ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 66 : พวกเอ็ง ตาาาาาาาาย กร๊ากๆๆๆ

    "จางหมิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" เสียงบุรุษผู้หนึ่งพูดกล่าว พร้อมขยับร่างของจางหมิงเบาๆ


    ตอนนี้ร่างกายของจางหมิงราวกับปวดร้าวไปหมด สติที่ดับวูบไปคล้ายกับค่อยๆ ฟื้นคืน นัยน์ตาของมันค่อยๆ เปิดขยับ ไม่ช้าภาพที่พร่ามัวก็ค่อยๆ แจ่มชัด


    จางหมิงสะบัดศีรษะของมันสองสามที ก่อนจะพบว่าผู้อยู่ตรงหน้าคือสหายรักของมัน


    "จูอิ่งห้าวเป็นเจ้าเองรึ... ตอนนี้ข้าอยู่ที่ใด และ..."


    จูอิ่งห้าวได้ยินเช่นนี้มันก็หัวเราะเสียงดัง ไอ้สหายเวรตะไลตัวเองเป็นถึงขนาดนี้แล้วยังจะถามถึงสตรีอีกรึ ไม่ช้ามันก็พูดกล่าว โดยไม่รอให้ไอ้เวรสหายจางหมิงของมันพูดจบ เพราะน้ำเสียงของจางหมิงที่พูดกล่าวออกมาแต่ละคำช่างแลดูเหน็ดเหนื่อยและทรมานไม่น้อยเลย


    "เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไปหาสตรีตัวน้อยแซ่หลินมาแล้ว นางปลอดภัยดี แม้ถ้ำในผาสำนึกตนจะเลวร้าย หากแต่ด้วยเส้นสายของข้าก็พอให้นางอยู่ในนั้นได้อย่างไม่ลำบาก จางหมิงเห่อ... ข้าเคยพูดกับเจ้าแล้วนิให้ระวังไอ้พวกหมาบ้าแซ่ซุนและผู้แซ่เกา ไยเจ้าจึงได้ไปเหยียบหางสุนัขของพวกนั้นได้"


    จางหมิงร้องหึคำหนึ่งก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวที่พบเจอ


    ไม่ช้าจูอิ่งห้าวก็หัวเราะคำโตขำขันเป็นที่สุดในความเคราะห์ร้ายของจางหมิงสหายรักของมัน "กร๊ากๆ วีรบุรุษช่วยหญิงงามงั้นรึ ช่างน่าขำ ข้าก็ว่าปีกว่ามานี้มักเห็นเจ้าชอบอ้างเก็บตัวบำเพ็ญ ข้าก็คิดว่าเจ้าหมายจะฝึกฝนเพื่อเข้าสู่งานประลองยอดรุ่นเยาว์จากหมื่นแดนเสียอีก หากแต่ความจริง กร๊ากๆ ช่างเถอะ ช่างเถอะ เรื่องพวกนี้ตัวข้าหาใช่มิเข้าใจ หากแต่ถ้าเจ้าหมายแก้แค้นหรือช่วยสตรีตัวน้อยหลงหลิน อาจจะมีแต่ต้องเข้าสู่งานประลองยอดรุ่นเยาว์จากหมื่นแดนเท่านั้น หากติดหนึ่งในร้อยเจ้าจะร้องขออะไรจากท่านเจ้าสำนักก็ได้ ดังนั้นการช่วยหลงหลินก็คงมิใช่ปัญหา ผู้แซ่เกากับแซ่ซุนก็ช่างกลั่นแกล้งนัก มันคงเห็นสตรีหลงหลินเป็นแม่พันธุ์ 7 ชีพจรวิญญาณนับเป็นนางบำเพ็ญชั้นดี มันคงต้องการตบแต่งนางเข้าตระกูลคาดหวังสายโลหิตวิเศษจาก 7 ชีพจรวิญญาณเป็นแน่ เห่อ..." จูอิ่งห้าวพูดไปก็ถอนหายใจไป


    "ข้าจะไม่มีวันยอมให้เป็นเช่นนั้นนางควรมีสิทธิ์ได้เลือกในสิ่งที่นางต้องการ... หรือแม้นางจะรักใคร นางก็ควรได้ตบแต่งกับบุรุษ..." จางหมิงเหลียวมองสหายรักจูอิ่งห้าว เห็นสีหน้าสีตาแบบนี้ก็เก่อเขินไม่น้อย สุดท้ายก็คิดว่าเปลี่ยนเรื่องพูดดีกว่า


    จูอิ่งห้าวได้ยินเช่นนี้ก็ส่ายหน้า สหายของมันถ้าจะเป็นเอาหนักหลงสตรีนัก ไม่ช้าจางหมิงก็พูดกล่าวต่อ หากแต่มันมิได้พูดกล่าวถึงหลงหลิน หากแต่เป็น...


    "จูอิ่งห้าวตอนนี้ท่านแม่ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง"


    จูอิ่งห้าวยิ้มเบาสบายให้สหายผู้เป็นกังวล "ข้าได้ไปเยี่ยมนางมาบ้าง ช่วงเจ้าหมดสติไป ท่านน้าสบายดี หากแต่อาการเจ็บป่วยยังเหมือนเดิม แต่ก็ไม่แย่ หากภายในร้อยปีพวกเราไปเก็บหญ้าพญาไฟ รากแก้วบัวสามสี ซึ่งเป็นส่วนประกอบยาหลัก การปรุงโอสถรักษาท่านแม่ของเจ้าก็ยังพอมีความหวัง ท่านแม่เจ้านางเป็นนางบำเพ็ญระดับสูงเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงมากหลอก"


    "เจ้าช่างไม่รู้อะไรจูอิ่งห้าว ท่านแม่ข้าตั้งแต่ข้าเกิดนางก็เจ็บป่วยเช่นนี้มาตลอด [โอสถอรุณฉาย] ก็เป็นเพียงการบรรเทาอาการของท่านแม่เท่านั้นหญ้าพญาไฟ รากแก้วบัวสามสี หากจะเอามารักษาอาการท่านแม่ได้จำเป็นที่จะต้องเป็นหญ้าพญาไฟและรากแก้วบัวสามสีที่อาบด้วยหมอกเซียนหมื่นปีในตำนาน เจ้าก็รู้สิ่งนี้มีแต่ในตำนาน หมอกเซียนหมื่นปีแท้จริงมีที่ไหน"


    ฮะฮาฮา จูอิ่งห้าวหัวเราะก่อนตบไหล่สหายรักของมันพร้อมบอกให้มันนอนพักเพื่อรักษาตัว ตัวมันยังต้องมีเรื่องกระทำ


    "จูอิ่งห้าวอีกกี่วันจะถึงวันงานประลองยอดรุ่นเยาว์จากหมื่นแดนรึ"


    "กำหนดการออกมาแล้ว การคัดเลือกที่มหานครฟ้าอนันตร์จะเริ่มในอีก 1 เดือนนับจากนี้ วันที่ 12 เดือน 12 หากเจ้าหายทัน โอกาสช่วยสตรีรักของเจ้าย่อมมี"


    "จูอิ่งห้าวเจ้าพูดอะไรหลงหลินมีได้เป็น... สตรีรักของข้า... ข้าก็แค่"


    "กร๊ากๆ ช่างเถอะ ช่างเถอะ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เจ้ารีบพักเถอะจางหมิง มิเช่นนั้นจะไม่หายดีก่อนจะถึงวันงาน นอกจากนั้นวันนี้ที่ข้ามา ก็เพื่อบอกเจ้าเพราะมีอีกเรื่องสำคัญ โดยอีก 3 วันนับจากนี้จะมีการคัดเลือกรับศิษย์ใหม่ ข้าว่าจะมาชวนเจ้าไปดูด้วย เจ้าสนใจหรือไม่"


    จางหมิงเอามือสัมผัสทรวงอกของตัวมันเอง ตรวจสอบอาการพบว่าตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว จูอิ่งห้าวคงใช้โอสถวิเศษไปกับมันไม่น้อย เห่อ... ไม่ช้ามันก็ถอนหายใจ ก่อนพยักหน้ารับไปกับจูอิ่งห้าว


    ตัวจางหมิงรู้ว่าจูอิ่งห้าวนั้นมีหน้าที่สำคัญในงานคัดเลือกรับศิษย์ใหม่ ตระกูลจูนั้นเบื้องหน้าคล้ายเป็นมิตรกับตระกูลซุนและเกา หากแต่ลับหลังกลับมีการต่อสู้แย่งกำลังคนกันเสมอ ทำให้งานคัดเลือกรุ่นเยาว์แต่ละครั้งจึงคล้ายมีความสำคัญกับตระกูลจู ซุนและเกา ในการหายอดฝีมือผู้บำเพ็ญเข้าร่วมกับตระกูลตัวเองไม่น้อย


    .


    .


    .


    ฉินเทียนที่พึงกลับมาถึงศาลเทพสวรรค์ วันนี้คงเป็นวันแรกในรอบแสนปีของตัวมันที่เรียกว่าพักผ่อนจริงๆ หน้าศาลเทพสวรรค์ในตอนนี้มี 3 พ่อลูก นอนหลับกันอย่างรื่นรมย์


    หนึ่งตัวน้อยนอนกอดหนุนแขนตัวมัน


    ส่วนอีกหนึ่งเพราะตัวใหญ่จนเกินไป หากแต่ก็อยากใกล้ชิดบิดาจึงทำแค่นอนอยู่เคียงข้า หากแต่พอหลับสนิท กับดิ้นไปมาสุดท้ายก็เอามือมาฟาดหน้าฉินเทียนมัน โชคดีที่ตัวมันเป็นผู้บำเพ็ญมิเช่นนั้นท่อนแขนใหญ่ยักษ์แบบนี้อาจจะฆ่าคนโดยไม่ตั้งใจได้


    เมื่อจับมือไม้ของเจ้าบุตรล่ำบึ้กออกเสร็จ มองดูเดือนดาราอีกครู่ ก็คล้ายนึกถึงหน้าใครบางคนเมื่อเนิ่นนาน ที่ยามราตรีนั่งชมดาราและแสงจันทร์ด้วยกัน ฉินเทียนยิ้มบางเบา ก่อนสุดท้ายจะหลับฝัน


    เป็นฝันดีในรอบแสนปีของตัวมัน


    ในฝันนั้นพบเจอสตรีนั่งดูเดือนดาราเคียงข้างไม่พูดไม่จาเหมือนเดิม หากแต่เพียงแค่นั้นก็นับว่าสุขใจยิ่งแล้ว


    .


    .


    .


    ยามเช้าอรุณรุ่ง วันนี้ ณ ศาลเทพสวรรค์ยังงดงามตระการตาดังเช่นเดิม หมอกเซียนลอยไปมารอบศาลเทพสวรรค์ เมฆเมฆาก็ลอยผ่านขุนเขาไปมาอยู่ตลอด ราวกับว่าที่นี่คือแดนแห่งเทพเซียน


    หากแต่ในที่ไกลออกไปเกือบสุดลูกหูลูกตานั้น อยู่ดีๆ ก็มีแสงสว่างวูบวาบไปมาพร้อมมีเสียงระเบิดดังเลื่อนลั่น เพราะมีเหล่ากลุ่มผู้บำเพ็ญ ผู้ใช้ฤทธาจำนวนมากโบยบินมาทิศทางแห่งศาลเทพสวรรค์ โดยตลอดช่วงแห่งการโบยบินนี้ มีเสียงการปะทะด้วยอิทธิฤทธิ์สัประยุทธ์กันดังอยู่เสมอ หากแต่มันมิใช่การปะทะต่อสู้ หากแต่เป็นการรุมล่าสังหารแต่ฝ่ายเดียว


    !!!ตูมมมมม เสียงระเบิดของคลื่นน้ำ จากดาบอิทธิฤทธิ์ยาวใหญ่หลายสิบจั้ง ที่ฟาดใส่บุรุษผู้หนึ่งและเหล่าบริวารพี่น้องของมัน หากแต่พอมันคนทั้งหลายหลบได้ ดาบอิทธิฤทธิ์นี้ก็ตกสู่มหาสมุทรเกิดเป็นเสียงระเบิดและแหวกคลื่นน้ำเป็นสองซีก อานุภาพแห่งมันรุนแรงเกินบรรยาย ก่อนที่ในไม่ช้าลอยดาบอิทธิฤทธิ์นั้นจะจมหายไปกระแสน้ำและบรรจบกลับมาดังเดิม พร้อมเสียงหัวเราะของผู้บำเพ็ญชุดดำหลายสิบคน


    "หึหึ ไอ้ผีตาเดียว เจ้าและคนของเจ้าอย่างไรก็จงยอมเสียเถอะชีวิตพวกเจ้าถึงคราวดับสูญแล้ว เพราะเจ้าไปขัดใจคนใหญ่คนโตผู้มากบารมีจึงต้องมีสภาพเช่นนี้ อุตส่าห์ยอมมาอยู่สุดขอบโลก กลายเป็นหมื่นภูตผี หากแต่คิดว่าจะรอดชีวิตจากนายท่านไปได้รึ หึช่างโง่งมนัก"


    "หึ" บุรุษร่างกายกำยำดูแกร่งกล้า ใบหน้าคล้ายผู้ผ่านศึกมาร้อยพัน ด้านหนึ่งของดวงตามีรอยมีดดาบปรากฏ มันร้องหึในลำคอทีหนึ่ง ก่อนพูดจาอย่างไม่ไยดี "ขัดใจคนใหญ่คนโตรึ เจ้าช่างรู้จักพูดนักนะ ไอ้สาระเลว มิใช่พวกเจ้าก็รู้ดีรึ ว่าพวกเดรัจฉานนั้นแท้จริงเป็นเช่นไร ดื่มโลหิต ดูดไอวิญญาณ สิ่งนี้สมควรเรียกตัวเองว่าเป็นผู้บำเพ็ญ เป็นผู้สูงส่งได้รึ เดรัจฉาน พวกเจ้าลืมสิ้นไปแล้วซึ่งวิถีแห่งความเป็นคน"


    พูดจบบุรุษตาเดียวก็ร่ายฤทธิ์กระแสน้ำก็เกิดคลื่นหมุนเกลียว ก่อนจะกลายเป็นมังกรวารีหลายตัวแผ่พุ่งเข้าหาศัตรู


    ตูมมมมมมมมมมมมมมม เสียงมังกรวารีปะทะเข้ากับมหาศิลายักษ์ ที่อยู่ๆ ก็ปรากฏออกมาจากอากาศว่างเปล่า ด้วยการร่ายอิทธิฤทธิ์ของผู้บำเพ็ญนับสิบพร้อมกัน


    เหล่าผู้บำเพ็ญในชุดสีดำหลายสิบ ต่างยิ้มเยาะ พวกมันห้าสิบคน แบ่งเป็น 3 ส่วน หนึ่งไล่ล่า หนึ่งก่อกวน หนึ่งร่ายอิทธิฤทธิ์ป้องกัน


    บุรุษนัยน์ตาเดียวไม่ช้าก็ต้องม้วนตัวหลบ หลังจากมหาศิลาปรากฏ ไม่ช้าเสียงระเบิดดัง !!!ตูมมมม ของมหาศิลาที่ปะทะกับแผ่นน้ำก็ดังเลื่อนลั่น ไม่ช้าก็ยังมีเหล่าผู้บำเพ็ญอีกมาที่ใช้โอกาสนี้ซุ่มซ่อนตัว พร้อมกระโจนออกมา ด้วยพวกมันแต่ละคนล้วนอยู่ในร่างสัตว์วิญญาณพุ่งเข้ามาพัวพันหมายสังหารบุรุษตาเดียวและเหล่าพี่น้องของมันอีกจำนวนมากนัก ในวิกฤตเป็นตายเช่นนี้ มันบุรุษนัยน์ตาเดียว มันใช้ของวิเศษประจำตัวอีกครั้ง ดวงแก้วอัญมณีสีไพลินปรากฏในมือมัน


    อสูรวิญญาณตนหนึ่งกัดเข้าร่างของบุรุษตาเดียว หากแต่ในไม่ช้ากับมีเสียงแตกกระจายราวกับเป็นเศษกระจกใสดังเพล้ง!!! ออกมา


    ร่างบุรุษตาเดียวปรากฏ ณ จุดที่ไกลออกไปราว 1000 จั้ง ใบหน้าหืดหอบ ดวงแก้วอัญมณีสีไพลินแตกออกคามือของตัวมันอีกครั้ง ก่อนที่ในไม่ช้าตัวมันจะตั้งหลักได้พร้อมรีบร่ายอิทธฤทธิ์โบยบินหนีไปอีกครั้ง ร่างวิญญาณของมันและเหล่าพี่น้องบริวารคือมังกรวารี แต่ละคนก็ได้ใช้ดวงแก้วสีไพลินเช่นกัน


    เสียงหัวเราะของเหล่าผู้มีฤทธาร้องดัง "ไอ้ผีตาเดียว เจ้าจะหนีได้ซักกี่น้ำ สมบัติวิเศษนั้นคงใกล้หมดแล้วสินะ"


    และในขณะที่บุรุษตาเดียวพุ่งร่างโบยบินหนีอยู่นั้นอยู่ๆ มันก็พลันพบสิ่งแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบเจอ '!!! ที่นั่นมันอะไร ข้าเคยบินผ่านมาที่นี่มาเมื่อ 2 3 ปีก่อน มันไม่เคยมีขุนเขาสูงเทียมฟ้ามาก่อน และนอกจากนั้น... ไม่นะนั่นมัน!!!' นัยน์ตาของบุรุษตาเดียวคล้ายตกตะลึงกับสิ่งที่ตัวมันพบเห็น "นั่นมันหมอกเซียน!!! หมอกเซียนจริงๆ ด้วย"


    และในเวลาต่อมาไม่เพียงแต่บุรุษตาเดียวที่รับรู้หากแต่ เราผู้บำเพ็ญที่อยู่ในชุดสีดำนับสิบก็เห็นเช่นกัน พวกมันตกตะลึงก่อนจะหัวเราะเสียงดัง "ฮะฮาฮา ข้าพบเจอสิ่งอัศจรรย์เข้าเสียแล้ว ยอดเขานั้นต้องเป็นของพวกข้า หมอกเซียนต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว เมื่อมีสิ่งนี้ ไม่ช้าข้าก็จะกลายเป็นผู้ต้านอากาศเข้าสู่ระดับแสวงมรรคได้สำเร็จ ฮะฮาฮา"


    และเมื่อบุรุษตาเดียวเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ตอนนี้มันก็เริ่มมีแผนการในใจ มันหวังว่ายอดขุนเขานั้นจะไม่มีผู้เป็นเจ้าของ มันจะแวะพักหายใจเอาหมอกเซียนที่นั่นชั่วคราว พร้อมรีบพุ่งกายหนีไปอย่างรวดเร็วกับเหล่าบริวารของมัน หากได้ดูดซับหมอกเซียนเสริมกำลังซักหลายอึดใจเสียหน่อย จากนั้นมันจะทิ้งยันต์ระเบิดตามกาลพร้อมผนึกไว้บนยอดขุนเขา หากเหล่าผู้ติดตามล่าสังหารมันมีความปรารถนาใคร่ครอบครองหมอกเซียน พวกมันต้องยอมเสียเวลากำจัดยันต์ระเบิดตามกาลมากกว่าที่จะสนใจตัวมันเป็นแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้นตัวมันและเหล่าบริวารก็มีหวังเอาชีวิตรอดแล้ว


    หากแต่เมื่อมันยิ่งโบยบินเข้าไปใกล้ ตัวมันก็ยิ่งแปลกใจ เพราะบนเทือกเขาน้อยใหญ่ต่างมีอาคารตำหนักอันตระการตั้งอยู่ หากแต่บนยอดสุดของขุนเขาอันตระการ กับมีศาลาศาลเจ้าเก่าๆ ที่แลดูผุพังไม่น่ามองตั้งอยู่ และที่ตรงนั้น มันพบเห็นมีบุรุษผู้หนึ่งยืนเป็นแม่นมั่นจดจ้องมองมาที่มันทั้งหลาย


    .


    .


    .


    ฉินเทียนยืนนิ่งเงียบจดจ้อง เพราะที่นี่คือศาลเทพสวรรค์อานุภาพแห่งตัวมันจึงถูกขยายประสาทรับรู้ใดๆ ก็แจ่มชัด ดังนั้นเมื่อเหล่าผู้บำเพ็ญไม่ทราบตัวตนมาถึงมันจึงรับรู้ได้แต่ไกล หากแต่อานุภาพในการสำแดงฤทธิ์ระดับชาวสวรรค์ขั้นต่ำที่ศาลเทพสวรรค์มอบให้ตัวมันนั้น มีข้อจำกัดอยู่เพียงแค่รัศมี 10 ลี้รอบศาลเทพสวรรค์เท่านั้น มันเพียงพอแค่เพียงให้ฉินเทียนแสดงฝีมือเพียงบริเวณรอบขุนเขาใกล้ๆ ออกไปนอกจากนี้มิสามารถทำได้


    และเพราะแบบนั้นตัวมันจึงทำเพียงแค่สังเกตการณ์ มิพูดกล่าว ดูทีท่าของเหล่าชาวบำเพ็ญว่าผู้ใดมาดี ผู้ใดมาร้าย


    ไม่รู้ทำไมบุรุษตาเดียว เมื่อเห็นผู้ชรามันก็คล้ายมองเห็นทางรอด อยู่ไกลๆ มันจึงส่งเสียงอิทธิฤทธิ์ดังก้องกังวานออกไป "ขอผู้อาวุโสเมตตาข้าเหอซือห้าว เป็นหนึ่งในหมื่นภูตผี พร้อมเป็นเจ้าเกาะผู้ปกครองสรรพชีวิตนับล้านคนขอรับ ขอผู้อาวุโสเมตตาข้าและเหล่าบริวารด้วยขอรับ"


    ฉินเทียนยื่นนิ่งหลับตา


    ฉินผิงตัวน้อยยื่นเกาะขา


    เจ้าลูกชายล่ำบึ้กยื่นถืออมยิ้มสวรรค์ลิ้มเลียอย่างเอร็ดอร่อยมิสนใจใครเลย ช่างเป็นตัวประกอบเป็นภาพพื้นหลัง ที่ทำลายบรรยากาศแห่งเทพเซียนของมันเสียหายนักเจ้าจวิ้นเจี๋ยวัยเยาว์ของบิดานัก หากแต่ฉินเทียนก็มิกล้ากล่าวบ่น แม้หนังหน้าของบุตรชายจะไปไกล หากแต่อายุวัยยังน้อยเกินไป มันจำต้องสังสอนด้วยความรักและเมตตามิใช่การดุด่า จึงปล่อยมันลิ้มเลียอมยิ้มสวรรค์อย่างไม่สนใจ เสียงแผล็บ แผล็บ ดังเป็นระยะๆ


    เหอซือห้าวสะบัดกายออกจากร่างวิญญาณกลับสู่ร่างมนุษย์ผู้บำเพ็ญ ก่อนหยุดร่างล้มกลิ้งเกลือกมาบนเทือกเขาอันเป็นที่ตั้งของศาลเทพสวรรค์ ด้วยความรีบร้อนเพราะไม่กล้าลดความเร็วของอิทธิฤทธิ์โบยบิน ไม่ช้าคนของมันทั้งหลายก็มีสภาพเดียวกัน เมื่อตั้งหลักได้มันและคนของมันต่างมองจ้องไปยังบุรุษชราใบหน้าอิ่มบุญ แววตาของพวกมันเหมือนวิงวอนขอความเมตตาอย่างถึงที่สุด


    ไม่ช้าฉินเทียนก็พยักหน้ารับ ตอนนี้มันมีบุตรตัวน้อยอยู่ และที่นี่ก็คือที่ตั้งแห่งศาลเทพสวรรค์


    ฉินเทียนยิ้มเยาะในใจอย่างมีความสุขได้เวลาที่มันจะได้โชว์ความเทพตบเด็กรังแกคนเลวต่อหน้าตัวน้อยบุตรทั้งสองของมันอีกแล้ว


    'คิกคิก'  ฉินเทียนหัวเราะพร้อมพูดกล่าวในใจ 'มาเลยไอ้พวกเวรตะไลทั้งหลาย มาให้บิดาตบรูดทรัพย์เสียให้หมด หากเป็นที่อื่นบิดาต้องขบคิดและเกรงพวกเอ็งบ้าง หากแต่เป็นที่แห่งนี้... หุหุ ที่ตั้งศาลเทพสวรรค์ กร๊ากๆ พวกเอ็ง ตาาาาาาาาย'


    .


    .


    .


    หนึ่งบุรุษอยู่ในร่างผู้ชราทำทีท่าสูงส่ง


    หากแต่ในใจมันนั่นในตอนนี้ มีแต่มิจฉาทิฐิที่จะพรากซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น


    พร้อมจะโอ้อวดประกาศศักดาอย่างเต็มภูมิต่อหน้าบุตรชายและบุตรธิดาตัวน้อยของตัวมัน


    .


    .


    .


    ----- บ้านตระกูลฟู่ ที่มหานครฟ้าอนันตร์ -----


    "ลูกเฉิงเจ้าแน่ใจนะว่าต้องการที่จะเป็นศิษย์ท่านเซียนย่ำฟ้าจริงๆ" ฟู่เหยียนกล่าวน้ำเสียงสดใสด้วยความเป็นแม่


    ฟู่เฉิงตอบรับเสียงแข็ง "ท่านแม่ลูกตัดสินใจแล้ว แต่ก่อนลูกหลงผิด มองท่านเซียนย่ำฟ้าผิดไป หากแต่ในตอนนี้จิตใจของลูก ต่อให้ต้องตาย หากแต่ถ้าลูกได้เป็นศิษย์ของท่านเซียนย่ำฟ้า ได้เดินตามรอยปณิธานแห่งท่าน แม้จะวันเดียว ชีวิตของลูกก็นับว่าไม่มีอะไรน่าเสียดายอีกต่อไป ท่านแม่ได้โปรดอย่าเป็นห่วงฟู่เฉิง ไม่ว่าอย่างไรลูกก็ต้องผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้"


    ฟู่เหยียนได้ยินดังนี้ก็เอามือลูบหัวเจ้าตัวน้อยของนางอย่างมีความสุข แม้บททดสอบที่ท่านเซียนมอบให้จะยากเย็นสำหรับคนธรรมดาและเด็กน้อยนัก หากแต่นั้นก็นับว่าคู่ควรแล้วกับการจะได้เป็นศิษย์ของท่านเซียน


    .


    .


    .


    ในตัวเมืองมหานครฟ้าอนันตร์ฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่ ออกเดินทางแต่เช้าเพื่อจะไปเปลี่ยนดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาให้เป็นเหรียญทอง เพราะสำหรับผู้บำเพ็ญระดับต่ำแล้ว เหรียญทองมีค่ามากกว่าดวงแก้วแห่งแรงศรัทธานัก เพราะตัวมันใช้ดวงแก้วเหล่านี้เพื่อการบำเพ็ญยังมิได้


    หากแต่เมื่อมันเดินก้าวไปได้ไม่ไกล มันก็พบว่ามีคนดักรอมันอยู่


    ไม่ช้าแต่ละคนก็แสดงตราสัญลักษณ์วิญญาณ ซึ่งไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ด้านหน้าสุดนั้นคือกี่งตำนานตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้ม หากแต่ด้านหลังสุดกลับทำให้ฟันต้าและพี่น้องของมันถึงกับเหงื่อไหลซึมไปทั่วแผ่นหลังในทันที


    บุรุษชราใบหน้าแย้มยิ้มไร้หนวดไร้เคราผู้มีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตไร้จุดแต้ม


    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน