ตื่นหรือนี่แน่ะ”
เผียะๆๆ
“โอ๊ย! เจ็บ! ใครกล้ามาดีดหน้าผากคนกำลังหลับกันเนี่ย”
“ข้าเอง นังหนู” เ้าของเสียงมองิญญาช่อลดาที่ลอยออกมาจากร่างชิงหลินพร้อมกับมีสีหน้าเหยเกด้วยความระอาใจ
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็ท่านยมนี่เอง จริงสิ เสียงที่ร้องเตือนฉันเมื่อตอนกลางวันคือเสียงของท่านยมใช่ไหมแล้วท่านมาหาฉันมีอะไรเหรอ หรือว่ามารับดวงิญญาของฉัน แล้วก็นะ คราวก่อนลืมถามทำไมท่านต้องมารับดวงิญญาเอง ท่านเป็เ้าแห่งโลกหลังความตายนะ ลูกน้องกับบริวารไม่มีเหรอ แล้ว...”
“หยุด! เ้านี่ น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็เ้าหนูจำไมเสียจริง ถามมากเหลือเกิน” ยมบาลรีบยกมือห้าม ส่ายศีรษะอย่างเหนื่อยหน่ายกับความขี้สงสัยของช่อลดา
“ขอโทษค่ะ ฉันตื่นเต้นไปหน่อย” ช่อลดายิ้มแห้งๆ ยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เขิน
“เอาเถอะที่ข้ามาหาเ้าเพราะมีเื่ต้องบอกเ้าั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปเ้าจะเข้าใจภาษาสัตว์ และยังพูดคุยกับพวกมันได้แต่ระวังหน่อยก็แล้วกัน”
“ระวังอะไรคะ”
“ก็ถ้าเ้าสุ่มสี่สุ่มห้ายืนคุยกับพวกมัน คนอื่นจะมองว่าเ้าเป็บ้าน่ะสิ ฮ่าๆๆ”
“...”
“อ้อ เื่รอยสักรูปับินสีฟ้ากลางหลังของเ้า ข้าแถมให้เพราะเห็นว่าเ้าชอบส่วนเื่เสียงเตือนเมื่อตอนนั้นก็เป็เสียงข้าเองและเื่ที่ข้าต้องมารับิญญาเ้าเอง ก็เพราะเ้าสุวานมันดันลาทีนี้คงหายข้องใจแล้วสินะ เ้าหนูจำไม หมดธุระของข้าแล้ว โชคดีนะนังหนู”
“ดะ...เดี๋ยวสิ ท่านยมมม ไปซะแล้ว อะไรเนี่ย มาไวไปไวยิ่งกว่าจรวดอีก”
ยามเฉิน หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองลั่วหยาง
จางมู่หลงเดินไปมาเหมือนเสือติดจั่น ใบหน้างดงามคล้ายสตรีฉายแววเคร่งเครียดเมื่อพบว่าแม่ทัพใหญ่ที่บอกไว้เพียงว่าจะไปขี่ม้าเล่น ไม่ต้องตามมาผ่านไปแล้วหนึ่งวันหนึ่งคืนก็ยังไร้วี่แวว ‘ท่านไปที่ใด และไปทำสิ่งใดกันแน่ เหตุใดต้องปิดบัง’
ฮี้ๆๆ
“หยุดดด!” แม่ทัพหนุ่มกระตุกรั้งบังเหียนม้าให้หยุด ก่อนจะะโลงจากหลังม้าศึกคู่ใจสีน้ำหมึกตัวพ่วงพีด้วยท่วงท่าสง่างามใบหน้าหล่อเหลาปรากฏร่องรอยความอ่อนเพลียเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทั้งที่เดินทางนานนับสี่ชั่วยามโดยไม่ได้หยุดพัก
“คุณชาย ท่านไปที่ใดมา พวกข้าเป็ห่วงท่านยิ่งนัก อย่าบอกว่าท่านไปขี่ม้าเล่น” จางมู่หลงปรี่เข้าไปถามมู่หลิ่งเหวิน เหตุที่ใช้คำเรียกว่าคุณชายเพราะเป็ภารกิจลับ จำต้องปิดบังฐานะเพื่อความสะดวกในการทำภารกิจ
“ข้าอยากอาบน้ำ ช่วยไปเตรียมน้ำให้ข้าที” เขาสั่งเสร็จสรรพก็จ้ำอ้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยมทิ้งให้จางมู่หลงยืนอ้าปากค้าง ก่อนจะถอนใจแรงกับความแปรปรวนของแม่ทัพหนุ่ม
หนนี้เป็ครั้งที่สองแล้วที่แม่ทัพหนุ่มทิ้งภารกิจหายไปเพียงลำพังทั้งยังไร้ผู้ติดตามนานหลายชั่วยาม วรยุทธ์สูงส่งแล้วอย่างไรถ้าศัตรูมีมากก็คงต้องมีเพลี่ยงพล้ำกันบ้าง ท่านแม่ทัพน่าจะตระหนักในเื่นี้ดีกว่าผู้ใดจากแม่ทัพที่สุขุมเยือกเย็นกลับกลายเป็บุรุษใจร้อนและขาดความยั้งคิดไปได้อย่างไร
“รายงานคุณชาย พิราบสื่อสารจากชายแดนส่งมาว่าพบเห็นคนที่คล้ายองค์รัชทายาทขอรับ” ทหารนายหนึ่งรายงานเสียงเบา ด้วยภารกิจนี้ต้องทำอย่างลับๆ มีเพียงองค์ฮ่องเต้และแม่ทัพหนุ่มกับผู้ติดตามฝีมือดีอีกห้านายซึ่งจางมู่หลงก็เป็หนึ่งในนั้น เพราะถ้าข่าวองค์รัชทายาทหายตัวไปถูกแพร่งพรายย่อมเกิดความปั่นป่วนในวังหลวง องค์ฮ่องเต้กังวลพระทัยไม่น้อยแม้จะทรงตระหนักดีว่าโอรสของพระองค์ผู้นี้ชอบหลบหนีไปเที่ยวนอกวังบ่อยๆ ก็ตาม
“จิ้นอี้ จิ้นเอ้อ” มู่หลิ่งเหวินเรียกสองผู้ติดตามร่างใหญ่ฝีมือดีในชุดสีดำ พยักหน้าให้สัญญาณ สองร่างใหญ่ก็หายวับไปจากบริเวณนั้นทันที
“เรียนคุณชาย เถ้าแก่ให้นำสารนี้มาให้ท่าน บอกว่าจากผู้หวังดีขอรับ” มู่หลิ่งเหวินรับสารจากจิ๋นซาน คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกมุมปากยิ้มเมื่อรู้ข้อความในสาร
“เ้าคิดเห็นเช่นไร” แม่ทัพหนุ่มถามจางมู่หลง
จางมู่หลงรับสารลับไปอ่านทวนแล้วจึงเงยหน้าสบตามู่หลิ่งเหวิน “ัหนุ่มหลอกล่อ ปิดบังโฉมหน้าแท้จริงยังอยู่ที่หอหญิงงามที่ดีที่สุดในลั่วหยาง”
“ฮ่าๆๆอย่างนี้นี่เอง องค์รัชทายาททรงพระปรีชายิ่งนักและผู้หวังดีคงจะเป็หนึ่งในองครักษ์ขององค์รัชทายาทจริงแท้แน่นอนแล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไปขอรับ”
“แน่นอน ตามล่าจับัหนุ่มคืนสู่ถ้ำทอง” แม่ทัพหนุ่มยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ ดวงตาคมทอประกายเมื่อตระหนักถึงภารกิจต่อไปหลังเสร็จสิ้นภารกิจนี้
ก่อนยามเฉินณ เรือนหยกฟ้า คฤหาสน์สกุลชิง
“จุ๊ๆ ที่รักเ้าดูเด็กสาวอัปลักษณ์นางนั้นสิ สายแล้วยังไม่ตื่นอีก”
“ใช่ๆแล้วดูท่านอนของนางสิ น่าเกลียดยิ่งนัก”
“เ้ารอข้านะ เดี๋ยวข้าจะรีบไปรีบกลับ”
“ไปดีมาดีนะ ข้ากับลูกจะรอท่าน”
“เฮ้! นี่มันอาหารของข้านะ ชิ่วๆ ไปให้พ้น!”
