โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 79 ตัวคนเดียว

    บทที่ 79 ตัวคนเดียว

     

     

     

    หลังจากสอบถามข้อมูลเสร็จเฮนรี่ก็เริ่มทำการทดสอบฝีมือการต่อสู้ของแต่ละคนด้วยตัวเองโดยมีกฎเหล็กว่าห้ามเปิดใช้งานมานาโดยเด็ดขาด

     

    แฮดวินเป็นคนแรกที่ถูกเรียกออกไปซึ่งผลงานของเขาก็ห่วยแตกสิ้นดี แต่จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะสภาพเขาตอนนี้สะบักสะบอมไปทั้งตัวแค่ยังพอออกหมัดได้ก็นับว่าน่าชื่นชมแล้ว

     

    “พอแล้ว ถอยออกไป”

     

    เฮนรี่เอ่ยปากไล่อย่างรำคาญเมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนตรงหน้าแทบจะยืนสู้ไม่ไหว

     

    แฮดวินพยักหน้ารับเบาๆก่อนจะก้มหน้าเดินเลี่ยงไปนั่งที่มุมห้อง

     

    “คนต่อไป... แก!”

     

    เฮนรี่ชี้ตรงมาที่ผมใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยความหงุดหงิดที่ยังหลงเหลืออยู่ดูท่าแล้วผมคงต้องกลายเป็นกระสอบทรายให้เขาระบายอารมณ์แน่ๆ

     

    และผมก็เดาไม่ผิดเลย...

     

    ทันทีที่เริ่มเปิดฉากเฮนรี่ก็กระทืบเท้าพุ่งเข้าใส่ผมโดยไม่ให้ตั้งตัว เขาซัดหมัดเข้าหาผมด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

     

    ผมพยายามใช้แขนข้างเดียวที่มีตั้งการ์ดบังพลางโยกตัวหลบตามทักษะที่เคยฝึกมาทว่าความเร็วและความแม่นยำของเขานั้นเหนือชั้นเกินไปหมัดของเขาจึงเริ่มทะลวงผ่านการป้องกันเข้ามาได้

     

    หมัดแรกซัดเข้าที่ท้องผมเต็มๆหมัดที่สองไล่สูงขึ้นมาตามสีข้างและหมัดสุดท้ายก็ปิดฉากด้วยฮุกวงกว้างที่หนักหน่วงจนส่งร่างของผมไปนอนกองกับพื้น

     

    ภาพตรงหน้าหมุนคว้างจนเริ่มพร่าเลือนหัวผมมึนไปหมด แต่ผมก็ยังกัดฟันยันตัวลุกขึ้นยืนกลับมาอีกครั้ง

     

    จากเชิงมวยที่เขาแสดงออกมาผมมั่นใจว่าฝีมือของเราไม่ได้ทิ้งห่างกันขนาดนั้น แต่ปัญหาคือตอนนี้ผมเหลือแขนอยู่แค่ข้างเดียว

     

    แถมร่างกายยังมีค่าสถานะที่ค่อนข้างต่ำทำให้ตามความเร็วและความแข็งแกร่งของเขาไม่ทัน...

     

    แต่เอาเถอะ ผมไม่ยอมแพ้หรอก

     

    ผมตั้งการ์ดขึ้นอีกครั้งคราวนี้พยายามเน้นใช้ฟุตเวิร์กเคลื่อนย้ายตำแหน่งเพื่อช่วยหลบหลีกจังหวะโจมตีของเขาให้ทัน

     

    เมื่อยกใหม่เริ่มขึ้น เฮนรี่ก็พุ่งเข้าใส่เหมือนเดิมทว่าหลังจากผมนำเทคนิคฟุตเวิร์กเข้ามาช่วยเสริมก็เริ่มหลบหมัดอันตรายของเขาได้มากขึ้น

     

    ซึ่งนั่นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ถึงอย่างนั้น ช่องว่างด้านสมรรถภาพร่างกายก็ยังกว้างเกินไปต่อให้ผมจะพยายามฉากหลบแค่ไหน ก็ไม่สามารถหลบพ้นหมัดเด็ดของเขาได้ทั้งหมด

     

    สุดท้ายผมก็โดนหมัดตรงกระแทกเข้าที่ปลายคางจังๆจนภาพตัดและล้มลงไปกองกับพื้นเป็นครั้งที่สอง

     

    คราวนี้แรงปะทะรุนแรงจนผมไม่สามารถยันตัวลุกขึ้นมาได้ในทันที

     

    ทว่าในระหว่างที่ผมกำลังพยายามเค้นเรี่ยวแรงอยู่นั้นเฮนรี่ก็ตะคอกสั่งขึ้นมาซะก่อน

     

    “พอแค่นี้! คนต่อไป!”

     

    ผมสะบัดหัวไล่อาการมึนงง ก่อนจะค่อยๆพยุงตัวคลานไปนั่งพักที่มุมห้อง

     

    ให้ตายสิตาลุงนี่เล่นแรงจนผมไปไม่เป็นเลยแฮะ!

     

    หลังจากผม ก็เป็นคิวของมายาแม้ว่าร่างกายของเธอจะเต็มไปด้วยมัดกล้ามและดูแข็งแรงแต่เธอกลับไม่มีความรู้เรื่องศิลปะการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย

     

    การออกอาวุธของเธอดูทื่อจนเฮนรี่ใช้แค่ไม่กี่กระบวนท่าก็ซัดเธอร่วงลงไปนอนกับพื้นได้แล้ว

     

    ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่นักลีออนน่ะตัวใหญ่ แต่กลับออกหมัดไม่เป็นเลย

     

    เขาเหวี่ยงหมัดสะเปะสะปะราวกับกำลังว่ายน้ำไม่ต่างจากที่แฮดวินทำเมื่อคืนและสุดท้ายก็โดนหมัดเสยคางจนนอนสลบเหมือด เดือดร้อนมายาต้องมาช่วยลากตัวออกไป

     

    ทางด้านคิมและพวกฝาแฝด...อันนี้อย่าเรียกว่าสู้เลยดีกว่า พวกเขาทำแค่ตะโกนลั่นแล้ววิ่งทื่อๆ เข้าไปให้เฮนรี่เตะกระเด็นกลับออกมาเท่านั้นเอง

     

    จะมีก็แค่เทสคนเดียวที่พอมีเชิงมวยอยู่บ้างเธอตั้งท่าชกได้อย่างถูกต้องและมีการใช้ฟุตเวิร์กเคลื่อนที่เหมือนกับผม

     

    แต่ไม่น่าแปลกหรอก... เพราะพ่อของเธอเป็นถึงบอดี้การ์ดแถวหน้าย่อมต้องเคยเคี่ยวเข็ญเธอมาบ้างอยู่แล้วทว่าสมรรถภาพทางกายของเธอกับเฮนรี่มันต่างกันเกินไปจึงไม่สามารถรับมือเขาได้เลย

     

    นอกจากนี้ผมยังสังเกตเห็นว่าเธอดูจะขาดประสบการณ์อยู่พอสมควรทำให้จังหวะการหลบหรือการออกอาวุธยังขาดความเฉียบคมไป

     

    สรุปแล้วสุดท้ายพวกเราก็ถูกซ้อมจนลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นในสภาพดูไม่จืดเฮนรี่กวาดสายตามองพวกเราช้าๆ ก่อนจะเดินกลับไปบันทึกข้อมูลบางอย่างลงในกองเอกสาร

     

    หลังจากเสียงตวัดปากกาขนนกเงียบลงทหารหลายคนก็เดินเข้ามาด้านใน พวกเขาส่วนใหญ่มีเครื่องหมายคำถามลอยเด่นอยู่ตรงช่องเลเวล

     

    แต่ผมก็สังเกตเห็นบางคนที่ไม่มีเครื่องหมายคำถามนั้นซึ่งเลเวลของพวกเขาก็จัดว่าสูงเอาเรื่องเพราะคนที่เลเวลต่ำที่สุดในกลุ่มนั้นก็ปาเข้าไปที่เลเวล 43 แล้ว

     

    เฮนรี่ส่งเสียงประกาศสั่งให้พวกเราแยกย้ายกันไปตามกลุ่มที่จัดไว้

     

    เทสกับมายาถูกคุมตัวแยกออกไปพร้อมกันพวกคู่แฝดและลีออนแยกไปอีกกลุ่ม ส่วนแฮดวินถูกผู้ดูแลคนหนึ่งพาตัวไปและคิมก็มีผู้ดูแลอีกคนคอยนำทางออกไป

     

    แม้แต่เจ้าบิสกิตยังโดนทหารนายหนึ่งอุ้มแยกออกไปเช่นกันมันหันมามองผมพลางส่งกระแสจิตเข้ามาอ้อนวอนรัวๆ

     

    (อาหาร... อาหาร... อาหาร!)

     

    ผมทำได้แค่มองมันถูกพาตัวออกไปโดยที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยคำร่ำลา

     

    และในที่สุด... ก็เหลือเพียงแค่ผมคนเดียวในห้องฝึกแห่งนี้

     

    เฮนรี่ทิ้งผมไว้กับทหารนายหนึ่งที่มีตัวเลขเลเวล44 แสดงอยู่เหนือศีรษะ ผมลอบมองชายคนนั้น มันมีความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัวทันที...หรือผมจะหนีดี?

     

    แน่นอนว่าทหารคนนี้ไม่มีทางแข็งแกร่งเท่าฟินเนแกนเพราะเลเวลต่ำกว่าแต่ผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะคนที่เลเวลห่างกับตัวเองถึงยี่สิบเลเวลได้ไหม

     

    หลังจากคิดคำนวณอยู่ครู่ใหญ่ผมก็ลอบถอนหายใจยาวพลางพับแผนการหาเรื่องตายนั้นทิ้งไปซะ

     

    หลังจากนั่งรอเงียบๆ ได้ไม่นานใครบางคนที่ผมไม่อยากเจอหน้าที่สุดก็โผล่มาจนได้

     

    เวอร์โก้เดินเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มจอมปลอมที่ประดับอยู่บนใบหน้าด้านหลังของเขามีผู้ติดตามอีกสองคนซึ่งแต่ละคนล้วนมีเครื่องหมายคำถามลอยเด่นอยู่ตรงช่องเลเวลกันทั้งคู่

     

    "เจ้าต้องตามข้ามา...ก่อนที่เจ้าจะโดนส่งตัวไปยังแนวหน้า ข้าจะเป็นคนช่วยฝึกสอนให้เอง"

     

    เวอร์โก้กล่าวด้วยรอยยิ้ม

     

    เขาไม่ได้รอคำตอบจากผมเลยสักคำชายหนุ่มเพียงแค่ยกมือส่งสัญญาณทหารผู้ติดตามทั้งสองคนก็ตรงเข้ามาประกบและหิ้วปีกตัวผมไปทันที

     

    “ไม่ต้องห่วงหรอกผู้พลัดถิ่นข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี เจ้าจะได้เข้าพักในคฤหาสน์ส่วนตัวของข้าซึ่งมันอาจจะกว้างใหญ่เกินกว่าที่คนอย่างเจ้าเคยพบเจอมาทั้งชีวิตเลยล่ะ”

     

    เวอร์โก้เริ่มคุยโวโอ้อวดบารมีตระกูลอันทรงอิทธิพลพลางชำเลืองมองผมด้วยสายตาขบขัน

     

    ส่วนผมไม่ได้พูดตอบโต้อะไรออกไปทำเพียงแค่เดินตามไปเงียบๆ เท่านั้น

     

    เมื่อออกจากอาคารผมก็ถูกพาตัวขึ้นไปนั่งซ้อนบนหลังม้าโดยมีหนึ่งในผู้ติดตามของเวอร์โก้คอยคุมบังเหียนอยู่ด้านหลัง

     

    ตลอดทางเวอร์โก้ยังคงคุยโวไม่หยุดไม่ใช่แค่กับผมเท่านั้นแม้แต่ลูกน้องของเขาเองก็ยังต้องเออออพยายามพูดจาประจบเอาใจอยู่ตลอดเวลา

     

    หลังจากทนฟังเรื่องอวดรวยของหมอนี่อยู่นานจนเริ่มเบื่อผมจึงกระซิบเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาเพื่อใช้งานคอมมูนิตี้

     

    ในช่วงที่อยู่ชั้นแรกของบทฝึกสอนพวกเราได้ทดสอบกันจนแน่ใจแล้วว่าคนที่จะมองเห็นหน้าต่างสถานะและรายละเอียดของระบบได้มีเพียงแค่เจ้าตัวเท่านั้น

     

    ดังนั้นผมจึงไม่กลัวว่าคนพื้นเมืองพวกนี้จะสังเกตเห็นและเปิดมันขึ้นมาอ่านตรงๆ อย่างไม่กังวล

     

    ผมไล่อ่านข้อความในฟอรัมที่มีคนเข้ามาโพสต์เอาไว้จำนวนมากส่วนใหญ่เป็นข้อความถามสารทุกข์สุกดิบและเช็กสถานะความปลอดภัยของกันและกัน

     

    ดูเหมือนว่ากลุ่มอื่นๆในบทฝึกสอนระดับนรกจะประสบชะตากรรมไม่ต่างกันนัก

     

    ทุกคนถูกจับแยกย้ายบ้างถูกขุนนางพากลับไปฝึกฝน บ้างถูกส่งไปล่ามอนสเตอร์เพื่อหาเงินหรือบางคนที่โชคร้ายหน่อยก็ถูกกักขังเอาไว้ไม่ต่างจากนักโทษ

     

    ผมถอนหายใจออกมาเล็กน้อยให้กับผู้พลัดถิ่นอย่างพวกเรา

     

    หลังจากไล่อ่านข้อความต่างๆในฟอรัมได้ไม่นาน ผมก็เจอข้อความของคนในกลุ่มที่ตามหาอยู่ จึงค่อยๆไล่อ่านอย่างช้าๆ

     

    เซ็ต (นรก,กลุ่ม 4): “ทางนี้สถานการณ์ปกติดีทุกอย่างพวกมันเริ่มจับพวกเรามาฝึกซ้อมร่างกายแล้วล่ะเห็นบอกว่าผ่านไปสักพักจะส่งพวกเราออกไปล่ามอนสเตอร์”

     

    กรัมปี้ (นรก,กลุ่ม 4): “ฉันปลอดภัยดี พวกเขาดูแลฉันดีมากๆ เลยล่ะ...แต่ตอนนี้คิดถึงทุกคนมาก”

     

    สตรองเกสต์วัน (นรก,กลุ่ม 4): “พวกมันปฏิบัติกับพวกเราเหมือนขยะชิ้นหนึ่งเลยแต่อย่างน้อยก็ยังมีอาหาร น้ำดื่ม แล้วก็มีที่ให้ซุกหัวนอนล่ะนะ”

     

    เซ็ต และ กรัมปี้ คือนามแฝงของเทส และลิลลี่ส่วนอีกคนผมไม่แน่ใจนัก อาจจะเป็นคิม สองพี่น้องฝาแฝด หรือไม่ก็ลีออน

     

    แต่เมื่อดูภาพรวมแล้วทุกคนยังมีชีวิตอยู่ดีก็ทำให้รู้สึกเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง

     

    หลังจากเช็กข้อความจนหมดผมก็รีบส่งข้อความสั้นๆ กลับไปเพื่อบอกว่าตัวผมเองก็ปลอดภัยดีเช่นกัน และไม่นานหน้าต่างคอมมูนิตี้ก็ปิดลงตามกำหนดเวลาของมัน

     

    ผมลอบถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

     

    ตอนนี้ผมเหลือตัวคนเดียวแล้วจริงๆและลางสังหรณ์ของผมก็บอกว่า ชะตากรรมหลังจากนี้คงไม่ได้เรียบง่ายเหมือนคนอื่นนักเพราะผมรู้ดีว่าเวอร์โก้ไม่ได้พาผมไปเพื่อฝึกฝนอย่างที่ปากพูดแน่ๆ

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน