41 2-2
ตอนที่68 ความห่วงใยของไป๋หลี่หาน(2)
ความอัปยศความโกรธเกรี้ยวที่โดนหลอก กระทั่งความกระหายเลือดทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้บ่อทำลายตรรกะเหตุผลทั้งหมดของนางในทันใด ปัจจุบันขณะมีสิ่งเดียวที่คงอยู่ภายในใจ หากวันนี้แม่ของนางต้องตาย นางจะล้างบางวังหลวงให้พินาศฝังไอ้พวกเชื้อพระวงศ์ชาติชั่วทั้งหมดไว้ข้างหลุมศพนางเสมือนร่างกายของนางเป็นยุทธทัณฑ์บรรพกาลสะท้านฟ้าดินสาดฉายรัศมีอำมหิตสุดข้นขลักทะลักล้นอย่างบ้าคลั่ง
“ข้ามีโอสถปราณระดับสองอยู่!”
ไป๋หลี่หานคว้าคมมีดสั้นกำเอาไว้แน่นหยดเลือดรินไหลเป็นสายหนึ่งจากฝ่ามือข้างนั้น แต่กระนั้นหาได้สนใจไม่เลยเรียวตาปราดยาวคู่นั้นมองผ่านช่องหน้ากากส่งไปหาหญิงสาวที่ยามนี้ประดุจว่าจำแลงกายเป็นนางพญามารหิวกระหายเลือดกว่าสิ่งใดเบื้องหน้า
เซียถงเงยหน้ามองไปทางเขาฉายแววประหลาดใจผ่านเส้นสายตา
“ข้าให้เจ้าได้”
สุ้มเสียงเย็นเยียบแผดดังออกมาจากปากไป๋หลี่หานฟังดูหนาวเหน็บกว่าปกติที่ผ่านมา แต่นั่นยังคงรักษาความสง่างดงาม พรรณนาเปรียบดั่งหยาดพิรุณเย็นปรอยในเดือนสาม เข้าชโลมจิตใจอันบ้าคลั่งของเซียถงให้สงบลง
“สิ่งที่เจ้ากล่าวมาเป็นความจริง?”
ความเกรี้ยวโกรธบนใบหน้าของนางลดลงหนึ่งส่วนแต่ในความสงบลงที่ว่าของเซียถงก็ยังเจิผสมความรวนเรไม่แน่นอนอยู่เผยแสดงสีหน้าหาได้ไว้วางใจออกมาเสียเท่าไหร่แต่คมมีดในมือหยุดเคลื่อนขยับออกไปเบื้องหน้าแล้ว
“หากเจ้าปล่อยองค์หญิงไปข้าจะมอบโอสถปราณระดับสองแก่เจ้า”
ไป๋หลี่หานพยักหน้ากล่าวให้คำมั่นน้ำเสียงแผ่วเบา
“เอาโอสถออกมาก่อนแล้วข้าจะปล่อยมันไป”
มือข้างซ้ายที่บีบคอไป๋หลี่อวี๋อิงยิ่งกระชับแน่นตับเซียถงยกร่างของอีกฝ่ายลอยขึ้นกลางอากาศ ยิ่งไป๋หลี่อวี๋อิงพยายามดิ้นทุรนทะรายมากเท่าไหร่แต่ก็ดูเหมือนว่า นิ้วทั้งห้าของเซียถงบนคอนางก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นประดุจคีมเหล็ก
หันไปทางไป๋หลี่หานเซียถงเอ่ยขึ้นว่า
“นำโอสถมาก่อน”
อาศัยความแกร่งกล้าเฉพาะของไป๋หลี่หานการจะสังหารนางทิ้งนับเป็นเรื่องง่ายดาย ทำให้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังนั้นแล้วเซียถงจึงต้องใช้ไป๋หลี่อวี๋อิงเป็นตัวประกัน ตราบใดที่อีกฝ่ายเคลื่อนไหวนางก็จะหักคอสาวน้อยในมือทิ้งทันที
หากนางต้องตายเช่นนั้นก็ลากไป๋หลี่อวี๋อิงลงนรกไปด้วยอีกคน
ไป๋หลี่อวี๋อิงใบหน้าซีดเผือดไร้เลือดหล่อเลี้ยงบิดเบี้ยวน่าเกลียดแลดูอัปลักษณ์ ความหยิ่งผยองจองเดชและภาคภูมิใจดั่งก่อนหน้ายามนี้อันตรธานหายสิ้นไร้ร่องรอยเหล่สายตาเหลือบมองคมมีดสั้นที่เล็งจ่ออยู่ตรงหน้าทั้งยังรู้สึกปวดแสบบริเวณแก้มซ้ายที่โดนฟันเมื่อครู่มือไม้ร่างกายอ่อนยวบยาบเจียนล้มทั้งยืน ตั้งแต่นางเกิดและเติบโตขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มสัมผัสรสชาติแห่งความตายใกล้ปานนี้
“เซียถงปล่อยองค์หญิงบัดเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะอภัยโทษทุกข้อหาที่ก่อเกิดขึ้นในคืนนี้!”
ฝ่าบาทที่ซึ่งยามนี้บรรเทาอาการตื่นตระหนกลงมากแล้วกล่าวขึ้นด้วยความละอาย การปรงพระชนม์เชื้อพระวงศ์นับว่าโทษหนักหนาสาหัสยิ่งแล้วแถมมาลงมือกันต่อหน้าผู้เป็นองค์จักรพรรดิ ไม่เพียงสมควรตายนับสิบชาติแต่นี่ถือเป็นการเหยียดหยาม เย้ยศักดิ์บารมีของเขาครั้งใหญ่หลวง
แต่นี่กลับเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เช่นกันคนที่ดันไปยั่วโทสะกลับเป็นเซียถง เทพธิดาแห่งความหายนะและเขากลับมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป้าหมายของคมมีดในมือนางในคราวนี้ก็เป็นองค์หญิงอวี๋อิง ราชาโอสถเพียงคนเดียวของราชวงศ์ไป๋ ไม่ว่าอย่างไรเขามิสามารถทนต่อการสูญเสียบุคคลระดับชั้นราชาโอสถไปได้บุตรสาวนางนี้ของเขาเปรียบเสมือนต้นเงินต้นทองผู้นำพาความมั่นคั่งมากมายหลายหลากมาสู่ตัวเขา ดังนั้นเขาจำต้องรีบเร่งระดับโทสะทั้งหมดภายในใจลงโดยเร็ว!
เซียถงทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดคำจาใดๆของฝ่าบาทยังคงกระชับถือมีดสั้นจ่อเล็งดังเดิม จ้องไป๋หลี่หานตาเขม็งเฉียบคมหากต้องการให้ป็หลี่อวี๋อิงมีชีวิตต่อไป ก็จงมอบโอสถปราณระดับสองมา
“ข้าจะมอบให้เจ้าแน่นอน”
ไป๋หลี่หานจ้องคมมีดทอประกายแสงเย็นเยียบไม่ห่างตาเอื้อมมือข้างหนึ่งเข้าไปในอกเสื้อ คล้ายกับว่ากำลังล้วงหาอะไรบางอย่างจากนั้นก็หยิบบางสิ่งบางอย่างออกมา กำมือไว้แน่นและยื่นออกไปให้เซียถงตรงหน้า
เซียถงเหลือบแลส่อแววสงสัยอีกฝ่ายยังคงกำมือแน่นแต่เคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆนางหรี่ตาลงทันใดอย่างรู้ทัน คำรามขึ้นว่า
“กางมือ!”
“เม็ดโอสถอยู่ในมือข้าแน่นอน”
ไป๋หลี่หานสบตาประชันคารมกับเซียถงราวกับมีกระแสไฟยิงออกมาจากดวงตาทั้งสองปะทะชนกันดังซี่ๆ เขาแบฝ่ามือคลายออกอย่างแช่มช้าจนกระทั่งกางนิ้วทั้งห้าออกจนสุด สิ่งที่เซียถงเห็นมีเพียงโอสถสีดำธรรมดาเม็ดหนึ่งเท่านั้นสีหน้าของนางแปรเปลี่ยนฉับพลันขณะกำลังโหมพละกำลังทั้งหมดเพื่อจะหักคอของไป๋หลี่อวี๋อิงในมือทิ้งทว่ากลับสายเกินไปเสียแล้ว
เงามือสายหนึ่งพุ่งโฉบเข้าคว้าข้อมือของนางข้างที่บีบคอของไป๋หลี่อวี๋อิงเอาไว้ในพริบตาอาศัยแรงดึงมหาศาลดุจช้างสิบเชือก ลงมือในเสี้ยวพริบตา จึงสามารถกระชากข้อมมือเซียถงจนหลุดออกจากคอของไป๋หลี่อวี๋อิงได้ในที่สุดเซียถงพึงทราบ หยิบใช้พละกำลังขับสู่กับชายคนนี้ย่อมไม่ได้ผลคิดได้ดังนั้นจึงโยนมีดสั้นจากมือขวา ส่งกลางอากาศไปหามือข้างซ้ายที่ยังว่างทันทีที่คว้าจับไว้ได้เสียงดังหมับ นางระดมส่งพลังลมปราณทั้งหมดทั่วร่างย้ายไปซีกซ้ายโถมน้ำหนักเหวี่ยงคมมีดเข้าแทงไปยังไหล่ขวาของอีกฝ่ายสุดแรงเกิด
ไป๋หลี่หานพ่นลมหายใจเย็นหนึ่งเสียงโดยไม่คำนึงถึงคมมีดของเซียถงที่เสียบคาไหล่ขวาของตน เขารวบเอวของนาง แบกทั้งร่างขึ้นวางบนบ่าโคจรลมปราณกระแสใหญ่เร็วจี๋ เงาร่างไสววาบกลายเป็นประกายแสงสีครามฟ้าพานางออกจากเรือนรับแขกหลังนี้หนีไปทันที
ฝ่าบาทยืนนิ่งท่ามกลางคลื่นลมซัดหอบโฉบออกไปชายเสื้อมคลุมพลิ้วไสวตามทิศทางอากาศ มองดูไป๋หลฃี่หานที่หายวับลับจากไปพร้อมกับเซียถงสีหน้าแววตายามนี้ดูเหี้ยมเกรียมขึ้นหลายส่วน ปรากฏว่า ไป๋หลี่หานมันมิได้เจตนาหวังดีที่จะช่วยไป๋หลี่อวี๋อิงตั้งแต่แรก เพียงเบี่ยงความสนใจหยุดตัวเขามิให้ออกโรงชั่วขณะแค่เท่านั้น
เซียถงโดนแบกอยู่บนบ่าของไป๋หลี่หานไว้แน่น ไม่ว่าจะทำอย่างไรกลับดิ้นไม่หลุดสักครานางกระชากคมมีดที่ปักคาอยู่บนไหล่ของอีกฝ่ายขึ้นมาวาดรัศมีชูขึ้นเตรียมจะเสียบซ้ำย้ำแผลเดิมอีกหนึ่งคำรบแต่ทันใดนั้นพลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าจะพาเจ้าไปเอาโอสถปราณระดับสองอย่าเพิ่งดิ้น!”
ด้วยความตกลึงงันเซียถงหยุดมือไปชั่วขณะ เหลียวหลังกลับไปมองชายที่แบกร่างของตนอยู่ด้วยความฉงนใจหมอนี่กำลังจะพาตัวข้าไปรับโอสถปราณระดับสองจริงรึ? มิใช่ลักพาตัวไปฆ่าทิ้งหรอกรึไง?
“โอสถปราณมิได้อยู่ในวังหลวงแห่งนี้คำกล่าวของข้าผู้นี้ล้วนมีน้ำหนักเชื่อถือได้ หากเจ้ายอมไว้ชีวิตองค์หญิงอวี๋อิงข้าย่อมให้ความช่วยเหลือเจ้าโดยธรรมชาติ”
ไป๋หลี่หานแลมองสวนกลับไปทีหนึ่งพึงตระหนักดีว่า หญิงสาวนางนี้กำลังคิดอะไรอยู่ จึงอธิบายแถลงไขให้ฟัง
จะอย่างไรลำพังตัวเซียถงไม่สามารถเอาสชนะหมอนี่ได้อยู่ดีและบางทีอีกฝ่ายอาจจะพานางไปหาโอสถปราณระดับสองจริงๆก็เป็นได้ เช่นนั้นต้องมาดูกันเมื่อถึงมาถึงจุดนี้ เซียถงจึงเก็บมีดสั้นในมือลงปล่อยให้ไป๋หลี่หานพาหนีออกจากวังไป
หลังออกจากเขตวังหลวงมาได้ในที่สุดเขาก็พาเซียถงไปยังจวนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณมุมเมืองเฟิ่งหลี่พานางตรงเข้าไปด้านใน ไป๋หลี่หานตะโกนเรียกสาวรับใช้นางหนึ่งในชุดสีเขียวและสั่งให้นางไปนำโอสถปราณระดับสองออกมาจากร้านขายโอสถมาเป็นการด่วน