“โอ๊ย! หนวกหู คนจะนอนมาะโเสียงดังกันอยู่ได้!” ชิงหลินโวยวายเสียงดังจนเสี่ยวอี้กับเสี่ยวสุ่ยใรีบวิ่งเข้ามาหานายสาวที่เตียงนอนพร้อมกับเสียงที่ได้ยินหายไป
“คุณหนูเป็อันใดเ้าคะ?! ฝันร้ายหรือ” เสี่ยวอี้ถามสีหน้าเป็กังวล
ชิงหลินไม่ได้ตอบคำถามของสาวใช้แต่กวาดตามองไปรอบห้องเพื่อหาที่มาของเสียงเ่าั้พอไม่เห็นสิ่งที่ผิดสังเกตจึงได้แต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างไม่สบอารมณ์
เหนือขึ้นไปซอกหลืบเพดานมุมหนึ่งภายในห้องปรากฏจิ้งจกสองตัวกำลังเอียงหัวมองนางอยู่
“เด็กสาวอัปลักษณ์นั่นเข้าใจที่เ้ากับข้าคุยกันหรือ” ครอบครัวนกกระจิบที่ทำรังอยู่บนต้นเหมยข้างหน้าต่างกระซิบกันเบาๆ ราวกับเกรงว่าชิงหลินจะได้ยิน “ไม่รู้สิ”
“คุณหนู...คุณหนูเ้าคะ” เสี่ยวอี้เขย่าแขนเรียกอีกฝ่ายด้วยความเป็ห่วง
“มีอะไรหรือเสี่ยวอี้” ชิงหลินตื่นจากภวังค์ กะพริบตามองสาวใช้
“จะล่วงเข้ายามเฉินแล้วเ้าค่ะ”เสี่ยวอี้เตือน
ชิงหลินพยักหน้าเข้าใจและบอกให้ช่วยเตรียมน้ำอาบให้ครั้งนี้นางยอมให้สองบ่าวปรนนิบัติแต่โดยดีเพราะเสี่ยวอี้รู้ความลับของนางเื่รอยสักกลางหลังแล้ว
“ท่านพ่อ ลูกมีเื่จะขอเ้าค่ะ”ชิงหลินเอ่ยหลังจากมื้ออาหารเช้าผ่านไป
“เ้าจะขอสิ่งใดจากพ่อหรือ” วางถ้วยชาลงแล้วนั่งหลังตรงพร้อมฟังคำขอของบุตรี
“ลูกรู้มาว่าเรามีที่ดินว่างเปล่าแปลงหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกับจวนสกุลมู่ลูกจึงอยากจะสร้างโรงทานเ้าค่ะ”
“โรงทาน?” ชิงฮูหยินทวนคำ
“คราวก่อนที่ไปเยือนสกุลมู่ ระหว่างทางลูกเห็นขอทานและคนไร้บ้านมากมาย”
“ว่าต่อไป” ชิงหยวนอมยิ้มเริ่มจะเข้าใจเจตนาของบุตรี
“ลูกจึงอยากหาทางช่วยคนเ่าั้เ้าค่ะอย่างแรกก็แจกจ่ายอาหาร”
“นานเพียงใด...หนึ่งเดือน?” ชิงหยวนเอ่ยถาม
“ถ้าลูกบอกว่า...ไม่มีกำหนดล่ะเ้าคะ ท่านพ่อคิดว่าอย่างไร”
“หือ? แม้ทรัพย์สมบัติเราจะมีมากมายเพียงพอให้เ้าใช้ทั้งชาติ แต่ว่าเ้าอย่าลืมว่าพ่อเ้าผู้นี้เป็พ่อค้า ย่อมตระหนักถึงผลกำไรเป็หลักพ่อเห็นด้วยเื่สร้างโรงทาน แต่จะให้ทำตลอดไป พ่อขอคัดค้าน” เพราะเมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไปที่โรงทานแห่งนี้คงเนืองแน่นไปด้วยขอทานและคนอดอยากหิวโหยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะควบคุมเป็แน่
“ลูกหยอกท่านพ่อเล่นเ้าค่ะ ความจริงลูกมีทางออกสำหรับเื่นี้และท่านพ่อจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนด้วยเ้าค่ะ”
ชิงหยวนกับชิงฮูหยินมองหน้ากันก่อนหันมามองบุตรี
“ท่านพ่อ ท่านแม่ยังจำสิ่งนี้ได้หรือไม่เ้าคะ”
เสี่ยวอี้วางถาดขนาดกลางลงบนโต๊ะหลังจากคุณหนูของนางกล่าวจบ
“นี่มัน...ดินสอถ่านไม้ที่เ้าให้คนงานที่คอกสัตว์ทำขึ้นเพื่อเขียนรูปมิใช่หรือ”ชิงหยวนเอ่ยถาม
ชิงหลินพยักหน้า
ชิงฮูหยินหยิบเ้าแท่งยาวๆราวห้าชุ่นหมุนไปหมุนมาด้วยความสงสัยเพราะเป็ครั้งแรกที่ได้เห็น
“ใช่เ้าค่ะหลังจากฟื้นขึ้นมา ลูกกลับใช้พู่กันเขียนรูปไม่ได้ดั่งใจจึงลองหาสิ่งที่ใช้ทดแทนพู่กันดู และมันคือเ้าสิ่งนี้เ้าค่ะ” เป็ความจริงแม้จะเป็ศิลปิน แต่นางกลับไม่ถนัดในการใช้พู่กันจีนเขียนรูปเอาเสียเลยมีผลให้นางแพ้การแข่งขันที่จวนเสนาบดีหาน
“แล้วเกี่ยวกับเื่นี้อย่างไรหรือ” ชิงฮูหยินถาม
“นอกจากเป็โรงทานแจกจ่ายอาหารแล้ว ลูกอยากให้มีการสอนเขียนรูปโดยใช้ดินสอถ่านไม้นี้ให้เด็กๆ เ่าั้ และ...”
