บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 67 | การทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัด 3

            ทุกเสียงต่างเงียบสงัดลงในทันใด ทุกสายตาต่างจดจ้องไปยังผู้คุมสอบที่ยืนอยู่ ณ ใจกลาง

            พลันสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบที่ค่อย ๆ เริ่มก่อตัว เสียงของผู้คุมสอบนามว่าโบโบโบจึงเริ่มต้นถูกเปล่งขึ้น 

            “ชั้นจะขอเริ่มต้นจากการอธิบายกฎพื้นฐานที่จะใช้การสอบในรอบต่อ ๆ ไปให้ฟัง” ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหว พร้อมนิ้วชี้ข้างขวาถูกชูขึ้นเพื่อประกอบการบอกเล่า “กฎข้อที่หนึ่ง ผู้ที่สอบผ่านการสอบจะได้อยู่ต่อเพื่อเข้าทดสอบในการทดสอบต่อไป ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านจะถูกส่งกลับไปยังสมาคมโดยไม่มีการแก้ตัว”

            เสียงของเขาพลันหยุดชะงักไปราวสามวินาที ครู่ต่อมาได้ชูนิ้วกลางข้างขวาเพิ่มขึ้นมากลายเป็นสองนิ้วและจึงเริ่มกล่าวอีกครั้ง 

            “กฎข้อที่สอง สำหรับการทดสอบในแต่ละรอบ ทางเราจะไม่รับผิดชอบในกรณีที่มีเสียชีวิตเกิดขึ้นในระหว่างการทดสอบ ในขณะเดียวกัน ผู้สังหารเองก็จะไม่ได้รับผิดเช่นกัน”

            การทดสอบที่เดิมพันด้วยชีวิต กระนั้นกลับไม่ปรากฏความประหลาดใจอยู่ในสายตาของผู้เข้าสอบแม้แต่คนเดียว ประหนึ่งว่าพวกเขาได้เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าตนอาจต้องสิ้นชีพในระหว่างการสอบ 

            โบโบโบวางมือลงและจึงเริ่มพูดต่อ 

            “การทดสอบที่หนึ่งมีชื่อว่า ‘การเอาชีวิตรอด’ วิธีผ่านการสอบก็ง่ายๆ พวกนายจะมีเวลาอยู่หนึ่งชั่วโมง ในระหว่างนี้ สิ่งที่ต้องทำก็แค่เพียงคงสติจนกว่าจะครบกำหนดเวลา โดยมีเงื่อนไขอยู่หนึ่งข้อ นั่นคือทุก ๆ สิบนาทีจะต้องมีผู้ที่หมดสติในอัตราส่วนหนึ่งในสิบส่วนของจำนวนผู้เข้าสอบที่เหลือรอดในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งนาฬิกาที่พวกนายสวมใส่จะทำการวัดว่าพวกนายหมดสติหรือไม่ผ่านอัตราการเต้นของหัวใจ เพราะฉะนั้น การถอดมันออกจะหมายถึงการหมดสติเช่นกัน แต่ในกรณีที่เมื่อผ่านไปสิบนาที ทว่าจำนวนผู้เข้าสอบที่หมดสติยังมีไม่ถึงหนึ่งในสิบของจำนวน ณ ปัจจุบัน ในกรณีนี้ผู้เข้าสอบทุกคนจะถูกปรับให้ตกโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ”

            การทดสอบแลดูจะเรียบง่าย กระนั้นกลับมีเงื่อนไขที่คงความซับซ้อนและยุ่งยาก 

            เมื่อลองคำนวณโดยอ้างอิงจำนวนที่พึงเหลือในแต่ละช่วงเวลา จึงหมายความว่า การนับจะมีอยู่หกครั้งเป็นจำนวนครั้งละสิบนาที และเมื่อเวลาการทดสอบสิ้นสุดลง จำนวนผู้เข้าสอบที่พึงเหลืออยู่ก็ควรมีค่าอยู่ที่ราวสี่พันสามร้อยสิบห้าคนหรือน้อยกว่า

            “ก่อนที่จะเริ่มการทดสอบ ชั้นมีเรื่องที่อยากจะเสริมอีกหนึ่งอย่าง” โบโบโบเริ่มเปล่งเสียงพูดขึ้นอีกครั้ง

            ในขณะเดียวกัน ผู้เข้าสอบทุกคนล้วนต่างเฝ้ารอเพื่อรับฟังด้วยความเงียบสงบ 

            “พวกนายทุกคนคงจะรู้กันอยู่แล้ว ว่าอาชีพนักบุกเบิกนั้นเป็นอาชีพที่อันตรายแค่ไหน ไม่มีใครรู้ว่าอันตรายแบบไหนกำลังเฝ้ารอพวกเราอยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้น ทีมเวิร์คจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด”

            “ทั้งหมดก็มีเท่านี้ เช่นนั้นก็เริ่มการทดสอบได้ !!!”

            พลันสิ้นเสียงของผู้คุมสอบ ความเงียบสงบที่เคยมีอยู่พลันเลือนมลายหายไปจนหมดสิ้น สรรพาวุธอันมากมายได้ถูกตระเตรียมให้พร้อมเพรียง เสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งเริ่มต้นดังกู่ก้อง ทุกคนเริ่มต้นเข้าประจันหน้า สายตาที่จดจ้องกันประหนึ่งบรรดานักรบจากแดนวิปลาส

            ทุกหนแห่งแปรเปลี่ยนเป็นสนามรบ ไม่มีผู้ใดสนใจว่าใครคือใคร สิ่งเดียวที่พวกเขามุ่งหมายคือการลดทอนจำนวนผู้เข้าสอบลงให้เหลือน้อยที่สุด 

            ในขณะเดียวกัน กวีเร่งกวาดสายตามองรอบกายโดยเร็ว สิ่งที่ต้องทำในยามนี้คือตนนั้นต้องหลบเลี่ยงบริเวณที่มีการต่อสู้ชุกชุม

            .

            < เราต้องทำตัวให้เป็นที่สนใจให้น้อยที่สุด งั้นก่อนอื่นก็ต้องเปลี่ยนตำแหน่งให้บ่อยขึ้น >

            .

            ความคิดแรกปรากฏขึ้นในหัวอย่างฉับพลัน เมื่อคิดได้เช่นนั้น กวีจึงไม่รอช้าและเร่งฝีเท้ามุ่งไปข้างหน้าโดยเร็ว 

            ในการแข่งขันที่ต้องประชันกับเวลา เยี่ยงไรก็ตามทุกคนย่อมมีเป้าหมายเฉกเช่นเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเข้าห้ำหั่นกับศัตรู 

            ด้วยเหตุผลดังกล่าว กวีจึงเพียงแค่ต้องหลีกเลี่ยงการเข้าปะทะที่ไม่จำเป็น ทำตัวให้อยู่นอกความสนใจ และเมื่อสบโอกาสจึงค่อยลอบเข้าโจมตีเพื่อลดจำนวนเป็นครั้งคราว

            กวีแนบเนียนไปกับสนามรบ ทว่าเมื่อหันหลังกลับไป กลับพบว่าเรเวนเองก็กำลังวิ่งตามมาเช่นเดียวกัน 

            ทันใดนั้น เบื้องหน้าของกวีได้ปรากฏเรือนเงาร่างใหญ่โตของนักรบนามหนึ่งเข้ามาขวางทาง ขวานเล่มใหญ่ถูกยกขึ้นอยู่เหนือศีรษะ และตวัดลงมาเพื่อสังหารศัตรูในหนึ่งการโจมตี

            กวีหยุดฝีเท้าให้ชะงักลง ตระเตรียมกรงเล็บข้างขวาให้พร้อม ครู่ต่อมา ฝ่ามือจึงทวีความอัดแน่นของพลังมานาในฉับพลัน กระนั้นกลับมิใช่สีเทา หากแต่ว่าเป็นพลังงานสีแดงเพลิง

            “ซุ่มม !!”

            กรงเล็บข้างขวาพุ่งทะยานตรงไปข้างหน้ารวดเร็วประหนึ่งสายตา พร้อมแปรเปลี่ยนทิศทางการโจมตีของขวานเล่มใหญ่ไปยังอีกทิศทาง 

            “อะไรกัน !!”

            ศัตรูมิอาจคาดเดา ว่าสิ่งใดกำลังบังเกิดอยู่ตรงหน้าของตน ทว่าเพียงสองวินาทีต่อมา ฝ่ามือข้างซ้ายซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังงานสีแดงจึงพุ่งทะยานเข้ามากระทบอย่างรุนแรง

            เรือนร่างยักษาของชายร่างใหญ่สยบลงแทบเท้าของกวี รวมแล้วใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงห้าวินาที เมื่อจัดการศัตรูได้สำเร็จ เขาจึงไม่รอช้าพลันเร่งแปรเปลี่ยนตำแหน่งโดยเร็ว 

            ย้อนกลับไปเมื่อยามที่ต้องบอกลากับโมมิยะ 

            “เอาไปซะ” เพื่อนคนนั้นกล่าวพลางยื่นแหวนวงหนึ่งให้แก่กวี “นี่คือแหวนแห่งเปลวเพลิง มันมีสรรพคุณในการเปลี่ยนพลังงานมานาให้เป็นธาตุเปลวเพลิง พลังงานธาตุมีการแพ้ทางต่อพลังงานธาตุขั้วตรงข้าม แต่ในกรณีของนาย การปิดบังพลังงานสีเทาที่น่าสะดุดตาคงจะให้ผลที่ดีที่สุด”

            กวีรับเอาแหวนมาแต่โดยดี แหวนวงนี้จะมีประโยชน์ต่อใครเป็นอย่างสูงในอนาคตระยะยาว

            “นายไม่คิดจะถามหรือว่าทำไมชั้นถึงมีมานาสีเทา ?” กวีเริ่มเปล่งเสียงเพื่อกล่าวถาม 

            พลันได้ยินดังนั้น โมมิยะจึงเผยยิ้มบาง ๆ และกล่าวว่า “สำหรับชั้นจะยังไงก็ได้ทั้งนั้น นายคือเพื่อนของชั้น และอีกอย่าง ถ้านายอยากจะบอก เดี๋ยวนายก็คงบอกเอง”

            ประสบการณ์พร่ำสอนหลายสิ่ง โมมิยะจึงล่วงรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าสิ่งใดที่ควรถาม และสิ่งใดที่ไม่ควรถาม 

            กลับมาสู่ปัจจุบัน

            กวีเผยยิ้มราวกับปีศาจร้ายจากก้นขุมนรกเมื่อกำจัดคู่แข่งได้หนึ่งชีวิต “ขอบคุณมากโมมิยะ ชั้นล่ะชอบสีแดงที่สุดเลย”

            พลันสิ้นเสียงได้เพียงไม่นานนัก ผู้เข้าทดสอบอีกคนได้ปรากฏตัวขึ้นจากเบื้องหลัง รวดเร็วประหนึ่งสายลม ไม่มีทางที่กวีจะรอดพ้นการโจมตีในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน 

            “ตู้มม !!”

            เรือนร่างของเรเวนปรากฏกายขึ้นพร้อมตวัดเท้าขวาเข้าชายโครงของศัตรู 

            กวีรอดพ้นจากการลอบสังหารได้อย่างหวุดหวิด กระนั้นเขากลับมิได้เปล่งวาจาใด ๆ ออกมา พลันเร่งฝีเท้าเพื่อเคลื่อนย้ายตำแหน่งในทันที เรเวนเองก็ไม่รอช้า เร่งฝีเท้าติดตามไปโดยไม่ยอมหยุดพัก

            การต่อสู้ล่วงผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง จำนวนผู้เข้าสอบเริ่มต้นลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด 

            ท่ามกลางสนามรบนับพันจุด มีอยู่หลายคนที่ชวนน่าสนใจไม่น้อย 

            “นั่นมัน” เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้น แววตาจดจ้องไปยังด้านหน้า ปรากฏพบกลุ่มของหญิงสาวสามคน คนแรกมีใบหน้างดงามหากแต่ร่างกายสูงใหญ่ราวกับชายชาตรี เส้นผมมีเทาประหนึ่งขี้เถ้า ในขณะที่อีกสองคนเป็นเพียงเด็กสาวร่างเล็ก คนแรกมีเส้นผมสีฟ้า ในขณะที่อีกคนมีเส้นผมสีเขียวอ่อนๆ 

            ทั้งสามกำลังประจันหน้ากับกลุ่มชายชาตรีพร้อมสรรพาวุธครบมือ กระนั้นกลับมีสีหน้าอันนิ่งสงบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น 

            กวีระลึกถึงคำพูดของโมโมซึมิ ในการทดสอบครั้งนี้ คนของเธอและโมมิยะก็เข้าร่วมทดสอบด้วยเช่นกัน

            “ตอนนี้ใช่เวลาที่เราต้องเป็นห่วงคนอื่นที่ไหนกันล่ะ” เขาเร่งเบือนหน้าหนีโดยเร็ว สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือตนต้องเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต

            ท่ามกลางผู้เข้าการทดสอบอันมากล้น กวีได้พบเจอกับผู้คนหลากหลายประเภท บ้างก็มีร่างกายกำยำประหนึ่งเหล็กกล้า บ้างก็เข้าสู่วัยชราอายุราวเจ็ดสิบปี ในขณะที่บางคนกลับยังมีร่างกายเป็นเพียงเด็กเล็กคนหนึ่ง 

            “เจ้าหมอนั่น รู้สึกว่าคล้ายกับใครสักคนที่เรารู้จัก” เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นด้วยความฉงน ห่างออกไปราวร้อยเมตรได้ปรากฏรูปลักษณ์ของเด็กชายผู้หนึ่ง อายุคงราวสิบถึงสิบห้าปี เส้นผมยาวสีขาวยาวประบ่าประหนึ่งทุ่งรวงหิมะ ดวงตามีสีมรกต ใบหน้างามสง่าพร้อมอยู่ในท่วงท่าอันนิ่งสงบ ข้างกายมีชายร่างใหญ่ยืนอยู่เคียงข้างสองคน.. 

            ‘ท่าทีของเขาช่างราวกับองค์จักรพรรดิ’

            ทว่าที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่ากลับเป็นชายคนต่อไป 

            กวีหยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักในชั่วครู่ขณะ ไม่เพียงแค่เขา เพราะแม้กระทั่งเรเวนกลับยังมีใบหน้าที่แปรเปลี่ยนสี

            ทั้งสองจดจ้องมองไปข้างหน้า ปรากฏชายผู้หนึ่งกำลังถูกรายล้อมโดยเหล่ายอดนักสู้นับยี่สิบชีวิต 

            เพียงแต่ว่า ชายผู้ที่กำลังถูกรายล้อมกลับไม่ปรากฏท่าทีสะทกสะท้าน รอยยิ้มที่แต้มแต่งอยู่บนใบหน้าช่างราวกับกำลังเย้ยหยัน 

            เขาผู้นี้มีใบหน้าอันหล่อเหลา กล้ามเนื้อมีไม่มากหากแต่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ เส้นผมมีสีดำเงางามราวกับไข่มุก ดวงตามีสีครามประหนึ่งอัญมณีแห่งท้องทะเล พลังงานมานาที่แผ่ขยายอยู่รอบกายบ่งบอกถึงการฝึกฝนอันเนิ่นนาน เขาแข็งแกร่ง

            “ไอ้บ้านั่นมันตัวอะไรกันแน่ !!” กวีเปล่งเสียงขึ้นพร้อมแววตาอันตกตะลึง ต่อหน้าศัตรูพร้อมอาวุธครบมือ ชายผู้นั้นกลับยืนต่อกรด้วยสองมืออันว่างเปล่า อย่างไรก็ตาม เขากลับไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะเอาชนะชายผู้นั้นได้ 

            “อย่าไปยุ่งกับเจ้าหมอนั่นจะดีกว่า” ทันใดนั้นเสียงของเรเวนพลันถูกเปล่งขึ้น “มันเป็นฆาตกรโรคจิต ชื่อของมันคือเซริน มอลฟิน เป็นตัวอันตรายสุด ๆ ไปเลยล่ะ”

            รังสีฆ่าฟันอันน่าขยะแขยง เพียงได้สัมผัสก็รู้สึกถึงภยันตรายได้โดยสัญชาตญาณ เมื่อนั้นกวีจึงทำตามที่เรเวนกล่าวแต่โดยดี หากยังรักชีวิตก็ควรเร่งปลีกวิเวกไปจากตำแหน่ง ณ ปัจจุบันโดยเร็ว 

            การทดสอบยังคงดำเนินไปต่อ ผู้เข้าทดสอบถูกลดทอนให้น้อยลงเข้าไปทุกที จนกระทั่งในท้ายที่สุด วันเวลาก็ล่วงผ่านไปครบหนึ่งชั่วโมง

            “หยุดการต่อสู้เพียงเท่านั้น !!”

            เสียงของโบโบโบถูกเปล่งขึ้นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งพื้นที่ ประกาศกร้าวให้การต่อสู้หยุดชะงักในทันตา ทุกคนต่างวางมือ แววตาอันกระหายอยากจากเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น 

            นอกเหนือไปจากบรรดาผู้เหลือรอด ใต้เท้าของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยเหล่าผู้ที่หมดสติ บ้างก็อยู่ในสภาพสาหัส บ้างก็หมดลมหายใจและคงไม่มีทางหวนย้อนกลับมามีชีวิตได้อีก

            “ตอนนี้มีผู้ที่ยังมีสติอยู่ที่สี่พันสามร้อยคน ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่วางเอาไว้”

            โบโบโบสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด พร้อมเปล่งเสียงตะโกนออกมาให้ดังก้องกังวานประหนึ่งเสียงปืนใหญ่

            “พวกนายทุกคน..”

            ‘สอบผ่าน !!!’

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน