บทที่ สามสิบเจ็ด
พนันกับข้า
เสียงของคุณหนูสามเซียวยังไม่ทันขาดหายความเงียบที่กดทับอยู่เหนือคุณชายคุณหนูทั้งหลายก็ถูกแหวกออกด้วยเสียงก้าวเท้าของหญิงสาวอีกคนชุดกระโปรงแพรสีแดงสดเคลื่อนไหวพลิ้วไหวไปตามการก้าวเดินผู้คนรอบข้างพากันหันมามองด้วยความประหลาดใจเพราะสตรีที่กล้าเดินออกมาในเวลานี้หาใช่ใครอื่น หากแต่เป็นฟ่านหนิง...คุณหนูใหญ่สกุลฟ่าน
ฟ่านหนิงก้าวออกมาช้าๆดวงตาเรียวยาวกวาดมองจากสตรีสองคนที่เผชิญหน้ากันอยู่ไปจนถึงบ่าวที่ถูกลากตัวออกไปอย่างครึ่งๆกลางๆ มุมปากนางกระตุกยกขึ้นอย่างเยาะหยันแต่ก็เพียงชั่วครู่ที่สายตาสบเข้ากับถังหลันชิงเท่านั้นจากนั้นรอยยิ้มนั้นก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงขึ้นหลายส่วน
เพราะนางเริ่มหวนคิดถึงความทรงจำเก่าที่สะท้อนในชาติก่อน...ใช่แล้ว เหตุการณ์ตรงหน้านี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกก้าวที่นางเยื้องย่างออกไปทุกสายตาที่จับจ้อง ทุกคำพูดที่กำลังจะเอื้อนเอ่ย คล้ายว่ากำลังจะซ้ำรอยเดิมราวเพราะโชคชะตาบังคับฟ่านหนิงหัวเราะขื่นๆ ‘แต่คราวนี้ข้าเตรียมตัวมา...จะไม่เดินตามร่องรอยเดิมให้ขายหน้าอีก’ นางคิดพลางเชิดหน้าสูง
เสียงใสแฝงการเสียดสีดังขึ้น “นั้นสิ...ไหนๆคุณหนูถังก็เริ่มแล้ว เช่นนั้นไม่ทำเพื่อเหม่าอี้และบ่าวผู้นั้นให้เต็มที่ จะส่งพระก็ส่งให้ถึงนิพพานมิใช่หรือ” คำพูดนั้นก้องไปทั่วบริเวณราวกับเป็นการท้าทายและยั่วให้ถังหลันชิงก้าวเข้าสู่บทบาทที่มิใช่หน้าที่ของสตรีในเรือนกระทำ
ผู้คนรอบข้างหันไปมองหน้ากัน บางคนก็เลิกคิ้วแปลกใจคุณหนูบางคนก็ยกมือขึ้นปิดริมฝีปากรอยยิ้มที่กำลังจะเล็ดรอดออกมาเพราะชมเรื่องที่น่าสนุกไม่คิดว่าจะมีคุณหนูชั้นสูงที่กล้าออกมาแสดงตนอย่างไม่สงวนกิริยาแล้วถึงสามคนคนแรกคุณหนูสามเซียวที่คุมอารมณ์ไม่ได้คนที่สองคุณหนูถังที่แสดงออกโดดเด่นมากเกินไปแทรกแซงเรื่องในจวนผู้อื่นและสามคุณหนูใหญ่ฟ่านที่ดูจะอยากหักหน้าคุณหนูถังอีกที
ขณะนั้นถังหลันชิงหันไปสบตา นางยืนนิ่งสงบ สีหน้ามิได้หวั่นไหวแต่ในดวงตากลับมีประกายที่บ่งบอกว่าเข้าใจดีว่าคำพูดนั้นคือการท้าทาย
ฟ่านหนิงจ้องหน้าใบหน้าหวานของถังหลันชิงและคำนวณในใจ ชาติก่อนตนหุนหันกว่านี้มากนักถึงกับพูด ‘ที่นี่เป็นจวนสกุลเซียว หาใช่สกุลถังคุณหนูถังไม่ควรก้าวก่ายเรื่องภายในแต่ถ้าอยากช่วยเหลือบ่าวผู้นั้นนักก็สืบความจริงเองเสียเลยสิหาผู้ทำความผิดตัวจริงมาลงโทษ ไม่ใช่สักแต่พูด แล้วถ้าทำไม่ได้ก็ต้องถูกลงโทษไปกับบ่าวคนนั้นด้วยเพราะก้าวก่ายเรื่องในจวนผู้อื่นดีหรือไม่?’พอมาครั้งนี้นางเรียนรู้ความผิดพลาดแล้วเลือกที่จะไม่พูดประโยคนั้นโดยหวังว่าตอนล้มแล้วก็จะไม่เจ็บมาก
ต้องท่องไว้ว่ามาเพื่อทำภารกิจเปิดตัวพระรองเท่านั้น...
ส่วนเหตุผลที่ตอนนี้นางไม่กล้าพูดเพราะตนรู้ซึ้งว่าถังหลันชิงมีความสามารถด้านการสืบวิเคราะห์และสังเกตการณ์ไม่น้อยทั้งยังรู้เรื่องการชันสูตร ชาติก่อนหมายจะหักหน้าถังหลันชิงให้สิ้นซาก แต่กลับกลายเป็นตัวเองที่ถูกตลบหลังต่อหน้าสาธารณะฟ่านหนิงกลายเป็นสตรีใจแคบมุ่งร้าย นางจึงสำนึกไว้เสมอ ‘จะเอาแต่พอประมาณไม่ให้เสียหน้า และสตรีตรงหน้ามีขาทองคำที่หักไม่ได้ อย่าทุ่มเทให้เสียเวลา’
แล้วฟ่านหนิงก็เริ่มแสดงบทตนเองต่อ ยกพัดแพรในมือขึ้นเคาะเบาๆที่ฝ่ามือ เดินวนเล็กน้อยเอ่ยต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ “เมื่อคุณหนูถังปรารถนาจะช่วยเหลือก็อย่าเพียงแต่กล่าวคำงดงาม ไม่ลองสืบหาความจริงเสียเลย หาตัวผู้ทำผิดได้ก็นำออกมาลงโทษให้ประจักษ์ต่อหน้าแขกเหรื่อทั้งงานเช่นนั้นจะสมควรกว่ามิใช่หรือ?”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา เสียงซุบซิบก็ตามมา ต่อๆ กัน
“ก็จริงของคุณหนูฟ่าน”
“แต่คุณหนูถังเป็นเพียงสตรีจะทำได้อย่างไร”
ดวงตาของฟ่านหนิงสะท้อนแวววาว ‘หน้าที่ของข้ามีเพียงเท่านี้กระตุ้นให้นางเอกแสดงความสามารถ ไม่จำเป็นต้องผลักตัวเองลงหลุม’ โดยหลังจากนี้คนผู้หนึ่งที่ชื่นชอบความวุ่นวายโดยแท้อย่างจ้าวจวิ้นหยางก็ควรก้าวเข้ามาในวงสนทนาเปิดตัวต่อหน้าถังหลันชิงต่อด้วยตัวเองเช่นเดิม และหน้าที่นางก็เป็นอันจบโดยเพียงชั่วอึดใจเสียงของคนที่ฟ่านหนิงรอก็ตามมาจริงๆ
“อืมๆข้าว่าเช่นนี้ก็น่าสนุกดีมิใช่หรือ”จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะพลางกวาดตามองไปรอบงานแล้วค่อยๆ เดินมาก่อนหยุดใกล้กับถังหลันชิง “คุณหนูถังหากเจ้าสืบความจริงก็แสดงให้ประจักษ์เถิด ไยจะช่วยแล้วไม่ช่วยให้ถึงที่สุด”
สิ้นสุดเสียงที่คุ้นเคยของซื่อจื่อหลินฝูโหว ฟ่านหนิงพลันยกพัดที่เตรียมมาขึ้นปิดบังริมฝีปากที่พยายามกลั้นรอยยิ้มดีจริงๆ คล้ายว่าวันนี้จะเป็นไปตามแผน น่าพอใจนักๆ เมื่อจ้าวจวิ้นหยางเดินออกมาแล้วก็น่าจะจบสำหรับนางที่ทำภารกิจเปิดตัวพระรองในสายตาถังหลันชิงใช่หรือไม่
ขณะที่นางกำลังผ่อนคลายลงแล้วก็มีสิ่งไม่คาดฝัน เพราะคำพูดเขายังไม่จบเพียงเท่านั้นจ้าวจวิ้นหยางเอ่ยต่อ “แต่เหมือนว่าแบบนี้ก็มีเพียงคุณหนูถังที่ต้องพิสูจน์อยู่คนเดียวไม่สู้ให้เพิ่มพนันเล็กน้อย ถ้าคุณหนูถังทำได้ คุณหนูฟ่านจะว่าอย่างไรเล่า?” เสียงของเขาดังกังวานทั่วระเบียง ทำเอาผู้คนส่งเสียงฮือฮาหลายคนที่ดูชอบใจเริ่มพยักหน้าหงึกๆ เพราะเห็นด้วยเต็มที่ จะให้คุณหนูใหญ่ฟ่าส่งคำท้าทายคุณหนูถังอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไรคำพูดเมื่อครู่ทำให้ทุกสายตาหันไปจับจ้องฟ่านหนิงทันที
ฟ่านหนิงที่ยกพัดขึ้นมาเมื่อครู่ชะงักค้างไว้จากกลั้นยิ้มเป็นกลั้นเสียงสบถ ในใจสะดุ้งเฮือก ‘คนผู้นี้จะต้องทำอะไรนอกบทเสมอหรือ! แล้วพนันบ้าบออะไร!ครั้งก่อนข้าถูกผลักให้กลายเป็นตัวโง่งมจนหมดหน้าในสังคมอยู่นานกว่าเรื่องจะซาครั้งนี้จะให้ซ้ำรอยอีกได้อย่างไร!’
แล้วเมื่อครู่ข้าก็ลดคำพูดท้าทายลงแล้วนะไม่ได้จะให้ถังหลันชิงถูกลงโทษไปกับบ่าวรับใช้ด้วยเสียหน่อยทำไมจ้าวจวิ้นหยางยังหาเรื่องมาใส่หัวนางได้อีก ฟ่านหนิงกัดฟันแน่นจะชาตินี้หรือชาติก่อนบุรุษคนนี้ก็ทำให้นางขยับตัวลำบาก คำในชาติก่อนยังก้องในหู ‘แต่ถ้าหากคุณหนูถังทำได้ เช่นนั้นคุณหนูฟ่านผู้ออกปากท้าทายก็ต้องรับผิดชอบแทนถูกลงโทษแทนดีหรือไม่?’
ถ้านางหวังจะหักหน้าถังหลันชิง จ้าวจวิ้นหยางก็จะหักหน้ากลับน่าหมั่นไส้นัก! ตอนนั้นฟ่านหนิงไม่กล้ารับความเสี่ยงแต่อยากหักหน้าผู้อื่นไม่กล้ารับคำท้ากลายเป็นอับอายสองเท่า นางกลายเป็นสตรีใจแคบคิดร้ายก็เพราะเหตุการณ์นี้
ครั้งนี้จ้าวจวิ้นหยางต้องการอะไรจากนางอีก ตนอุตส่าห์หาทางลงไว้แล้วเขายังจะดึงนางขึ้นมาเพื่อผลักลงไปอีก!ฟ่านหนิงที่กำลังหาทางออกให้ตัวเองจนขมับกระตุกหันมองจ้าวจวิ้นหยางอย่างแค้นใจ ‘ข้าต้องหาทางชนะคนผู้นี้ให้ได้สักวัน’
แต่ด้านจ้าวจวิ้นหยางที่หันมามองกลับทำสีหน้าสบายๆไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ว่าอย่างไรล่ะ คุณหนูใหญ่ฟ่าน”
ฟ่านหนิงสูดหายใจลึกเผลอขมวดคิ้วแน่นแต่ก็คลายออกอย่างรวดเร็วก่อนจะลดพัดในมือลง แสร้งทำสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนบาง ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มอย่างมั่นใจแม้ในใจอยากกรีดร้องเต็มที “แต่เรื่องนี้ไม่สมควรเอามาพนันขันต่อไม่ใช่หรือข้าเพียงเสนอ ถ้าคุณหนูถังอยากช่วยทั้งเหม่าอี้และบ่าวผู้นั้นก็ควรทำถ้าคุณหนูถังทำไม่ได้ก็ให้ผู้อื่นมาสืบสวนแทนเท่านั้น”
“อ้อ...เช่นนั้นข้าเริ่มก่อนเองเพราะข้าว่าคุณหนูถังทำได้ หรือว่าที่คุณหนูใหญ่ฟ่านก้าวออกมาก็เพราะมั่นใจในตัวคุณหนูถังเช่นกัน?” เสียงเรียบๆ เอ่ยถ้อยคำอย่างไร้กังวลแต่คำถามนี้ฟ่านหนิงจะตอบกลับอย่างไรก็ไม่ได้สักทาง ทั้งที่รู้ว่าถังหลันชิงทำได้แต่ถ้านางตอบว่า ‘ใช่แล้ว เพราะข้ามั่นใจว่าคุณหนูถังทำได้’ ก็จะสูญเสียภาพลักษณ์นางร้ายแน่ๆ มีที่ไหนนางร้ายเข้าข้างนางเอกแต่ถ้าตอบว่า ‘ไม่มีทาง คุณหนูถังไม่มีทางทำได้’ ก็จะถูกตราหน้าแทน...ถ้าคิดว่าถังหลันชิงทำไม่ได้ทำไมยังให้อีกฝ่ายทำสตรีคนนี้ร้ายกาจนัก นางได้อับอายไม่ต่างจากชาติก่อนแน่ๆ
เพราะฉะนั้นนางต้องแถไปทางสายกลาง! “ข้าเพียงแนะนำคุณหนูถังเท่านั้นเหตุใดซื่อจื่อถึงต้องเห็นเป็นการพนันแข่งขันนักเล่า? เรื่องนี้เป็นความตายของเหม่าอี้สัตว์เลี้ยงที่คุณหนูสามเซียวรักมากนะเจ้าคะ” นางบิดให้เรื่องการพนันกลายเป็นเรื่องไม่ควรจะมาทำเรื่องเช่นนี้ขณะที่มีคนกำลังเศร้าเสียใจได้อย่างไร
ขณะที่ผู้ชม เหล่าคุณหนูคุณชายเริ่มพยักหน้าเห็นด้วยจ้าวจวิ้นหยางกลับยืนกอดอก มองภาพตรงหน้าราวกับชมการละเล่นที่น่าตื่นตาเช่นเดิมไม่ยี่หระสักนิดพลางเอ่ยที่ใครจะว่าเขานำเรื่องเช่นนี้มาพนันได้อย่างไร “ก็เพราะเช่นนั้นจึงจะสนุกหน่อยไม่ใช่หรือ หาไม่แล้ว งานเลี้ยงคืนนี้คงจืดชืดเกินไป”
พอคำพูดนี้หลุดออกมากลับไม่มีใครต่อต้านและตักเตือนได้เป็นที่รู้กันดีว่าซื่อจื่อมีแนวคิดที่ต่างจากผู้อื่นและไม่เกรงใจใคร ทำอะไรตามใจถ้าเป็นลูกขุนนางทั่วไปอาจจะมีใครกล้าสั่งสอนไปนานแล้วแต่เพราะเขาเป็นซื่อจื่อหลินฝูโหว เป็นหลานแท้ๆ ของฮ่องเต้ซึ่งใครจะกล้าถึงต่อให้ไม่มีตำแหน่งใหญ่ จ้าวจวิ้นหยางที่เป็นบุคคลที่ไม่ใช่เพียงเก่งตำรายังมีวิธีดัดหลังคนที่กล้าลองดีได้ร้อยพันวิธีเจ็บๆ คันๆ
ขณะที่คนอื่นกลืนน้ำลายอึกเพราะไม่ใช่การปะทะของฟ่านหนิงกับถังหลันชิงอีกแล้ว แต่เป็นฟ่านหนิงกับจ้าวจวิ้นหยางเสียมากกว่าทำให้พากันส่ายหน้าให้คุณหนูใหญ่ฟ่านอย่างสงสารที่ต้องรับมือกับคนผู้นั้น
ส่วนฟ่านหนิงนั้นที่เหลือบมองจ้าวจวิ้นหยางในใจสบถไม่หยุด ‘พนันบ้าๆ นี้ ข้าถึงได้กลายเป็นตัวตลก ตอนนี้ขนาดยกความทุกข์ผู้อื่นและความตายของหนึ่งชีวิตมาก็ยังไม่เลิก! เกินเยียวยาแล้ว!’แม้ใจจะก่นด่าขนาดไหนทว่าบนใบหน้ากลับยังประดับรอยยิ้มงดงามราวดอกโบตั๋นที่เบ่งบาน
จ้าวจวิ้นหยางก็ไม่น้อยหน้ากันยังคงมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ติดมุมปากดวงตาคมส่องประกายราวกับหมาป่าที่ได้กลิ่นเหยื่อ “ถ้าคุณหนูใหญ่ฟ่านไม่กล้าพออย่างไรถือเสียว่าพนันกับข้าผู้เดียวก็ได้”เสียงของเขาราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทำเอาผู้ชมรอบด้านหูผึ่งขึ้นมาทันที
ฟ่านหนิงถอนหายใจแรงอย่างอดกลั้น ไม่ใช่เพราะต้องยอมรับแต่เพราะรู้ว่าหากปฏิเสธไปอีกก็คงไม่หลุดพ้นจากการตอแยไม่รู้จักจบของเขา “เช่นนั้นถ้าข้ารับพนัน แล้วซื่อจื่อยืนยันว่าคุณหนูถังทำได้ข้าก็ต้องว่าคุณหนูถังทำไม่ได้น่ะสิ...”
คำตอบนั้นเหมือนเป็นการรับคำท้าทางอ้อมจ้าวจวิ้นหยางพยักหน้าช้าๆ พลางยิ้มมุมปาก “ย่อมเป็นเช่นนั้นถ้าอยู่ฝั่งเดียวกันก็ไม่สนุกเอานะ...”ปลายเสียงของเขาแผ่วอย่างยียวนฟ่านหนิงแทบกัดฟันกรอด คนผู้นี้ช่างสรรหาวิธีไม่ยอมให้นางทำภารกิจให้สำเร็จได้ง่ายๆ
ที่เคยว่าเขามีดวงชะตาไม่สมพงศ์กับนางล้วนเป็นความจริง แต่ไม่แน่บางที..นี่คือวิธีที่เขากำลังทำเพื่อเอาใจถังหลันชิงอยู่กันแน่นะ?
กระโดดออกมาปกป้องไม่พอ ต้องสร้างความลำบากให้นางร้ายด้วยเพราะถ้าปล่อยให้เรื่องนี้จบง่ายๆ เดี๋ยวนางเอกก็ไม่ซาบซึ้งใจในความสามารถของเขานางจำต้องสงเคราะห์ให้เขาหรือ ให้นางเอกได้เห็นความโดดเด่นของเขาเต็มที่ สมคำว่า ‘เปิดตัว’ จนเข้าตาให้สมใจ
ด้วยเหตุนี้ฟ่านหนิงจึงทำทีเป็นจำใจยอมสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความไม่อยากแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ “ได้ข้ายอมพนันกับซื่อจื่อ เช่นนี้ก็พอใจแล้วใช่หรือไม่ จะได้จบๆ เสียทีเจ้าค่ะ”
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาเปี่ยมเสน่ห์พยักหน้าอย่างพออกพอใจ “ไม่คิดเลยว่าคุณหนูฟ่านนอกจากจะยอมพนันแล้วยังยอมรับโดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าจะพนันสิ่งใด”
“อะ...” ฟ่านหนิงถึงกับเบิกตากว้าง จริงสิ! นางลืมถามเรื่องนั้นไปเสียสนิท! แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากซักถามเสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่งก็ดังเข้ามาใกล้กับฝูงชนที่ยืนอออยู่พ่อบ้านของจวนสกุลเซียวก้าวมาพร้อมสีหน้าเหนื่อยใจ “คุณหนูทั้งหลายคุณชายทั้งหลาย นายท่านให้มาเชิญขอรับ เหตุใดทุกท่านยังไม่เข้ามาในโถงรับรอง?”
สายตาทุกคู่หันไปยังผู้มาใหม่ทำให้น้ำหนักความกดดันจากเรื่องพนันเบาบางลงเพราะมีเรื่องใหม่มาดึงความสนใจ
ขณะที่คุณหนูสามเซียวที่เมื่อครู่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตาบวมแดงเวลานี้กลับสงบลงแล้ว เมื่อเห็นพ่อบ้านก็รีบเช็ดหางตาแล้วเอ่ยเสียงอ่อนลง “บอกท่านพ่อว่ามีเหตุสุดวิสัย รอสักครู่เถิด ข้าจะรีบตามไป”
จากนั้นนางก็หันกลับมาทางถังหลันชิง “แล้วคุณหนูถังจะตกลงช่วยสืบหาสาเหตุการตายของเหม่าอี้ให้ข้าหรือไม่?”
ทุกสายตาหันอย่างพร้อมเพรียงจับจ้องไปยังถังหลันชิงราวกับเวลาหยุดหมุนความคาดหวังสะท้อนในดวงตาแต่ละคน เป็นการเฝ้ารอคำตัดสินสำคัญ
ถังหลันชิงที่ใบหน้ายังคงนิ่งสุขุม พยักหน้าตอบเบาๆ “ข้าตกลง”
ทันใดนั้นเสียงพ่นลมดัง “เฮ่อ..” ก็ดังขึ้นจากทั่วทุกทิศเหมือนคนทั้งระเบียงต่างโล่งใจไปตามกัน บรรยากาศที่เคร่งเครียดเมื่อครู่กลายเป็นความครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้งหลายคนกระซิบกระซาบอย่างตื่นเต้นว่าเรื่องสนุกยังดำเนินต่อไป
คุณหนูสามเซียวจึงค้อมศีรษะเล็กน้อยพลางหันไปกล่าวกับแขกที่ยังไม่ยอมขยับไปไหน “เวลานี้ในโถงเริ่มงานแล้วทุกท่านโปรดตามพ่อบ้านไปเถิด”
แต่บรรดาคุณชายคุณหนูที่กำลังมีอารมณ์ความอยากรู้อย่างเห็นต่างร้องโต้แทบจะพร้อมกัน “ไม่เป็นไรๆ มาถึงขนาดนี้แล้วช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร!”
ฟ่านหนิงยกคิ้วสูง เบ้ปากน้อยๆ ‘ก็พวกสอดรู้สอดเห็นทั้งนั้นแหละ’ นางปรายตามองไปรอบๆ เหล่าผู้ชมที่ยังคงเบียดเสียดอยู่รอบระเบียงมองผ่านใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนสายตานางก็สะดุดที่หานอี้เหอเขากำลังมองถังหลันชิงด้วยสายตาแน่วแน่ แววตาเปี่ยมไปด้วยการรอคอยอย่างไม่ปิดบังเห็นได้ชัดว่าต้องการชมฝีมือของหญิงสาวผู้นี้เช่นกัน
จากนั้นจึงเหลือบตามองเลยผ่านไปทีละคน จนมาหยุดที่หวงซูหรงที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ข้างกันนางถึงกับชะงักงัน ทำไมใบหน้าของหวงซูหรงแดงซ่านผิดปกติราวกับกำลังเขินอายต่อสิ่งใดอยู่ ดวงตาเลี่ยงไม่สบสายตาใครทั้งนั้นโดยมีจงป๋อซานห่างออกมาเพียงไม่ถึงสองก้าว
ฟ่านหนิงพลันคิดได้ 'อย่าบอกนะว่า... ตอนที่ข้าทะเลาะต่อปากต่อคำกันอยู่ทางนี้เจ้านั่นจงป๋อซานใช้เวลาที่คนสนใจพวกนางเริ่มรุกใส่หวงซูหรงแล้ว!' ฟ่านหนิงคิดพลางกะพริบตาปริบๆในใจทั้งงงงวยทั้งอดหัวร่อไม่ได้ จงป๋อซาน เจ้านี่มันไม่ทิ้งลายจริงๆ
จงป๋อซานที่ใบหน้าของเขายังนิ่งสงบยืนห่างจากหวงซูหรงไม่ไกลแต่ดวงตากลับฉายแววพอใจบางอย่าง ยิ่งทำให้หวงซูหรงหน้าแดงยิ่งขึ้นไปอีก ฟ่านหนิงยกพัดขึ้นมาปิดปากอีกครั้งพลางหัวเราะในลำคอ‘ดูท่าด้ายแดงจะผูกให้ข้าได้สมใจสักเรื่อง’
บรรยากาศบนระเบียงพลันเงียบงันลงทันทีเมื่อถังหลันชิงก้าวเข้าไปใกล้นางหันไปพยักหน้าเบาๆ ให้คุณหนูสามเซียวที่ยังอุ้มร่างสุนัขสีน้ำตาลอ่อนตัวน้อยเอาไว้อยู่
“วางลงที่ม้านั่งเถิด” เสียงถังหลันชิงดังเรียบแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
ม้านั่งไม้เนื้อแข็งที่ตั้งอยู่ริมระเบียงปูด้วยเบาะผ้ารับรองแขกถูกร่างของเหม่าอี้วางลงอย่างแผ่วเบาแสงโคมไฟจากด้านบนส่องกระทบจนเห็นขนสีน้ำตาลอ่อนที่เงางามตอนนี้กลับหม่นเศร้าไร้ชีวิตชีวา
ทุกคนรอบด้านก้าวเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัวความอยากรู้อยากเห็นฉายชัดบนสีหน้าของเหล่าคุณหนูคุณชายขณะที่ฟ่านหนิงที่อยู่ในชุดสีแดงสดกลับถอยไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ด้านข้างอย่างสงบนิ่งมือขาวเนียนยกพัดขึ้นมาเคาะกับฝ่ามือไปพลางๆ แก้เบื่อคล้ายไม่สนใจ