เมื่อได้ฟังเื่ราวทั้งหมด ชิงหยวนก็เอ่ยปากอนุญาตตามคำขอของนาง ซึ่งชิงฮูหยินเองก็เห็นดีเห็นงามด้วยชิงหลินถอนใจโล่งอกที่ความคิดของนางผ่านการเห็นชอบจากทั้งสอง
“อ้อ เฟิ่งอิงเ้ามาก็ดีแล้ว” ชิงหยวนหันมาทางผู้คุ้มกันคนสนิทที่สาวเท้าเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ขอรับนายท่าน” เฟิ่งอิงประสานมือเคารพผู้เป็นาย ดวงตาเรียวดุเหลือบมองหญิงสาววูบหนึ่งก่อนจะหลุบตาลงมองพื้น
“นับแต่นี้เ้าต้องอยู่คอยคุ้มครองและปกป้องบุตรีของข้าให้ดี ห้ามมิให้เกิดอันตรายใดๆบุตรีของข้าอยู่ที่ใด ข้าต้องเห็นเ้าประหนึ่งเงาตามตัว เ้าจะทำได้หรือไม่”
“ท่านพ่อ! ความปลอดภัยของท่านต้องมาอันดับหนึ่ง และลูกไม่ได้ทำสิ่งที่เสี่ยงอันตรายใดๆให้ผู้คุ้มกันคนอื่นมาคอยคุ้มกันลูกก็ได้เ้าค่ะ” เสียงใสค้านอย่างไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของบิดา
“ไม่ได้!เ้าเป็บุตรสาวคนเดียวของพ่อ ถ้าเ้าเป็อันใดไป พ่อกับแม่เ้าจะอยู่ได้อย่างไรเล่า”
“นั่นสิ หลินเอ๋อร์ทำตามที่พ่อเ้าว่าเถิด” ชิงฮูหยินสนับสนุนคำกล่าวของสามี
“ลูกทราบแล้วเ้าค่ะ” ชิงหลินรู้สึกอบอุ่นและตื้นตันใจจนน้ำตาคลอกับความรักและความห่วงใยที่บิดามารดามอบให้นางสัญญากับตัวเองว่าจะดูแลทั้งสองให้ดีที่สุดตราบลมหายใจสุดท้าย
ภายในเรือนหยกฟ้า
ขณะที่ชิงหลินนั่งร่างแบบโรงทานอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่นั้น ก็พลันต้องอารมณ์เสีย เมื่อมีเสียงคล้ายกำลังพูดคุยโต้ตอบกันนางเงยหน้าเตรียมต่อว่าผู้ที่สร้างความรำคาญให้ โดยนางคิดว่าคงเป็บ่าวในเรือน
หญิงสาวกวาดตามองหาที่มาของเสียงลุกขึ้นเดินหาทั้งในและนอกเรือนก็ไม่เห็นใครนอกจากสาวใช้ทั้งสองที่กำลังง่วนจัดโน่นจัดนี่ไม่ได้หยุดมือและที่สำคัญ พวกนางไม่ได้ขยับริมฝีปากเลย มันอย่างไรกัน แล้วเสียงที่ได้ยินมาจากไหน หรือว่า...ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ ร่างเล็กรีบมาที่หน้าต่างห้องนอนมองต้นเหมยสอดส่ายสายตามองนกตัวเล็กๆสองตัวเกาะกิ่งเหมย กำลังขยับจะงอยปากสีออกส้มโต้ตอบกันไปมา
‘ขุ่นพระ! ข้าเข้าใจภาษานก!’
เสี่ยวอี้ชะงักมือเมื่อเห็นคุณหนูยืนนิ่ง สายตาจับจ้องต้นเหมยเขม็ง “คุณหนู...คุณหนูเป็อันใดไปเ้าคะ”นางถามอย่างห่วงใย
“ไม่มีอะไรหรอก จริงสิข้าอยากไปเดินเที่ยวตลาด เ้าเตรียมตัวให้พร้อมด้วยล่ะ” ผู้เป็คุณหนูผละกลับมากระซิบบอกเสี่ยวอี้เบาๆ
ตลาดเมืองหลวงฉางอาน
“คุณหนู เหตุใดจึงแอบหนีมาเที่ยวอย่างนี้ล่ะเ้าคะ ถ้าเกิดอันใดกับคุณหนูข้าจะกล้าสู้หน้านายท่านทั้งสองได้อย่างไร อย่างน้อยน่าจะให้ท่านเฟิ่งอิงตามมาด้วย” เสี่ยวอี้ทำหน้างอ มองคุณหนูในคราบบุรุษน่ารักแล้วถอนหายใจแรงด้วยความกังวล
“เ้ากังวลเกินไปแล้ว ไม่มีอะไรหรอกน่า” ชิงหลินยิ้มหวาน ไม่ใส่ใจอาการห่วงเกินเหตุของสาวใช้ ขณะเพลิดเพลินกับพรที่ได้รับมา มีบุรุษฉกรรจ์สองนายสะกดรอยตามนางและสาวใช้โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว
แววตาของเสี่ยวอี้ที่เดินตามหลังเต็มไปด้วยความสงสัยระคนไม่สบายใจ เริ่มั้แ่หลบออกมาผ่านรูสุนัขลอดที่ตนไม่เคยรู้ว่ามีหยุดเล่นกับม้าอย่างสนิทสนมดั่งคุ้นเคยกันมานานไม่เพียงเท่านั้นคุณหนูของนางยังส่งเสียงร้องฮี้ๆ กับเ้าม้าตัวนั้น ‘ประหลาดเกินไปแล้ว!ทั้งยังออกมาโดยไร้คนคุ้มกัน หากเกิดเื่เลวร้ายกับคุณหนูสาวใช้ต่ำต้อยเช่นนางจะทำเช่นใด’ เสี่ยวอี้ครุ่นคิดอย่างกังวล
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม สองนายบ่าวจึงได้ว่าจ้างรถม้าคันหนึ่งกับคนขับสองคนให้ไปส่งที่จวนครั้นรถม้าเริ่มเคลื่อนที่หนึ่งในนั้นกลับเปิดผ้าม่านด้านหน้าแล้วแทรกตัวเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมกับชักมีดออกมาข่มขู่หญิงสาวทั้งสอง
สองนายบ่าวหน้าซีดตัวสั่นด้วยความตื่นตระหนก เสี่ยวอี้กอดนางไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก แม้จะใกับเหตุไม่คาดฝันแต่ชิงหลินก็ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เพียงนั่งนิ่งๆ แล้วตั้งสติคิดหาทางเอาตัวรอดตลอดเวลา
เมืองหลวงกว้างใหญ่ เส้นทางหลากหลาย มีทั้งส่วนที่เจริญมากไปจนถึงแหล่งเสื่อมโทรมที่สุดรถม้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสุดฝีเท้าม้าหากคิดจะะโออกไป...ไม่าเ็สาหัสก็ต้องแข้งขาหักกันบ้างนางจึงตัดวิธีหนีเช่นนี้ทิ้งไป ตลอดทางเสี่ยวอี้ตัวสั่นไม่หยุดด้วยความหวาดกลัวแต่ก็ยังมีแก่ใจปกป้องนางสุดชีวิต
‘ขอบใจนะเสี่ยวอี้’ นางเอ่ยขึ้นในใจขณะที่มือเรียวก็ตบหลังสาวใช้เบาๆ
ทันใดนั้นรถม้าที่วิ่งมาราวครึ่งชั่วยามก็หยุดลงได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ตัวรถม้า ทั้งสองกอดกันแน่นขึ้นยามนี้ชิงหลินยอมรับว่ารู้สึกกลัวขึ้นมาจับจิตใจเ้ากรรมเต้นแรงและรัวถี่ประหนึ่งดูภาพยนตร์สยองขวัญนางไม่เคยต้องเผชิญอันตรายอย่างนี้มาก่อน ก็ใครจะไปคิดเล่าว่าลูกสาวพ่อค้าอย่างนางจะโดนลักพาตัว
“ลงไป!”
ไอ้หน้าปลาจวดที่นางแอบตั้งให้ตะคอกสั่ง เสี่ยวอี้มองหน้าคุณหนูด้วยสีหน้าซีดเผือดชิงหลินจึงพยักหน้าเป็เชิงว่าให้ทำตามมันไปก่อน
“เ้าเป็ใคร ้าอะไร” เมื่อลงมายืนเผชิญหน้ากับพวกมันทั้งสองคน ชิงหลินก็พยายามปรับน้ำเสียงให้มั่นคง ถามกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความหวาดกลัวให้พวกมันเห็น ทั้งที่ในใจกลัวจนแทบจะปัสสาวะราด!
“ไม่ใช่เื่ที่เ้าต้องรู้! เข้าไป!”
ไอ้หน้าปลากระโห้ที่นางแอบตั้งให้อีกคนผลักนางและเสี่ยวอี้เข้าไปในกระท่อมร้างโกโรโกโสจะพังมิพังแหล่อย่างแรงจนทั้งสองเซไปหลายก้าว
“ข้าพานางมาแล้วขอรับหัวหน้า” ไอ้หน้าปลาจวดรายงานบุรุษร่างใหญ่ที่นั่งจังก้าอยู่กลางห้อง ด้านหลังมีชายอีกสองคนยืนคุมเชิงอยู่นอกจากจะสวมชุดดำเหมือนกันแล้ว ทั้งสามยังปิดบังใบหน้าอีกด้วย ยกเว้นสองคนซึ่งลักพาตัวหญิงสาวมาไม่ได้ปิดบังหน้าตาแต่อย่างใด
“ดี! รูปโฉมงดงามมิใช่เล่น” เ้าตัวหัวหน้าสาวเท้าเข้าหาหญิงสาวช้าๆสายตาดุดันแฝงความอำมหิตจ้องเขม็งก่อนจะใช้มือหยาบหนาบีบคางมนจนชิงหลินรู้สึกเจ็บแต่ไม่ได้ร้องออกมานางได้แต่กัดฟันข่มความเจ็บไว้
“เ้าโจรชั่ว! เอามือสกปรกของเ้าออกไป! อย่ามาแตะต้องคุณหนูของข้า!” เสี่ยวอี้โกรธจนลืมตัว ออกแรงผลักคนที่กล้าล่วงเกินคุณหนูจนมันผงะไปเล็กน้อย
เ้าตัวหัวหน้าแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดภายใต้ผ้าคลุมหน้า หรี่ตามองเสี่ยวอี้ที่เอาตัวมายืนขวางหน้า สองแขนเรียวเล็กวาดไปด้านหลังจ้องมองมันอย่างเดือดดาล ชายชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหลังชักดาบออกมาทันทีแต่เ้าตัวหัวหน้ากลับยกมือห้าม เ้าคนนั้นจึงเก็บดาบเข้าฝักตามเดิม
“หึๆ กล้าหาญไม่เบาทั้งนายทั้งบ่าว นับถือๆ แต่น่าเสียดายที่ต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่”
น้ำเสียงราบเรียบแต่คนฟังถึงกับตัวแข็งทื่อตาเบิกโตด้วยความตื่นตระหนก พวกมัน้าสังหารนางทำไมสมองประมวลเหตุการณ์เร็วจี๋ ต้องถ่วงเวลาคือบทสรุปที่นางคิดได้ในยามนี้ จึงสูดลมหายใจเข้าแรงๆ แล้วเอ่ย
“ท่านโจรผู้ใจกว้างขวางดั่งมหาสมุทรก่อนท่านจะลงมือ ข้าขอถามท่านสักเล็กน้อยได้หรือไม่”
“ฮ่าๆๆ ได้ ว่ามา!” มันหัวเราะชอบใจที่ได้รับคำชมจากหญิงงาม
เมื่อเห็นมันไปเดินกลับไปนั่งที่เดิมจึงเอ่ย“เหตุผลที่ท่าน้าสังหารข้า?”
“ย่อมมีแน่เ้าตรองดูให้ดีว่าเ้าได้สร้างความเจ็บแค้นแก่ผู้ใดไว้ถึงขั้นจ้างข้ามาสังหารเ้าเช่นนี้!”
ชิงหลินคิดตาม ‘คนที่ข้ามีเื่ด้วยก็มีคนเดียวหรือว่าจะเป็นางจริงๆ’
“หานหนิงอัน” พึมพำออกมาเบาๆ แต่ผู้มีวรยุทธ์ย่อมได้ยินชัดเจน มันยกยิ้มมุมปากภายใต้ผ้าสีดำโดยที่นางไม่ทันสังเกตเห็น หึๆ ฉลาดพอตัวทีเดียว แม้จะเป็มือสังหารที่โเี้แต่กลุ่มของมันก็ยึดหลักฆ่าอย่างเดียว ห้ามทรมานเหยื่อหรือข่มเหงเหยื่อโดยเด็ดขาดซึ่งนับว่ายังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง
“หัวหน้า! มีกลุ่มคนควบม้ามุ่งหน้ามาทางนี้ ราวสิบคนเห็นจะได้ขอรับ” ไอ้หน้าปลากระโห้ที่คุมเชิงอยู่นอกกระท่อมรีบเข้ามารายงาน หนึ่งในนั้นรีบหาผ้ากับเชือกมาปิดปากและมัดทั้งสองคนติดกับเสาในกระท่อมเพื่อไม่ให้หลบหนีก่อนจะออกไปสมทบกับหัวหน้าและพรรคพวกที่อยู่ด้านนอก
ไม่นานเสียงพูดคุยโต้ตอบก็ถูกกลบด้วยเสียงเคร้งๆ ปึก! ปัก! พลั่ก! อ๊ากกก!
ระหว่างนั้นหญิงสาวทั้งสองก็ไม่ได้อยู่เฉยพยายามขยับตัวเพื่อให้เชือกที่มัดอยู่คลายออก แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะมัดแน่นเกินไป จนทั้งสองมีอาการเหนื่อยหอบ
ปัง!
