กลิ่นหอมหวนพัดโชยต้องปลายจมูก นั่นเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้
สวีหยางอี้สูดจมูกเบาๆ แต่ก็แยกไม่ออกว่าเป็นกลิ่นหอมของอะไร มันเป็นกลิ่นหอมสดชื่นที่ยามได้สูดดมก็รู้สึกเหมือนหูตาและจิตใจผ่องแผ้วขึ้นมาในทันใด
ร่างกายเขาแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ที่กำลังล่องลอยอยู่ความรู้สึกเย็นสดชื่นและเปียกชุ่มอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ทั่วร่าง
มันคือน้ำนั่นเอง
ท่อนบนเปลือยเปล่าเกิดความรู้สึกจั๊กจี้แทะเล็ม โดยเฉพาะบริเวณบาดแผลที่รู้สึกเหมือนกับมีบางอย่างกำลังดูดตอดอยู่ไม่หยุดซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเป็นปลา
เปลือกตายกขึ้นเล็กน้อย ร่างกายพลันปราศจากความเจ็บปวดอย่างน่าเหลือเชื่อ
เขาลืมตามองท้องฟ้า ความรู้สึกหดหู่โจนจับขึ้นกลางใจทันที
พิธีจบการศึกษาครั้งนี้ เกิดเรื่องต่างๆ ขึ้นมากมาย... สุดท้าย จากบรรดาคนที่อยู่ที่นั่นเหลือเขาแค่เพียงคนเดียว
ไม่สิ... ยังมีฉู่เจาหนานอีกคน...
เมื่อไล่นึกถึงตรงนี้ เขาก็พบว่า กระสุนที่ค้างอยู่บริเวณอกได้หายไปแล้วและเมื่อเขาลองโคจรพลังจิตเพื่อดูดซับพลังปราณก็พบว่า...
ที่แห่งนี้ไม่มีพลังปราณแม้แต่น้อย!
บนท้องฟ้าไม่มีนก ไร้ซึ่งเมฆ มีเพียงท้องฟ้าสีครามและเมื่อเขากวาดสายตามองรอบๆ ก็ตกใจขึ้นมาทันที
เขาในตอนนี้ กำลังนอนแช่อยู่ในบึงบัวขนาดใหญ่!
ใหญ่เสียจนมองไม่เห็นขอบตลิ่ง กว้างสุดลูกลูกตาเป็นบึงบัวเขียวมรกตและใสสะอาด แต่ก็ลึกจนไม่เห็นก้นบ่อ
ก้านดอกบัวชูช่อขึ้นเหนือน้ำ มันส่ายโอนเอนตามแรงลมสีชมพูขาวเป็นแถบจรดขอบฟ้า บนผิวน้ำเต็มไปด้วยใบบัวที่มีหยดน้ำใสกลิ้งอยู่จนกลายเป็นพื้นใบบัวที่เรียงทับกันเป็นผืนผ้าใบสีเขียวอย่างไร้ที่สิ้นสุดภาพเบื้องหน้าของเขาสะท้อนความงามอันน่าพิศวงของบึงบัวที่ปรากฏในบทกลอนโบราณออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ฉู่เจาหนานที่เขาลากมาด้วยหายตัวไปอย่างไม่เหลือแม้แต่เงาท่ามกลางบึงบัวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแห่งนี้ ไร้ซึ่งเสียงกบเสียงนกราวกับเป็นสถานที่ที่ถูกโลกทั้งใบทอดทิ้ง
ที่แห่งนี้มีเขาเพียงคนเดียว
ไม่เพียงเท่านี้ วินาทีต่อมา มือเขาก็พยายามควานหาอะไรบางอย่างพลันดวงตานิ่งค้างลง
กล่องหยกหายไปแล้ว!
คัมภีร์วิชาเวทที่จะช่วยให้เขาบรรลุขั้นจินตัน ซ้ำยังแลกมาด้วยชีวิต...บัดนี้หายไปจากมือเขาแล้ว!
เขาไม่ฉุกคิดแม้แต่น้อย ครั้นแล้วก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดและดำดิ่งลงไปในน้ำทันที
จะทำหายไม่ได้!
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเขา ฉะนั้นจะทำหายในที่แห่งนี้ไม่ได้!
ผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยต่างไขว่คว้าอยากได้มา และยังมีผู้ฝึกตนอีกตั้งเท่าไรในรอบแย่งชิงตัวผู้ชนะที่เสนอทรัพย์สมบัติมหาศาลเพียงเพื่อต้องการจะได้คัมภีร์วิชาเวทเล่มนี้มา
แม้ตัวเขาเองจะปฏิเสธการเป็นศิษย์ของฝู่หยุนเจินเหรินแต่ถึงกระนั้นสิ่งนี้ก็เป็นของเขา และเป็นหนึ่งในตัวแปรที่จะกำหนดชีวิตเขาหลังจากนี้จะปล่อยให้หายไปแบบนี้ได้อย่างไร!
ขณะดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ ใจเขาก็ยิ่งจมดิ่งไปตามๆ กัน
เพราะราวกับบึงนี้ลึกเสียจนไม่มีที่สิ้นสุด...
บึงบัวแห่งนี้เหมือนถ้ำน้ำลึกใต้สมุทรก็ไม่ปาน เขาพยายามกลั้นหายใจอย่างเต็มที่จนเส้นเอ็นเริ่มเกร็งขึ้นตามลำคอแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังมองไม่เห็นก้นบึงสักที
ผิวน้ำของบึงบัวเขียวมรกตกระเพื่อมตามแรงลม เมื่อมองลงไปนอกจากสีเขียวและสีเขียวแล้ว ก็ไร้ซึ่งร่องรอยของก้นบึงแม้แต่น้อย
“ให้ตายเถอะ!” สวีหยางอี้โผล่หัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำพักหายใจประมาณสิบวินาที เขากัดฟันอย่างเจ็บใจก่อนจะแหวกว่ายไปยังกอบัวใกล้ๆ
ตอนนี้ความเจ็บปวดเริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้งแต่ว่าความเจ็บปวดทางร่างกายนี้ไม่อาจเทียบเท่าความเจ็บปวดทางใจได้แม้แต่น้อย
เขาไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน พยายามทบทวนความจำของตัวเองแล้วแต่ก็ไม่มีที่แห่งนี้ผุดขึ้นมาในความทรงจำแม้แต่น้อยบึงบัวที่กว้างใหญ่เหมือนดั่งมหาสมุทรนี้เป็นบึงน้ำจืดอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ว่ามีทะเลสาบที่ไหนบ้างที่มีบึงบัวกว้างใหญ่ขนาดนี้
ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆ เขาทอดสายตาไกลออกไปก็มองไม่เห็นภูเขาสักลูก ไร้ซึ่งผืนแผ่นดินจะบอกว่าที่นี่เป็นมหาสมุทรดอกบัวก็ยังได้
ในประเทศที่เขาอยู่คงไม่มีบึงบัวขนาดใหญ่แบบนี้เป็นแน่
เขาต้องการหาฝั่ง
หาฝั่งเจอก็เท่ากับมีคนอยู่ มีคนอยู่ เขาก็จะได้รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนและที่สำคัญกว่านั้นก็คือ...
เขาสามารถดำลงก้นบึงไปตามพื้นได้
ต่อให้ต้องพลิกบึงบัวแห่งนี้เขาก็จะต้องหาคัมภีร์พลิกชีวิตของเขาเล่มนี้ให้เจอให้ได้!
ในชีวิตผู้ฝึกตนสามารถมีคัมภีร์วิชาเวทได้แค่เล่มเดียวเท่านั้นและประสิทธิภาพของวิชาเวทนี้จะเป็นตัวตัดสินความก้าวไกลของผู้ฝึกตนคนนั้นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ฝึกตนคนนั้นจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนไปฝึกวิชาเวทสายอื่นแต่ว่าการเปลี่ยนสายฝึกวิชาเวทกลางคัน ไม่เพียงแต่ต้องปรับสภาพร่างกายใหม่แล้วยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายมหาศาล นอกจากนั้นยังต้องพักฟื้นร่างกายหลังจากการปรับสภาพไปอีกยี่สิบปี
อย่าพูดถึงผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่เลยลำพังผู้ฝึกตนขั้นจู้จีก็ทนไม่ไหวถึงยี่สิบปี!
เขาว่ายมายังกอบัวกอหนึ่ง และพบว่าดอกบัวกอนี้มีดอกที่ใหญ่เป็นพิเศษกลีบดอกน่าจะใหญ่ประมาณหนึ่งเมตรเห็นจะได้ ส่วนใบของมันก็ใหญ่เกือบสองเมตรบางใบก็ใหญ่ถึงสามสี่เมตร
หลังจากหยุดพักอยู่ตรงกอดอกบัวนี้สักพัก เขาก็มุดน้ำลงไปอีกครั้ง
เป็นเหมือนเมื่อกี้ไม่มีผิด เบื้องล่างยังคงมีแต่ใต้น้ำสีเขียวอันไร้ที่สิ้นสุดและมีรากบัวเต็มไปหมด
แต่ว่าในตอนนี้เอง ไม่รู้ว่าเขาตาฝาดไปหรืออย่างไรเขาเหมือนเห็นแรงสั่นกระเพื่อมมาจากน้ำ
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วอยู่ๆเขาก็นึกสงสัยว่าตัวเองลงมาใกล้จะถึงก้นบึงแล้วเหรอ!
แต่เมื่อเพ่งสายตามองอย่างละเอียด หัวใจเขาก็สั่นระรัวไม่เป็นจังหวะเขารีบกลั้นลมหายใจทันที เพื่อไม่ให้เกิดฟองอากาศจากนั้นก็ว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างระวังตัวที่สุด
เขาโผล่หน้าขึ้นมาเหนือผิวน้ำเหมือนกบเกิดเป็นวงกระเพื่อมเหนือผิวน้ำนิดหน่อย จากนั้นก็ว่ายมาที่ใบบัวใกล้ๆก่อนกระโดดขึ้นไปใช้หูแนบใบบัว คอยฟังทุกการเคลื่อนไหวใต้ผิวน้ำ
นั่นไม่ใช่ก้นบึง
บึงบัวกว้างใหญ่ราวกับมหาสมุทรแห่งนี้มีบางอย่างอยู่...
เพราะเมื่อครู่... เขามองเห็นมันอย่างชัดเจน เงาสีเขียวเลื่อมนั้นคือ...
เกล็ดปลา!
เกล็ดปลายาวไร้ที่สิ้นสุด เป็นปลาสีเขียวเลื่อม เป็นแถบยาวจนไม่รู้ว่าไปจรดที่ตรงไหน!
ลึกใต้เท้าตัวเองลงไปร้อยเมตร มีสิ่งมีชีวิตน่ากลัวราวกับเทพมรณะตัวหนึ่งกำลังจำศีลอยู่ใต้น้ำอย่างเงียบๆ!
ตอนนี้เขาเหมือนอยู่บนหลังของสิ่งมีชีวิตตัวนี้!
“ครืด...” เสียงคลื่นน้ำดังลากยาวมาจากก้นบึงร่วมสิบนาทีเนื่องจากอยู่ลึกมาก ก้านดอกบัวด้านบนจึงไม่พลิ้วไหวแม้แต่น้อย ต่อให้มันพลิ้วไหวก็อาจจะมาจากแรงลม คงไม่มีใครทันสังเกตว่าสาเหตุมาจากแรงสั่นสะเทือนใต้น้ำหรอก!
สวีหยางอี้เขย่งตัวขึ้นบนใบบัวก่อนจะยืนขึ้น แม้บึงบัวแห่งนี้จะสวยงามแต่ก็อาจมีอันตรายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสถึงจิตสังหารขึ้นวูบหนึ่ง
ปีศาจงั้นเหรอ? เขากระโดดจากใบบัวหนึ่งไปยังอีกใบหนึ่งราวกับเท้าติดสปริงนี่เป็นสัมผัสของปีศาจขั้นจู้จี จากสัมผัสเมื่อครู่... ขนาดของมันน่าจะอยู่ประมาณหนึ่งร้อยเมตร
หรือไม่ก็หนึ่งพันเมตรก็เป็นไปได้!
เขาพยายามสะกดความตระหนกพลางกระโดดไปยังใบบัวแต่ละใบอย่างเบาเท้าในเวลาแบบนี้ ความใจร้อนใช้ไม่ได้ผล มีน้ำ มีปลา เขาไม่มีทางอดตายแน่นอนถึงแม้จะไม่มีพลังปราณ แต่ก็ยังมีมือมีเท้า ในระหว่างนี้ขอแค่ตัวเองระมัดระวังตัวดีๆ ก็คงไม่มีอันตรายใดๆ
ไม่รู้ว่าผ่านมานานแค่ไหน รอบๆ ยังคงเป็นทิวทัศน์ของใบบัวไร้ที่สิ้นสุดแต่เขาพบว่าขณะที่ตัวเองอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เขาไม่รู้สึกหิวและเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย!
“น่าจะผ่านมาแล้วแปดชั่วโมง...” เขานั่งลงบนใบบัวพลางนึกสงสัยขึ้นในใจ
มีที่แห่งนี้อยู่บนโลกจริงๆ เหรอ?
แปดชั่วโมงผ่านไปแล้ว ท้องฟ้ายังคงไม่เปลี่ยนสี ตัวเองไม่รู้สึกเหนื่อยไม่รู้สึกหิว ความรู้สึกแบบนี้เหมือนเป็นร่างพลังจิต ไม่ใช่ร่างกายหยาบของตัวเอง
“หลุดเข้ามาในมิติมายางั้นเหรอ?”
ก็อาจเป็นไปได้เพราะเขาเคยได้ยินมาว่าค่ายกลอาคมที่พลังกล้าแกร่งทำให้เขาไม่รู้สึกตัว
แต่... เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่นั่นล่ะ?
เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นปีศาจหรือไม่ ถ้าหากว่าใช่แล้วตบะของมันอยู่ในขั้นไหน
อาจารย์เคยบอกว่า ต่อให้ค่ายกลอาคมจะมีพลังแกร่งกล้าแค่ไหนมันก็ไม่เกินไปกว่าระดับพลังของตัวเองไม่งั้นขั้นจู้จีก็สามารถกักขังขั้นจินตันได้แล้วสิ
เขาไม่กล้าหยั่งสัมผัสพลังปราณของอีกฝ่ายแต่เขากล้ารับประกันว่าจูหงเสวี่ยเทียบไม่ติดอย่างแน่นอน!
ความรู้เย็นวาบโจนจับเข้ากลางใจ อีกประเดี๋ยวก็รู้สึกร้อนวูบดั่งไฟสุม
ที่รู้สึกเย็นวูบวาบเพราะเขารู้สึกว่าโลกนี้ช่างเต็มไปด้วยความลับมากมายที่ตกทอดมาจากหลายพันปีก่อนช่างน่าพิศวงจนน่าตกใจ
ในสถานที่ที่มนุษย์ไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นก้นแม่น้ำหรือใต้แผ่นดิน อาจจะมีดวงตาคู่หนึ่งที่หลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งกำลังจ้องมองมนุษย์ชาติอยู่ก็เป็นได้
ที่รู้สึกร้อนวูบดั่งไฟสุมเพราะเขารู้สึกว่าบนโลกใบนี้ยังมีความลับมากมายที่กำลังรอเขาอยู่!
ขอแค่เขาออกไปได้ เขาก็จะได้ค้นหาความลับพวกนี้เพราะมีสถานที่โบราณที่ได้รับคำสั่ง “ปิดกั้น”จากรัฐบาลหวาซย่ารอให้เขาไปค้นหาเศษซากอารยธรรมการฝึกตนสมัยโบราณอยู่
“ซูด...” เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แววตาสงบนิ่งลง
ความลับทุกอย่างกำลังรอให้เขาออกไปค้นพบอยู่
เขากระโดดต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้ว่าผ่านมานานเพียงใดน่าจะหนึ่งวัน ไม่ก็สามวัน หรือไม่ก็หนึ่งเดือน...
และแล้วเขาก็กระโดดมาถึงดอกบัวดอกหนึ่งซึ่งเป็นดอกที่แตกต่างกว่าทุกดอกในบึงแห่งนี้
ดอกบัวขนาดใหญ่ปรากฏสู่สายตา มันมีเส้นผ่าศูนย์กลางราวสิบเมตรได้ไม่มีใบบัวรองรับ ราวกับมันลอยอยู่บนผิวน้ำด้วยตัวมันเอง
แต่ว่า ตรงกลางเกสรดอกบัวดอกนี้มีศาลาเก่าๆ อยู่หลังหนึ่ง!
สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปทันที
ทุกๆ การกระทำเป็นไปอย่างระแวดระวังเพราะเขายังไม่ลืมว่าก้นบึงยังมีสิ่งมีชีวิตที่ราวกับเทพมรณะกำลังนอนจำศีลอยู่เขาไม่อยากทำให้มันตื่น
“นี่มัน...” เมื่อเขากระโดดเข้ามาในศาลา ดวงตาเขาก็เป็นประกายขึ้นทันทีเพราะว่า... ในนี้มีกล่องหยกวางอยู่
มันเป็นกล่องหยกที่ดูคุ้นตายิ่งนัก ใช่แล้ว!มันคือกล่องหยกที่บรรจุคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตร!
“เฮ้อ...” ในที่สุดก้อนหินหนาทึบที่ติดอยู่ในทรวงอกก็หายไปสักที
เขายื่นมือออกหมายจะคว้ามันมา แต่ทันใดนั้น “ร่างกาย” ของเขาก็กลายเป็นกลุ่มก้อนอณูแสงสีทองคล้ายกับเม็ดทราย คล้ายกับหมอกควันราวกับว่าทั่วทั้งร่างของเขาถูกสร้างขึ้นจากอณูแสงสีทองนวลตาพวกนี้!
วินาทีต่อมาบังเกิดเสียง “ตูม” ดังมาจากกล่องหยกที่อยู่ห่างเพียงแค่คืบ พลันกล่องนั้นก็แตกสลายเป็นผุยผง!
คัมภีร์เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมาท่ามกลางซากกล่องเขารู้ทันทีว่านี่เป็นคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตร คัมภีร์ที่ผู้คนมากมายเฝ้าปรารถนากุญแจสู่วิถีจินตัน
เขายังไม่ทันตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น คัมภีร์เล่มนั้นก็ลอยมาอยู่เหนือศีรษะเขาแล้ว
“พั่บๆๆ...” นาทีนี้ เสียงกางออกของหน้าคัมภีร์ดังลั่นทั่วท้องนภาแสงสีทองส่องสว่างเจิดจ้า หน้าคัมภีร์เรืองแสงสีทองกางออกไปเรื่อยๆอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ไม่รู้ว่ามันเรียงต่อกันยืดยาวแต่ไหน ราวกับยาวตั้งแต่ท้องฟ้าจรดแผ่นดิน!
หน้าคัมภีร์หาใช่วัตถุที่จับต้องได้ไม่ แต่เป็นสิ่งถูกสร้างขึ้นจากอณูปราณและตอนนี้มันกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ
สวีหยางอี้ไม่รู้จะอธิบายภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าอย่างไรหากจะให้เขาใช้คำที่พอจะเห็นภาพได้สักคำ คงเป็นคำว่าศักดิ์สิทธิ์
แสงสีทองที่ประกอบขึ้นเป็นหน้าคัมภีร์ช่างดู “ศักดิ์สิทธิ์”กว่าแสงอื่นใดทั้งปวง จนกระทั่งชวนให้คนที่มองเห็นมันรู้สึกไร้พลัง
นาทีนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่คนธรรมดาที่กำลังแหงนหน้าจ้องมองวิหารสวรรค์
ทันใดนั้น ตัวหนังสือจากหมึกสีดำก็ลอยออกมาจากเล่มคัมภีร์ราวกับมีชีวิตก่อนจะลอยไปรวมกับหน้าคัมภีร์ที่สร้างขึ้นจากอณูแสง จากนั้นแสงสีขาวนวลก็ส่องสว่างแทรกออกจากแสงสีทองราวกับแสงอรุณเบิกฟ้า
ตัวหนังสือพลันปรากฏขึ้นบนแถวแรกของหน้าคัมภีร์
คัมภีร์ลับพรหมเทวสูตร
ตัวหนังสือตัวอื่นๆ ยังคงลอยวนเวียนอยู่ไม่ยอมหยุดเหมือนกับมีมือไร้รูปร่างกำลังกำลังจัดเรียงพวกมันอยู่
สวีหยางอี้มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกายและไม่ได้พูดอะไรขึ้นแม้แต่ประโยคเดียว
“ห้าสิบเก้า... ห้าสิบแปด...” ปากเขากำลังขมุบขมิบนับเลขอยู่ตั้งแต่หกสิบไปจนถึงศูนย์ เขาทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาอย่างอดทน
จนกระทั่งเขานับแบบนี้ได้สี่สิบรอบ เขายืดตัวตรงพลางพูดเสียงขรึม“ที่นี่ไม่ใช่โลกจริงๆ ด้วย!”
“ฉันสงสัยมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ในประเทศของฉันไม่มีทางมีบึงบัวที่ใหญ่ขนาดนี้แน่นอนตอนนี้ฉันนับเวลาได้สี่สิบนาที แต่ก็ไม่มีใครโผล่มาสักคน!” เขานั่งลง“ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทั้งที คงไม่มีทางที่ดาวเทียมของผู้ฝึกตนทั่วโลกจะตรวจสอบไม่เจออย่างแน่นอน!อีกทั้งยังมีผู้ฝึกตนขั้นจินตันเจ็ดคนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นพวกเขาคงมาถึงที่นี่ภายในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงอย่างแน่นอน!”
“แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครโผล่มาแม้แต่คนเดียว” เขาหรี่ตาลง “ไม่เหนื่อยไม่หิว ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ไม่มีทางทำได้ ดังนั้น...”
“ใครเป็นคนพาฉันมาที่นี่?”
“ที่นี่เป็นแดนลี้ลับในตำนานงั้นเหรอ? หรือว่ามีคนกำลังควบคุมดวงวิญญาณฉันอยู่?”
ขณะที่สวีหยางอี้กำลังใช้ความคิดอยู่นั้นหน้าคัมภีร์ที่ถูกสร้างมาจากอณูแสงสีทองก็หยุดเคลื่อนไหวลง
ไม่รู้ว่าคัมภีร์นี้มีทั้งหมดกี่หน้า และไม่รู้ว่ามันทอดตัวไปยาวแค่ไหนแต่มีตัวหนังสือสีทองตัวเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาบนหน้าหนังสือประมาณสิบหน้าแรก
เขาจำได้ว่าเดิมทีบรรทัดแรกเขียนว่าคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรแต่ตอนนี้กลับ... ไม่ใช่แล้ว
มีคำอยู่หนึ่งคำที่ส่องแสงสีทองระยิบระยับปรากฏขึ้นแทนที่คำว่าคัมภีร์พรหมเทวสูตรอย่างสะดุดตา
ราชาโอสถนิรันดร์!