ขณะที่ถังหลันชิงย่อตัวลงข้างร่างสุนัขตัวเล็กก่อนจะใช้มือเรียวงามค่อยๆ ลูบตรวจตามลำตัว เริ่มจากศีรษะ ไล่ลงมาตามลำคอ หน้าอกจนถึงท้องและปลายขา นิ้วเรียวเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลราวกับชำนาญ แม้จะเป็นสุนัขแต่ท่วงท่าของนางกลับงดงามประหนึ่งกำลังดีดพิณ
“ขนยังเรียบลื่นแสดงว่าได้รับการดูแลดีมิได้ขาด”นางเอ่ยเบาๆพลางจับอุ้งเท้าทั้งสี่กลับไปมา ตรวจดูเล็บและฝ่าเท้า “ไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือบาดแผลแต่สีหม่นคล้ำ”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นรอบด้าน แต่ทุกคู่ตาก็ยังจับจ้องไม่ละสายตา
ถังหลันชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อกดเบาๆ บริเวณท้อง “ตรงนี้แข็งเกินไป”นางเอียงคอ ใช้ปลายนิ้วกดช้าๆแล้วก้มลงสูดกลิ่นที่ริมปากสุนัขตัวน้อย ทุกคนที่ยืนดูถึงกับอ้าปากค้างราวกับไม่เคยคิดว่าจะเห็นสตรีสูงศักดิ์กระทำเช่นนี้
“กลิ่นฉุนไปไม่ใช่กลิ่นธรรมชาติของร่างสัตว์ที่ตายทั่วไป” เสียงถังหลันชิงสงบนิ่งเช่นว่าเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วๆไป
แล้วนางก็สั่งให้บ่าวหยิบเข็มเงินเล็กๆ มาให้ จากนั้นจึงค่อยๆแทงลงไปบริเวณท้อง เข็มเงินเพียงแตะก็ปรากฏคราบดำคล้ำติดปลายเข็มขึ้นมาสายตาทุกคู่ตื่นตะลึง คุณหนูสามเซียวที่ยืนอยู่ข้างๆ มือเล็กกำชายเสื้อแน่นจนสั่น
“นี่...นี่หมายความว่าอย่างไร”นางถามเสียงแผ่วแหบ
ถังหลันชิงไม่ตอบในทันทีแต่ใช้ผ้าเช็ดปลายเข็มออกแล้วทดลองที่อีกจุด ครั้งนี้คราบดำก็ยังปรากฏอีกครั้งนางจึงค่อยๆ วางเข็มลง แล้วกลับไปสำรวจร่างของสุนัขอีกครั้งปลายนิ้วสัมผัสไปทั่วตัวร่างเย็นชืดคล้ายว่ากำลังหาอะไรสักอย่างพักใหญ่จึงลดมือลงแล้วหันกลับไปยังผู้คนรอบด้านที่เฝ้ารอแทบกลั้นลมหายใจแล้วเสียงของถังหลันชิงก็ดังขึ้นชัดถ้อยชัดคำ “พบสาเหตุแล้ว”
ทันทีที่เอ่ยจบเสียงฮือฮาก็ระเบิดออกมาราวกับเก็บกลั้นไว้ไม่อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น
ถังหลันชิงยืนขึ้นเต็มความสูง ใบหน้าอ่อนหวานงดงามเรียบสงบแต่แววตากลับฉายชัดถึงความมั่นใจ “เหม่าอี้มิได้ตายเพราะถูกทุบตีหรือโรคภัยหากแต่เสียชีวิตเพราะ...”
พร้อมกันนั้นฟ่านหนิงที่นั่งอยู่ไกลๆ แอบเหลือบสายตา มองเห็นท่าทางของถังหลันชิงที่สงบนิ่งราวกับรู้คำตอบอยู่แล้วนางเอียงหน้าพิงพนักเก้าอี้ไม่สนใจนักเอ่ยพึมพำคนเดียวพร้อมกับถังหลันชิงที่กำลังบอกคำตอบให้ทุกคนรับรู้ว่า...เพราะพิษ