เสียงประตูไม้เปิดออกด้วยแรงถีบ แล้วตามด้วยร่างสูงคุ้นตาที่ตรงดิ่งเข้ามาหานาง
“คุณหนู ท่านปลอดภัยดีหรือไม่”น้ำเสียงทุ้มติดหอบถามด้วยความห่วงใย ขณะที่สองมือก็แกะเชือกอย่างว่องไว
“เฟิ่งอิง ข้ากลัวแทบตาย ฮือๆๆ”ทันทีที่เป็อิสระชิงหลินก็โผเข้าหาร่างสูงที่นั่งชันเข่าข้างหนึ่งจนเกือบหงายหลังเขาต้องรีบโอบกอดนางตามสัญชาตญาณ ภายในใจหนักอึ้งยิ่งเห็นนางร่ำไห้ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวเฟิ่งอิงก็ยิ่งเดือดดาลอยากจะออกไปสับเ้าพวกโจรชั่วเป็หมื่นๆ ชิ้น
“คุณหนู...ท่านปลอดภัยแล้ว รีบออกไปจากที่นี่กันเถิดขอรับ” เฟิ่งอิงพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้น ก่อนจะปล่อยมือส่งให้สาวใช้ที่รีบเข้าประคองคุณหนูทันทีอย่างรู้งานเมื่อเดินออกมาชิงหลินถึงกับผงะ เมื่อเห็นศพโจรที่ลักพาทั้งห้าในสภาพสยดสยองกองเืมากมายส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนนางแทบจะกลั้นอาเจียนไว้ไม่อยู่
“คุณหนูระวัง!”
สวบ! อั่ก อึก
ร่างเล็กตัวแข็งทื่อ มองร่างเสี่ยวอี้ที่รูดตัวลงช้าๆ ดวงตาจ้องมองนางไม่กะพริบมุมปากมีเืไหลซึม ชุดสีเทาหม่นค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีแดง
“เสี่ยวอี้!” ครั้นพอได้สติชิงหลินก็ทรุดตัวลงประคองร่างเสี่ยวอี้ที่กระอักเืครั้งหนึ่งแล้วหมดสติไปไว้แนบอกสองมือสั่นเทาพยายามกดปิดาแด้านหลังอันเกิดจากดาบยาวที่เืไหลรินประหนึ่งน้ำพุเอาไว้แน่นริมฝีปากอวบอิ่มพร่ำเรียกชื่อนางไม่หยุด สร้างความะเืใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก
“ช่วย...ช่วยนางด้วย ได้โปรดเฟิ่งอิง...ช่วยนางที ช่วยนางที ฮึกๆ”
เฟิ่งอิงพยักหน้าน้อยๆ หนึ่งในผู้คุ้มกันเข้ามาอุ้มนางเข้าไปในกระท่อม วางนางลงอย่างเบามือจากนั้นชายคนเดียวกันก็จับชีพจรนางและสกัดจุดเพื่อห้ามเื
“คุณหนูวางใจนางเพียงเสียเืมากจึงหมดสติ ตอนนี้ข้าได้สกัดจุดห้ามเืไว้ชั่วคราวแล้วขอรับอีกไม่นานหมอคงมาถึง”
“ขอบคุณ” กล่าวแล้วก็ถลาเข้ามานั่งข้างเตียงมองซีกหน้าขาวซีดไร้สีเืของสาวใช้ซึ่งนอนคว่ำหน้านิ่งหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงที่เก็บกวาดลวกๆชุดที่เสี่ยวอี้สวมบริเวณชายโครงด้านซ้ายมีรอยขาดกว้างราวหนึ่งนิ้วครึ่งและเปียกชุ่มไปด้วยเืแม้ตอนนี้เืจะหยุดไหลแล้ว แต่ก็ยังน่าห่วงอยู่ดี
มือเรียวขาวกุมมือหยาบข้างหนึ่งของสาวใช้ไว้ไม่พูดจา ถ้าไม่ได้เสี่ยวอี้มาขวางไว้ นางคงตายไปแล้วถ้าไม่ใช่เพราะความเอาแต่ใจของนาง เสี่ยวอี้ก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้เพราะความดื้อรั้นเอาแต่ใจของนางแท้ๆ เสี่ยวอี้ถึงต้องมาเจ็บตัวอย่างนี้ชิงหลินได้แต่เฝ้าโทษตัวเองด้วยความเ็ป
เฟิ่งอิงที่ยังยืนอยู่นอกกระท่อมหันไปสั่งการลูกน้องเสียงเข้มทุกคนอยู่ในสังกัดหน่วยคุ้มกันภายใต้ชื่อหน่วยพยัคฆ์ดำกองกำลังคุ้มกันของสกุลชิงที่ชิงหยวนก่อตั้งขึ้นเมื่อหลายปีก่อนด้วยจุดประสงค์เพื่อคุ้มกันคุ้มครอง และดูแลสอดส่องทุกสิ่งในสกุลชิงมีเฟิ่งอิงเป็หัวหน้าใหญ่ที่คอยรับคำสั่งจากนายใหญ่อีกทีและชิงหยวนคือนายใหญ่แห่งกองกำลังหน่วยพยัคฆ์ดำ
ชายหนุ่มมองสำรวจโดยรอบอีกครั้งอย่างละเอียดกระท่อมร้างหลังนี้ตั้งอยู่ในที่เปลี่ยว ไร้ผู้คนสัญจรด้านหลังเป็ป่ารกทึบเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายแม้ต่อให้หลบหนีจากเงื้อมือของเ้าโจรชั่วได้ แต่ถ้าคิดจะหลบเข้าไปในป่าแห่งนี้ก็คงไม่พ้นเป็อาหารของสัตว์ดุร้ายเป็แน่ห่างเมืองหลวงเพียงหนึ่งชั่วยามรถม้าวิ่งแต่กลับอันตรายถึงเพียงนี้
ร่างสูงแค่นเสียงฮึในลำคอหมุนร่างในอาภรณ์สีดำมองดูลูกน้องส่วนหนึ่งที่ขนย้ายศพทั้งห้ามากองรวมกันแล้วจุดไฟเผาทำลายศพเพราะการขุดฝังต้องใช้เวลามากไม่ค่อยสะดวกนัก โจรกลุ่มนี้นับว่าพอมีฝีมืออยู่บ้างแต่เมื่อเทียบกับหน่วยพยัคฆ์ดำแล้วยังถือว่าห่างชั้นและกองกำลังที่กระจายตัวแฝงอยู่ตามที่ต่างๆทำให้การมาช่วยคุณหนูเป็เื่ง่ายเสียยิ่งกว่าถอดรองเท้า
บุรุษร่างสูงยืนกอดอกจ้องมองเปลวไฟที่โหมไหม้นานราวครึ่งเค่อด้วยสายตาว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆก่อนจะหรี่ลงเมื่อเห็นชายผู้หนึ่งควบม้ามุ่งตรงมาทางตนครั้นพอกระจ่างใจว่าเป็ผู้ใดจึงลอบถอนหายใจเบาๆ
“หัวหน้าท่านหมอมาถึงแล้วขอรับ”
เฟิ่งอิงส่งเสียงตอบรับ กวาดตามองผู้เข้ามาใหม่สองคนราวกับจะจับผิด ทำเอาชายต่างวัยทั้งสองหนาวเยือกก่อนที่หมอาุโจะรีบรุดเข้าไปในกระท่อม ตามมาด้วยเฟิ่งอิง
สภาพภายในกระท่อมค่อนข้างสกปรกและเหม็นอับ แต่หมอาุโไม่ได้ใส่ใจพาร่างผอมบางหลังงองุ้มเล็กน้อยตรงเข้าไปหาร่างคนเจ็บทันที
“เอ่อ...ช่วยคลายจุดลมปราณทีเถิด เช่นนี้ข้าจึงจะรักษาต่อได้” หมอาุโเอ่ยขึ้นขณะที่นั่งลงแทนหญิงสาวที่ลุกขึ้นมายืนอยู่ด้านหน้าเตียงแทนเพื่อหลีกทางให้
เฟิ่งอิงเข้ามายืนอยู่ข้างๆ ร่างเล็กเงียบๆ ชิงหลินเหลือบมองเขาอย่างอดไม่ได้ และสบเข้ากับตาคมเรียวดุที่มองมาพอดีเฟิ่งอิงคล้ายชะงัก ด้วยคาดไม่ถึงว่านางจะมองตนใบหน้างามที่บัดนี้ยังคงขาวซีดไร้สีเื ตากลมโตเต็มไปด้วยความกังวลและหวาดหวั่นริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ร่างบอบบางในคราบบุรุษสีฟ้าอ่อนมีรอยเืกระจายเปรอะเปื้อนหลายจุดมือเรียวเล็กยังมีคราบเืติดอยู่ตามนิ้วและเล็บ ผมสีน้ำหมึกรวบสูงเป็หางม้ามีบางส่วนหลุดลุ่ยระใบหน้างามแลดูยุ่งเหยิง ทว่าในสายตาเฟิ่งอิงนางช่างดูเย้ายวนนัก!
ชิงหลินขมวดคิ้วสงสัย เมื่อเห็นเขาขยับตัวออกห่าง ‘หือ?อะไรของเขา เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย กลับมาเข้าโหมดหน้าตายอีกแล้ว’
ทางด้านหน่วยคุ้มกันคนสนิทนายหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์นึกขันท่าทางของหัวหน้ายิ่งนักถ้าไม่ได้คลุกคลีหรือเป็คนแปลกหน้าคงไม่รู้เป็แน่ถึงความผิดปกติของหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำผู้องอาจและมากด้วยฝีมือไม่เคยสนใจอิสตรี ใครจะเชื่อว่าบุรุษผู้นี้ยังครองความบริสุทธิ์มาถึงป่านนี้ได้ทั้งที่อายุอานามก็ปาเข้าไปเกือบสามสิบปี
‘หึๆ เห็นทีคงมีเื่สนุกให้ข้าได้ชมเสียแล้ว’
“าแแม้จะกว้าง แต่ไม่ใช่จุดตาย คุณหนูวางใจได้เพียงแต่อาจต้องใช้เวลามากอยู่สักหน่อยกว่านางจะฟื้น” หมอาุโหันมากล่าวกับหญิงสาวในคราบบุรุษ
“ขอบคุณท่านหมอ ไม่ทราบว่านานเพียงใดนางจะฟื้นและสามารถพานางกลับจวนได้เลยหรือไม่”
“ย่อมได้ เพียงแต่ต้องค่อยๆ อย่าให้กระทบกระเทือนมากนัก เดี๋ยวแผลจะอักเสบได้ขอรับ”
ชิงหลินพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเดินไปนั่งที่เตียง
ตลอดการรักษาไม่ได้มีการถอดชุดของเสี่ยวอี้ออก ท่านหมอเพียงแค่ใช้มีดกรีดชุดให้กว้างขึ้นแล้วทำความสะอาดแผลก่อนจะใส่ยาและใช้ผ้าสีขาวพันทับชุดไว้อีกชั้น ซึ่งเป็เพียงการรักษาเฉพาะหน้าเท่านั้น
“คุณหนู รถม้าเตรียมพร้อมแล้ว รีบออกเดินทางเถิดขอรับ”
หญิงสาวพยักหน้าให้เฟิ่งอิง
การเดินทางกลับคฤหาสน์เป็ไปอย่างช้าๆชิงหลินได้ยินเสียงของสัตว์ต่างๆ มากมายแต่ในยามนี้นางหาได้ใส่ใจไม่
หน้าประตูคฤหาสน์สกุลชิง
ชิงหยวนชิงฮูหยินและบ่าวในคฤหาสน์ต่างยืนรออย่างกระวนกระวายไร้เสียงพูดจาทันใดนั้นบุรุษร่างสันทัดก็ปรากฏตัวขึ้นก่อนจะตรงเข้ามาหาชิงหยวน
“มะ...มาแล้วขอรับ แฮ่กๆ คุณหนู...กลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนขอรับนายท่าน” เขารีบรายงานอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มกว้างแม้จะเหน็ดเหนื่อยอยู่มากที่ต้องรีบนำข่าวดีมาแจ้งให้นายท่านทราบล่วงหน้าตามคำสั่งของหัวหน้าก็ตาม
“ดี! เป็ข่าวดียิ่งนัก แล้วเหตุใดจึงล่าช้านัก” ชิงหยวนสงสัย พอทราบคร่าวๆ จากหน่วยพยัคฆ์ดำว่าสถานที่ที่บุตรีถูกจับตัวไปอยู่ในเขตเมืองหลวงใช้เวลาโดยรถม้าเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น และนี่ก็เลยครึ่งชั่วยามมามากแล้วเหตุใดจึงมาไม่ถึงเสียที
“คือว่า...เื่นั้น...” เขาเสมองเสี่ยวสุ่ยแวบหนึ่งจึงตัดสินใจรายงานต่อ “สาวใช้ที่ติดตามคุณหนูไปได้รับาเ็จึงทำให้การเดินทางล่าช้าขอรับ”
เสี่ยวสุ่ยเบิกตาโตด้วยความใอุทานออกมาแ่เบา “พี่เสี่ยวอี้”
“แล้วยามนี้นางเป็เช่นไรบ้าง” แม่นมฝูถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน เสี่ยวสุ่ยกลั้นลมหายใจเงี่ยหูฟังคล้ายกลัวจะพลาดจุดสำคัญไปหากไม่ตั้งใจฟังให้ดี
“นางปลอดภัยดีเพียงแต่ยังไม่ได้สติเท่านั้นขอรับ” เขาหันมามองแม่นมฝูแล้วจึงหันไปรายงานนายท่านที่ยืนไพล่มือไว้ข้างหลัง เห็นนายท่านพยักหน้าจึงได้ขอตัวกลับไปทำงานตามเดิม
ราวครึ่งเค่อ ขบวนรถม้านำโดยเฟิ่งอิงและหน่วยพยัคฆ์ดำอีกเก้าคนก็มาถึงทันทีที่ชิงหลินลงมาจากรถม้า มองเสี่ยวอี้ถูกหามเข้าไปในคฤหาสน์เรียบร้อยนางก็รีบตรงเข้าไปหามารดาที่ยืนรออยู่แต่ก่อนจะถึงตัวกลับตัดสินใจคุกเข่าลงกับพื้นจนทุกคนใแม้กระทั่งเฟิ่งอิง
“หลินเอ๋อร์ เ้าทำอันใด ลุกขึ้นเถิด” ชิงฮูหยินรีบเข้ามาประคองบุตรี แต่นางกลับส่ายหน้าไม่ยอมลุกขึ้น ตากลมโตมองชิงหยวนผู้เป็บิดา
“ท่านพ่อ..ทุกอย่างเป็เพราะลูกเพราะความดื้อรั้นเอาแต่ใจของลูก ทำให้ท่านพ่อท่านแม่เป็ห่วงทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน ทำให้เสี่ยวอี้ต้องได้รับาเ็โปรดลงโทษลูกด้วยเ้าค่ะ” หญิงสาวโขกศีรษะกับพื้นเสียงดัง
“...เ้าสำนึกผิดแล้ว?” ชิงหยวนยังอยู่ในท่าสองมือไพล่หลัง ยิ้มบางๆ พอใจที่บุตรีรู้ผิดชอบชั่วดี
“เ้าค่ะ ลูกสำนึกผิดแล้วขอท่านพ่อลงโทษด้วย” หญิงสาวยังคงยืนยันคำเดิม
“ท่านพี่ ไหนๆหลินเอ๋อร์ก็ปลอดภัยแล้ว ท่านก็ให้มันแล้วไปดีหรือไม่เ้าคะ”
ชิงหยวนยิ้มให้ฮูหยินของตนบางๆ
“ทำเช่นนั้นไม่ได้ เมื่อลูกทำผิด เราผู้เป็พ่อเป็แม่จำต้องลงโทษเพื่อให้หลาบจำบ้างจึงจะได้ชื่อว่ารักลูกอย่างแท้จริง”
ชิงฮูหยินถอนใจทั้งหนักและยาวออกมาหนหนึ่ง พลางปรายตามองบุตรีอย่างเห็นใจ
“เมื่อเ้ารู้ตัวว่าทำผิด เช่นนั้นนับแต่พรุ่งนี้เ้าจะถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในเรือนห้ามออกนอกเขตเรือนเด็ดขาดเป็เวลาสามเดือนส่วนเื่โรงทานก็ขอให้พักไว้ก่อนอย่างไม่มีกำหนด ว่าอย่างไร เ้ายินยอมหรือไม่” ชิงหยวนกล่าวกับบุตรีที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่เช่นเดิม
“ข้ายอมรับการตัดสินใจของท่านพ่อเ้าค่ะ” เอาเหอะ อย่างน้อยก็ไม่ได้ถูกขังไว้ในห้อง ถึงจะนานไปหน่อยก็ตาม
“อ้อ! แม้ว่าสถานที่กักบริเวณจะเป็ที่อื่น เ้าก็ยินดีหรือ”
“เอ๊ะ? ท่านพ่อหมายถึง…”
“ถูกต้อง คอกสัตว์ของเราจะเป็ที่กักบริเวณเ้า”
ชิงหลินดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ โผเข้าไปกอดบิดาแน่นจนชิงหยวนชะงักด้วยคาดไม่ถึงว่าบุตรีที่เรียบร้อยและไว้ตัวจะเสียกิริยาเช่นนี้ได้
“ขอบคุณเ้าค่ะ แต่ว่า...” เอ่ยขึ้นขณะเดินเข้ามาในเรือนพร้อมบิดามารดาโดยมีพ่อบ้านฝู แม่นมฝู เสี่ยวเอินและหญิงร่างผอมวัยใกล้เคียงกับแม่นมฝูซึ่งชิงหลินไม่รู้จัก แต่คิดว่าน่าจะเป็มารดาของเสี่ยวเอินเพราะนางเคยบอกว่าอาศัยอยู่กับมารดาเพียงลำพังส่วนบ่าวที่เหลือต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนต่อยกเว้นเสี่ยวสุ่ยที่ได้รับคำสั่งให้คอยดูแลพี่สาว
เฟิ่งอิงสั่งการอยู่หน้าจวน เพื่อสืบหาผู้อยู่เื้ัเื่นี้อย่างลับๆ ก่อนจะเดินเข้ามาเป็คนสุดท้าย
“เ้าวางใจเถิดนางเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องลูก แม่จะให้หมอประจำตระกูลดูแลรักษานางอย่างดีที่สุด” ชิงฮูหยินรับปากบุตรี ทำให้ชิงหลินคลายใจ
“จริงสิยามที่เ้าไปอยู่ที่เรือนพสุธาพ่อจะให้เสี่ยวเอินกับมารดาของนางตามไปรับใช้เ้าก็แล้วกัน แม่ครัวที่นั่นลาออกไปคนหนึ่งพอดีอีกทั้งเสี่ยวสุ่ยต้องอยู่ดูแลพี่สาวของนางที่นี่ ไม่อาจติดตามเ้าไปได้” ชิงหยวนแจงยืดยาวก่อนจะหยุดฝีเท้าเมื่อถึงเรือนแสงจันทร์
“อาฝูให้เฟิ่งอิงมาพบข้าที่ห้องหนังสือ” ชิงหยวนหันไปสั่งพ่อบ้านฝู
“หลินเอ๋อร์ไปดูเสี่ยวอี้กับแม่ดีหรือไม่” ชิงฮูหยินเอ่ยชวนบุตรีเมื่อตระหนักได้ว่าเื่ที่สามีเรียกเฟิ่งอิงมาปรึกษาเป็การส่วนตัวย่อมต้องร้ายแรงเป็แน่
“ดีเ้าค่ะบางทีตอนนี้นางอาจจะฟื้นแล้วก็เป็ได้” ชิงหลินเข้าไปกอดแขนข้างหนึ่งของมารดา มุ่งหน้าไปยังเรือนหยกฟ้า เพราะเสี่ยวอี้กับเสี่ยวสุ่ยเป็สาวใช้คนสนิทจึงได้พักในเรือนนี้เพื่อความสะดวกในการเรียกใช้
“ฮูหยิน คุณหนูพี่เสี่ยวอี้ฟื้นแล้วเ้าค่ะ” เสี่ยวสุ่ยรีบคุกเข่ากับพื้นพร้อมกับรายงานผู้เป็นายทั้งสองด้วยสีหน้าคลายความกังวลลงสองส่วน
“เสี่ยวอี้ เ้าเป็อย่างไรบ้าง อย่าเพิ่งขยับเดี๋ยวแผลจะฉีกเอาได้” ชิงหลินรีบส่งเสียงห้ามเมื่อเห็นนางทำท่าจะขยับลุกขึ้น
“ขอบคุณคุณหนู แล้วท่านาเ็ที่ใดหรือไม่เ้าคะ” เสี่ยวอี้ที่นอนตะแคงเพราะาแด้านหลังเอ่ยถามคุณหนูของตนอย่างห่วงใย ทั้งที่หน้าตายังซีดเซียวอยู่มาก ถ้อยคำนั้นทำเอาขอบตาชิงหลินร้อนผ่าวลำคอตีบตันจนพูดไม่ออก เกิดมายี่สิบเจ็ดปี นางไม่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อนอย่าว่าแต่เคย แม้แต่เฉียดก็ไม่มีสักนิด ถ้าเป็นางคงทำไม่ได้อย่างเสี่ยวอี้แน่ๆคนเราพอเกิดเื่ก็ต้องหนีเอาตัวรอดก่อน มันควรจะเป็อย่างนั้นไม่ใช่หรือ
“ข้าไม่เป็ไรแม้แต่รอยขีดข่วนก็ไม่มี ขอบใจเ้ามากที่เสี่ยงชีวิตช่วยข้าไว้”
“ไยคุณหนูต้องกล่าวขอบคุณ บ่าวปกป้องนายเป็สิ่งสมควรแล้ว ข้ากับน้องสาวเป็บ่าวสกุลชิงได้มารับใช้คุณหนูนับเป็วาสนา ชีวิตอันต่ำต้อยนี้ข้ามอบให้คุณหนูนานแล้วเ้าค่ะ” เสี่ยวอี้กล่าวออกมาตามความสัตย์จริง โดยเสี่ยวสุ่ยก็เห็นดีเห็นงามกับคำกล่าวของพี่สาว
“เอาละๆ หลินเอ๋อร์ ให้นางได้พักผ่อนเถิด” ชิงฮูหยินเอ่ยตัดบท จากนั้นจึงหันไปกำชับหมอประจำตระกูล “ท่านหมอ ข้าฝากนางด้วยเสียเงินเสียทองเท่าไรข้ามิเกี่ยง ขอเพียงเป็ยาที่ดีที่สุดเป็พอ”
“ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าจะทำเต็มความสามารถขอรับ”
ชิงฮูหยินพยักหน้าพอใจ ชิงหลินหันไปพูดคุยกับคนเจ็บอีกสองสามประโยคจึงตามมารดาออกมาโดยมีเสี่ยวเอินและแม่นมฝูเดินตามมาห่างๆส่วนมารดาของเสี่ยวเอินก็แยกตัวไปช่วยงานในครัวชั่วคราว
ยามซวี[1] ณ ห้องหนังสือภายในเรือนแสงจันทร์
ชิงหยวนนั่งเคร่งเครียดเื่ที่บุตรีถูกลักพาตัวมีเฟิ่งอิงยืนเยื้องไปด้านหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นทุกคราว
“แมงป่องดำเป็ชื่อของโจรกลุ่มนี้ซึ่งพอมีชื่ออยู่บ้างจำนวนสมาชิกทั้งหมดยังระบุไม่ได้ แบ่งกลุ่มรับงานห้าถึงสิบคน โดยรับงานผ่านคนกลางขอรับ”
ชิงหยวนลูบเคราพลางพยักหน้าช้าๆ “ผู้ว่าจ้างคือผู้ใด”
“...เป็สาวใช้คนสนิทของคุณหนูหานหนิงอัน นามว่าเสี่ยวซีขอรับ”
ชิงหยวนชะงัก เลิกคิ้วทรงดาบขึ้นพร้อมกับถามต่อ “...เ้ากำลังจะบอกข้าว่าเป็คุณหนูหานบุตรีของเสนาบดีฝ่ายบุ๋นผู้นั้น?”
“ขอรับ”
เมื่อได้ฟังคำตอบชิงหยวนก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางถอนหายใจยาวดวงตาคมกริบทอประกายความกังวลอย่างชัดเจน
ล่วงเข้ายามจื่อ ชิงหลินผวาตื่นเพราะฝันร้ายทั้งที่ไม่ได้ฝันมาหลายวันแล้ว ในฝันนางถูกหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่เห็นใบหน้า ถือมีดปอกผลไม้ยาวประมาณห้านิ้วเดินเข้ามาหาและพูดอะไรบางอย่าง น้ำเสียงคล้ายจะโกรธแค้นและชิงชังแต่นางไม่รู้ว่าพูดอะไร จากนั้นหญิงสาวคนนั้นก็เงื้อมีดขึ้นสุดแขนทำท่าจะแทงหน้าอกนาง ในฝันนางกรีดร้องเสียงดังลั่น จนผวาตื่นขึ้นมากลางดึก
“ฝันน่ากลัวเกินไปแล้ว” นางพึมพำกับตัวเอง ยามที่ฝันร้ายหรือนอนไม่หลับ นางมักจะออกมาสูดอากาศที่เก๋งริมสระบัวเสมอๆครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่กลับมีสายตาคู่หนึ่งมองอยู่โดยที่นางไม่รู้ตัว
เฟิ่งอิงยืนกอดอกพิงเสาอยู่ในเก๋งริมสระบัว ดวงตาเรียวดุจับจ้องร่างบางในอาภรณ์สีขาวล้วน ยืนอยู่ตรงส่วนปลายของสะพานที่ทอดยาวไปในสระบัวแสงจันทร์ค่อนข้างกระจ่างด้วยใกล้วันจันทร์เต็มดวงภาพของหญิงสาวยามยืนมองพระจันทร์ช่างงดงามจับใจยิ่งนัก
นับแต่พบนางคืนนั้น เฟิ่งอิงมักจะมาที่เก๋งริมสระบัวในเวลานี้แทบทุกราตรีแต่ก็ต้องพบความผิดหวังอยู่ร่ำไป แต่คืนนี้...ร่างสูงยิ้มบางๆ มันเป็รอยยิ้มที่อบอุ่นและอ่อนโยนยิ่งนัก ทว่ากลับไม่มีผู้ใดได้เห็นแล้วเขาก็ต้องรีบหุบยิ้ม ขยับยืนตัวตรง เมื่อเห็นหญิงสาวที่ตนมองอยู่หมุนกายกลับมานางเอียงคอมองพร้อมกับสาวเท้าตรงเข้ามาหาเขาที่ยืนอยู่ในเก๋ง
“เฟิ่งอิงนั่นเอง นึกว่าใคร นอนไม่หลับเหมือนกันหรือ” หญิงสาวเอ่ยทักก่อน
“...ขอรับ” เขาตอบสั้นๆ พลางหลุบตาลงต่ำเมื่อเห็นว่านางจ้องมองอยู่
“อ้อ! ข้ายังไม่ได้ขอบคุณท่านเลยที่ช่วยข้าไว้ แล้วก็ต้องขอโทษที่ทำให้ท่านต้องลำบากฝากขอบคุณและขอโทษทุกคนที่ไปช่วยข้าในวันนี้แทนข้าด้วย”
“มันเป็หน้าที่อยู่แล้วขอรับ คุณหนูมิต้องกล่าวอันใด”
ชิงหลินพินิจร่างสูงตรงหน้า รู้สึกแปลกใจกับคำพูดที่คล้ายจะห่างเหินของเขา
“ถ้าคุณหนูมิมีอันใดจะสั่ง ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”
ชิงหลินรับคำมองร่างสูงในอาภรณ์สีดำที่ดูลึกลับเดินจากไปแล้วจึงหันกลับมาพลางถอนหายใจยาว โดยไม่รู้เลยว่าร่างสูงที่เดินจากไปแอบยืนมองนางอยู่หลังต้นเหมยด้วยสายตาที่อ่านยากพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อกำเนิดและดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกที
[1] ยามซวี คือเวลาั้แ่19.00 น. - 20.59 น.