“หัวหน้า หน่วยเอทโฟเลือกที่จะวิ่งฝ่าสายฝนออกไป”
แอนเดอร์สันร้องตะโกนเตือนหัวหน้าของเขาให้รู้ว่าอีกหน่วยทำอะไรลงไป เมื่อหัวหน้ารู้ว่าอีกฝ่ายเลือกที่จะใช้วิธีเสี่ยงตายวิ่งออกไปจากพื้นที่แห่งนี้ ผู้เป็นหัวหน้าจึงประเมินคนของเขาในทันที ด้วยระดับพลังเวทย์ของทุกคนในหน่วยนี้ ไม่น่าจะวิ่งออกไปจนพ้นระยะของฝนสีเลือด
“หัวหน้า ถ้าเราใช้ยาฟื้นฟูพลังมานาเข้าไปด้วยล่ะ”
“มันอาจจะทำให้เราออกไปจากที่นี่ได้ แต่ว่ามันก็ยังเสี่ยงอยู่ดี”
เลือดเริ่มพุ่งขึ้นสูงจนทุกคนในโดมเหยียบไปบนโขดหิน แอนเดอร์สันที่เห็นว่าระดับพลังเวทย์ของทุกคนเป็นข้อจำกัดของการวิ่งผ่าฝนออกไป เขาจึงทดลองใช้เวทย์ธาตุแสงไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่ามันจะมีเวทย์ใดช่วยให้ทุกคนรอดจากที่นี่ไปได้บ้าง ถ้าถือโล่ป้องกันด้านบนแล้วใช้เวทย์เพิ่มความเร็ว วิธีนี้เขาตัดทิ้งไปเพราะการวิ่งด้วยความเร็วเกินไปจะทำให้ด้านหน้าของพวกเขาสัมผัสกับฝนจนพลังเวทย์สลายไปเร็วกว่าเดิม
“แสงชำระล้างศักดิ์สิทธิ์”
เวทย์ระดับ 9 ที่ใช้ชำระล้างวงกว้างกระจายออกไป แอนเดอร์สันอยากรู้ว่ามันจะทำให้สิ่งลี้ลับอย่างฝนสีเลือดสลายหายไปได้ไหม ปรากฎว่าทุกอย่างยังคงไร้ผลเช่นเดิม เขาจึงทดสอบยิงเวทย์ต่างๆไปด้านนอกโดมก่อนจะพบว่าฝนสีเลือดสลายเวทย์ของเขาไปทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดแสดงพลังของมันออกมาได้เลยสักนิดเดียว
“แล้วทำไมโดมนี่ถึงไม่สลายหายไปตั้งแต่แรกล่ะ”
แอนเดอร์สันเหลือทางรอดเอาไว้ให้เขาเสมอนั่นคือเวทย์ธาตุดิน แต่เขาอยากทดสอบดูว่าเวทย์อื่นๆจะช่วยในสถานการณ์นี้ได้หรือไม่ ทันทีที่เขามองไปยังเวทย์ธาตุดินที่เป็นเพียงเวทย์ชนิดเดียวที่ใช้งานในพื้นที่ฝนสีเลือดได้แอนเดอร์สันจึงใช้เวทย์ธาตุไม้ออกมาทดสอบก่อนที่เขาจะเบิกตาด้วยความตื่นเต้นเมื่อรู้แล้วว่าฝนสีเลือด มีความสามารถในการทำลายเวทย์ แต่ความสามารถในการสลายเวทย์ของมันมีข้อจำกัด หากว่าเวทย์ที่ร่ายสร้างสิ่งของขึ้นมาได้ ฝนสีเลือดจะไม่สามารถสลายมันได้ในพริบตา มันจะต้องใช้เวลากัดกร่อนจนกว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเวทย์จะพังเสียหาย
“ย่างก้าวเทพธิดา”
เวทย์เสริมความเร็วระดับ 9 ร่ายใส่ร่างของทหารทุกนาย จากนั้นแอนเดอร์สันก็ทำบางอย่างที่น่าตกใจอีกครั้ง ด้วยการเปิดใช้เวทย์การทำลายของผืนป่า ส่งผลให้รอบตัวของแอนเดอร์สันปรากฎต้นไม้ใหญ่ยักษ์ขึ้นมามากมาย ทันทีที่ต้นไม้โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินพวกมันก็ได้ใช้กิ่งก้านใบรับเม็ดฝนจนทำให้ปริมาณฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าลดน้อยลงไปจนไม่ต่างจากใช้ร่มกำบัง อย่างไรก็ตามฝนสีเลือดยังคงทำหน้าที่สลายทุกๆอย่าง แต่จากที่สังเกตการสลาย แอนเดอร์สันคิดว่าต้นไม้ที่สร้างขึ้นจากเวทย์ระดับ 9 เปิดโอกาสให้พวกเขาได้มากพอจะวิ่งออกไปจากที่นี่
“หัวหน้า ผมจะสร้างทางออกให้เราต้องรีบไปแล้ว”
“ทิศไหน”
“ตรงนั้น”
ตู้ม!
แอนเดอร์สันเตะเท้าไปยังกำแพงโดมขนาดใหญ่จนเกิดรูกว้าง ทันใดนั้นเขาได้ใช้เวทย์การทำลายของผืนป่าปรากฎต้นไม้ขนาดใหญ่ทอดยาวออกไปในทิศที่เขาชี้ทาง เมื่อหน่วยเอทไนน์รู้ว่าฝนสีเลือดถูกกิ่งก้านใบของต้นไม้หยุดเอาไว้ชั่วคราวจึงพากันวิ่งด้วยทุกอย่างที่มี ด้วยการเสริมความเร็วจากเวทย์ระดับ 9 ของแอนเดอร์สันนี้ทำให้พวกเขาวิ่งได้เร็วมากยิ่งขึ้น
ตู้ม!
“ไม่ต้องสนใจ วิ่งต่อไป!”
แอนเดอร์สันบอกทุกคนที่กำลังหันไปสนใจเสียงการโจมตีเมื่อครู่ เวทย์ที่เขาใช้อยู่มันไม่ใช่เวทย์ปลูกป่า แต่เป็นเวทย์ที่ใช้สำหรับสร้างพื้นที่การฆ่าให้กับเขา ต้นไม้เหล่านี้ล้วนไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา พวกมันสามารถขยับรากเคลื่อนไหวไปมารอบๆเพื่อฆ่าสิ่งที่เข้าใกล้มันได้ การที่มันถูกสร้างมาจากเวทย์ระดับ 9 และเกิดจากพลังของแอนเดอร์สัน ป่าที่เกิดขึ้นมาจึงสามารถฆ่าทุกๆอย่างได้ไม่ต่างจากเขาร่ายเวทย์ฆ่ามอนสเตอร์ด้วยตนเอง
“ไปไปไป!”
เสียงของหัวหน้าหน่วยเอทไนน์ร้องเตือนทุกคนให้วิ่งเร็วขึ้นไปอีก แอนเดอร์สันที่ต้องใช้เวทย์พื้นที่ถี่รัวก็ได้มองดูพลังเวทย์ของตัวเองที่ลดลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นการฟื้นฟูตามธรรมชาติเสริมด้วยผลของเครื่องประดับกลับฟื้นฟูมานากลับคืนมาได้รวดเร็ว ทำให้เขามีพลังเต็มแกนพลังเวทย์เช่นเดิม
พรวด!
เสียงดังเหมือนกับคนมุดต้นไม้ดังขึ้นใกล้กับจุดที่หน่วยเอทโฟทะลวงออกมาจากพื้นที่ฝนตกหนัก พวกเขาจึงพากันตั้งอาวุธแล้วหันไปสำรวจจุดที่ได้ยินเสียง แต่เมื่อเห็นคนของหน่วยเอทไนน์พุ่งออกมาจากม่านสายฝนด้วยการใช้ต้นไม้สร้างเส้นทาง ส่งผลให้ทหารหน่วยเอทโฟย่นคิ้วในทันทีเพื่อมีนักเวทย์ที่สามารถใช้เวทย์พื้นที่ขนาดใหญ่สร้างสิ่งมีชีวิตอย่างต้นไม้จนเกิดเป็นเส้นทางนำพวกเขามาสู่จุดนี้
“สำรวจตัวเอง เราต้องพร้อมสำหรับการเดินทาง!”
