ข้าลงทุนกับโชคชะตา และโลกก็ต้องตอบแทนแก่ข้า

    ดวงจิตวิญญาณ

    กลางหุบเขาที่พังทลายจนไม่เหลือรูปร่างเดิม เศษหินขนาดมหึมากระจัดกระจายราวกับถูกเทพเจ้าทำลายอย่างไร้ปรานี ผืนดินแตกร้าวลึกเป็นร่องยาว ไอพลังที่หลงเหลือยังคงสั่นไหวไม่เสถียร ราวกับฟ้าดินบริเวณนี้ยังไม่ยอมรับสิ่งที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น

    บนหน้าผาสูงห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร เงาร่างหลายร่างซ่อนตัวอยู่บนก้อนเมฆ พวกเขาไม่มีใครกล้าเข้าใกล้พื้นที่ศูนย์กลางของหุบเขาแม้แต่ก้าวเดียว

    แรงกดดันเมื่อครู่ยังคงหลอกหลอนอยู่ในจิตใจ

    พลังระดับนั้น… ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บ่มเพาะทั่วไปจะสามารถรับมือได้

    ทันใดนั้นเอง อากาศรอบหุบเขาสั่นสะเทือนอีกครั้ง พลังบางอย่างพุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้าราวกับดาวตก

    “ถอย!”

    ใครบางคนตะโกนขึ้นโดยไม่ต้องคิด ร่างทั้งหมดถอยกรูดออกไปแทบจะในเวลาเดียวกัน

    ตูมมมม—!!!

    เสียงระเบิดดังกึกก้อง ฟ้าดินสั่นสะท้าน ภูเขาทั้งแนวถูกบดขยี้ในพริบตา ไม่ใช่เพียงพังทลาย แต่ถูกลบหายไปอย่างสมบูรณ์ แม้แต่ฝุ่นผงก็ไม่หลงเหลือ ออร่าพลังทั้งหมดที่เคยตกค้างอยู่ก่อนหน้านี้ถูกคลื่นความร้อนบางอย่างกวาดล้างจนเกลี้ยง

    หลักฐานหรือร่องรอยของคนคนนั้นถูกทำลายหายไปทั้งหมดราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่เคยมีใครอยู่มาก่อน

    ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่บนขอบหน้าผา สีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาจ้องมองไปยังความว่างเปล่าที่เหลืออยู่เบื้องหน้า

    “ออร่าของราชานักบุญงั้นเหรอ…”

    เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้

    “ไม่สิ… มันดูเหมือนจะไม่ใช่ราชานักบุญที่พึ่งทะลวงผ่านการบ่มเพาะมาเลย”

    แรงกดดันเมื่อครู่ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ มันหนักแน่น มั่นคง และสมบูรณ์เกินกว่าผู้อาวุโสจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยกที่เขาเคยพบเสียอีก

    “หรือว่า… ร่างกายของเขาจะเหนือกว่าระดับศักดิ์สิทธิ์กัน?”

    คำถามนั้นไร้ซึ่งคนตอบ แต่กลับทำให้แผ่นหลังของเขาเย็นวาบ

    เหตุผลของคนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ พวกเขาไม่ได้มาดูว่าใครทะลวงด่าน… แต่พวกเขามาดูคนที่สวรรค์พยายามจะฆ่า

    แต่ตอนดูเหมือนว่าต้นตอทั้งหมดจะถูกทำลายหายไปแล้วโดยไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ

    ขณะเดียวกัน บนท้องฟ้าที่ห่างออกไปนับหมื่นกิโลเมตร ร่างหนึ่งลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆ

    จางเหวิน

    สายน้ำหมุนวนรอบร่างเขา ก่อนจะก่อตัวกลายเป็นเสื้อผ้าสีฟ้าเข้มแนบลำตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ลมหายใจของเขาสงบนิ่ง ไม่มีออร่ารั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย ราวกับคนธรรมดาที่กำลังเหม่อมองท้องฟ้า

    แต่หากผู้ใดกล้ามองลึกลงไป จะพบว่าแรงกดดันที่แท้จริงถูกกดอัดเอาไว้จนแน่นภายในร่างนั้น

    สายตาของจางเหวินทอดมองแผงข้อมูลตรงหน้าอย่างเยือกเย็น

    [ชื่อ: จางเหวิน]

    [ระดับการบ่มเพาะ: ราชานักบุญ ขั้นที่ 1]

    [ร่างกายพิเศษ: ร่างศักดิ์สิทธิ์สายน้ำบริสุทธิ์ (ระดับศักดิ์สิทธิ์) , โลหิตฟีนิกซ์จักรพรรดิ (ระดับศักดิ์สิทธิ์) ]

    [วิชาบ่มเพาะ: ต้นกำเนิดมหาสมุทร (ระดับศักดิ์สิทธิ์) ]

    [วิชาการต่อสู้: ดูดน้ำ (ระดับนักบุญ) , ร่างแยกวารี (ระดับนักบุญ) , มังกรวารีคำราม (ระดับนักบุญ) , ควบคุมวารี (ระดับนักบุญ) , แปรสภาพวารี (ระดับนักบุญ) , ละอองพิษ (ระดับนักบุญ) , พายุฝน (ระดับนักบุญ) , สัญญาแห่งวารี (ระดับนักบุญ) ]

    [โชค: ขาว]

    รากฐานของเขาแน่นหนาเกินกว่ามาตรฐานของโลกใบนี้ไปหลายเท่า พลังจากโอสถเพลิงฟีนิกซ์จักรพรรดิยังคงซ้อนทับอยู่ในร่าง ไม่เพียงไม่ก่อผลเสีย มันกลับเสริมความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกลืนกินมากเท่าใด โครงสร้างร่างกายก็ยิ่งสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น

    สายตาของเขาเลื่อนลงไปอีกบรรทัดหนึ่ง โลหิตฟีนิกซ์จักรพรรดิ มันเป็นสายเลือดที่เขาได้รับจากการกินโอสถเพลิงฟีนิกซ์จักรพรรดิไปจำนวนมาก โดยโลหิตนี้ทำให้เขามีพลังฟื้นฟูที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกขั้นและเขายังสามารถควบคุมพลังแห่งไฟได้ในระดับเดียวกับที่เขาควบคุมพลังของน้ำแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจที่สุด สายตาของเขาเลื่อนลงมาที่บรรทัดสุดท้าย

    โชค: สีขาว

    จางเหวินหัวเราะในลำคอเบา ๆ

    ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะไม่ค่อยพอใจกับการกระทำของเขาสักเท่าไหร่ โชคของลดลงจากสีแดงมาสู่ระดับสีขาวในทันที

    โชคสีขาวหมายถึงการไม่เกื้อหนุน ไม่ช่วยเหลือ และไม่ปกป้อง ฟ้าดินจะไม่อวยพรอีกต่อไป แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่มันจะตามล่า

    ทว่าเขาไม่ใส่ใจ สำหรับเขา โชคไม่เคยเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพา

    จางเหวินขยับร่าง เตรียมมุ่งหน้าไปหาสถานที่เหมาะสมสำหรับการทะลวงระดับถัดไป รากฐานในตอนนี้แข็งแกร่งพอแล้ว เขาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ไกลกว่านี้ในเวลาไม่นาน ตอนนี้ความแข็งแกร่งคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด ทั้งการหาคำตอบของคำถามบางอย่างและการปกป้องตัวเอง

    ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากแหวนมิติ

    “ท่านพี่…”

    เสียงของจางหลินดังขึ้น

    “ท่านจำแหวนมิติสีดำที่ท่านบอกให้ข้าเก็บติดตัวไว้ตลอดได้ไหม ดูเหมือนว่าภายในนั้นจะมีวิญญาณของผู้ทรงพลังบางคนอยู่ข้างในนั้น”

    ร่างของจางเหวินชะงักเล็กน้อย

    แหวนมิติสีดำ…

    ภาพเลือนรางผุดขึ้นในความคิดของเขา แต่ไม่ว่าพยายามเท่าใด รายละเอียดกลับพร่าเลือนราวกับถูกใครบางคนลบออกไปจากความทรงจำ

    เขาจำได้เพียงอย่างเดียว แหวนวงนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ห้ามหายหรือห้ามถอดออกเด็ดขาด

    มันสำคัญต่อจางหลิน

    และสำคัญต่อตัวเขาเองด้วย

    แต่เขากับนึกถึงมันไม่ออกราวกับมีบางสิ่งที่ถูกปิดผนึกเอาไว้ในอดีต แต่เขามั่นใจคำตอบทั้งหมด… น่าจะซ่อนอยู่ในช่วงความทรงจำที่หายไปของเขา

    จางเหวินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำจริงจัง

    “แล้ว… วิญญาณของใครอยู่ในนั้นกัน”

    อีกด้านหนึ่ง จางหลินกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนจะตอบอย่างจริงจัง

    “มีวิญญาณอยู่สามดวง พวกเขาบอกข้าว่า… พวกเขาเสียชีวิตในโลกใบใหญ่ และมีเพียงเศษดวงวิญญาณที่รอดมาได้ แต่พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่ามาอยู่ในแหวนวงนี้ได้อย่างไร”

    จางเหวินเงียบงันไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางกระแสลมที่ไหลผ่านร่าง เสียงฟ้าดินรอบกายค่อย ๆ จางหาย ราวกับทั้งโลกกำลังรอฟังคำตอบเดียวกันกับเขา

    “แล้วพวกเขาเป็นใครบ้าง? เจ้าได้ถามพวกเขาหรือเปล่า”

    น้ำเสียงของจางเหวินสงบนิ่ง แต่ภายในกลับปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    อีกฟากหนึ่งของแหวนมิติ จางหลินสูดลมหายใจลึกก่อนจะเอ่ยเล่าอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่ยังคงติดตา

    “วิญญาณทั้งสามดวง… บอกว่าพวกเขาเป็นผู้ฝึกตนระดับอมตะในโลกใบใหญ่”

    เพียงประโยคนั้น จิตของจางเหวินก็สั่นสะเทือน ไม่ใช่นักบุญ ไม่ใช่จักรพรรดิ แต่เป็นขั้นที่อยู่เหนือกฎของโลกใบเล็กอย่างสิ้นเชิง

    จางหลินเล่าต่อ

    “ชายคนแรกบอกว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนอิสระ ไม่มีสำนัก ไม่มีฝ่าย ไม่ขึ้นกับผู้ใด”

    “หญิงสาวคนที่สอง… นางบอกว่านางคือผู้นำแห่งศาลาปีศาจ”

    “ส่วนหญิงสาวอีกคนหนึ่ง นางบอกว่านางคือผู้นำแห่งศาลาสวรรค์”

    คำว่า ศาลาปีศาจ และ ศาลาสวรรค์ ทำให้ดวงตาของจางเหวินหรี่ลงโดยไม่รู้ตัว คำไม่กี่คำนี้มันเลื่อนรางอยู่ภายในหัวของเขา แต่เขากับนึกถึงมันไม่ออกเลยแม้แต่น้อย

    “แต่ตอนนี้…”

    เสียงของจางหลินแผ่วลงเล็กน้อย

    “เหลือวิญญาณอยู่เพียงดวงเดียวเท่านั้น ยกเว้นชายที่บอกว่าตนเป็นผู้ฝึกตนอิสระ อีกสองดวง… จากไปแล้ว”

    จางเหวินขมวดคิ้ว

    “จากไป?”

    “ใช่”

    จางหลินพยักหน้า แม้รู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น

    “หลังจากที่ทั้ง 3 คนฟื้นตัวและกำลังคุยกับข้าอยู่ กู่หลานเยว่ก็ปรากฏตัวขึ้นมา ข้าไม่รู้ว่านางโผล่มาจากไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางได้เห็นอะไรไปบาง แต่ดูเหมือนว่านางจะมีความรู้เกี่ยวกับดวงวิญญาณที่อยู่ในแหวนวงนี้เล็กน้อย”

    น้ำเสียงของเขายังคงอยู่ในความมึนงง

    “นางได้พูดเชิญชวนวิญญาณทั้งสามดวงให้ไปอยู่กับนาง โดยนางบอกว่าจะใช้พลังของตระกูลกู่ ช่วยสร้างร่างกายใหม่ให้พวกเขาในอนาคต พร้อมกับช่วยเหลือในการบ่มเพาะรวมถึงทรัพยากรต่างๆ อีกด้วย”

    จางเหวินเงียบสนิท

    คำว่า สร้างกายใหม่ให้วิญญาณระดับอมตะ ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะกล้าพูดออกมาได้ เนื่องจากร่างกายของผู้เป็นอมตะนั้นค่อนข้างพิเศษแต่ถ้าเป็นตระกูลกู่จากโลกใบใหญ่คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

    “วิญญาณจากศาลาปีศาจ… และศาลาสวรรค์ ถูกคำเชิญนั้นดึงดูดไป เนื่องจากพวกนางกำลังขาดพลังและต้องการสร้างร่างกายใหม่ขึ้นมา”

    “ก่อนจะจากไป พวกนางกล่าวขอบคุณข้าอย่างจริงใจ และมอบวิชาการฝึกฝนบางอย่างให้ข้า”

    “แต่ข้าไม่ได้รับไว้”

    “เพราะคำพูดของท่าน”

    น้ำเสียงของจางหลินจริงจังขึ้น

    “ท่านเคยบอกข้าว่า อย่ารับของจากคนแปลกหน้า ต่อให้ของสิ่งนั้นจะดูดีเพียงใดก็ตาม หากเราไม่รู้ที่มาและไม่มีพลังที่จะตรวจสอบมันได้ ก็ไม่ควรรับมา มันอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีหรือแย่กับเราก็ได้ พวกเราไม่รู้ถึงเจตนาของผู้ให้แต่ที่แน่ๆ มันจะเป็นห่วงโซ่แห่งกรรมที่ผูกเราไว้โดยไม่รู้ตัว”

    อีกด้านหนึ่งของแหวน จางเหวินนิ่งงันไปชั่วขณะ

    คำพูดนั้น… เขาจำได้ จางหลินพูดต่อในทันที

    “ดวงวิญญาณจากศาลาปีศาจพยักหน้าเข้าใจ นางบอกว่าข้ารอบคอบดี และเข้าใจเหตุผลของข้า”

    “แต่คนจากศาลาสวรรค์…”

    จางหลินหัวเราะเบา ๆ

    “นางบอกว่าข้าหยิ่งยโส”

    “นางยังบอกอีกว่า ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นคนที่โชคดี แต่โชค… ไม่ใช่ทุกอย่าง”

    คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวเขา

    “หลังจากนั้น พวกนางทั้งสองก็จากไปพร้อมกับกู่หลานเยว่”

    จางหลินเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

    “กู่หลานเยว่ยังหันกลับมาเชิญชวนวิญญาณดวงสุดท้ายอีกครั้ง แต่ชายผู้นั้นปฏิเสธทันที”

    “เขาบอกว่าไม่ต้องการผูกพันกับฝ่ายใด”

    “สุดท้าย กู่หลานเยว่ก็กล่าวลา ก่อนทิ้งคำพูดเอาไว้ว่า…”

    จางหลินเลียนแบบน้ำเสียงของนางอย่างเหมือนจริง

    “หากท่านสนใจ ท่านสามารถติดต่อข้าได้ผ่านศิษย์พี่จางหลิน… ได้ตลอดเวลา”

    จางเหวินพูดขึ้นทันที

    “เจ้าเสียใจหรือเปล่าที่พวกนางจากไปทั้งๆ ดูดซับเอาพลังของเจ้าไปแล้วเจ้ากลับไม่ได้อะไรกลับมาเลย”

    จางหลินเงียบก่อนจะพูดขึ้น

    “ไม่เลย… ตัวข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะรั้งพวกนางเอาไว้ด้วยและข้าก็ไม่มีพลังในการต่อรอง ที่สำคัญตัวข้าก็ไม่มีอะไรดึงดูดพวกนางได้ และพวกนางเองก็คงไม่มาอยากเสี่ยงโชคหรือวางเดิมพันกับตัวข้าหรอก ถ้าเป็นข้าอยู่ในสภาพเดียวกับพวกนางก็คงจะเลือกเส้นทางเดียวกับพวกนางที่มีตระกูลกู่มอบทรัพยากรและให้คำสัญญา”

    “แต่… ข้าไม่รู้สิท่านพี่ในหัวของข้านั้นมันกลับรู้สึกดีที่พวกเขาจากไป มันเหมือนกับว่าข้าทำบางอย่างสำเร็จเลย”