[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 121 กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกว่างเปล่าอย่างไร้เหตุผล เหตุใดเขาถึงมิสนใจนางเลย

    ตอนที่ 121 กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกว่างเปล่าอย่างไร้เหตุผล เหตุใดเขาถึงมิสนใจนางเลย

            “ฉางเกอ ขอคารวะเหล่าผู้อาวุโสและท่านเจ้าตำหนัก”

            หลังสวมอาภรณ์แห่งผู้สืบทอด กู้ฉางเกอก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอดอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            เขาแสดงท่าทีสงบเสงี่ยม คารวะต่อเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายด้วยท่าทางอ่อนน้อมเสียจนหลายคนเผลอคิดว่าตนตาฝาดไป

            บุรุษผู้ที่มักก้าวร้าวและมิอยู่ในกรอบอย่างกู้ฉางเกอ จะมีมารยาทเช่นนี้ได้อย่างไร

            ภาพตรงหน้าช่างน่าเหลือเชื่อจนพวกเขาแทบมิอยากจะเชื่อสายตาตนเอง

            “นับจากวันนี้ไป ฉางเกอจะเป็นผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ของเรา เจ้าย่อมต้องเป็นแบบอย่างอันดีแก่ศิษย์น้องทั้งหลาย มีเจ้าอยู่ ข้าก็วางใจนักสำหรับการเปิดดินแดนเซียนโบราณในครั้งนี้”

            บนแท่นสูง เจ้าตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

            กู้ฉางเกอแย้มยิ้มบางเบา ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางสงบสำรวม “ท่านเจ้าตำหนักโปรดวางใจ ข้าผู้นี้จะมิยอมให้ผู้ใดบังอาจมาก่อเรื่องวุ่นวายบนผืนแผ่นดินของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ได้”

            คำเอ่ยกล่าวอย่างเรียบง่าย ทว่าสะท้อนความน่าเกรงขามและอำนาจที่มิอาจต้านทาน เหล่าผู้อาวุโสรวมถึงเจ้าตำหนักต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องอย่างชื่นชม

            นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาแต่งตั้งกู้ฉางเกอเป็นผู้สืบทอด

            ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้กู้ฉางเกอได้บรรลุถึงระดับจอมราชันขั้นปลายแล้ว ซึ่งยิ่งทำให้พวกเขาอดชื่นชมมิได้ สมแล้วที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์แห่งเซียนผู้เป็นนิรันดร์

            เมื่อเทียบกับพวกเขาเองในวัยเดียวกันแล้ว ตอนนั้นยังคลำหาทางเข้าสู่ระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์กันอยู่เลย

            แม้กระทั่งผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังอดมิได้ที่จะพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน

            เพียงพินิจจากรูปโฉมภายนอกแล้ว กู้ฉางเกอช่างเปี่ยมด้วยความลวงตาโดยแท้ ใบหน้าสงบนิ่งไร้อารมณ์ ดวงตาเจือแววเงียบสงบสง่าผ่าเผย เครื่องหน้านั้นงดงามเฉียบคมประดุจเทพเซียน จนสตรีน้อยใหญ่ยังต้องริษยา

            ต้องยอมรับว่า ด้วยความที่เขามิได้เผยคมกล้าดังเช่นในยามปกติ เมื่อสวมใส่อาภรณ์แห่งผู้สืบทอดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แล้ว กลับยิ่งส่งเสริมให้อาภรณ์นั้นดูเลอค่าประดุจสร้างสรรค์จากแสงดาราทั้งเก้า ผสมผสานกลมกลืนราวกับเป็นสิ่งเดียวกัน

            ทว่า ธรรมชาติอันแท้จริงของกู้ฉางเกอนั้น ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสต่างๆ ย่อมประจักษ์แจ้ง มิอาจหลงกลกับเปลือกภายนอกนั้นได้

            และในมิช้า ท่ามกลางสายตาของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสทั้งปวง

            เจ้าตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็ได้เอ่ยขึ้น พลางเริ่มประทานสมบัติอันล้ำค่าแก่กู้ฉางเกอในฐานะผู้สืบทอดอย่างสมศักดิ์ศรี!

            “จงมอบหอกเทพปีกหงส์ทองคำแก่ผู้สืบทอด”

            เมื่อคำกล่าวของเจ้าตำหนักดังขึ้น ผู้อาวุโสท่านหนึ่งก็เข้ามา พร้อมกับหีบศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ หอกเทพปีกหงส์ทองคำส่องประกายรัศมีสีทองระยิบระยับ เปล่งแสงงดงามราวกับหลอมขึ้นมาจากทองคำอันศักดิ์สิทธิ์หลากหลายชนิด แผ่กลิ่นอายพลังที่น่าครั่นคร้าม

            “นี่คืออาวุธที่ครั้งหนึ่งบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ได้เคยใช้มาก่อน พลังแห่งหอกเทพปีกหงส์ทองคำ ย่อมมิต้องกล่าวถึง เพียงมันตื่นขึ้นมา ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ก็ยากจะเข้าใกล้เจ้าได้”

            “ทว่าก่อนที่เจ้าจะบรรลุถึงขอบเขตเทวะ ยังมิอาจปลุกพลังที่แท้จริงของมันขึ้นมาได้”

            เจ้าตำหนักกล่าวพลางยิ้ม มอบหอกเทพปีกหงส์ทองคำแก่กู้ฉางเกอ

            “ขอบพระคุณท่านเจ้าตำหนัก”

            กู้ฉางเกอรับมาโดยมิปฏิเสธ เมื่อสายตากวาดมองอย่างพินิจ ก็พบว่าของสิ่งนี้ช่างเลิศล้ำอยู่มิน้อย แม้สำหรับเขาแล้วมันอาจไร้ประโยชน์นัก ทว่าความงดงามของมันคล้ายกับปีกหงส์ที่สงบนิ่งอยู่ในฝ่ามือ ก็ทำให้ดูมีคุณค่ามิน้อย

            หลังจากนั้น เจ้าตำหนักก็ได้มอบสมบัติล้ำค่าอีกหลายชิ้นให้แก่เขา เช่น แผนภาพมรรคาแห่งกระบี่หยินหยางอันทรงพลัง และตราผนึกมังกรที่แฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างอันน่าครั่นคร้าม

            พิธีแต่งตั้งได้ดำเนินมาจนถึงช่วงสุดท้าย ในหมู่ศิษย์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นเต็มไปด้วยเสียงสรรเสริญ ในที่นั่งสำหรับแขกผู้มาเยือนมิได้มีเพียงแค่ศิษย์ของสำนักเท่านั้น ทว่ายังมีเหล่าผู้สืบทอดจากมหาอำนาจต่างๆ แห่งยุคมาร่วมเป็นสักขีพยาน

            ดังเช่นเย่หลางเทียน ผู้สืบทอดแห่งตระกูลเย่โบราณ เขานั่งอย่างสงบนิ่ง เส้นผมดั่งเพลิงสว่างวาบ ประกายแสงแห่งเทพอันศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านอยู่รอบกาย ประหนึ่งโอรสแห่งเทพที่มีพลังล้นเหลืออย่างมิอาจประมาทได้

            ข้างกายเขามีสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์สีม่วง นางคือเย่หลิวหลี

            นอกจากนี้ ยังมีผู้สืบทอดจากเผ่าโบราณต่างๆ เช่น ตระกูลปักษาทองศักดิ์สิทธิ์ที่นำโดยเผิงเฟย ผู้สืบทอดแห่งตระกูลอันเก่าแก่ เส้นผมของเขาผู้นั้นเป็นสีทองอร่าม เจิดจ้าราวกับทองคำบริสุทธิ์ กลบรัศมีของทุกคนในที่แห่งนั้นไปสิ้น

