บทที่ 44 มาส่งมอบเงิน
ครั้งนี้จ้าวผิงต้มยาได้สองถัง
ถังหนึ่งเก็บไว้ที่บ้าน ให้เหวินฮุ่ยเอาไปตั้งไว้หน้าประตู เผื่อคนสัญจรไปมาอยากดื่มก็จะตักให้หนึ่งชาม
ถ้าไม่อยากดื่ม จ้าวผิงก็ไม่บังคับ
อีกถังหนึ่งให้เซี่ยเฉวียนแบกไปหมู่บ้านเซี่ยชุน
ระหว่างทาง จ้าวผิงก็ถามหลี่หู่ “หู่จื่อ กระบวนท่าพวกนั้นของเจ้า ไยถึงได้ร้ายกาจเพียงนี้?”
“ก็ท่านเป็นคนสอนข้าไม่ใช่หรือ?”
หลี่หู่ถามกลับอย่างงง ๆ
จากนั้นก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดด้วยความตกใจ “ไม่ใช่สิ ข้าใช้กระบวนท่าที่ท่านสอน หนึ่งคนสามารถต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามได้สิบกว่าคน”
“แล้วทำไมตอนท่านใช้ ถึงถูกพวกนั้นตีจนล้มลงไปเล่า?”
“ข้า...”
จ้าวผิงอยากจะร้องไห้ น่าเสียดายที่ไม่มีน้ำตาไหลออกมา
ตอนนี้ทำได้เพียงสืบหาสาเหตุจากการถามประสบการณ์ของหลี่หู่ว่าความรู้สึกตอนได้ใช้เป็นอย่างไร
ปรากฏว่าหลี่หู่ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น
ได้แต่พูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่ประโยคเดียวว่า ‘ท่านสอนข้า ทำไมท่านจึงไม่รู้’
ทำเอาจ้าวผิงหมดอารมณ์
เขาพูดได้เพียงว่า การฝึกวรยุทธ์นั้นก็เป็นพรสวรรค์เช่นกัน
หลี่หู่เป็นคนประเภทที่มีพรสวรรค์ เกิดมาเพื่อเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้
ส่วนตัวเขานั้นไร้ประโยชน์ เป็นพวกที่เรียนศิลปะการต่อสู้เท่าไหร่ก็ไม่ได้ความ
“จ้าวเซียนเชิง ท่านสามารถสอนกระบวนท่าแบบนั้นให้พวกเราบ้างได้รึไม่?”
เซี่ยเฉวียนถามด้วยความอิจฉา
เมื่อครู่ตอนจัดการพวกหมาจิ่ว เซี่ยเฉวียนก็ถามถึงประสบการร์ของหลี่หู่
ส่วนหลี่หู่ก็ซื่อตรง ไม่รู้จักถ่อมตัว เขาเล่ากระทั่งรายละเอียดที่จัดการคนพวกนั้นได้อย่างไรออกมาจนหมด
เซี่ยเฉวียนถึงได้รู้ว่หลี่หู่นั้นมีฝีมือ
กระทั่งหลิ่วเมิ่งหรูเองก็มีฝีมือมาก
เซี่ยเฉวียนเลยคิดอยากจะเรียนด้วย
หากศักยภาพไม่เพียงพอ แล้วจะทำหน้าที่ผู้คุ้มครองให้ดีได้อย่างไร
“ไม่มีปัญหา” จ้าวผิงตกลงด้วยความยินดี “เมื่อกลับไป ตอนข้าเริ่มรำมวย พวกท่านก็ค่อยมาฝึกตาม”
“ขอบคุณขอรับ”
เซี่ยเฉวียนและคนอื่น ๆ ต่างรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่ง
ติดตามจ้าวผิงช่างดีเหลือเกิน ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาเรื่องอิ่มท้อง ทั้งรายได้ก็ยังงามนัก ตอนนี้ยังได้เรียนวิชาความรู้อีก
นายดีเช่นนี้หาจากไหนไม่ได้อีกแล้ว!
ระหว่างพูดคุยกันไป พวกเขาก็มาถึงหมู่บ้านเซี่ยชุน
ตอนพวกเขามาถึง เซี่ยจี้ก็มารออยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว พอเซี่ยจี้เห็นจ้าวผิงและคนอื่น ๆ เขาก็รีบเข้ามาต้อนรับ
“จ้าวเซียนเชิง ท่านรักษาคำพูดจริงๆ มาส่งมอบยาให้หมู่บ้านพวกเราอีกแล้ว ขอบคุณท่านมาก”
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเซี่ย ไม่ต้องเกรงใจ”
ทักทายเสร็จ เซี่ยจี้ก็จัดการให้เซี่ยเฉวียนตั้งแผงลอยตรงหน้าประตูลานบ้าน เพื่อเตรียมแบ่งยาให้ชาวบ้านดื่ม
ส่วนตัวเขาก็ดึงจ้าวผิงเข้าไปในบ้าน
ครั้นปิดประตูแล้ว เซี่ยจี้ก็พูดกับจ้าวผิง “จ้าวเซียนเชิง ท่านรู้หรือไม่ว่าจะสร้างบ้านหรูที่ท่านวาดแบบนั้นจำเป็นต้องใช้เงินเท่าไร?”
“เท่าไรหรือ?”
จ้าวผิงถามด้วยความสงสัย
หลังจากผ่านเรื่องเมื่อวานมาแล้ว จ้าวผิงก็ตัดสินใจว่าจะอยู่เงียบ ๆ
ในสถานการณ์ที่ศักยภาพของเขายังมีไม่เพียงพอเช่นนี้ การอยู่อย่างเรียบง่ายย่อมดีที่สุดแล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่คิดจะสร้างบ้านหรูแล้ว
ไม่มีที่พัก ก็สร้างเพิงชั่วคราวขึ้นมาก่อนได้
อย่างไรลานบ้านก็มีพื้นที่ใหญ่เพียงพอ หากใช้ไม้เผาถ่านสร้างเสาขึ้นมาสองต้น หลังคาก็ตอกแนวไม้ไผ่ แล้วมุงด้วยฟางแห้งเป็นอันเสร็จ เอาเรียบง่ายเช่นนี้ก็พอ
ไม่เพียงประหยัด ทั้งยังไม่ทำให้คนอิจฉาด้วย
ส่วนห้องสำหรับทอผ้า จ้าวผิงตรองแล้ว เขาจะให้เฉียนลิ่วเป็นคนจัดการ ใช้สถานที่ของจวนเฉียนในตัวอำเภอ แล้วหาแรงงานในอำเภอมาทำ
หากตกเป็นเป้าสงสัย ความผิดจะได้ตกอยู่ที่เฉียนลิ่วแทน
อย่างไรก็เป็นน้องชาย และน้องชายไม่ได้มีไว้เพื่อรับผิดแทนหรอกหรือ?
แม้จ้าวผิงจะคิดไว้เช่นนี้ตั้งแต่แรก แต่พอได้ยินเซี่ยจี้ถาม จ้าวผิงก็อยากจะรู้ราคาค่างวดในการสร้างบ้านหรูตามแผนเดิมขึ้นมา
“อย่างแรกเลยคืออิฐ”
เซี่ยจี้บอก “ที่นี่ไม่มีเตาเผาอิฐ จำเป็นต้องไปหาซื้อจากที่อื่น ห้องมากมายขนาดนั้น ไม่รู้ว่าจะต้องใช้อิฐกี่ก้อนกัน เกรงว่าคงต้องใช้หลายพันก้อนกระมัง”
“อิฐหนึ่งก้อนราคาหนึ่งอีแปะ นั่นเท่ากับว่าต้องใช้เงินพันกว่าตำลึงเชียวล่ะ”
“อย่างที่สอง ตรงกลางยังต้องใช้ข้าวเหนียวติดเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ก็ยังต้องมีคนงานอีกเล่า วัสดุไม้ต่าง ๆ อีก หากไม่มีหลายพันตำลึงย่อมสร้างไม่ได้
“ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ด้านหน้าท่านยังต้องการสร้างโรงทำงานขนาดใหญ่ นั่นก็จำต้องใช้เงินมาก”
“ยังไม่หมด ท่านยังต้องรับผิดชอบเรื่องอาหารการกินของคนงาน และการสร้างบ้านใหญ่เพียงนั้น อย่างน้อยก็คงต้องใช้เวลาสักสามเดือน”
“ในช่วงเวลานี้ คนงานต้องไปกินข้าวที่บ้านท่าน นั่นก็เป็นค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย ๆ เลย”
“ท่านมีเงินขนาดนั้นไหมเล่า?”
“และแน่นอนว่าเรื่องสำคัญที่สุดก็คือ ที่ดิน”
“ที่ดินพวกเราทั้งหมดเป็นของรัฐ คิดอยากจะสร้างบ้านใหญ่เพียงนี้ ไม่มีที่ดินผืนใหญ่ขนาดนั้นให้ท่านใช้หรอก”
“ไหนจะต้องส่งของขวัญให้เบื้องบน ค่าน้ำร้อนน้ำชาอีก ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลยนา”
“ต้องใช้เงินมากเพียงนี้เลยหรือ?”
จ้าวผิงหน้าแดง “ข้าไม่มีปัญญาจ่ายขนาดนั้นหรอก เช่นนั้นยังไม่ต้องสร้างแล้วกัน”
“ฟู่ว!” เซี่ยจี้โล่งใจ
ดีนัก พ่อหนุ่มจ้าวคนนี้ยอมรับฟังคำโน้มน้าวแต่โดยง่าย เห็นทีต่อแต่นี้เขาคงต้องพูดคุยกับจ้าวผิงให้มากขึ้น สอนให้จ้าวผิงมีประสบการณ์บ้าง จะได้หลีกเลี่ยงยามหุนหันพลันแล่น จะได้ไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ
เพียงอยู่หมู่บ้านเซี่ยชุนได้ไม่นาน จ้าวผิงก็พาคนกลับ
เซี่ยเฉวียน เกาเหมิ่งและคนอื่น ๆ ก็กลับเช่นเดียวกัน
และด้วยเมื่อคืนเพิ่งเกิดเรื่อง เซี่ยเฉวียนจึงเคร่งครัดกับกลุ่มเล็ก ๆ นี้มาก
ยกเว้นจ้าวผิงจะห้ามปราม ไม่อย่างนั้นจะต้องคอยติดตามประกบซ้ายขวาเพื่อคุ้มครองเขา
จ้าวผิงก็ไม่ได้ติดใจอะไร
เขาเองก็กลัวตายเหมือนกัน
เพิ่งทะลุมิติมาไม่ได้เท่าไร เขายังไม่คิดอยากจะทะลุมิติอีกเป็นรอบที่สอง
ระหว่างทางพวกเขาต้องผ่านบ้านหลู่ซิว จ้าวผิงจึงขอยืมรถเข็นอีกรอบ
ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสถามถึงความคืบหน้าของเครื่องทอผ้า ทว่าสองพ่อลูกส่ายหน้า
ถึงจะเข้าใจอย่างชัดเจนถึงความคิดของจ้าวผิงที่อยากให้ทำออกมา แต่พอคิดจะทำออกมาจริง ๆ ก็เกรงว่าจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
จ้าวผิงเองก็ไม่ได้เร่ง
ด้วยตอนนี้ยังไม่สามารถสร้างโรงงานได้เช่นกัน จ้าวผิงจึงทำได้เพียงค้าขายของอย่างอื่นไปก่อน
จ้าวผิงสามารถผลิตน้ำตาลทรายโดยใช้โคลนเหลืองขัดสีออกได้ แต่คุณภาพยังต่ำเกินไปสักหน่อย ต้องพัฒนาเพิ่มเติมอีก
ในยุคนี้น้ำตาลทรายเป็นของมีมูลค่าราคาแพง
จ้าวผิงเดินรอบอำเภออวิ๋นอันมาแล้วรอบหนึ่ง ก็ยังไม่เห็นใครขาย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน้ำตาลทรายแดง ไม่ใช่ของที่คนทั่วไปจะกินได้
มีเพียงจวนว่าการอำเภอ กับตระกูลร่ำรวย กระนั้นก็ยังนาน ๆ ทีถึงจะซื้อมาสักก้อนสองก้อน
ดังนั้น น้ำตาลทรายจะต้องมีราคาแพงลิบเหมือนกับเหล้าเซียงซือแน่
หากคิดจะหาเงินจำนวนมาก ก็ไม่สามารถจำกัดช่องทางหาเงินไว้เพียงที่ชาวบ้านทั่วไปอย่างเดียวได้
เดิมทีพวกชาวบ้านก็ยากจน กระทั่งข้าวก็แทบจะไม่มีกินแล้ว คิดจะหาเงินจากพวกเขา จะได้สักกี่มากน้อยกันเชียว
สู้ไปเริ่มกับพวกคหบดี ตระกูลร่ำรวย หรือตระกูลขุนนาง หาเงินกับคนพวกนั้นย่อมดีกว่า
ทำน้อยได้ผลลัพธ์มาก ทำครั้งเดียวก็แทบจะเพียงพอแล้ว
แน่นอน เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
ตอนนี้สิ่งฃสำคัญที่สุดคือส่งหมาจิ่วไปที่จวนว่าการอำเภอ แล้วสื่อสารดี ๆ กับหวงเฟิงเหนียนขุนนางทุจริตคนนั้น ดูท่าทีว่าสามารถล้มตระกูลเฝิงได้หรือไม่ จะได้ถอนรากถอนโคนอันตรายที่แฝงอยู่เพียงหนึ่งเดียวในอำเภออวิ๋นอันเสีย
เข้าเมืองครั้งนี้ จ้าวผิงพาหลี่หู่กับเกาเหมิ่งมาด้วยเพียงสองคน
ไม่ใช่การไปหาเรื่องทะเลาะ ไม่มีความจำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเช่นนั้น
เกาเหมิ่งขี่ม้าได้ จึงให้เขาลากรถเข็นไป รถเข็นนั้นบรรทุกพวกหมาจิ่วอยู่ข้างใน
หมาจิ่วเสียชีวิตแล้ว จ้าวผิงจึงใช้กิ่งไม้ทำเป็นกรง แล้วจับเขายืนอยู่ข้างใน
ดูไปแล้วก็คล้ายกับการส่งตัวนักโทษ
จ้าวผิงกับหลี่หู่นั่งอยู่บนรถม้า
ด้วยว่าฝนตก ถนนจึงเละเป็นโคลน ความเร็วของรถม้าก็ช้าลงมาก
จนใกล้เวลาเที่ยง พวกเขาจึงเพิ่งถึงอำเภออวิ๋นอัน
ผู้คนในอำเภอมีไม่มาก
แต่มีคนตาแหลมบางคนจำหมาจิ่วได้
หลายคนจึงร้องด้วยความตกใจทันที “ข้าตาลายไปหรือเปล่า เหตุใดข้าถึงเห็นหมาจิ่ว”
“หา หมาจิ่ว! ไหนเขาอยู่ที่ใด รีบหลบเร็วเข้า เขาเป็นคนพาลประจำอำเภออวิ๋นอันของพวกเรา มีเรื่องด้วยไม่ได้”
“จะมีเรื่องอันใดอีก ข้าเห็นเหมือนเขากลายเป็นนักโทษไปแล้วนั่น ทั้งยังโดนขังอยู่ในกรงอีก”
“เฮ้ย! ใช่เขาจริงด้วย”
“เขากลายเป็นนักโทษไปตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
“ไยข้าไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็นัยเป็นเรื่องดีที่ทำให้พวกเราค่อยสบายใจขึ้น”
“ใช่แล้ว ๆ เป็นเรื่องน่ายินดีจริง ๆ ฮ่า ๆ ควรดื่มเหล้าสองจอก”
“ยังจะดื่มเหล้าอันใดอีก เรื่องใหญ่เพียงนี้ จะต้องไปดูที่จวนว่าการอำเภอแล้ว จะได้ปาก้อนหินระบายความโกรธใส่หมาจิ่วไปด้วย”
“มีเหตุผล!”
จากนั้นฝูงชนก็เริ่มปาก้อนหินใส่หมาจิ่ว
ร่างหมาจิ่วโดนเซี่ยเฉวียนใช้มีดทำครัวฟันสิบกว่าแผล สุดท้ายแทงทะลุหัวใจสามครั้ง บัดนี้เขากลายเป็นร่างไร้วิญญาณแล้ว
ไม่ว่าพวกชาวบ้านจะร้องเรียกนักโทษผู้นี้เพียงใด เขาก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย
เห็นอย่างนี้ เหล่าฝูงชนที่มาล้อมดูอยู่จึงใจกล้าขึ้นมา เขยิบเข้าไปปาก้อนหินใกล้ขึ้น
มีทั้งคนปาก้อนหิน บ้างก็ปาไข่เน่า ผักเน่า ซ้ำยังมีคนปาถุงเท้าเหม็นหรือกระทั่งรองเท้าขาด
ไม่ว่าของอะไรที่มือหยิบจับมาได้ ล้วนปาใส่ตัวหมาจิ่วทั้งหมด
แม้แต่เกาเหมิ่งที่บังคับรถอยู่ด้านหน้าก็ไม่รอด เขาถูกลูกหลงไปด้วย ถูกรองเท้าขาดสองข้างปามาโดนกกหูแล้ว
แต่เกาเหมิ่งก็ไม่ได้สะทกสะท้าน ตั้งใจบังคับรถต่อไป
คนที่ตามมาด้านหลังเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งมาถึงจวนว่าการอำเภอ ตอนนี้คนที่ตามมาดูอยู่ด้านหลังมีไม่ต่ำกว่าพันคน
เมื่อมองดูก็เห็นฝูงชนมากมายตามมาเป็นขบวน ปลายขบวนไกลอยู่ลิบ ๆ
เสียงดังโหวกเหวกดังไปทั่วท้องถนน
ครั้นหวงเฟิงเหนียนที่กำลังจะเลิกงานเห็นภาพนี้ ก็ตกใจจนแทบตกจากเก้าอี้
โชคดีว่าอาจารย์ที่อยู่ข้าง ๆ ตาไวมือไว ประคองเขาไว้ได้ทัน
“นายอำเภอหวง นิ่งไว้ก่อน”
อาจารย์พูดเสียงเบา จากนั้นสั่งการมือปราบ “รีบไปห้ามด้านนอกเอาไว้ อย่าให้ไพร่พวกนั้นเข้ามาก่อเรื่อง”
ตุบ ตุบ ตุบ
“ถอยไปให้หมด!”
มือปราบใช้ไม้กระบองเคาะไปที่พื้น ส่งเสียงให้ฝูงชนรับทราบ
“ที่นี่จวนว่าการอำเภอ ผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวาย จะต้องโดนโบยสามสิบที”
เมื่อได้ยินคำเตือนปนข่มขู่ ฝูงชนจึงค่อยสงบลง
เวลานั้นเองจ้าวผิงก้าวออกมาจากรถม้า แล้วพูดเสียงดัง “ข้าน้อยต้องการร้องทุกข์”
แต่เดิมหวงเฟิงเหนียนประทับใจจ้าวผิงมากอยู่แล้ว สักพักเขาก็จำชายหนุ่มได้
ใบหน้าพลันมีรอยยิ้มขึ้นมาทันที
“จ้าวเซียนเชิง ท่านต้องการฟ้องร้องใครหรือ?”
ครั้งที่แล้วเมื่อจ้าวผิงฟ้องเฝิงจวิ้นเหริน นั่นทำให้เขาได้เงินหนึ่งพันตำลึงมาเปล่า ๆ
หวงเฟิงเหนียนเห็นจ้าวผิงก็ได้แต่คิดว่า เจ้าหมอนี่ไม่ได้มาฟ้องร้อง แต่มาส่งมอบเงินต่างหาก
“ฟ้องเฝิงจวิ้นเหรินกับเฝิงเจิ้งชู”
จ้าวผิงกล่าว
เมื่อได้ยินคำนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าหวงเฟิงเหนียนก็ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก
เป็นอย่างที่คิด มาฟ้องสองพ่อลูกนั่นอีกแล้ว
เห็นทีเขาคงต้องเตรียมรับเงินอีกแล้วกระมัง
หวงเฟิงเหนียนยิ้ม แล้วถาม “ท่านเล่าเรื่องความทุกข์มาก่อนเถิด หากมีหลักฐานแน่ชัด ข้าจะเป็นที่พึ่งให้แก่ท่านแน่นอน”
“ท่านนายอำเภอ พ่อลูกตระกูลเฝิงจ้างอันธพาลหมาจิ่วมาโจมตีและฆ่าข้าน้อย ข้าน้อยจับได้ทั้งเป็น”
จ้าวผิงพูดเสียงดัง “หมาจิ่วยอมรับสารภาพแล้ว นี่เป็นคำให้การของเขา แล้วยังมีจดหมายที่เขียนไปมาหาสู่กับพ่อลูกตระกูลเฝิง ทั้งด้านบนยังมีการลงนามประทับของพ่อลูกตระกูลเฝิงอีกด้วย รบกวนใต้เท้าพิจารณา”