[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    87 ไม่ทันได้แก้ตัว

    “ตงฟาง”


    เสียงของหญิงสาวเรียกจากด้านหลัง ทำเอาตงฟางรู้สึกเย็นไปทั่วร่าง เขาจึงหันมองจ้องไปยังคนที่เรียกหลังจากเห็นท่าทางของศิษย์พี่พากันเดินแยกตัวห่างออกไปจากเขา


    “สวัสดีท่านอาจารย์ มีอะไรกับข้าหรือเปล่า” 


    ตงฟางทำตาปริบๆพยายามทำตัวเองไม่ให้มีปัญหา เขาไม่อยากทำให้สิทธิการเข้าไปในประตูแห่งเทพธิดาหายไป  แม้เขาจะทำตัวให้เหมือนพวกไม่เอาไหน  ภายในใจของเขากลับบอกให้เขาเก๊กหล่อเพราะอาจารย์ที่เดินเข้ามาแม้จะมีอายุน่าจะ 30 ไปแล้ว เธอกลับยังสาว ยังสวย จนออร่าความสวยพุ่งทะลุผ้าปิดหน้าของเธอ 


    ไม่เพียงเท่านั้นศิษย์สายตรงของเธอที่ยืนอยู่ข้างๆยังมองจ้องเขาด้วยออร่าความสวยทะลุผ้าปิดหน้าเช่นกัน ทำเอาเขาแทบทำตัวไม่ถูก เพราะผู้หญิงยิ่งสวย ยิ่งอันตราย การเข้ามาทักทายอาจจะมีปัญหาได้ ตงฟางจึงพยายามทำตัวให้เหมือนคนไม่เอาไหนที่สุด


    “อาจารย์อี้ให้ข้ามาบอกกับเจ้าว่าต่อจากนี้ไป เจ้าจะต้องติดตามศิษย์พี่ของเจ้า เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายในการใช้ชีวิตข้างในประตูแห่งเทพธิดา”


    “อาจารย์อี้ อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว แต่ข้าเกรงว่าหากเดินทางไปด้วยกัน ข้าจะสร้างปัญหาให้ศิษย์พี่”


    “ขึ้นอยู่กับเจ้าก็แล้วกัน ข้ามีหน้าที่แค่บอกเจ้าให้เดินทางกับศิษย์พี่ เมื่อเข้าไปแล้วเจ้าจะแยกตัวออกไปก็ได้ หากมันเป็นความต้องการของเจ้าเอง”


    “ข้าเข้าใจแล้วท่านอาจารย์… อาจารย์จื่อรั่ว”


    ตงฟางนึกชื่ออาจารย์หญิงอยู่นานจนศิษย์พี่ที่อยู่ข้างๆกระซิบบอกเขาให้รู้ตัว ทันทีที่การสนทนาระหว่างเขากับอาจารย์จื่อรั่วผู้ดูแลตึกยาและสมุนไพรจบลง เธอก็ให้ศิษย์สายตรงของเธอยืนข้างๆเขา จนทุกสายตามองมายังตงฟาง


    “นี่มัน ระเบิด”  ตงฟางร้องตะโกนภายในใจเสียงดัง ตอนนี้มีสาวงามอายุ 20 ยืนอยู่ข้างๆ มันเป็นเหมือนการนำระเบิดเวลามามัดใส่ตัวของเขาเพราะตอนนี้ศิษย์สายในที่เป็นผู้ชายมองเขาด้วยความกระหายอยากจะเข้ามาฆ่า แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือศิษย์สายตรง เพราะมีหลายคนมองจ้องเขาด้วยพลังระดับจารึกวิญญาณที่ทำให้เขาเหงื่อตก ดูท่าศิษย์สายตรงของอาจารย์จื่อรั่ว จะถูกใจใครไม่น้อย


    “ศิษย์พี่ ข้าตงฟาง ศิษย์พี่ชื่ออะไร ข้าบอกก่อนเลยนะ ข้ามีคนที่ชอบแล้ว ส่วนท่านข้าคิดเพียงแค่ศิษย์พี่เท่านั้น ไม่มีอื่นเลย แม้ท่านจะสวยแต่ไม่ใช่สเปคข้าเลย ท่านคงไม่ถือสาที่ข้าพูดตรงๆแบบนี้นะ  แหะแหะ”


    ตงฟางฉีกยิ้มอ่อนๆพลางเกาแก้มโดยใช้อายุ 15 ของเขาให้เป็นประโยชน์ ตอนนี้หากบอกว่าชอบ เขาจะถูกผู้ชายนับหมื่นรุมฆ่าแน่นอน


    “ศิษย์พี่ แล้วท่านชื่ออะไร หากให้ข้าเรียกท่านว่าศิษย์พี่แบบนี้เรื่อยๆ คนอื่นอาจจะหันมองข้าคิดว่าข้าเรียก”


    “ฮะ ไอ้บ้านั่นไม่รู้จักเทพธิดาเยว่สือ ศิษย์สายตรงลำดับ 2”


    เสียงของศิษย์สายในดังมาจากทางฝั่งของผู้ชาย ตงฟางกลับไม่สนใจเขาอยากได้ยินชื่อจากปากของศิษย์พี่ที่อยู่ในผ้าปิดหน้าสีขาว เห็นเพียงแค่ดวงตาสีเขียวอ่อนมองจ้องทุกอย่างด้วยความอ่อนโยน ต่างจากอาจารย์ของเธอที่มองทุกอย่างด้วยความเยือกเย็น


    “ข้าเยว่สือ”


    “ศิษย์พี่เยว่สือนี่เอง วาว ระดับของท่านไม่ธรรมดาเลยนะ เป็นถึงระดับจารึกวิญญาณขั้น 7 ข้าพึ่งเป็นระดับผสานวิญญาณขั้น 1 เอง”


    “อืม” ไม่มีการกล่าวทักทายใดๆอีก ตงฟางทำเพียงแค่ยิ้มแห้งๆเท่านั้น เพราะศิษย์พี่เยว่สือดูท่าจะไม่ใช่คนชอบพูดมาก จึงอยู่เงียบๆให้ประตูแห่งเทพธิดาเปิดขึ้นมา ขณะที่ตงฟางกำลังหันมองจ้องทุกๆคนที่กำลังมองจ้องเสาสีดำทั้ง 10 ที่อยู่ตรงหน้า เขาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนจึงอ้าปากทักทายทันที


    “อ้าวนั่นมันจงหูนี่” ไม่มีคำว่าศิษย์พี่ มีเพียงแค่ชื่อเรียกห้วนๆลอยออกไปจากปากของตงฟาง ทักทายชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด ข้างๆของมันแม้จะมีอาจารย์ไป่เทียนยืนอยู่ด้วยกัน ตงฟางกลับไม่รู้สึกเกรงกลัว เขาเชื่อว่าการที่อาจารย์ลงโทษศิษย์ต่อหน้าสถาบันอื่น จะต้องทำให้อับอายขายขี้หน้าอย่างแน่นอน เขาจึงกล้าทักไป


    “ทำไมเจ้าไม่กักขังตัวเองในบ้านล่ะ เจ้าได้รับโทษให้อยู่ในบ้านเป็นเวลา 1 ปีไม่ใช่เหรอ หรือว่ากฎสามารถแหกได้กัน”


    กรอด~!


    ไม่มีเสียงตอบรับจากจงหู มันเพียงยืนกัดฟันมองเสาสีดำต่อไป แม้ภายในใจของมันจะเจ็บปวดกับคำพูดของตงฟางที่กำลังฉีกหน้าของมันต่อหน้าศิษย์คนอื่นๆ มันกลับไม่กล้าทำให้อาจารย์ขายหน้า 


    การที่มันมาในสถานที่แห่งนี้ทั้งๆที่ถูกลงโทษ เป็นการหักหน้าอาจารย์ของมันที่เป็นคนใช้กฎลงโทษเช่นกัน


    “เจ้าหุบปากได้หรือยัง ข้าเองที่เป็นคนให้เขามา หากออกมาจากประตูแห่งเทพธิดา เขาจะต้องกลับไปกักบริเวณตัวเองเป็นเวลา 1 ปีเช่นเดิม”


    “งั้นก็แสดงว่าศิษย์คนอื่นๆที่กำลังถูกทำโทษก็อยู่ในนี้เช่นกันสินะ วาว คงได้รับการยกเว้นโทษให้เข้าประตูเทพธิดา จากนั้นค่อยกลับมารับโทษกัน ข้าพึ่งรู้นะเนี๊ย”


    สายตาของทุกคนมองมายังตงฟางที่กำลังใช้คำพูดท้าทายอาจารย์ผู้คุมกฎลำดับที่ 5 ของสถาบัน ทันใดนั้นสายตาของอาจารย์ไป่เทียนที่ถูกลูบคมก็ได้หันมาทางตงฟางพร้อมกับส่งพลังวิญญาณโจมตีเขาให้ลงไปนอนกองบนพื้น แต่มันกลับเป็นเพียงแค่ความคิด ยังไม่ทันที่อาจารย์ไป่เทียนจะได้โจมตีเขา ทางฝั่งจงหูมันก็ล้มตัวลงไปนั่งบนพื้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อเท้าขวาของมัน


    “เจ้าเจ็บอีกแล้วใช่ไหม”


    “อาจารย์ ข้ายังไหว หากกินยาแก้ปวด ข้าคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นปัญหากับการต่อสู้ของข้า”


    “หืม จงหู เจ้าเป็นอะไรล่ะนั่น อย่าบอกนะว่ามีบางอย่างฝังอยู่ในข้อเท้าของเจ้าแล้วไม่สามารถนำมันออกมาได้” 


    ตงฟางทำหน้าสงสัย ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่กล้าเดินจากแผ่นหลังของพี่เยว่สือ กลัวจะถูกโจมตีจากอาจารย์ไป่เทียน ด้วยเสียงของตงฟางที่ร้องตะโกนถาม ทำให้จงหูหันกลับมาตอบเขาด้วยความโกรธ


    “มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า”


    “งั้นก็เป็นเรื่องจริงสิ ที่ว่ามีบางอย่างฝังอยู่ในข้อเท้าขวาของเจ้าโดยไม่สามารถนำมันออกมาได้ วาห์ แย่จริง แบบนี้ก็ทำให้ความสามารถในการต่อสู้ลดลงสิ มันอันตรายนะจงหู ถ้าไม่ถอนตัวเดี๋ยวก็ได้เสียชีวิตหรอก เข็มเล็กๆนั่นน่ะ ยิ่งเคลื่อนไหว มันก็ยิ่งแทงเข้าไปในกระดูกลึกขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ต้องตัดขาทิ้ง”


    “ทำไมเจ้าถึงรู้ว่าในขาของข้ามีเข็มฝัง” จงหูมองจ้องมายังตงฟางด้วยความโกรธ หลังจากคำพูดของตงฟางทำให้มันพอจะรู้ถึงสาเหตุของเข็มที่ฝังอยู่ในข้อเท้าของมัน ทันใดนั้นอาจารย์ไป่เทียนก็ระเบิดพลังดึงร่างของตงฟางให้เข้าไปหา หวังจะให้คำตอบ แต่แล้วอาจารย์จื่อรั่วกลับเข้ามาจับไหล่ของตงฟางแล้วกดไว้บนพื้น ทำให้เขายังอยู่ที่เดิมไม่ได้พุ่งไปไหน


    “อาจารย์จื่อรั่ว ส่งมันมาให้ข้า มันจะต้องเป็นคนใช้เข็มกับศิษย์ของข้าแน่นอน”



    “อาจารย์ผู้คุมกฎ ท่านไม่มีหลักฐานอีกแล้วนะ ข้าก็เป็นเพียงแค่นักหลอมยาธรรมดาๆที่ผ่านการทดสอบยาระดับ 5 แล้วก็ห้อยป้ายนักหลอมยาระดับ 3 ข้าไม่รู้หรอกว่าใครเป็นเจ้าของเข็มนั่น แต่ที่ข้ารู้ถึงมันก็เพราะว่าข้าเป็นนักหลอมยาไง ทำให้ข้ารู้จักอาการป่วยของคนที่บาดเจ็บ วาห์ ตายจริง ข้าก็แค่วิเคราะห์จากอาการเท่านั้น ไม่คิดว่ามันจะทำให้ข้าตกเป็นผู้ต้องสงสัย”


    ตงฟางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเสียใจพลางใช้มือกุมหน้าอก ทันใดนั้นเขาก็รีบจับไปยังเอวของตัวเอง เมื่อรู้สึกได้ถึงแขนของใครสักคนพุ่งเข้ามากอดเขาจากทางด้านหลัง ที่แน่ๆเขาคิดว่าจะต้องไม่ใช่อาจารย์จื่อรั่วและศิษย์พี่เยว่สืออย่างแน่นอน


    “ตงฟาง อยู่นี่เองพี่คิดถึงแทบแย่ ไม่มาเล่นกับพี่สาวเลยนะ ปล่อยให้พี่สาวนอนคนเดียวมาหลายวัน ดูซิ เสื้อผ้าก็ขาด ชุดเกราะก็พัง ไปโดนใครทำร้ายมาหรือเปล่า”


    น้ำเสียงเป็นห่วงมาพร้อมกับคำพูดบอกหญิงสาวที่อยู่รอบๆว่าเธอนั้นเป็นเจ้าของดังออกมาจากซิงเยียน ทำเอาตงฟางต้องยิ้มแห้งส่งไปให้พี่สาวที่เข้ามากอดเขาจากทางด้านหลัง ตอนนี้ได้จับตัวของเขาไปหมุนสำรวจทุกๆอย่าง จนศิษย์พี่เยว่สือและอาจารย์จื่อรั่วมองด้วยสายตางุนงงและคิ้วที่ขมวดเข้าชนกัน ส่วนอาจารย์ไป่เทียนที่เห็นตราเจ้าของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ก็ได้เบือนหน้าหนีไป


    “น้องตงฟางไม่ติดต่อมาตั้งหลายวัน พี่กลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้น แต่จากสภาพที่ยังแข็งแรงพี่สาวคนนี้ก็หายห่วง เอาล่ะ รู้ไหมว่าพี่สาวรอตงฟางทุกๆวันเลยนะ กินก็ไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ ดูนี่สิ พี่มีชุดเกราะมาให้ด้วยล่ะ เอาล่ะมาเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน”


    พนักงานหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าใช้ม่านกั้นทั้ง 4 ทิศทาง มีเพียงแค่ตงฟางกับพี่ซิงเยียนที่อยู่ข้างใน ทันใดนั้นพี่ซิงเยียนก็เข้ามากระซิบข้างหูว่าเธอจะหันหน้าหนีไป ให้ตงฟางเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลย เขาจึงตกลงทำตามอย่างงุนงงเพราะจู่ๆพี่ซิงเยียนก็เข้ามาหาโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูด


    “ตายจริง กล้ามเริ่มชัดเจนมากกว่าเดิมเลยนะหนิ แผลเป็นนี่ไปได้มาจากไหนเหรอ ครั้งก่อนพี่ยังไม่เห็นมันเลย ผมนี่ แห้งหมดแล้ว วันหลังพี่สาวจะอาบน้ำให้นะ ดูเล็บพวกนี้สิ ร่างกายนี่อีกได้กินอาหารบ้างไหม นี่ยา กินเข้าไป จะได้มีแรงวิ่งกับเขา”


    เสียงของซิงเยียนเอ่ยออกมาเป็นช่วงๆ ทำเอาศิษย์ผู้หญิงของสถาบันเฟยเทียนหน้าแดงกันเป็นแถบ ตอนนี้พวกเธอแทบจะเป็นบ้าเพราะกำลังมีชายหญิงสองคนเปลี่ยนเสื้อผ้าใจกลางกลุ่มของพวกเธอ ทางฝั่งของศิษย์ผู้ชายที่ได้ยินต่างอิจฉาตาร้อน หลังจากตงฟางเข้าไปอยู่ในม่านกั้นกับหญิงสาวสุดสวยคนหนึ่ง แล้วตออนนี้ก็กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งหน้า จัดผม อย่างกับคู่รักกัน


    “ฮือ….พี่ซิงเยียน ครั้งนี้ผมคงหาแฟนไม่ได้อีกแล้วล่ะ พี่เล่นแบบนี้คนอื่นก็หนีจากผมไปหมดสิ” ตงฟางน้ำตารินไหล สำหรับพี่สาวซิงเยียนยังคงยืนหันหลังให้เขาเช่นเดิม ไม่ได้ทำเหมือนเสียงที่เธอเอ่ยออกไปเลยสักนิด ตงฟางที่เปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งหมดด้วยตัวเองจนเสร็จสิ้นแล้วสวมทับด้วยชุดเกราะระดับ 5 ก็เริ่มเช็ดน้ำตา


    “ไม่เป็นไรนะ พี่จะอยู่กับตงฟางเสมอ เอาล่ะ หอมแก้มอีกหนึ่งทีก็เป็นอันเสร็จแล้ว” ผ้าม่านถูกเก็บพร้อมกับตงฟางเปลี่ยนมาใส่ชุดสถาบันเฟยเทียนมีชุดเกราะระดับ 5 สวมทับตัว


    “นี่ตงฟาง ในแหวนนี่มียาระดับ 4 หลายอย่าง ทั้งยารักษาบาดแผล ยาฟื้นฟูพลังวิญญาณ ยาแก้พิษ อาหารที่สามารถกินได้ 1 เดือน แล้วก็อาวุธระดับ 5 ที่สั่งทำพิเศษ พี่สาวคิดว่ามันน่าจะเหมาะกว่าใช้ดาบบิน ส่วนเรื่องทักษะมารที่เมืองหลวง พี่สาวประมูลแพ้ล่ะ” 


    ซิงเยียนขยับเข้ามากระซิบตงฟางพร้อมกับยัดแหวนเก็บของใส่มือของตงฟางเอาไว้จากนั้นเธอก็หอมแก้มตงฟางแล้วถอยออกมายิ้มให้ จนทุกคนที่เห็นหน้าแดงกับท่าทางของทั้งสองคน


    “เอาล่ะ พี่กลับก่อนนะ ถ้าออกจากประตูรีบๆมาหาพี่ด้วย”


    ซิงเยียนโบกมือลาแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ตงฟางยืนอึ้งเพราะเขายังไม่ได้เปิดปากพูดเลยสักคำ ยังไม่ได้แก้ต่างเรื่องในม่านกั้น พี่ซิงเยียนกลับเดินจากไปแล้ว


    “ศิษย์พี่เยว่สือ เมื่อกี้เป็นพี่สาวข้าเอง เรามีความสัมพันธ์เป็นพี่สาวน้องชายกันเท่านั้น แม้จะเป็นคนละพ่อแม่ก็ตาม ความสัมพันธ์นี้เราได้มาตอนที่ข้าช่วยพี่ซิงเยียนในป่าสัตว์อสูรคลั่ง ท่านอย่าคิดมาก”


    ตงฟางหันกลับมาพูดกับเยว่สือ ก่อนจะมองไปรอบๆหลังจากทุกคนยังคงมองหน้าเขาไม่เปลี่ยน ตงฟางจึงจับไปยังแก้มของเขาจนพบว่ามีรอยแดงของชาดติดมือมา


    “หนอยแหนะพี่ซิงเยียน ทาลิปมาซะเข้มเพื่อจะหอมแก้มโดยเฉพาะเลยสินะ”


    “ตงฟาง เงียบได้แล้ว เจ้าเมืองหลงไห่กำลังจะเปิดพิธี” ศิษย์พี่เยว่สือเอ่ยกับตงฟางด้วยเสียงอันนุ่มนวล เขาจึงต้องเงียบเสียงแล้วมองไปยังเสาทั้ง 10 ต้นที่ตอนนี้มีรถม้าสีทองคันเดิมที่เขาเห็นในวันประลองหลอมยาวิ่งเข้ามาจอด อย่างไรก็ตามเขากลับต้องมองจ้องไปยังแหวนเก็บของของพี่ซิงเยียนเพื่อดูว่าเธอให้อะไรมาบ้าง


    “นี่มัน เข็มสังหารระดับ 5 ไม่คิดจะให้ศัตรูได้ลืมตาอ้าปากเลยสินะ เฮ่อ…หมดไปกี่ล้านเนี๊ย”


    สำหรับยาระดับ 4 หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าสามารถหลอมได้ แต่สำหรับอาวุธระดับ 5 ตงฟางคิดว่ามันจะต้องสั่งทำจากเมืองหลวงอย่างแน่นอน เพราะนักเล่นแร่แปรธาตุหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้ายังเป็นแค่นักเล่นแร่แปรธาตุระดับ 4 เพียงเท่านั้น