วันรุ่งขึ้นสำนักเหิงเยว่เต็มไปด้วยเงาร่างของผู้คน
วันนี้เต็มไปด้วยความคึกคักเพราะวันนี้เป็นหนึ่งวันก่อนการประลองของศิษย์สำนักนอก
ในขณะนี้ศิษย์สำนักเหิงเยว่ได้แบ่งกันออกเป็นกลุ่มๆกลุ่มละสองสามคนมุ่งหน้าไปบรรจบกันในทิศทางเดียวการประลองของสำนักนอกจำเป็นต้องมีการลงชื่อ ไม่ใช่ว่าศิษย์ทุกคนจะสามารถเข้าร่วมการประลองได้ผู้ที่มีระดับการฝึกตนอยู่ในระดับต่ำไม่สามารถจะไปเข้าร่วมเพื่อสร้างความลำบากให้กับตนเองได้
เมื่อเย่เฉินมาถึงที่นี่ก็มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้วมองเห็นศิษย์เดินเข้าออกกันมากมายจนตาลายไปหมด
“นี่คือหอฟ้าดินหรือ?” เย่เฉินลูบคาง และเงยหน้าขึ้นมองอย่างอดไม่ได้
หอฟ้าดินมีความยิ่งใหญ่ตระการตาอย่างแท้จริงด้านบนสุดของหอมีตราประทับฟ้าดินลอยอยู่ ส่องสว่างระยิบระยับ
“ใหญ่โตจริงๆ”เย่เฉินถอนหายใจ แล้วก้าวเดินเข้าไป
สิ่งที่ปรากฏเข้าสู่สายตาของเขาเป็นลานประลองมีรัศมีประมาณหนึ่งร้อยจ้างรอบลานประลองนั้นเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน ดูแล้วน่าจะมีระยะพันจ้างการประลองของสำนักนอกล้วนแต่ใช้สถานที่แห่งนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ขอสวรรค์คุ้มครองด้วยอย่าให้ข้าต้องพบเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเลย”
“ข้าไม่อยากจะอยู่ที่สำนักนอกต่อไปอีกสามปีหรอกนะ”
“เทพเจ้าเอ๊ยโปรดอวยพรข้าด้วยเถิด!”
เย่เฉินได้ยินคำพูดเหล่านี้ตลอดทางที่เดิน ลูกศิษย์แต่ละคนต่างอยู่ในท่าทางประนมมืออ้อนวอนต่อเหล่าเทวดา
เอ๊ะ?
การปรากฏตัวของเย่เฉินเป็นที่ดึงดูดความสนใจของเหล่าศิษย์โดยทันที
ตอนนี้เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคของสำนักเหิงเยว่ในวันนั้นที่สามยอดเขาไม่ยินดีที่จะรับเขาเป็นศิษย์ฝึกหัดแต่เพียงแค่ระยะเวลาสองเดือนเขากลับกลายเป็นม้ามืดที่ไม่มีใครไม่รู้จักของสำนักเหิงเยว่เสียแล้วทำให้ผู้คนต่างรู้สึกอดไม่ได้ที่จะต้องร้องไห้เสียใจ
“ไม่ว่าอย่างไรขออย่าให้ข้าต้องไปเจอกับเขาเลย”
“ข้าก็ไม่อยากไปเจอกับเขาเลย”
“เขามันปีศาจใครได้เจอกับเขานะโชคร้ายแน่”
เย่เฉินไม่ได้ใส่ใจต่อคำพูดรอบด้านนั้นยังคงมุ่งตรงไปยังตำหนักใหญ่ของหอฟ้าดิน
เบื้องหน้าเขาก็ได้พบกับคนรู้จักคนหนึ่ง เมื่อดูให้ดีแล้ว จึงพบว่าน่าจะเป็นจ้าวหลงแห่งยอดเขาตี้หยาง
“เย่เฉิน”เมื่อเห็นเย่เฉิน จ้าวหลงก็ขบฟันทันที
เย่เฉินไม่สนใจอะไรเขาขี้เกียจโต้เถียงกับคนแบบเขาในตอนนั้นเขาซึ่งอยู่ในขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งได้เอาชนะจ้าวหลงมาแล้วตอนนี้เขาอยู่ในขั้นรวมพลังชั้นที่เก้าแล้ว ระดับการฝึกตนของเขาสูงกว่าจ้าวหลงแล้วพวกเขาไม่ได้เป็นผู้อยู่ในระดับเดียวกันมานานแล้ว
เมื่อถูกเย่เฉินเมินเฉยจ้าวหลงก็กัดฟันจนเกิดเสียงดัง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ศิษย์ที่แท้จริงส่วนใหญ่ถูกเย่เฉินทุบตีจนพิการไปเกือบหมดแล้วเขาจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะเทียบกับเย่เฉินได้อีกต่อไป
เบื้องหน้าศิษย์ที่มาลงชื่ออยู่ก่อนแล้วต่างหลีกทางให้กับเย่เฉินอย่างพร้อมเพรียง
เย่เฉินจึงไม่เกรงใจมุ่งตรงไปยังผู้อาวุโสชุดคลุมขาวที่มีนามว่า หลี่เต้าทง
“ผู้อาวุโสข้ามาลงชื่อ” เย่เฉินพูดจบ พร้อมกับยื่นป้ายประจำตัวของเขาออกไป
“เจ้าคือเย่เฉินหรือ?” หลี่เต้าทงกวาดสายตาเหลือบไปมองชื่อบนป้ายประจำตัวจึงอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจไปทั่วร่างของเย่เฉิน พลางถอนหายใจและพูดว่า“คนเก่งกล้าของแผ่นดินมีมารุ่นสู่รุ่นจริงๆ เลย!”
“ผู้อาวุโสชมเกินไปแล้ว”
“ตั้งใจทำให้ดีนะ”หลี่เต้าทงยิ้มอย่างอ่อนโยน และได้ทำการสลักชื่อของเย่เฉินลงบนแผ่นหยก
หลังจากลงชื่อเย่เฉินก็หันกลับและเดินออกไปด้านนอก แต่กลับได้พบกับคนรู้จักจำนวนมากมาย
ลูกศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางเดินเข้ามาเป็นกลุ่มนำโดยผู้ที่มีนามว่าเจียงเฮ่า และอีกด้านหนึ่งศิษย์ของยอดเขาตี้หยางก็มาถึงแล้วเช่นกัน นำโดยจื่อซาน
เมื่อศัตรูมารวมตัวกันความแค้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจริงๆ
เมื่อศิษย์ของยอดเขาตี้หยางและยอดเขาเหรินหยางได้พบกับเย่เฉินสีหน้าของคนเหล่านั้นก็ล้วนแต่มืดมนลงพวกเขาทั้งสองยอดเขาเมื่อต้องอยู่ในมือของเย่เฉินในวันนี้ก็ล้วนแต่ต้องเสียหน้า
“เจ้าหนุ่มเจ้าควรจะอ้อนวอนต่อสวรรค์ว่าอย่าได้มาพบกับข้าไม่เช่นนั้นเจ้าอาจจะต้องตายอย่างอนาถ” เจียงเฮ่าและจื่อซานก้าวออกมาและยิ้มอย่างเย็นชา
“นี่เจ้ากำลังขู่ข้าอย่างนั้นเหรอ?” เย่เฉินมองไปยังทั้งสองคน ดวงตาดูลึกล้ำและเฉียบคม
พลังอานุภาพของทั้งสามคนแพร่กระจายออกมาโดยทันทีและเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ประดุจจะทำการต่อสู้กันขึ้นแล้วในเวลานี้
“ช่างครึกครื้นจริงๆ!” เสียงพูดอย่างขี้เล่นดังขึ้นมา อิ่นจื้อผิงเดินเข้ามาพลางสะบัดพัดเบาๆเหลือบมองไปยังเย่เฉินและพูดอย่างเยือกเย็น สายตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
เย่เฉินมองไปยังอิ่นจื้อผิงพร้อมกดความรู้สึกเคียดแค้นที่แทบจะทนไม่ไหวเอาไว้
วันหนึ่งข้าจะต้องสังหารไอ้ลูกหมาตัวนี้ให้ได้
“เจตนาฆ่าหนักหน่วงเกินไป แม้ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ยากจะสำเร็จผล” ทันทีที่ประโยคนี้ดังขึ้นเย่เฉินไม่ต้องหันไปมอง ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเป็นใครนอกจากซูซินเยว่แห่งยอดเขาเหรินหยาง จะมีใครอีกที่จะพูดเช่นนี้
เวลาต่อมาก็มีคนมาเพิ่มอีกจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนมากที่มีความแค้นกับเย่เฉิน
แล้วจะทำอย่างไรได้! คนกลุ่มใหญ่ขนาดนี้กำลังมองเย่เฉินด้วยสายตาที่เย้ยหยันทำให้เย่เฉินในตอนนี้กลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างชัดเจน
“หรือจะสู้กันที่นี่เลยดีไหม?” ศิษย์ที่อยู่รอบด้านต่างส่งเสียงกระซิบ
“ที่นี่คือหอฟ้าดินจะมาสู้กันตรงนี้ รนหาที่ตายหรือไง?”
“ทำอะไรกัน? พวกเจ้ามาหยุดทำอะไรกันที่นี่”จากนั้นเสียงอันดุดันได้ดังขึ้นทำลายบรรยากาศที่แสนจะอึดอัดในบริเวณนี้
ผู้มาเยือนคือศิษย์ที่สวมชุดสีม่วงทองรูปร่างของเขาไม่ได้ดูแข็งแรงมากนัก แต่บุคลิกของเขาดูมีความกล้าหาญไปทั่วทั้งร่าง
การมาถึงของเขาทำให้ดวงตาของศิษย์ที่อยู่โดยรอบพลันสว่างขึ้น
“ผู้นำศิษย์แห่งหอภารกิจฮั่วเถิง” ทันใดนั้น ก็มีคนจำบุคคลผู้นี้ได้
“ข้าบอกเลยนะ! วันนี้สนุกแน่นอน” หลังจากฮั่วเถิง ก็มีคนปรากฏขึ้นอีกห้าคนทำให้ศิษย์โดยรอบนั้นต้องตาสว่างกันอีกครั้ง
“จ้าวเหยียนผู้นำศิษย์ของหอศัสตราวิญญาณ”
“เซียวจิ้งผู้นำศิษย์ของตำหนักบังคับคดี”
“หวังหลินผู้นำศิษย์ของสวนผลไม้วิญญาณ”
“นั่นคือลู่ซวนเอ๋อร์ ผู้นำศิษย์ของหอคัมภีร์ใช่ไหม?นึกไม่ถึงเลยว่านางจะมาด้วย”
หลังจากพวกเขาทั้งสามคนก็มีเงาร่างที่กรีดกรายอีกหนึ่งเงาปรากฏขึ้น เมื่อมองดูแล้ว นั่นคือฉีเยว่แห่งหอโอสถวิญญาณ
ศิษย์สิบอันดับแรกของสำนักนอกนอกจากคนของยอดเขาเทียนหยางแล้ว ทุกคนล้วนแต่มาถึงโดยพร้อมเพรียงกันแล้วทำให้หอฟ้าดินที่มีความครึกครื้นอยู่แต่เดิม เริ่มมีเสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้นบางทีอาจจะเพราะมีเพียงช่วงเวลาในการประลองของสำนักนอกเท่านั้นจึงจะมีการรวมตัวกันเช่นนี้
“ไม่ต้องพูดแล้วเจ้าคือเย่เฉินแน่นอน” ฮั่วเถิงแห่งหอภารกิจแสดงความเป็นกันเอง และมองไปยังเย่เฉิน
เช่นเดียวกันสายตาของคนอื่นๆ ก็ล้วนมองมายังทิศทางเดียวกัน
เมื่อตอนที่เย่เฉินมายังสำนักเหิงเยว่พวกเขาล้วนแต่อยู่ในสถานะของการเก็บตัวถือพรตและเพิ่งจะออกจากการเก็บตัวเมื่อสองวันก่อนหน้านี้และชื่อที่พวกเขาได้ยินมากที่สุดก็คือชื่อของเย่เฉินตอนนี้เพิ่งจะได้พบตัวจริง และยังทำให้ทุกคนต่างแปลกใจอยู่เล็กน้อย
“ข้าก็บอกเจ้าแล้วว่าเขาแค่ขั้นรวมพลังธรรมดา! เจ้ายังไม่เชื่ออีก”
“ตอนนี้เชื่อแล้วแม้ว่าจะอยู่ในขั้นรวมพลังธรรมดา แต่ลมปราณที่ออกมานั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าเลยนะ!”
“เจ้าเด็กคนนี้ดูแล้วช่างเจริญตาจริงเชียว”
ศิษย์ผู้มีอัจฉริยภาพส่วนหนึ่งลูบคางของพวกเขาพลางมองไปยังเย่เฉินราวกับกำลังดูลิง มองจนเย่เฉินอึดอัดไปทั้งตัว
“ศิษย์น้องไม่ต้องกลัว ศิษย์พี่จะปกป้องเจ้าเอง”ฮั่วเถิงเข้ากอดคอเย่เฉินอย่างไม่แยแส พูดจบก็ไม่ลืมที่จะมองไปยังเจียงเฮ่าจื่อซานและอิ่นจื้อผิง “เห็นสามตัวนี้แล้วอารมณ์เสีย”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ”ใบหน้าของทั้งสามคนก็เคร่งขรึมทันที
“ข้าบอกว่าเห็นพวกเจ้าแล้วอารมณ์เสีย ทำไมหรือ!”
“เจ้า...”จื่อซานกำลังจะพุ่งเข้ามา แต่กลับถูกเจียงเฮ่าและอิ่นจื้อผิงห้ามเอาไว้
“พวกเราไปเจอกันบนลานประลอง”ทั้งสามคนส่งเสียงไม่พอใจ จากนั้นแต่ละคนก็พาศิษย์ของตนเองเข้าไป
บ้าเอ๊ย
ฮั่วเถิงไม่เห็นด้วยจากนั้นจึงตบไหล่ของเย่เฉิน แสยะปากยิ้ม ส่งเสียงอันเกรี้ยวกราด “ศิษย์น้องวันหลังเราค่อยมาดื่มสุรากันสักหน่อย”
“ไปได้แล้วๆอย่ามัวแต่ชักช้า” เซียวจิ้งพูดกระตุ้นทุกคน เพื่อให้ทุกคนเดินไปยังตำหนักใหญ่
“รู้สึกถึงความกดดันบ้างหรือยัง?” หลังจากแต่ละคนเดินจากไป ฉีเยว่ก็เดินมาด้านหน้า และถามเบาๆ
“ความกดดันก็มีอยู่หรอกแต่ไม่มากเท่าไร” เย่เฉินกล่าวตอบ
อันที่จริงหลังจากได้บรรลุเข้าสู่ขั้นรวมพลังชั้นที่เก้าเมื่อไม่กี่วันมานี้เขาก็มีความมั่นใจขึ้นที่จะเผชิญหน้ากับเหล่าศิษย์ขั้นพลังหยางลงมาแม้ว่าศิษย์สำนักนอกทั้งสิบอันดับแรกจะมีความแข็งแกร่งแต่ทั้งหมดล้วนอยู่ในขั้นพลังธาตุ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในขอบเขตที่เขารับมือได้ทั้งสิ้น
“อย่างนั้นก็ดี”ฉีเยว่ผู้ไม่แยแสต่อสิ่งใดและไม่ค่อยจะปรากฏรอยยิ้มออกมา
“ทำไมข้าถึงไม่เห็นศิษย์อันดับที่หนึ่งของสำนักนอก”เย่เฉินมองไปยังฉีเยว่ด้วยความสงสัย
“เขาหรือ! ไม่รู้ไปดื่มเหล้าอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ” ฉีเยว่ยักไหล่ จากนั้นก็เดินจากไป
“ยังมีเวลาว่างไปดื่มเหล้าอีกหรือ?” เย่เฉินขมวดคิ้ว จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินออกไปข้างนอกอย่างช้าๆ