            และเทวีชื่อหลิงจากตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ นางเป็นสาวน้อยรูปร่างบอบบาง ใบหน้างดงามไร้ที่ติ ดูราวกับเด็กสาววัยสิบสองหรือสิบสามปี ทว่าแท้จริงแล้ว นางกลับมีอายุพอๆ กับกู้ฉางเกอ

            ในกลุ่มเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็มิขาดแคลนผู้โดดเด่น ดังเช่น หวังอู๋ซวง ผู้สืบทอดจากตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง ซึ่งปรากฏกายอยู่ท่ามกลางหมอกหนา มิอาจมองเห็นใบหน้าอันแท้จริงได้อย่างชัดเจน ทว่าพลังที่แผ่ออกมากลับกดดันจนยากจะทานทนได้

            นอกจากนี้ยังมีผู้สืบทอดจากสำนักอมตะนิรันดร์ เช่น วิหารจักรพรรดิเซียน และผู้สืบทอดจากเขตต้องห้ามสระวิญญาณอมตะ…

            เหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์เหล่านี้ล้วนมาจากดินแดนใกล้เคียงในดินแดนอนันต์สวรรค์ ซึ่งอยู่มิไกลจากที่แห่งนี้นัก พวกเขาเดินทางมาถึงก่อนกำหนด เพื่อเป็นสักขีพยานในพิธีแต่งตั้งผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            แต่ละคนล้วนทรงพลัง ห้าวหาญ มั่นใจในตนเองอย่างล้นเหลือ เปรียบตนดั่งไร้ผู้ต้านทาน ครอบครองความยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในดินแดนของตน ทว่าบัดนี้ เมื่อมวลชนแห่แหนออกมาสู่โลกกว้าง สายน้ำแห่งอัจฉริยะย่อมมุ่งสู่มหาสมุทรเดียวกัน พวกเขาล้วนมุ่งหวังแข่งขันชิงตำแหน่งยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งยุค

            สำหรับกู้ฉางเกอ ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกลนั้น พวกเขาเองก็ใคร่รู้มิน้อย บัดนี้เมื่อได้พบเห็นกับตาตนเอง ก็พลันตระหนักถึงความมิธรรมดาของบุรุษผู้นี้ หากมิกล่าวถึงระดับพลังอันล้ำลึกจนยากจะหยั่งถึงของเขา เพียงแค่เขายืนอยู่ตรงนั้น ก็กลับแผ่รัศมีแห่งการกดดันอย่างน่าสะพรึงกลัว

            นี่คือศัตรูที่ร้ายกาจ อีกทั้งยังมิอาจประมาทได้แม้แต่น้อย!

            ในอีกมิช้า ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ย่อมคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ บรรดาผู้กล้าแห่งยุคจะหลั่งไหลมาเพื่อประชันฝีมือในที่แห่งนี้ มิมีทางหลีกเลี่ยงศึกแห่งเกียรติยศนี้ไปได้

            ณ เบื้องสูงบนแท่นพิธี กู้ฉางเกอรับสมบัติล้ำค่ามามากมาย สีหน้ายังคงระบายยิ้มบางเบา สายตาเหลือบกวาดผ่านเหล่าศิษย์เอกผู้ซึ่งยืนเรียงรายอยู่เบื้องล่าง

            ภายในกลุ่มศิษย์เหล่านั้น จินโจ้วซึ่งเพิ่งออกจากการปิดด่านฝึกบำเพ็ญเพียรก็อยู่ในที่นี้ด้วย รอบกายเขามีเกลียวคลื่นสีทองวนเวียนลอยคว้าง ดูลึกลับน่าพิศวงยิ่งนัก เขาเองเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับจอมราชันได้มินาน ทว่าในยามนี้เขากลับต้องพบว่า ระยะห่างระหว่างตนเองกับกู้ฉางเกอนั้นกลับยิ่งห่างออกไปไกลเกินกว่าเดิม

            ความแค้นที่เขาเคยสาบานว่าจะชดใช้ให้แก่น้องชายนามจินอวี่นั้น ช่างดูห่างไกลเสียเหลือเกิน มิว่าเขาจะดิ้นรนอย่างไร ก็มิมีวันเอื้อมถึงได้

            ขณะนั้นเอง เมื่อสายตาของกู้ฉางเกอพลันเหลือบมองมาทางเขา ใบหน้าของจินโจ้วพลันซีดเผือด ลมหายใจติดขัด เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นบนหน้าผาก รีบเบือนสายตาหลบเลี่ยง มิกล้าประสานสายตากับกู้ฉางเกอแม้เพียงเสี้ยววินาที

            ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของเหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์ที่นั่งอยู่บนที่นั่ง ทั้งหมดต่างมีสีหน้าสลับซับซ้อน ความคิดหลากหลายในใจประหนึ่งพายุที่พัดผ่าน

            จินโจ้ว ในฐานะหนึ่งในผู้ทรงพลังของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ กลับมิกล้าประจันหน้ากับกู้ฉางเกอ ภาพนี้บ่งบอกถึงสิ่งใดได้บ้าง

            การที่ผู้กล้าเช่นเขาสูญเสียแม้กระทั่งจิตใจแห่งการต่อสู้นั้น นับเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง

            เหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์ต่างเข้าใจในความหมายนี้เป็นอย่างดี ทำให้ความหวาดหวั่นในใจก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ต่อให้ยังมิเคยปะทะฝีมือกับกู้ฉางเกอ ทว่าก็รู้แจ้งแก่ใจแล้วว่า บุรุษผู้นี้เป็นดังคำกล่าวลือ มิอาจประมือได้หากยังมิถึงยามจำเป็น

            ภายในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้ กู้ฉางเกอผู้เดียวก็สามารถบดบังทุกสรรพสิ่งได้อย่างแท้จริง!

            จากนั้น กู้ฉางเกอก็กล่าวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย มีผู้ใดอยากขึ้นมาทดสอบฝีมือบ้างหรือไม่"

            ตามกฎของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ในวันที่แต่งตั้งผู้สืบทอด ศิษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิ์กล่าวท้าทาย หากแต่สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว มันก็เป็นเพียงพิธีการที่ต้องทำตามธรรมเนียมเท่านั้น เขามิเชื่อหรอกว่าจะมีผู้ใดใจกล้าบ้าบิ่นมาท้าทายเขาในยามนี้  

            สิ้นคำกล่าวของกู้ฉางเกอ บรรยากาศโดยรอบพลันตกอยู่ในความเงียบงัน ไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ ขานรับ เหล่าศิษย์เอกล้วนปิดปากเงียบสนิท แม้แต่จินโจ้วเองก็ยังมิกล้าเอ่ยคำใด  

            กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ มิได้ใส่ใจอันใดมากนัก  

            ท่ามกลางหมู่ศิษย์เอกนั้น กู้เซียนเอ๋อร์เองก็มาร่วมอยู่ด้วย นางสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีเขียวเข้มที่ห่อหุ้มกายมิดชิดจนดูบอบบางและแสนโดดเดี่ยว ใบหน้าที่งดงามเหนือผู้ใดเผยให้เห็นความเย็นชาไร้ความรู้สึก ดวงตาฉายแววห่างเหินทว่าแฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนง  

            บนบ่าของนางมีวิหคตัวโตสีแดงตัวหนึ่งนอนหลับตาพริ้ม ดูโง่งมและเกียจคร้านอย่างน่าขบขัน

            มิวายที่บรรดาศิษย์หนุ่มหลายคนจะแอบมองกู้เซียนเอ๋อร์ด้วยสายตาแห่งความชื่นชมและหลงใหล ถึงแม้จะรู้ดีว่านางกับกู้ฉางเกอนั้นมีความบาดหมางกันอย่างคลุมเครือ ทว่าก็มิอาจห้ามหัวใจตนเองได้

            เพราะใบหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์นั้นงดงามสมกับคำว่าเซียนในนามของนางอย่างแท้จริง หากมินับรูปร่างที่ยังดูผอมบางราวกับแผ่นไม้ไผ่ตามคำที่กู้ฉางเกอเคยเหน็บแนมเอาไว้ มิฉะนั้นแล้ว จำนวนผู้หลงใหลในตัวนางคงจะทวีคูณมากกว่านี้หลายเท่านัก

            ในยามนี้ นางเพียงจ้องมองตรงไปยังแท่นพิธีด้วยแววตาเยียบเย็น มิยอมสบตากับกู้ฉางเกอแม้แต่น้อย ทว่าหากสังเกตให้ดี นางเองก็ยังคงแอบลอบมองเขาเป็นระยะ 

            นับตั้งแต่วันที่นางพลั้งมือทำร้ายกู้ฉางเกอไปเมื่อครั้งก่อน กู้เซียนเอ๋อร์ก็กลับปลีกวิเวกฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขา และมิได้มาพบเขาอีกเลย  

            นางเองก็มิเคยเอ่ยคำใดกับเขาอีก

            ส่วนกู้ฉางเกอนั้น ก็ย่อมมิมีเวลาว่างมาสนใจนางเช่นกัน

            งานพิธีแต่งตั้งในวันนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ที่กู้เซียนเอ๋อร์ได้พบกับกู้ฉางเกออีกครั้ง

            นางยอมรับว่า แม้กู้ฉางเกอจะน่าชิงชังเพียงใด ทว่าบุคลิกลักษณะภายนอกของเขานั้นกลับดูสง่างามเหนือผู้คน ทั้งยังดึงดูดสายตาของสตรีน้อยใหญ่นับมิถ้วน

            กู้เซียนเอ๋อร์สังเกตเห็นว่าหลายสายตาของเหล่าศิษย์หญิงแทบมิเคยละจากร่างของกู้ฉางเกอเลยแม้แต่น้อย

            กระนั้น นางกลับอดรู้สึกโล่งอกมิได้ ที่เห็นว่าบาดแผลของกู้ฉางเกอนั้นดูเหมือนจะหายดีแล้ว

            เพราะนางรู้ดีถึงพิษสงของกระบี่ดำเล่มนั้น พลังทำลายภายในของมันนั้นทั้งวิปลาสและร้ายกาจนัก ทำให้บาดแผลรักษาตัวได้ยากยิ่ง และยิ่งสำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแกร่งแล้ว ก็ยิ่งเป็นเหมือนกับการทรมานเขาผู้นั้น

            แม้ยามนั้นกู้ฉางเกอจะกล่าวว่า หนึ่งกระบี่นั้นขอชดใช้ให้กับนาง ทว่าในใจของกู้เซียนเอ๋อร์กลับยังคงรู้สึกผิดอยู่ดี

            ยามนั้น นางถูกความโกรธเกรี้ยวเข้าครอบงำจนขาดสติ หากพลาดพลั้งอีกเพียงนิด กู้ฉางเกอคงจะสิ้นชีพอยู่ตรงนั้นแล้ว

            นางมิเข้าใจเลยจริงๆ ว่า เหตุใดกู้ฉางเกอถึงยืนเฉย มิขยับหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย กลับปล่อยให้นางฟาดฟันเข้าใส่เขาตรงๆ เอาได้

            ถึงกระนั้น จะให้นางเอ่ยปากถามเขาเองก็ใช่ว่าจะทำได้ นางรู้สึกเสียหน้าเกินกว่าจะยอมลดศักดิ์ศรีตนเองลง

            ยิ่งเมื่อย้อนคิดถึงความแค้นฝังใจที่ติดตัวมาหลายปี นับตั้งแต่วัยเยาว์ที่กู้ฉางเกอเคยชิงกระดูกมหามรรคาออกจากกายของนาง ความเจ็บปวดนั้นตราตรึงจนเกือบคร่าเอาชีวิต

            แม้กู้ฉางเกอจะถูกนางฟันด้วยกระบี่ดำไปแล้ว ทว่าภาพของกระดูกมหามรรคาที่ถูกเขาช่วงชิงไปเมื่อครานั้น ก็ยังคงแจ่มชัดในใจของนาง 

            ความรู้สึกของกู้เซียนเอ๋อร์ในยามนี้จึงเต็มไปด้วยความซับซ้อนอย่างยิ่ง

            นางยังคงเกลียดชังเขาอยู่ เพราะความแค้นนี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจนางมานานนับสิบปี จะให้ลบเลือนง่ายๆ ได้อย่างไร

            แล้วยังมีความทุกข์ยาก ความคับแค้น และความอัปยศที่ตระกูลของนางต้องเผชิญในช่วงเวลานั้นอีกเล่า ผู้ใดจะชดใช้สิ่งเหล่านี้ให้พวกเขา

            ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทุกวันของนางล้วนผ่านไปในเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่มีต่อกู้ฉางเกอ

            แม้บัดนี้ ความรู้สึกนั้นจะจางลงไปบ้าง ทว่าสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของนางมาโดยตลอดยังคงเป็นความเชื่อมั่นอันแรงกล้า ที่วันหนึ่งนางจะเอาชนะกู้ฉางเกอได้อย่างสมศักดิ์ศรี ชำระความแค้นในอดีต และคืนความเจ็บปวดทั้งหมดให้กับเขา 

            แต่แล้วยามนี้ กู้ฉางเกอกลับเกือบต้องสิ้นชีวิตด้วยคมกระบี่ของนางเอง

            เมื่อย้อนนึกถึงคำกล่าวและการกระทำของเขาในวันนั้น มันกลับทำให้นางรู้สึกสับสนว้าวุ่น เหมือนมีม่านหมอกบดบังความจริงบางอย่าง

            เหตุการณ์เมื่อครั้งอดีตนั้น แท้จริงแล้วยังมีความลับใดที่นางมิเคยล่วงรู้อีกหรือไม่

            เหตุใดกู้ฉางเกอถึงต้องช่วงชิงกระดูกมหามรรคาของนาง แล้วเหตุใดยามนี้เขากลับต้องการให้นางพยายามฝึกบำเพ็ญเพียร เพื่อให้มีพลังมากพอที่จะมาล้างแค้นเขาได้  

            แม้แต่ยามที่นางปะทะกับเขา นางก็มิเคยสัมผัสได้ถึงเจตนาสังหารจากเขาเลย  

            มีเพียงครั้งนั้นที่นางท้าทายเขาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ทว่ากลับถูกเขาปราบลงได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเขาได้เผยแววตาผิดหวังให้กับนาง ครั้งนั้นทำให้นางอดที่จะตั้งคำถามมิได้

            เขาผิดหวังในตัวนางเพราะเหตุใดกัน เป็นเพราะนางยังอ่อนแอเกินไป มิอาจฝึกฝนจนสำเร็จได้กระนั้นหรือ

            ตลอดหลายวันมานี้ ความสงสัยเหล่านั้นคอยตามหลอกหลอนนางมิหยุด

            ทว่าสิ่งที่ทำให้นางอึดอัดใจที่สุดก็คือ นางมิรู้ว่าควรจะเอ่ยถามกู้ฉางเกออย่างไรดี

            เพราะพวกเขานั้นเป็นศัตรูคู่แค้นกันมิใช่หรือ

            ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าบ้ากู้ฉางเกอผู้นั้นยังกล้าประกาศว่า มีเพียงเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์รังแกนาง ทั้งยังกล้าลงมือกับนางมาหลายครั้งหลายคราอีกด้วย

            คำกล่าวและการกระทำเหล่านี้ ล้วนทำให้นางผู้เย่อหยิ่งและโดดเดี่ยวมาโดยตลอดทนรับมิได้อย่างถึงที่สุด

            จะให้ไปเอ่ยถามกู้ฉางเกอด้วยตนเองน่ะหรือ มิมีทาง! นางมิมีวันลดศักดิ์ศรีตนเองลงเช่นนั้นเด็ดขาด!

            “ดูท่าพี่น้องทั้งหลายคงมิคิดจะลงมือแล้ว เช่นนั้นข้าก็ถือว่าทุกท่านยอมถอยให้ข้าก้าวหนึ่งแล้วกัน”

            เสียงของกู้ฉางเกอดังขึ้น ปลุกให้กู้เซียนเอ๋อร์หลุดออกจากภวังค์ความคิด

            ทันใดนั้น หัวใจของนางก็พลันรู้สึกประหม่าขึ้นมาดื้อๆ มือเรียวขาวละเอียดเผลอบีบชายกระโปรงเบาๆ ด้วยความกระสับกระส่าย  

            เพราะในยามนี้ กู้ฉางเกอได้หันมามองมาทางนางแล้ว

            นางยิ่งตื่นเต้นหนักกว่าเดิม นึกว่าเขาคงจะเอ่ยปากกล่าวอันใดกับนางอย่างแน่นอน ทั้งที่ยังมิทันได้คิดหาคำกล่าวมารองรับเรื่องราวในวันนั้นได้เลย

            ทว่าลึกๆ ในใจของกู้เซียนเอ๋อร์ กลับแฝงไว้ซึ่งความรู้สึกบางอย่างที่แปลกประหลาด เป็นความคาดหวังที่นางเองก็มิอยากยอมรับ

            เพราะหากพิจารณาจากพฤติกรรมของกู้ฉางเกอในครั้งก่อนแล้ว หากเขาเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อน ก็น่าจะหมายความว่า… เขาคงมิได้ถือโทษโกรธนางเกี่ยวกับเรื่องในวันนั้นอีกแล้วกระมัง

            นางยอมรับตามตรงว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางรู้สึกมิชินเลยกับการที่มิได้เห็นใบหน้าของเขาที่แสนจะน่ารำคาญนั้น  

            นางยิ่งรู้สึกว่า ความเกลียดชังที่เคยกัดกร่อนหัวใจของนางมาเนิ่นนาน กลับเจือจางลงไปอย่างน่าประหลาด  

            ถูกแล้ว… ความแค้นนั้นคล้ายจะจางหายไปเล็กน้อย ราวกับละลายไปกับกาลเวลา  

            ขณะที่ความคิดในใจยังสับสนวุ่นวาย นางก็เห็นกู้ฉางเกอเดินมุ่งหน้ามาทางนี้ ใบหน้าของเขาประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนสง่างาม จนแทบจะหาข้อบกพร่องมิได้เลย  

            ทว่าวินาทีถัดมา กู้เซียนเอ๋อร์กลับยืนนิ่งงันราวกับถูกสายฟ้าฟาด  

            เพราะสายตาของกู้ฉางเกอ มิได้จับจ้องมาที่นางอย่างที่คาดไว้ เขาเพียงแค่กวาดสายตามองผ่านกลุ่มศิษย์เอก ซึ่งรวมถึงนางไปด้วยเท่านั้น  

            “…”  

            กู้เซียนเอ๋อร์อ้าปากค้างเล็กน้อย พลันยืนนิ่งเหมือนถูกสะกด รู้สึกถึงความว่างเปล่าในใจอย่างกล่าวมิถูก  

            “ถ้าเช่นนั้น ตำแหน่งผู้สืบทอดของข้าในวันนี้ ข้าก็ขอรับไว้อย่างมิเกรงใจ”  

            กู้ฉางเกอกล่าวเสียงเรียบ พร้อมกับรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า ก่อนจะก้าวผ่านไปทางด้านข้างของกู้เซียนเอ๋อร์โดยมิแม้แต่จะหยุดมอง  

            เสียงจากเหล่าศิษย์เอกเบื้องหลังดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงด้วยความนอบน้อม “ยินดีด้วยศิษย์มรรคากู้ฉางเกอ”  

            กู้เซียนเอ๋อร์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม มิขยับเขยื้อนราวกับวิญญาณได้หลุดลอยออกจากร่าง ใจของนางรู้สึกว่างเปล่าอย่างไร้เหตุผล  

            เหตุใด… เหตุใดกู้ฉางเกอถึงมิสนใจนางเลย

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน