จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 75 ราตรีนิรันดร์กาล (5)

    ตอนที่ 75 ราตรีนิรันดร์กาล (5) “จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยม” สิ้นเสียงของฮวงฟู่ บุรุษผู้นี้มีร่างกายเพียวบาง เขาคือหนึ่งในขุนพลสวรรค์ผู้เกรียงไกร หลังคำกล่าวของเขา สีหน้าของขุนพลสวรรค์ที่เหลือปรากฏอาการฉงนงุนงง พวกมันไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนหากแต่มันกลับให้ความรู้สึกทรงพลังนัก ในขณะเดียวกัน ห้วงความคิดของลาซิเฟียต่างขาวโพลนไปหมด เหตุการณ์เขย่าสั่นขวัญประสาทเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ทว่า เด็กชายล้วนไม่แสดงอากัปกิริยาอันใดออกมา มีเพียงความนิ่งสงบดุจธารา ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เมื่อไม่นานมานี้ นามของจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมได้กึกก้องขจรไกล ฮวงฟู่พึ่งจะได้รับข่าวสารวีรกรรมสะท้านฟ้าของมัน เมื่อได้รับรู้ข่าวสารนั้น มันทำให้ขุนพลสวรรค์เยี่ยงฮวงฟู่ปรากฏอาการสั่นเทา การปรากฏตัวของจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมล้วนไม่มีใครทราบที่มา ราวว่ากับ มันปรากฏขึ้นมาจากความว่าง เพียงวันเดียว สี่ขั้วอำนาจของโลกก็ได้พังทลายลง กอปรไปด้วย ตระกูลราชาแห่งโลกา ตระกูลทายาทเทพบรรพกาล สำนักเทียนสื่อ ตระกูลเทพมังกร "วีรกรรมบันลือของโลกของท่านคือการกวาดล้างตระกูลทายาทเทพบรรพกาลในชั่วข้ามคืน ตระกูลทายาทเทพบรรพกาล ผู้ก่อตั้งมีอยู่ด้วยกันถึงแปดคน บุคคลทั้งแปดต่างได้รับโลหิตหนึ่งหยดจากเทพบรรพกาลที่แตกต่างกัน ด้วยโลหิตเพียงหนึ่งหยด อำนาจพลังของพวกมันกลับมากพอจะปกคลุมทั่วทั้งโลกต้นกำเนิด พวกมันทั้งแปดได้ก่อตั้งตระกูลทายาทเทพบรรพกาลขึ้น เฟ้นหาอัจฉริยะฟ้าประทานจากทั่วโลกเข้าร่วมตระกูล ภายใต้การชี้นำของพวกเขาทั้งแปดคน อัจฉริยะเหล่านั้นได้กลายเป็นขุมกำลังสะท้านโลก ด้วยเหตุนี้เอง ตระกูลทายาทเทพบรรพกาลจึงขึ้นเป็นขั้วอำนาจของโลกในที่สุด ทว่า จู่ๆก็ปรากฏเหตุการณ์ประหลาด ท่ามกลางตระกูลของทายาทเทพบรรพกาล เด็กหนุ่มชุดสีดำขลับได้ปรากฏขึ้นจากความว่าง หลังจากวันนั้น ตระกูลทายาทเทพบรรพกาลก็ได้ล่มสลายไป ไม่อาจแน่ชัดได้ว่ามีผู้รอดชีวิตเหลืออยู่หรือไม่ หากแต่สิ่งที่แน่นอนที่สุด ตระกูลทายาทเทพบรรพกาลได้ล่มสลายไปแล้ว" ท่ามกลางแรงกดดันของเด็กชายชุดสีดำขลับเบื้องหน้า ขุนพลสวรรค์กลับสดับฟังคำพูดของฮวงฟู่อย่างตั้งใจยิ่ง ถึงทวยเทพจะเหยียดหยามโลกเบื้องล่างถึงกระดูกดำ ทว่า สำหรับทายาทเทพบรรพกาลกลับเป็นข้อยกเว้น พวกมันแข็งแกร่งโดยแท้จริง “โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย! โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย!!” ไป๋หงกล่าวตะโกนสุดเสียง บุรุษร่างสมส่วน หนึ่งในขุนพลสวรรค์ผู้เกรียงไกร เขาก้มหัวกราบกรานร้องขอชีวิตอย่างไม่ลังเล ฉูดดดดดด มวลโลหิตกองโตสาดกระจาย ชู่หลิงที่อยู่ข้างกายไป๋หงพลันร่างสะท้าน ขานวลงามถูกโลหิตอาบชโลมท่วม แววตาเบิกโพลงกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด ไป๋หงตกตายในพริบตา ขุนพลสวรรค์คนแล้วคนเล่าต่างร่วงหล่นสู่เส้นทางมรณะ แม้ระยะห่างจากอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้กลับไม่มีขุนพลสวรรค์คนไหนเลยที่สามารถมองตามการโจมตีของมันได้ทัน เหล่าบุรุษที่อยากจะวิ่งหนีสุดชีวิตได้แต่ข่มกลั้น เหล่าสตรีที่อยากจะกรีดร้องออกมาได้แต่ข่มใจ “ข้ารังเกียจนักรบที่ละทิ้งในศักดิ์ศรี” เด็กชายกล่าวคำ คนแล้วคนเล่าที่ตกตายใต้เงื้อมมือของเขา หากแต่ ทุกการสังหารล้วนเกิดขึ้นอย่างเยือกเย็นไร้ปราณี ไม่มีความลังเลในการฆ่าเลยสักนิด แม้กระทั่งใบหน้ายังไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ สิ้นคำกล่าว ขุนพลสวรรค์ยิ่งแข็งเกร็ง ไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงมัน  นิสัย,ความคิด,พลัง ตัวตนแบบนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เหตุใดชะตาฟ้าถึงลิขิตให้มันได้เกิดมา!! “ตอบคำถามข้ามา เมื่อหมื่นปีที่แล้ว ยุคนั้นถูกเรียกว่ายุคอะไร”  เด็กชายเอ่ยถาม ขุนพลสวรรค์ทำสีหน้างุนงงสลับมองหน้ากัน พวกเขาไม่รู้ควรตอบเช่นไร หากตอบคำถามไม่ถูกใจอาจสิ้นลมในทันที ถึงกระนั้น เสียงสายหนึ่งก็ได้ดังขึ้น  “ครั้นหมื่นปีก่อน พวกเราเรียกมันว่ายุคดึกดำบรรพ์ นานยิ่งกว่านั้นคือยุคแรกเริ่มนามว่ายุคบรรพกาล” ฮวงฟู่เอ่ยตอบ เด็กชายชุดสีดำขลับไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ สีหน้าราบเรียบเคลื่อนมองฮวงฟู่ “ยุคปฐมเทพนี่เอง” คำกล่าวของเด็กชายชุดสีดำขลับสร้างความประหลาดใจให้บุคคลรอบข้าง เขาหมายความว่าเช่นไร? ยุคปฐมเทพ? ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยได้ยินนามของยุคนี้มาก่อน ในขณะนั้นเองที่เด็กชายเริ่มย่างก้าวเข้าหาขุนพลสวรรค์ แรงกดดันชั้นฟ้ายิ่งมายิ่งหนักหน่วงขึ้น เมื่อเขาได้มายืนอยู่เบื้องหน้าที่ห่างออกไปแค่เอื้อมมือ ร่างกายรู้สึกคล้ายจะแหลกเหลวละเอียด  รู้สึกอึดอัดจนยากจะหายใจ ห้วงความคิดกลับกลายเป็นขาวโพลน หนึ่งดาบหลากสีในฝ่ามือของจักรพรรดิได้ปรากฏหยดสีม่วงเข้มสนิท หยดสีม่วงเข้มพุ่งเข้าใส่ขุนพลสวรรค์ทั้งสี่อย่างพร้อมเพรียงและรวดเร็วดุจสายอัสนี เห่ยหวู่ ซิ่วอิง ฮวงฟู่และชู่หลิง แทบจะในทันที พวกเขาทั้งสี่พลันบีบเนื้อหนังบริเวณหัวใจอย่างรุนแรง มันรู้สึกราวกับว่าร่างกายคล้ายจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจหนึ่งครั้ง มันมาพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดสุดแสนจะพรรณาราวกับถูกมีดนับล้านทิ่มแทง เส้นเลือดปูนโปนทั่วทั้งร่าง ขุนพลสวรรค์ดิ้นพล่านทั่วบริเวณอย่างทรมาณราวกับว่ารู้สึกคันเนื้อตัวอย่างยิ่งยวด คันจนอยากจะฉีกเนื้อหนังตัวเองออก ในความคันนั้น มันมาพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง  ชู่หลิงที่มิอาจข่มกลั้นไว้ได้พลันฉีกอาภรณ์ของตัวเองออกอย่างบ้าคลั่ง เล็บของเธอขูดผ่านเนื้อหนังจนหลุด ถึงกระนั้นความรู้สึกคันตัวก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ชู่หลิงคล้ายทรมานกายจนมิอาจทนทานไหว เธอเริ่มฉีกเนื้อหนังออกมากขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็ขูดเนื้อจนหนังหลุด เผยเนื้อสีแดงใต้ผิวหนัง เสียงร้องโหยหวนราวกับภูติผีจากขุมนรกดังกึกก้องบริเวณ ฉัวะ!! เพียงพริบตาเดียว ศีรษะของชู่หลิงก็ได้หลุดกระเด็นออก โลหิตของเธออาบชโลมกระบี่ยาวสีเงิน เห่ยหวู่สบัดกระบี่หนึ่งครา เขาหันกายมองซิ่วอิงและฮวงฟู่ด้วยแววตาหม่นหมองและทรมานจับใจ “เธอทรมานมากกว่าพวกเรา" เห่ยหวู่กล่าวพลางกัดริมฝีปากจนเกิดรอยแผล เขารู้สึกทรมานและเจ็บปวดตลอดเวลา แม้กระทั่งช่วงเวลาที่กระบี่ได้ตัดศีรษะของสหายตนเอง มันเป็นความเจ็บปวดที่ยากจะพรรณา เห่ยหวู่ ฮวงฟู่และซิ่วอิง ขุนพลสวรรค์สามคนนี้ล้วนรู้สึกเจ็บปวดและคันตัวตลอดเวลา เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากน้ำสีม่วงเข้มสนิทพุ่งใส่ร่าง  “พิษ…” ฮวงฟู่กล่าวด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างทรมาน สายตาของเขามองเด็กชายเบื้องหน้าด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน “ไปซะ---ผลกระทบนั้นจะคงอยู่ตราบชั่วกาลนาน ต่อให้เจ้าย้ายร่างได้ ความทรมานนี้ก็จะติดตัวเจ้าต่อไปและมีเพียงข้าแค่ผู้เดียวที่ถอดถอนพิษชนิดนี้ได้” เด็กชายชุดสีดำขลับกล่าวอย่างไร้อารมณ์ ขุนพลสวรรค์ได้แต่กัดฟันและตัดมิติกลับสู่สรวงสวรรค์ไป ไม่มีความสนใจให้กับลาซิเฟียแม้แต่น้อย เป้าหมายที่พวกเขาตัดสินใจไล่ล่ามาถึงโลกเบื้องหน้ากลับหายมลายสิ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าของจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยม พลังอำนาจของมันสูงส่งค้ำฟ้าอย่างแท้จริง!! ความหวาดผวาในครั้งนี้ ติดตรึงถึงขั้ววิญญาณ หลังการจากไปของขุนพลสวรรค์ แววตาไร้ชีวาเคลื่อนมองเรือนร่างของสาวน้อยเบื้องหน้า กิริยา,ท่าทาง,ความคิด,บุคลิกและการกระทำ ในสายตาของลาซิเฟีย เขาดูไม่ใช่เด็กชายวัยไล่เลี่ยกับเธอเลยสักนิด มันดูราวกับตาเฒ่าหมื่นปีเสียมากกว่า หลังจากได้เห็นเหตุการณ์สะเทือนฟ้าไป ดรุณน้อยจ้องมองบุรุษอย่างโง่งม ไม่รู้จะกล่าวคำใด แม้กระทั่งความคิดยังขาวโพลน ทันทีที่ความทรงจำสุดทรมานจิตวาบผ่าน ลาซิเฟียโพล่งคำอย่างสุดเสียง “ฆ่าข้าเลยสิ!!” น้ำเสียงสั่นเครืออย่างยิ่งยวด เธอยังเป็นแค่เด็กสาววัยสิบปีเท่านั้น ทว่า เรื่องราวที่ได้พานพบต่างชอกช้ำทรมานใจ ไม่มีบ่วงใดต่อโลกนี้อีกแล้ว พ่อ,ครอบครัว,เพื่อน,เป้าหมาย ทุกอย่างมันสิ้นสลายไปหลังจากถูกโลกหล้าทรยศแล้ว ถ้าเช่นนั้นจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร? เด็กชายชุดสีดำขลับไม่กล่าวตอบ เขาพรากชีวิตของทวยเทพไปก็มาก หากแต่ อาภรณ์สีดำยังคงสะอาดสะอ้านยิ่ง เด็กชายเริ่มย่างก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่า แรงกดดันท่วมนภากลับเหือดหายไป บรรยากาศกลับคืนสู่สภาพปกติ ลาซิเฟียเผยแววตาเปล่งประกายดั่งดวงดารา หน้านวลขาวดั่งน้ำนมบิดกระตุกเล็กน้อย ทันใดนั้นเอง ห้วงเวลาราวกับนิ่งสนิท เด็กชายโผกอดลาซิเฟียอย่างแนบแน่น ชายหญิงแนบชิดสนิทกาย ลาซิเฟียกลับไม่ขัดขืน ภายใต้อ้อมกอดของเขาราวกับได้รับพรปกปักษ์จากเทพแท้จริง  ความทุกข์ทรมาน,ความโศกาหม่นหมอง,ความคับแค้นใจ ความรู้สึกทรมานจิตได้ผ่อนคลายลงหลายส่วน ความรู้สึกเหล่านี้บังเกิดขึ้นจากคนแปลกหน้าคนหนึ่ง หนำซ้ำ มันผู้นั้นยังเป็นเด็กชายวัยไล่เลี่ยกับเธออีกด้วย ชายน้อยยิ่งกอดเธอแน่นขึ้น ความรู้สึกของเขาราวกับส่งผ่านถึงลาซิเฟีย ความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกันกับเธอ ในช่วงเวลานั้นเองที่เขาได้เอ่ยปากขึ้น “เหมือนกันกับข้า…” ชายน้อยยิ่งกอดแน่นขึ้น ลาซิเฟียรู้สึกหายใจลำบาก ถึงกระนั้นเธอก็ไม่กล่าวขัดเขา “เจ้าเหมือนกับข้าจริงๆ แววตานั่นบ่งบอกทุกอย่าง” ชายน้อยกล่าวเสียงสั่นเครือ หยดน้ำตาเริ่มไหลหยดออกมาอย่างไม่รู้ตัว ใครจะไปขาดคิดกันละว่าเทพมรณะก็หลั่งน้ำตาเป็น “ช่วยอยู่นิ่งๆหน่อยนะ ข้ารู้สึกเหมือนได้กอดตัวเองเลย” ในที่สุด ลาซิเฟียก็หลั่งน้ำตา ภายใต้อ้อมกอดของเขา แววตาคู่งามกระจ่างใสที่มองขึ้นไปบนนภาพลันปรากฏหยดน้ำตาไหลรินดั่งสายธาร ความทุกข์ทรมานที่เธอพานพบราวกับถูกบรรเทาอาการลง สองมือที่ปล่อยคว้างพลันโอบกอดเรือนร่างของเด็กชายกลับ ความทุกข์ทรมานได้ระบายออก เธอโอบกอดเขาอย่างเต็มใจ เวลาไหลผ่านไปราวสิบลมหายใจ ชายน้อยรู้สึกระบายความทุกข์จนหายดีแล้ว ในขณะเดียวกัน ลาซิเฟียยังคงกอดเขาอยู่อย่างนั้น เปลือกตาปิดสนิทพลางหยดน้ำตาไหลรินไม่หยุดหย่อน ความทรงจำสุดทรมานวนภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อไปนี้เธอควรจะทำสิ่งใด เป้าหมายของชีวิตคืออะไร… ในเมื่อไม่มีสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวแล้ว ชีวิตที่เอาแต่คอยมอบความทุกข์ทรมานให้แก่เธอ เช่นนั้นจะดำรงอยู่ไปเพื่ออะไร เด็กสาววัยสิบปีต้องแบกรับภาระหนักอึ้งไว้บนบ่า!! ในช่วงเวลานั้นเองที่ลาซิเฟียคลายฝ่ามือออก ใบหน้าปรากฏคราบหยาดน้ำตาแห้ง เธอรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ อย่างน้อยขอแค่ได้ระบายความทุกข์ทรมานนี้ ต่อให้เขาปรารถนาจะฆ่าเธอ เธอก็ไม่สนใจแล้ว ดรุณน้อยปรากฏใบหน้าซื่อใสไร้เดียงสาของเด็กสาว อัจฉิรยะ? เก่งเหนือเทพ? สัตว์ประหลาด? เทพแห่งคำนวณ? ปีศาจของลาปลาซ? แล้วมันยังไง!!  ถ้อยคำเหล่านั้นกล่าวประณามเด็กสาววัยสิบปีคนหนึ่ง ตลอดหลายปีมานี้เธอมิอาจก่นระบายแก่ผู้ใด ไม่มีเพื่อน ไม่มีครอบครัว ที่พึ่งพิงเพียงสิ่งเดียวก็คือองค์ปฐมเทพลาปลาซ ทว่า องค์ปฐมเทพลาปลาซเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ เนื่องด้วยภาระที่แบกเอาไว้ เขาจึงไม่ค่อยมีเวลาให้กับลาซิเฟียเลย หรือต่อให้เขามีเวลา สาวน้อยก็ไม่คิดจะพูดมันออกไป เมื่อเธอรู้ว่าหากพูดออกไปแล้วบิดาจะไม่สบายใจ เธอยอมแบกรับมันไว้คนเดียวเสียดีกว่า ลาซิเฟียคล้ายตัวเบาหวิว เบาเหมือนจะโบยบินได้เลย สายตาบริสุทธิ์เปรยมองเด็กชายเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขากลายเป็นความประทับใจแรกในชีวิตของเธอ สลักไว้ในดวงวิญญาณ “ข้าต้องไปแล้ว” เด็กชายชุดสีดำขลับกล่าว มันใกล้จะถึงเวลาที่เขาต้องไปแล้ว การไหลทวนกระแสเวลามานานไม่ใช่เรื่องดีนัก ก่อนเขาจะจากไป เด็กชายราวกับร่ายเวทมนตร์วาดบางสิ่งกลางอากาศ วงแหวนมิติได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับดาบยาวสีแดงฉาน ด้ามจับสีทองอร่ามสวยงาม ตรงกลางของด้ามจับนั้นปรากฏเม็ดสีแดงสดก้อนหนึ่งฝังลึกลงไป มันคือแหล่งพลังของธาตุไฟที่เข้มข้นที่สุดก็ว่าได้ พลังธาตุไฟในนั้นเข้มข้นหาใดเปรียบ บ่งบอกได้เลยว่าเม็ดสีแดงสดก้อนนี้ มีที่มาไม่ธรรมดา มันสมควรเป็นของสำคัญของเขาอย่างแน่แท้ ทว่า ชายน้อยผู้นี้ตัดสินใจมอบให้เธออย่างไม่ลังเล เขาสร้างแหวนมิติและดาบเล่มนี้ขึ้นมาในพริบตา บุรุษน้อยมอบสองสิ่งให้แก่เธอ ลาซิเฟียน้อมรับเอาไว้ด้วยสีหน้าปลื้มปิติ หัวใจเต้นตุบตับขึ้นมาอย่างไม่อาจทราบสาเหตุ ระยะห่างของพวกเขาสองคนล้วนอยู่ใกล้กันเพียงแค่เอื้อมมือ “เจ้าเป็นสตรี…” ในช่วงเวลานั้นเองที่สองมือของบุรุษจับแก้มน้ำนวลของเด็กสาว ริมฝีปากของเขาประกบหน้าผากของเธออย่างอ่อนโยน แววตาของลาซิเฟียขยายโตกว้าง ภาพเหตุการณ์ในวันนี้ราวกับถูกสลักฝังลึกไปในจิตวิญญาณ มันกลายเป็นสิ่งที่ชั่วชีวิตนี้ก็มิอาจลืมเลือน “อยู่ต่อไปนะ" สีหน้าแย้มยิ้มอย่างผาสุก "สักวันหนึ่ง ข้าจะมารับเจ้าไป…” สิ้นคำกล่าวของบุรุษ เพียงแค่ลาซิเฟียกระพริบตาหนึ่งครา เขาก็หายไปในความว่าง หายไปอย่างไร้ร่องรอย สาวน้อยคล้ายใจสลาย เธอพยายามคว้าจับอากาศธาตุเพื่อหวังว่าจะจับโดนบางสิ่ง ฝ่ามือน้อยๆถือดาบสีแดงฉานยาวกว่าสามเมตรวิ่งพล่านไปทั่ว แม้เวลาจะไหลผ่านไปนานกว่าสิบนาที เธอก็ไม่ปริปากพูดออกมา ความทนทรมานปะปนไปด้วยความปิติยินดี เป็นครั้งแรกเลยที่เธอเจอคนที่คล้ายกับพ่อบุญธรรมหรือกระทั่งคล้ายคลึงกับเธอ ในช่วงเวลาที่เริ่มยอมรับความจริงได้นั้น สาวน้อยพลันกอดศาสตราวุธที่เป็นดั่งตัวแทนของเขาอย่างแนบแน่น ตัวดาบนั้นคมอย่างที่สุด ทว่า มันไม่ได้ทำอันตรายแก่เธอเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มผาสุกปรากฏขึ้นใบหน้า “ข้าจะรอนะ…”  ---กลับสู่ปัจจุบัน--- ท่ามกลางทะเลโลหิตทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ลาซิเฟียที่นอนจมกองเลือดอยู่นั้นจึงค่อยๆพยุงตัวขึ้นมา ทั่วร่างปรากฏบาดแผลรุนแรง สีหน้าเผยความเหนื่อล้าถึงขีดสุดแม้กระทั่งแววตาคู่นั้นก็ราวกับปลาตายไม่มีผิดคล้ายปลงต่อโลกหล้า หญิงสาวมองทัศนียภาพเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยก่อนกล่าวบางสิ่งอย่างไม่รู้ตัว “ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน…” ..สเตตัสปัจจุบัน...
    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์เลเวล:7,415 พลังกาย:1,942,003 พลังเวทย์:3,402,119 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ 

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน