บทที่ สี่สิบสอง
ถือวิสาสะเข้ามา
“คุณหนู..หรือว่าจะเป็นซื่อจื่ออีกแล้ว?”
ฟ่านหนิงกัดริมฝีปากแน่นคิ้วขมวดมุ่นแน่น ‘ช่างไร้มารยาทจริงเชียว! ยามนี้ยังมาปรากฏกายในเรือนสตรีข้ายิ่งบาดเจ็บอยู่ด้วย ไม่มีแรงมาสู้รบด้วยหรอกนะบุรุษผู้น่ารำคาญคนนี้นางจะกำจัดอย่างไรดี?’
ขณะที่จางไป๋ซินเอียงตัวเข้ามาใกล้ถามเสียงสั่นอีกครั้ง “จะให้บ่าวไปเปิดหรือไม่เจ้าคะ?”
ฟ่านหนิงครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนกระซิบตอบที่มั่นใจว่าจะได้ยินกันสองคนแน่ๆ“เจ้าแง้มหน้าต่างเพียงเล็กน้อย แล้วบอกเขาไปว่าข้าหลับแล้วให้รีบกลับไปเสีย อย่ามาเช่นนี้อีก ไม่สมควรอย่างยิ่งให้ซื่อจื่อมีกาลเทศะบ้าง”
จางไป๋ซินรับคำแล้วกลืนน้ำลายเอื้อก วาจาเมื่อครู่ถ้าตนเป็นคนพูดซื่อจื่อจะไม่บีบคอหักคามือใช่หรือไม่จากนั้นสาวใช้ก็รีบลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างอย่างระมัดระวังนางเอื้อมมือเปิดบานหน้าต่างออกเพียงร่องเล็กๆ พอให้เสียงลอดได้แต่ยังไม่ทันได้กล่าวคำใดเสียงลมพัดวูบพร้อมแรงดึงจากด้านนอกบังคับให้บานหน้าต่างเปิดกว้างขึ้นทันที
ร่างสูงใหญ่พุ่งทะลุเข้ามาอย่างคล่องแคล่วเพียงก้าวเดียวเขาก็ยืนอยู่กลางห้องเรียบร้อย จางไป๋ซินถึงกับผงะถอยรีบตามมากางแขนยืนขวางไว้ด้านหน้าเพื่อเป็นกำบังกายให้นายหญิงฟ่านหนิงที่อยู่ตรงเก้าอี้เบิกตากว้างด้วยความตกใจสิ่งแรกที่นางทำเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาคือคว้าเอาผ้าคลุมที่พาดไว้บนขอบเก้าอี้มาคลุมกายไว้ทั้งตัวพยายามซ่อนบาดแผลและเสื้อผ้าที่ไม่ควรสวมใส่เวลานี้แถมเปรอะเลือดอีกต่างหาก
และจริงดั่งคาดบุรุษผู้บุกรุกไม่ใช่ใครอื่นคือจ้าวจวิ้นหยางจริงๆดวงตาคมกริบจับจ้องมาที่ฟ่านหนิงโดยไม่สะทกสะท้าน แววตาของเขาดุลสายน้ำนิ่งแต่แฝงความคาดหมาย
ฟ่านหนิงยกคางขึ้นเล็กน้อยแม้จะซีดเผือดดวงตาไหวระริกทั้งวิตกกังวลและหวาดกลัว นางเอ่ยเสียงแข็งกลบเกลื่อนความตระหนก “ท่านบุกรุกเข้ามาเช่นนี้ไม่ได้!”
จ้าวจวิ้นหยางยกยิ้มมุมปากน้อยๆ เสียงทุ้มเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน“ก็ใช่ว่าเจ้าจะอยู่ในอาภรณ์ที่ไม่สมควร ข้ารู้ดี...ถึงได้กล้าเข้ามา”
ฟ่านหนิงขมวดคิ้วแน่นทันที ‘บังอาจนัก! ท่านพูดจาเช่นนี้หมายความว่าอะไร หรือคิดจะยั่วโมโหอะไรข้าอีก!’
ด้านจางไป๋ซินยังคงยืนบังไม่ขยับร่างสูงโปร่งของนางที่สูงกว่าสตรีทั่วไปแล้วแต่หากเมื่อเทียบกับบุรุษตรงหน้าแล้วกลับดูเล็กนักนางสูดหายใจลึกก่อนเอ่ยเสียงแข็ง “แต่นี่คือเรือนของคุณหนูใหญ่...ซื่อจื่อไม่ควรย่างก้าวเข้ามาแต่แรกแล้วเจ้าค่ะ!”
คำพูดดังสะท้อนก้องในห้องมีแสงสลัวทำเอาบรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันตา เพราะบุรุษร่างสูงกลับนิ่งเงียบไปไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดหากเพียงทำราวกับกำลังครุ่นคิดสิ่งใดดวงตาคมใต้แสงโคมมีประกายลึกล้ำ ก่อนเขาจะเลิกคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้ามองดูข้าให้ดีๆ”
สิ้นคำจ้าวจวิ้นหยางสะบัดผ้าคลุมสีเข้มที่พาดไหล่ออกเล็กน้อยผืนผ้าขยับพลิ้วในอากาศ ฟ่านหนิงหรี่ตามองอย่างไม่เข้าใจ ‘นี่เขาคิดว่าข้าไม่มีอะไรทำกระมังมายืนอวดผ้าคลุมต่อหน้ากลางดึกเช่นนี้หรือเขาหวังว่าข้าจะชมแล้วเขาจะพอใจยอมไปเสีย’
นางจึงพยักหน้าเออออตามมารยาท “ผ้าคลุมตัวนี้ของซื่อจื่องดงามมากเจ้าค่ะ”
จ้าวจวิ้นหยางถอนหายใจยาวแล้วส่ายหน้าช้าๆน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยแฝงความน้อยใจอย่างยียวน “แย่จริงเชียวที่ทุกคนไม่ได้มีความจำดีเช่นข้า”
แม้จะพึมพำแต่ฟ่านหนิงได้ยินถนัดหู นางกลอกตาขึ้นบนเอ่ยกระทบกระแทกกลับ“แต่ข้ามีกาลเทศะไม่บุกเข้าเรือนผู้อื่นยามวิกาลเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ”
“อ้อ” จ้าวจวิ้นหยางยกเสียงราวกับเพิ่งเข้าใจก่อนจะกระโดดข้ามร่างจางไป๋ซินที่ยืนขวางตรงหน้าทันทีอย่างง่ายดายมายืนอยู่ใกล้ฟ่านหนิงอย่างน่าตกใจ ดวงตาของเขามีรอยยิ้มกวนๆ “แต่ว่าออกไปนอกเรือนยามวิกาลได้ใช่หรือไม่?”
คำพูดนั้นทำให้ฟ่านหนิงชะงักทันใด ดวงตากะพริบมองเขาอีกครั้ง ‘ช้าก่อน...ผ้าคลุมนี้ ข้าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน’ ความคุ้นเคยพลันแล่นขึ้นในใจอย่างกะทันหัน
จ้าวจวิ้นหยางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อยสูดลมหายใจพลางทำจมูกฟุดฟิดเหมือนสุนัขล่าเหยื่อ “กลิ่นนี้คล้ายอะไรบางอย่าง” เขาหยุดเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนยกยิ้มมุมปาก “อืม...กลิ่นคล้ายเลือดไม่สิ กลิ่นเลือดแท้ๆ เลยต่างหาก ใช่หรือไม่คุณหนูใหญ่ฟ่าน”
น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ฟ่านหนิงรู้สึกสะท้านนางไม่แปลกใจที่เขาจะได้กลิ่นเลือดแต่ท่าทางมั่นใจนั้นราวกับเขารู้อะไรลึกซึ้งเกินกว่าคนทั่วไปจะสังเกตได้สายตาที่สื่อมามันบอกหมดทุกสิ่ง แต่นางก็ยังเชิดหน้าสู้
ฟ่านหนิงรีบสั่งเสียงเข้ม “ไป๋ซิน! ปิดหน้าต่างให้สนิทเสียก่อน” เพราะนางเกรงว่าคนเฝ้ายามหรือใครจะผ่านมาได้ยินเข้าแล้วจะยุ่งกว่าเดิม
จางไป๋ซินหมุนกายรีบวิ่งไปปิดหน้าต่างทันทีเสียงไม้กระทบดังเบาๆฟ่านหนิงจึงหันกลับมาจ้องบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาเคร่งเครียดต่อ “ซื่อจื่อรู้อะไรมา?”แม้จะพยายามแล้วแต่น้ำเสียงของนางก็ยังสั่นเล็กน้อยด้วยความเจ็บจากบาดแผลผิวน่าจะซีดไปมาก ทั้งมีเหงื่อเม็ดเล็กผุดที่ขมับทุกครั้งที่ขยับตัว
แต่จ้าวจวิ้นหยางกลับยักไหล่อย่างไม่เดือดร้อน เดาะลิ้นเบาๆก่อนเอ่ยอย่างสบายใจ “ความจริงข้าจะไม่รู้อะไรเลย...ก็ย่อมได้นะคุณหนูใหญ่ฟ่านมีอะไรมาแลกหรือไม่เล่า?อ้อจริงสิ ก่อนจะแลก เอานี่ไปก่อนของไม่ตรงกับความต้องการ รบกวนคุณหนูฟ่านเขียนด้วยตัวเองเถิด”
แล้วเขาก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งวางลงตรงโต๊ะข้างกายฟ่านหนิงก้มมองเห็นชัดเจนว่าเป็นตำราที่ปกจารึกไว้ว่า ‘ตำราว่าการสามยุค’
จางไป๋ซินที่ยืนอยู่ด้านข้างชะงัก เมื่อเห็นหนังสือเล่มนั้นก็ไม่กล้าสบตาใคร‘ตายแล้ว!หนังสือนี่นั่นมันลายมือของข้า!’ รีบก้มหน้าลงได้แต่มองพื้นเหนือปลายเท้าตัวเองท่าเดียวด้วยความลำบากใจ
ฟ่านหนิงพลันถอนหายใจกัดฟันแน่นก่อนถามเสียงเข้ม “ซื่อจื่อไม่พอใจอะไรหรือ?”
จ้าวจวิ้นหยางยกคิ้วสูงตอบทันที “ไม่มีอะไรน่าพอใจเลยต่างหากอย่างแรก นี่ไม่ใช่ลายมือเจ้า ข้าจำได้ว่าลายมือเจ้าเป็นอย่างไรฉะนั้นครั้งต่อไปเจ้าต้องเขียนเอง”
ฟ่านหนิงเบิกตากว้าง ความสงสัยผุดขึ้นในใจนางทันที ‘เขาไปจำลายมือข้าได้ตอนไหนกัน’ แต่ยังไม่ทันเอ่ยถามจ้าวจวิ้นหยางก็กล่าวต่อทันควัน
“อย่างที่สองสิ่งที่เขียนก็ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ไว้เจ้าหายเจ็บแล้วเขียนใหม่ให้ข้าถึงแม้เจ้าจะเจ็บขาก็เถอะ ข้านี่ใจดีมีเมตตากับเจ้ามากจริงๆเจ้าก็ว่าเช่นนั้นใช่หรือไม่?”จ้าวจวิ้นหยางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
ขณะที่ฟ่านหนิงก้มหน้าซ่อนสายตา เบ้ปากเล็กน้อยด้วยความขัดใจ ‘ปรานีใจดีนักก็ไม่ต้องให้เขียนอะไรไร้สาระพรรค์นี้ดีกว่าหรือไม่’ แม้นางจะเอ่ยก่นด่าเขามากมายแต่สุดท้ายก็เอ่ยต่อเสียงเรียบอย่างนบนอบ“ซื่อจื่อโปรดเข้าเรื่องเถิดข้าไม่มีเวลาให้ท่านมากถึงเพียงนั้น”
จ้าวจวิ้นหยางพยักหน้าอย่างยอมรับ “ก็จริง” ก่อนล้วงมือไปที่อกเสื้อคว้าของสิ่งหนึ่งออกมาเป็นขวดเล็กขนาดครึ่งฝ่ามือเขาแล้วจากนั้นเขาก็โยนไปให้จางไป๋ซินโดยไม่บอกกล่าว
จางไป๋ซินตกใจแต่ก็ยกมือรับทันตามสัญชาตญาณจ้าวจวิ้นหยางกล่าวเสียงเรียบ “ยังไม่รีบใส่ยาให้นายเจ้าหรือจะรอให้เลือดไหลหมดตัวหรือไร”
สาวใช้ได้ยินก็รีบเปิดจุกขวดออกกลิ่นสมุนไพรชัดเจนลอยออกมากระทบจมูก เป็นยาห้ามเลือดแน่นอนนางหันไปสบตาฟ่านหนิงส่งสัญญาณยืนยัน ฟ่านหนิงจึงเพียงพยักหน้าแผ่วเบาเป็นการตอบ
จางไป๋ซินไม่รอช้า รีบเดินไปคุกเข่าข้างผู้เป็นนายแล้วเปิดผ้าคลุมที่บังร่างเล็กเอาออกใช้ผ้าสะอาดชุบยาก่อนกดลงบนบาดแผล เลือดแดงสดซึมออกผสมกลิ่นยากลายเป็นกลิ่นฉุนติดจมูก ฟ่านหนิงหน้าซีดเผือดนางเม้มปากแน่นจนสั่นเพราะความแสบแผ่ซ่าน แต่ยังฝืนใจไม่เปล่งเสียงร้องมีเพียงเสียงครางในลำคอแผ่วเบาหลุดออกมา “อือ...”
ขณะที่จ้าวจวิ้นหยางพอจะรู้ความ เขายืนนิ่งหันหลังให้หญิงสาวไปตั้งแต่จางไป๋ซินก้าวถึงตัวคุณหนูใหญ่แล้วไม่แม้แต่จะแอบหันหลังไปมองแม้เล็กน้อยจากนั้นเสียงของเขาก็เอ่ยถามเสียงดังชัดเจนอีกครั้ง “สรุปแล้วคุณหนูใหญ่ฟ่านออกไปทำอะไรข้างนอกดึกๆกันหรือ?”
ฟ่านหนิงที่ก้มมองสาวใช้ทำแผลให้ค่อยๆ เงยหน้ามองแผ่นหลังกว้างของบุรุษในห้องแสงโคมสลัวทอดเงาผ้าคลุมสีเข้มจนครั้งนี้เห็นแผ่นหลังชัดเจน นางพลันนึกออกทันที ‘ใช่แล้ว!ผ้าคลุมนี้บุรุษที่ช่วยข้าไว้ยามม้าพยศก็สวมผ้าคลุมเช่นนี้!’ มิน่าตอนนั้นนางจึงรู้สึกคุ้นตาคุ้นหูนักแต่เพราะความตระหนกจึงไม่ทันได้ใส่ใจ
หญิงสาวหัวใจพลันเต้นแรงขึ้น นางพึมพำในใจ ‘ที่แท้เป็นเขา เขาถึงได้รู้ว่าข้าแอบออกไปนอกจวน’ ความวิตกแผ่ซ่านทั่วสรรพางค์ ‘แล้วเขารู้มากน้อยเพียงใดกันรู้ว่าข้าไปพบใครหรือไม่ หากความลับเปิดเผย แผนการทั้งหมดของข้าคงพังพินาศ!’ เหงื่อจากขมับไหลย้อยเข้าตาจนแสบตา ฟ่านหนิงกะพริบไล่หัวใจเกิดความรู้สึกหวิวโหวงราวตกเหวด้วยความกังวล
ฟ่านหนิงนิ่งมองบุรุษตรงหน้าที่ทำท่าทีเหมือนจะรู้ทุกอย่างนางสูดหายใจเข้าลึกพยายามควบคุมอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยเสียงราบเรียบว่า “ไหนว่าท่านกล่าวว่าจะไม่รู้ก็ได้...อย่างไรเจ้าคะ”
จ้าวจวิ้นหยางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยคล้ายรู้ว่าตัวเองได้เปรียบ เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเนิบช้า “ก็ใช่ แต่นั่นอยู่ที่ว่าคุณหนูใหญ่มีอะไรมาแลก”
ฟ่านหนิงชะงักไปเล็กน้อย พลางหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด ‘บุรุษผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวยิ่งนักแค่ช่วยเหลือกลับมาเรียกร้องเช่นนี้ ไม่สมกับที่เป็นซื่อจื่อหลินฝูโหวที่คนยกย่องเป็นพหูสูตเลยสักนิด’ นางเว้นวรรคนึกค่อนขอดในใจไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ซื่อจื่อฐานะก็มิได้ขัดสนคงมิหวังทรัพย์สินจากผู้น้อยหรอกกระมัง หรือถ้าจะเป็นเรื่องอื่นใดซื่อจื่อก็ปราดเปรื่องอยู่แล้ว คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาได้ด้วยตนเองฟ่านหนิงไม่คิดว่าจะมีสิ่งใดที่ซื่อจื่อไม่มีหรอกเจ้าค่ะแล้วการช่วยสตรีสักคนคงไม่หนักหนาเกินไปใช่หรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวจวิ้นหยางได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดังดวงตาเป็นประกายขบขัน กว่าจะหยุดหัวเราะก็ผ่านไปหลายอึดใจ “เจ้าว่าเช่นนี้ถ้าข้าเรียกร้องสิ่งตอบแทน ข้ามิเป็นชายทรามหรือ?”
ฟ่านหนิงรีบพยักหน้าอย่างไม่คิดลังเลเพราะเขายังหันหลังให้อยู่‘แน่สิ ไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า’ นางคิดพลางกลอกตาน่าจะรอบที่สิบได้แล้วแต่ปากกลับกล่าวเสียงเรียบ “ถ้าเช่นนั้นฟ่านหนิงขอบคุณซื่อจื่อมากเจ้าค่ะ”
จ้าวจวิ้นหยางยืนมือไพล่หลังยกคิ้วขึ้นแล้วตอบกลับทันที “เดี๋ยวก่อนคุณหนูใหญ่... พอดีข้าเป็นชายทรามเสียด้วยสิ”
ฟ่านหนิงพลันอุทานเสียงหลง “หะ! ได้อย่างไร!”
เขาหลุดหัวเราะอีกครั้ง “ก็เจ้าคิดเองตอบเองข้ามิได้บอกเสียหน่อยว่ายอมยกให้เจ้าแล้ว”
หญิงสาวกำมือแน่นระบายโทสะออกจะถอนหายใจแรงอย่างระอาที่ต้องยอมรับ “...เช่นนั้นซื่อจื่อก็เสนอมาเถิดเจ้าค่ะ” นางกล่าวเสียงห้วนๆ
ระหว่างที่รอจ้าวจวิ้นหยางตอบพอดีกับที่จางไป๋ซินเพิ่งใส่ยาห้ามเลือดเสร็จแล้วดึงชายกางเกงลงมาปิดเรียบร้อยนางจึงก้าวถอยออกมายืนข้างๆ อย่างเงียบเชียบ ส่วนจ้าวจวิ้นหยางกลับเอ่ยถามเสียงเรียบพอดิบพอดี“ใส่ยาเสร็จแล้วใช่หรือไม่?”
ฟ่านหนิงหันมองจางไป๋ซินที่ยืนข้างแล้วก็กันมองเขายังหันหลังให้อยู่คิดว่าอีกฝ่ายไม่มีทางรู้แน่ๆ จึงกล่าวคำโกหกออกไป “ยังไม่เสร็จเจ้าค่ะ”
แต่บุรุษผู้นั้นกลับหันกายกลับมาอย่างไม่รีรอส่งรอยยิ้มรู้ทันให้นาง “เจ้าโกหกอีกแล้วนะ”
ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปากแน่น ไม่อยากตอบโต้อะไรอีกนางหันหน้ามองไปอีกทางเพื่อหลบสายตาคมกริบจ้าวจวิ้นหยางก้าวย่างเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะมองนางด้วยท่าทีสบายอารมณ์ มือหนึ่งเท้าคางอย่างเกียจคร้าน
ฟ่านหนิงไม่ยอมแพ้ เอนกายไปด้านหลังเล็กน้อยแล้วจ้องกลับไปท่าทางเหมือนจะบอกว่า ‘คิดว่าข้าจะหวั่นกลัวหรือ’
ก่อนที่เสียงทุ้มเจือรอยยิ้มดังขึ้นก่อน “คุณหนูใหญ่ฟ่านมีความลับมากมายนัก ข้าช่วยปิดมาตั้งหลายเรื่องเกินนิ้วมือข้างหนึ่งจะนับไหวแล้ว ให้ข้ารู้ต้นเหตุสักเรื่องไม่ได้เชียวหรือ” ร่างสูงว่าพลางยกฝ่ามือทำท่าทีเป็นกำลังนับในใจ
ฟ่านหนิงช้อนตาขึ้นเอ่ยเสียงเรียบ “ซื่อจื่อเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะข้าทำอะไรก็ทำเพียงลำพัง ซื่อจื่อเผอิญมาเห็นเท่านั้น จะเรียกว่าช่วยปิดได้อย่างไร”
จ้าวจวิ้นหยางพยักหน้าช้าๆ คล้ายยอมรับแต่ริมฝีปากกลับกล่าวสิ่งตรงกันข้าม “อืม...เช่นนั้นก็ไม่ต้องช่วยปิดแล้ว? เห็นทีว่าข้ามีเรื่องต้องคุยกับเสนาบดีฟ่านพรุ่งนี้เกี่ยวกับเรื่องคืนนี้เสียหน่อย” ว่าแล้วเขาก็ขยับลุกขึ้นยืนทันที
ฟ่านหนิงเอนตัวเข้าหารีบเอื้อมมือดึงชายแขนเสื้อเขาไว้ทันควันนางส่งยิ้มอ่อนโยนให้อย่างเสียไม่ได้ “ช้าก่อน...ซื่อจื่ออย่าวู่วามนักเจ้าค่ะ”เสียงของหญิงสาวหวานนุ่มไร้แววดื้อดึงเช่นเมื่อครู่อีก
ร่างสูงถึงยอมนั่งลงอีกครั้งราวกับรอคำอธิบายฟ่านหนิงถอนใจแล้วเอ่ย “แต่ฟ่านหนิงไม่มีสิ่งใดตอบแทนซื่อจื่อได้อีกแล้วไว้ฟ่านหนิงเขียนความประทับใจต่อซื่อจื่อเพิ่มเป็นสองเท่าเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”
ว่าจบนางก็ส่งสายตาอ้อนวอนให้บุรุษตรงหน้าอย่างน่ารักน่าเอ็นดูดวงตากลมโตส่องประกายสะท้อนแสงโคมสลัว แม้จะมีแววดื้อรั้นแฝงอยู่เล็กน้อย แต่มันก็ยิ่งทำให้ท่าทางดูนุ่มนวลอ่อนโยนกว่าเคยจ้าวจวิ้นหยางมองแล้วพลันชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะปกติถ้านางไม่ถลึงตาให้ก็กลอกตาใส่เขาจึงเผลอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างพยายามกลั้นใจ ก่อนจะได้ยินเสียงนางถามซ้ำ “ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เขาออกจากภวังค์รีบเบนหน้าไปอีกทางแล้วพ่นลมหายใจ “หึ ไม่ต้องเขียนเยอะขนาดนั้นหรอก ข้าขี้เกียจอ่าน”เสียงบ้างอย่างเต้นรัวในอก
ฟ่านหนิงเบ้ปากอยู่ในใจพลางก่นด่า ‘นี่เจ้าคิดจะอ่านจริงๆจังๆ หรือ? อ่านแล้วจะไม่รู้สึกขนลุกได้อย่างไรแล้วถ้าขี้เกียจอ่านจะให้ข้าเขียนทำไมแต่แรก’ แต่ใบหน้างามกลับยังคงยิ้มหวานอย่างแนบเนียน
จ้าวจวิ้นหยางกระแอมเบาๆ ก่อนเอ่ยต่อ “อะแฮ่มเช่นนั้นข้าขอไปคิดก่อนแล้วกัน เวลานี้ดึกเกินไป สมองไม่แล่นนัก” ว่าจบแล้วเขาก็เดินตรงไปที่หน้าต่างเปิดออกกว้างพร้อมกระโดดหายไปในความมืดอย่างคล่องแคล่วทิ้งให้สตรีทั้งสองมองตามตาปริบๆ ราวกับไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น
ฟ่านหนิงนั่งนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะบ่นเบา “คิดจะมาก็ถือวิสาสะคิดจะไปก็ไม่กล่าว คนประหลาด”
ด้านจางไป๋ซินได้สติก็รีบก้าวไปดูที่หน้าต่างแล้วกลับมารายงาน“ซื่อจื่อหายไปจริงๆ เจ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงพยักหน้ารับคำ “เช่นนั้นก็รีบปิดหน้าต่างเสียแล้วเก็บกวาดให้เรียบร้อยเถิด”
จางไป๋ซินจึงรีบปิดหน้าต่างแล้วเก็บของใช้และจัดเรือนให้กลับคืนดังเดิมก่อนจะมาช่วยนายหญิงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วพาไปที่เตียงถึงมากำจัดผ้าเปื้อนเลือดไม่ให้เหลือหลักฐานใด
------------------------------------------------------------------------
กำเริบมากกกกก พระรองคนนี้ แอบมาดึกๆ ดื่นๆ ไม่ได้เลยจริงงง เดี๋ยวจะให้น้องหนิงหาทางเอาคืนเสียบ้าง
แต่เชิงเชิงจะลดโทษให้กึ่งหนึ่งที่ช่วยน้องเอาไว้แล้วกัน อิอิ
/// ฝากกดใจเม้นเป็นกำลังใจให้เชิงเชิงหน่อยนะคะ ตอนนี้แรงฮึดสุดท้ายอยู่ที่ทุกคนแล้วค่า ///
/// ฝากสอง เล่ม 4 ว่างแผงแล้วนะคะ ใครสนใจไปหาที่บ้านอีบุคเขียวข้างๆ ได้น้าาา เลิฟๆ ///