ทหารของหน่วยเอทไนน์สำรวจร่างกายตนเอง จากการวิ่งตามเงาของต้นไม้ออกมาทำให้พวกเขาสัมผัสฝนสีเลือดน้อยมากแทบจะไม่มีผลกระทบใดๆ เมื่อทุกคนรายงานร่างกายพวกเขาก็ได้หันมองไปยังหน่วยเอทโฟที่กำลังนั่งพักอยู่ไม่ไกลออกไป แม้สภาพชุดเกราะจะยังคงใหม่ ฝนสีเลือดกลับสลายพลังมานาของทุกคนไป จึงทำให้มีสภาพเหน็ดเหนื่อยต้องพัก
“หัวหน้าหน่วยเอทโฟ ตรงหน้าคือพื้นที่เข้าสู่เขตปราสาทแล้ว เราจะเข้าไปด้วยกันดังนั้นเราจึงจะพักที่นี่ก่อนรอจนกว่าคนของคุณจะพร้อม”
“ 1 ชั่วโมง”
เมื่อทราบเวลาพักทุกคนต่างนั่งนิ่งพยายามหมอบไปกับพื้นหินเพื่อหลบสายตาของมอนสเตอร์ แอนเดอร์สันที่ไม่มีอะไรทำเขาจึงโยนเวทย์คำสาปออกไปรอบๆส่งผลให้ทุกคนรู้สึกสงสัย
“แอนเดอร์สัน นายทำอะไร”
“วางกับดักครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของแอนเดอร์สันทำให้หลายคนโล่งใจ แต่คนที่รู้เกี่ยวกับรอยยิ้มของตระกูลสกอร์เปี้ยนส์ต่างรู้สึกวิตกกังวลใจเพราะมันเป็นรอยยิ้มที่สามารถฆ่าทุกคนได้ การโยนคำสาปไปรอบๆจนพวกมันซึมลงไปใต้พื้นดินจึงทำให้ใครหลายๆคนที่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวรู้สึกกลัว
“ไม่ต้องกลัวไปหรอกครับ มันจะทำงานก็ต่อเมื่อมอนสเตอร์เหยียบ สำหรับการเหยียบของมนุษย์ ถ้าผมไม่เปิดใช้งานคำสาปก็จะยังคงอยู่ใต้ดินต่อไป”
การเพิ่มความวิตกคือสิ่งที่แอนเดอร์สันจำเป็นต้องทำ หากเขาสามารถทำให้คนของพี่ 4 เกิดความระแวงได้นั้น แผนการที่พวกมันต้องการใช้เล่นงานเขาก็อาจจะยุ่งยากขึ้นไปด้วยเพราะต้องมาคอยระแวงคำสาปที่สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งมอนสเตอร์ 900 ปี
“ครบ 1 ชั่วโมงแล้ว หน่วยเอทโฟพร้อมแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเถอะ ว่าแต่พวกคุณเคยเข้าไปในเขตตรงหน้าหรือไม่”
หมอกสีแดงคือสิ่งที่กระจายไปรอบๆเกท ทว่าตรงหน้ามันกลับเป็นหมอกที่เข้มกว่าจุดอื่นๆ ทุกคนจึงต้องร่ายเวทย์เกทซ้อนทับป้องกันการแตกของเวทย์ที่ร่ายคลุมร่าง
“ไม่ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่ไม่ต้องห่วง การสำรวจของทหารกลุ่มที่เข้าไปด้านในทำให้เรารู้สภาพทุกๆอย่าง รวมไปถึงมองเห็นรูปแบบของเสาปริศนาด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นไปกันเถอะ”
แถวตอนเรียง 2 จัดขึ้นอีกครั้งจากนั้นหน่วยทั้ง 2 ก็เริ่มเดินทะลวงเข้าไปในม่านพลังที่ปกคลุมเขตของปราสาท ทันทีที่ก้าวขาผ่านม่านพลังเข้าไป ทุกคนต่างร้องตะโกนลั่น หลังจากหมอกสีแดงที่หนากว่าเขตอื่นๆกำลังกัดกินผิวหนังส่งผลให้เกิดความทรมาน
“ร่ายเวทย์เพิ่มเข้าไปอีกชั้น”
ทหารพยายามตั้งสติร่ายเวทย์เกทเสริมตัวเองเข้าไปอีกชั้น ทว่าพวกมันก็เริ่มมีรอยปริแตกอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ต้องร่ายซ้อนทับไปเรื่อยๆ เมื่อทุกคนรู้ว่าการอยู่ในเขตนี้มีเวลาจำกัด ถ้าพลังเวทย์ของพวกเขาหมดลงไปคงจะต้องตายภายในสถานที่แห่งนี้ ทุกคนจึงพยายามหาทางประหยัดพลังของตัวเอง
“จากค่าเฉลี่ยพลังเวทย์ของหน่วยเอทโฟเราน่าจะอยู่ข้างในได้ราว 3 ชั่วโมง”
ค่าเฉลี่ยพลังเวทย์ของหน่วยเอทโฟที่แอนเดอร์สันมองเห็นทำให้เขาต้องถอนหายใจ จากการตรวจสอบ พลังเวทย์ต่ำสุดในหน่วยเอทโฟคือ 800 ปี แต่มันกลับเป็นพลังสูงสุดของหน่วยเอทไนน์ ตอนนี้มีเพียงแค่หัวหน้าหน่วยเอทไนน์เท่านั้นที่มีพลัง 850 ปี นับว่าการอยู่ในเขตปราสาทหน่วยเอทไนน์ไม่สามารถอยู่ได้นานเท่าหน่วยเอทโฟอย่างแน่นอน
“จากสิ่งที่เกิดขึ้น เราน่าจะอยู่ได้ 1 ชั่วโมงครึ่ง”
หัวหน้าหน่วยเอทไนน์พูดความจริง ต่อให้แอนเดอร์สันจะช่วยทุกคนก็ตามที อย่างไรข้อจำกัดของทุกคนในตอนนี้คือมานา ดังนั้นจึงต้องออกไปจากเขตนี้ก่อนที่มานาจะหมด แล้วพวกเขาต้องเหลือมานาในการเดินทางกลับอีกด้วย
“ถ้าอย่างนั้นเมื่อไปถึงจุดไกลสุดแล้วให้หน่วยเอทไนน์ออกมา ทางเราจะเป็นฝ่ายสำรวจต่อไปจากนั้นเอง”
“งั้นเราจะนำหน้าให้เพื่อให้หน่วยเอทโฟไปได้ไกลขึ้น”
แอนเดอร์สันลูบใบหน้าตัวเองเบาๆ เมื่อรู้ว่าหัวหน้าของเขายังมองไม่ออกว่าปัญหาของตระกูลสกอร์เปี้ยนส์ใหญ่มากแค่ไหน แม้ทุกคนที่นี่จะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นทหารแล้วก็ตาม ตระกูลสกอร์เปี้ยนส์ก็ยังคงเป็นตระกูลสกอร์เปี้ยนส์เช่นเดิม สามารถหาช่องว่างฆ่ากันได้ทุกเมื่อ
“เอาล่ะเดินทางได้”
สองเท้าก้าวเดินไปด้านหน้า กระทั่งมาถึงเสาปริศนาที่สามารถแยกออกเป็น 10 ท่อนได้ เมื่อรู้ว่าสิ่งนี้คือความยากอีกหนึ่งอย่างที่ต้องก้าวผ่านไปให้ได้ทุกคนจึงต้องวางแผนเพื่อจะหลบมัน
“หัวหน้าหน่วยเอทไนน์ ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะอันตรายสำหรับพวกคุณนะ”
“ใช่ มันเป็นสิ่งที่อันตรายมาก”
