ตอนที่ 6 เตรียมรับผลกรรมที่ตามมา
หลินจิงซูจดจำชายหนุ่มคนนี้ได้ เขามีชื่อว่า จู้หยาน
ในชีวิตก่อนหน้า ติงเสวี่ยเหม่ยได้เงินตอบแทนจำนวนมากจากสองสามีภรรยาศาสตราจารย์ชราคู่หนึ่ง ทั้งสองได้ไหว้วานแม่ของเธอให้ทำอาหารชุดส่งมาให้หลานชายของพวกเขาเป็เวลาหนึ่งปี
ติงเสวี่ยเหม่ยมักจะเล่าให้ฟังว่า จู้หยานคนนี้ดูเหมือนจะมาจากเมืองหลวง เขามาอยู่ในชนบทอย่างผิงเฉิงก็เพื่อพักฟื้นจากอาการป่วยทางด้านจิตใจ ั้แ่รู้จักมา เธอก็ไม่เคยเห็นชายหนุ่มคนนี้ก้าวเท้าออกมาจากห้องใต้หลังคาเลยสักครั้งเดียว
จู่ๆหน้าต่างก็ถูกปิดลงในพริบตา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นั้แ่ต้นจนจบรวมระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำไป ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนหลินจิงซูไม่มีเวลาได้ตั้งตัว เธอยืนเหงื่อเย็นแตกพลั่กอยู่เงียบๆตามลำพัง
เขาเห็นเธอหยิบเงินออกจากที่ซ่อนรึเปล่านะ?
แล้วเขาจะปากโป้งแฉเื่ของเธอหรือไม่?
เธอพยายามสงบสติอารมณ์ลงให้ใจเย็น วิเคราะห์ถึงความเป็ไปได้ที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ
กวาดสายตาจดจ่อไปที่บานหน้าต่างปิดสนิทของห้องใต้หลังคาตรงหน้า บีบกระชับกำเงินจำนวน1,600หยวนไว้ในมือแน่น ประกายตาลึกล้ำเต็มไปด้วยความคิดหลายหลาก
……..
ก่อนอื่น หลินจิงซูรีบตรงดิ่งกลับไปที่โรงเรียนเป็อันดับแรกเพื่อขอลาครึ่งวัน แล้วจึงค่อยกลับไปที่บ้านตระกูลหลินอีกครั้ง เธอซ่อนเงิน1,600หยวนไว้ในห้องนอนของตัวเอง แล้วจึงรีบไปหาติงเสวี่ยเหม่ยที่อยู่อีกห้อง
เห็นบุตรสาวของตนกลับมา ติงเสวี่ยเหม่ยที่เล่นละครเป็คนป่วยถึงกับรีบลุกจากเตียง พร้อมกระซิบถามเสียงเบาว่า
“ซูซู ทำไมถึงได้กลับบ้านเร็วแบบนี้ล่ะ? คุณครูที่โรงเรียนได้พูดอะไรบ้างหรือเปล่า?”
“ไม่ค่ะแม่ คุณครูในโรงเรียนรู้เื่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราบ้างแล้ว ก็เลยอนุญาตให้ลาได้เป็กรณีพิเศษ และปล่อยให้หนูกลับบ้านอย่างที่เห็นนี่ล่ะ”
หลินจิงซูประคองแขนติงเสวี่ยเหม่ยอย่างระมัดระวัง พามานั่งที่ขอบเตียงพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“แม่ อย่าลืมว่าต้องแกล้งป่วยให้เนียนล่ะ จะลุกจะเดินต้องทำเป็ทรมานเข้าไว้”
ติงเสวี่ยเหม่ยพยักหน้าขานรับอย่างเชื่องช้า ปกติแล้วเธอคุ้นเคยกับการเป็คนพูดตรงๆซะมากกว่า ต้องแกล้งป่วยแบบนี้ ลึกๆในใจรู้สึกไม่สบายใจมากนัก
“ซูซู แม่มีเื่อยากจะถาม…”
ติงเสวี่ยเหม่ยขยับริมฝีปากถามแช่มช้า
“ลูกจะจัดการกับเงินก้อนนั้นยังไง?”
“แม่คะ หนูซ่อนเงินก้อนนั้นไว้แล้ว เราจะไม่ให้ใครทั้งนั้นรวมถึงตำรวจ”
“ห๊ะ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยคิดไม่ถึงว่า หลินจิงซูจะใจกล้าบ้าบิ่นได้มากเพียงนี้
นี่น่ะหรือลูกสาวของเธอที่ชอบเก็บตัวเงียบไม่กล้าสู้คน?
“ซูซู เราจะไม่คืนเงินจำนวนนั้นจริงๆเหรอ? แล้วถ้าตำรวจจับตัวคนร้ายได้ล่ะ? เื่เงินจะไม่ถูกเปิดเผยตามไปด้วยเหรอ?”
หลินจิงซูตระหนักดีว่าเื่นี้เสี่ยงแค่ไหน แต่เธอก็จะไม่มีวันยกเงินก้อนนี้ให้คนพวกนั้นอย่างแน่นอน
กลับชาติมาเกิดใหม่ครั้งนี้ เธอได้ััแล้วว่า ความยากจนมันน่ากลัวขนาดไหน และเงินก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง มีเงินเพียงอย่างเดียว อะไรๆก็ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่มีเงินเมื่อไหร่…แค่จะก้าวเท้าออกไปสักก้าวยังยากเข็ญเกินบรรยาย!
และเธอก็จะใช้เงินก้อนนี้เป็ทุนต่อยอดสำหรับสร้างธุรกิจเก็บเกี่ยวความมั่งคั่งในอนาคตต่อไป
อีกอย่าง หากเธอยอมมอบเงินก้อนนี้คืนเมื่อไหร่ หลินชิงอี้ก็จะต้องใช้มันเพื่อบำรุงบำเรอความสุขให้แก่อู๋ซิ่วเหลียน และหลินเสวี่ยลูกพี่ลูกน้องตัวดีของเธออย่างแน่นอน นังสองแม่ลูกนั่นก็แค่หมาป่าขี้ขลาดตาขาวคู่หนึ่ง เก่งแต่ลอบกัดลับหลังคนอื่น
ที่สำคัญที่สุด เงินก้อนนี้เป็เงินที่ติงเสวี่ยเหม่ยหามาด้วยความยากลำบาก ถึงจะพูดว่าเป็เงินเก็บของครอบครัวก็เถอะ แต่เงินส่วนใหญ่ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของแม่เธอทั้งสิ้น! แล้วพวกมันมีสิทธิ์อะไรมาใช้เงินจำนวนนี้?
หลินจิงซูตบไหล่ติงเสวี่ยเหม่ยเบาๆ ยิ้มปลอบโยนว่า
“แม่ ไม่ต้องห่วง ถึงโจรชั่วนั่นจะไม่ได้ปล้นเงินเราไปจริงๆ แต่ถ้าเรายืนกรานเสียงแข็ง ตำรวจก็ต้องเชื่อแน่นอนว่ามันเป็คนเอาไป แล้วแม่พูดอะไรกับตำรวจบ้างเกี่ยวกับเื่ในตรอกนั่น? เผื่อเจอตำรวจรอบหน้า เราจะได้ให้การตรงกัน…”
พูดมาถึงจุดนี้ จู่ๆเธอพลันนึกถึงจู้หยานที่อยู่ในห้องใต้หลังคาขึ้นมา ชายคนนั้นลึกลับดูอันตรายอย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ
“ซูซู? ลูกเป็อะไรรึเปล่า?”
ติงเสวี่ยเหม่ยเรียกขานอยู่หลายที คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันและเริ่มเป็กังวลเช่นกัน
“แม่คะ ่นี้ก็แกล้งทำเป็ป่วยไปก่อน ห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาด ส่วนเื่ส่งอาหารให้บ้านย่าหวัง สองสามวันนี้เดี๋ยวหนูจะจัดการเอง”
“ให้แม่ไปเองดีกว่า แม่แอบได้ยินมาว่า เด็กหนุ่มคนนั้นมีอาการทางจิตอ่อนๆ ลูกจะกลัวเขาเปล่าๆ”
ติงเสวี่ยเหม่ยโต้แย้งทันที
“ไม่หรอกแม่ แค่แววตาของเขาดูน่ากลัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง หนูกลัวที่ไหนกันเล่า?”
หลินจิงซูยิ้มพูดต่อ
“ไม่เป็อะไรหรอกแม่ ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา แม่เองก็ทำงานหนักมาตลอด หนูไม่เคยช่วยแม่เลยสักครั้ง อีกอย่าง สองสามวันนี้ก็เป็วันหยุดสุดสัปดาห์พอดี พ่อเองก็อยู่บ้านไม่ได้ไปไหน พ่อกับแม่จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นไง แม่เองก็ควรอยู่กับพ่อบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ปล่อยให้ป้ารองอยู่กับพ่อ เดี๋ยวป้าผางก็นินทาอีกหรอกว่า…อุ๊บ!”
หลินจิงซูจงใจแสร้งทำเป็หลุดปาก หลังพูดออกไปแล้ว เธอก็ปั้นสีหน้าตื่นตระหนักขึ้นทันที ทำเอาติงเสวี่ยเหม่ยเสียอย่างเห็นได้ชัด
“ป้าผางนินทาว่าอะไร?”
“เอ่อ..แม่ ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวหนูกลับห้องก่อนดีกว่า ยังมีการบ้านที่ต้องทำอีก!”
หลินจิงซูพูดเปิดมาครึ่งทางแล้ว ที่เหลือปล่อยให้อีกฝ่ายคิดจินตนาการเอาเอง การทำแบบนี้ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมได้รุนแรงกว่าการบอกทุกอย่างไปตรงๆ
สำหรับเื่ราวความสัมพันธ์ระหว่างหลินชิงอี้กับอู๋ซิ่วเหลียนนั้น ความจริงในกอไผ่เป็เช่นใด ทั้งคู่จะมีสัมพันธ์สวาทลึกซึ้งกันจริงหรือไม่ ตัวเธอเองก็ไม่รู้แน่ชัดเช่นกัน แต่ที่เห็นชัดในชีวิตก่อนหน้าก็คือ พ่อของเธอรักใคร่เอ็นดูป้ารองและลูกพี่ลูกน้องมากกว่าเธอและแม่จริงๆ
ไม่ว่าอย่างไร พฤติกรรมของหลินชิงอี้และอู๋ซิ่วเหลียนก็ชวนให้สงสัยมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็ชาตินี้หรือชาติก่อน!
พวกเขาทั้งคู่ใช้ชีวิตราวกับเป็สามีภรรยากันจริงๆ ใครจะไปรู้ อาจมีบางสิ่งซ่อนอยู่เื้ัประตูที่ปิดสนิทบานนั้นก็ได้?
จะดีกว่าหรือไม่ หากให้ติงเสวี่ยเหม่ยทำหน้าที่สังเกตการณ์ด้วยตัวเอง?
ก่อนจะออกจากห้องไป หลินจิงซูก็ได้ค้นพบการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญบางอย่างในตัวติงเสวี่ยเหม่ย
เมื่อใดที่เธอเริ่มรู้สึกตะขิดตะขวงใจ นั่นหมายความว่า เมล็ดแห่งความหวาดระแวงได้ถูกปลูกขึ้นภายในใจของเธอแล้ว
เห็นเช่นนั้น หลินจิงซูได้แต่แอบหัวเราะเย้ยเยาะกับตัวเองเงียบๆ
ติงเสวี่ยเหม่ยผูกคอตายในชีวิตก่อนหน้า เธอต้องทนรับความอัปยศอดสูอย่างไม่เป็ธรรมตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต ยิ่งคิดเท่าไหร่หลินจิงซูก็ยิ่งกำมือบีบแน่นเท่านั้น คมเล็บถึงกับฝังลึกทิ่มเข้าไปในผิวเนื้อของเธอ
อู๋ซิ่วเหลียน, หลินชิงอี้ พวกแกเตรียมรับผลกรรมที่ก่อไว้ได้เลย!