“ถ้าอย่างนั้นเราควรจะวางแผนให้ดีก่อน”
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าทหารจะอยู่นิ่งๆรอให้นักวิทยาศาสตร์แปลเวทย์เกท เหล่าทหารที่จะเข้ามาในเกทแห่งนี้ยังได้เรียนรู้วิธีที่จะก้าวผ่านเสาปริศนาต้นนี้ไป จากการดึงข้อมูลการโจมตีของเสาต้นนี้จากชุดเกราะของหน่วยเอทไนน์ที่เผชิญหน้ากับมันเป็นกลุ่มสุดท้ายก่อนที่เกทจะเกิดหมอกสีแดง ทำให้ทหารเรียนรู้วิธีที่จะก้าวผ่านมัน หลังจากที่หัวหน้าหน่วยทั้งสองตกลงกันเกี่ยวกับวิธีก้าวข้ามเขตที่เสาปริศนาต้นนี้ดูแลแล้วนั้น พวกเขาก็เริ่มจัดรูปแบบแถวเพื่อปล่อยทหารให้วิ่งผ่านเขตตรงหน้าทันที
“เอาล่ะฟังให้ดี ทำทุกอย่างตามที่ฝึกซ้อม ห้ามตื่นตระหนก สิ่งที่ต้องทำคือมีสมาธิและวิ่งไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงเขตปลอดภัย”
ทหารทุกนายพนักหน้าพร้อมกับร่ายเวทย์เสริมความเร็วและเสริมกำลังเตรียมตัววิ่งผ่านเขตนี้ไปตามรูปแบบการฝึกที่ซ้อมมาเป็นอย่างดี
“พี่ 4 ในเขตนี้อันตรายนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับผมคงจะดีกับพี่ไม่น้อย แต่ถ้าผมรอดไปได้ พี่มั่นใจไหมว่าจะรับผิดชอบคนของพี่ได้”
แอนเดอร์สันฉีกยิ้มกว้างเตือนพี่ชายของเขาให้หยุดสิ่งที่คิดเอาไว้ การที่ทหารต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมากเพื่อจะหลบการโจมตีของเสาปริศนา หากว่ามีเสียงระเบิดหรือมีอะไรสักอย่างเข้ามาขัดขวางเพียงน้อยนิดก็สามารถจัดการพวกเขาได้ แอนเดอร์สันจึงอยากจะเคลียร์ปัญหากับพี่ก่อน เพื่อให้พวกเขาเข้าไปด้านในได้ด้วยจำนวนคนที่เท่ากัน
“นายระแวงเกินไปแล้วแอนเดอร์สัน พี่จะทำแบบนั้นได้ยังไง เอาล่ะ ได้เวลาแล้วทำสมาธิซะ”
แอนเดอร์สันฉีกยิ้มให้กับพี่ชายก่อนจะมองดูทหารในหน่วยของตัวเองที่ต้องวิ่งผ่านเสาเป็นคนแรก ทันทีที่หัวหน้าหน่วยให้สัญญาณทหารคนแรกก็ได้พุ่งเข้าไปหาเสาตามด้วยทหารคนที่สองวิ่งเข้าไปติดๆ คนต่อไปก็เริ่มวิ่งจนเกิดการกระจายตัวเพื่อที่จะวิ่งผ่านเสา
ซึ่งด้านซ้ายเป็นคนของหน่วยเอทโฟใช้งานเพื่อวิ่งผ่านไป ทางฝั่งขวาเป็นคนของหน่วยเอทไนน์ที่ต้องวิ่งผ่านเสาปริศนาเช่นเดียวกัน ภายใต้การเปิดใช้งานของดวงตาทั้ง 3 บนเสาหินแต่ละท่อนทำให้การวิ่งของทหารต้องเปลี่ยนไปกระทันหันเพื่อหลบหลีกการโจมตี
“วิ่งต่อไป ไม่ต้องสนใจพื้นที่ถูกโจมตี!”