“แม่นางน้อย”
“อ่อ! พี่ชาย!”
เสิ่นฉางซีสะบัดผ้าในมือแล้วคลี่ออกตากอย่างรวดเร็วรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่คาดเอวอยู่แล้วเดินลากขาขวามาริมรั้วหน้ากระท่อมหลังน้อยของนาง
“มีอะไรหรือเ้าคะลูกชายของท่านไม่สบายอีกหรือ?”
“ไม่ใช่ๆ” ชายหนุ่มรีบโบกมือไปมาเ้ากบูเาตัวอวบอ้วนถูกผูกขาไว้ ชายหนุ่มยิ้มเก้อเขินแล้วเอ่ยขึ้น“ได้กบูเาตัวใหญ่มาหลายตัว เมียข้าให้เอามาแบ่งให้เ้าบ้าง เ้ากินเป็หรือไม่”
“เป็สิเ้าคะ” นางหัวเราะคิกคัก “เช่นนั้นข้าขอรับความหวังดีของพี่สาวกับพี่ชายแล้ว”
ชายหนุ่มอดชะโงกหน้ามองข้ามไหล่เล็กๆของนางไม่ได้
“เ้าอยู่คนเดียวหากมีอะไรก็ไปหาพวกเราได้”
“ขอบคุณพี่ชายที่เป็ห่วง อีกไม่กี่วันนายท่านรองคงลงมาจากเขาแล้วเ้าค่ะ อีกอย่างข้าอยู่แบบนี้จนชินแล้ว”
เด็กสาวยื่นมือไปรับกบูเาตัวใหญ่ทั้งสองตัวนางเห็นชายหนุ่มหมุนตัวหันหลังกลับพลันนึกได้จึงรีบเรียกเขาไว้ก่อนแล้วเอ่ยถามทันทีที่
อีกฝ่ายหันกลับมา
“พี่ชายเพิ่งลงมาจากูเาหรือเ้าคะท่านเห็นอะไรผิดปกติหรือไม่”
“ไม่มีนี่ ข้าไม่ได้เข้าไปลึกมากมีอะไรรึ”
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ อ้อ!พี่ชาย ท่านต้มน้ำขิงใส่น้ำตาลทรายแดงให้พี่สาวกินบ่อยๆ จะช่วยบำรุงสุขภาพหรือไม่ก็ทำไก่ผัดขิงก็ได้”
ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงักเพราะสนใจแต่เื่ที่นางแนะนำให้ไปดูแลสุขภาพของภรรยาจึงไม่ได้ใส่ใจเื่ที่นางถาม เด็กสาวรอจนชายหนุ่มผู้นั้นเดินจากไปไกลไม่ย้อนกลับมาแล้วจึงถือเ้ากบอวบอ้วนมาที่ครัวเล็กๆ ของนาง จัดการยัดเ้ากบูเาขังไว้ในถังไม้เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นชายหนุ่มก้าวออกมาจากประตูแล้วเสิ่นฉางซีรีบเข้าไปหมายประคอง เพราะเกรงว่าจะชนกองฟืนที่นางวางทิ้งระเกะระกะ
“ระวัง”
ท่อนแขนของชายหนุ่มถูกมือเรียวเล็กประคองไว้สวินเย่ว์ได้ยินเสียงเป่าลมหายใจออกทางปากเหมือนโล่งอกเขาแค่นทำเสียงในลำคออย่างไม่พอใจ เขามิใช่คุณชายบอบบางทำอะไรเองไม่ได้เพียงแค่ตอนนี้มีผ้าปิดตาเขาอยู่เท่านั้นเอง
แม้ปิดตาอยู่แต่ประสาทการรับรู้ของเขามิได้ด้อยลง
หากกล่าวว่าเมื่อคืนเป็ครั้งแรกที่เขามีสตรีนอนอยู่แนบข้างก็ไม่ผิด แต่ยากที่จะยอมรับความจริงในเื่นี้ที่ผ่านมาสามารถอดกลั้นและควบคุมตนเองได้อย่างดี หากไม่ใช่เพราะพิษยาปลุกกำหนัดเขาคงมิได้ล่วงเกินนาง กลางคืนที่นอนเคียงข้างแม้ไม่คุ้นเคยแต่ไม่อาจผลักไสให้นางไปพ้นเตียงซึ่งก็เป็เตียงของนางพอคิดจะพลิกกายลงมานอนข้างเตียงก็เสียดายความอบอุ่นที่เกิดขึ้นจึงได้แต่รวบร่างเล็กที่หมดเรี่ยวแรงไว้ในอ้อมแขนสูดดมกลิ่นหอมจากเส้นผมนุ่มสลวยและผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
จนเมื่อเช้าตรู่ ร่างเล็กค่อยๆ ขยับออกราวกับกลัวเขาจะตื่นเคลื่อนไหวลงเตียงอย่างระวัง เขาแสร้งหลับด้วยไม่รู้ว่าตนเองควรทำอย่างไรครู่หนึ่งนางจึงเดินกลับเข้ามาแล้วเอ่ยถามเขา
“ท่านแม่ทัพตื่นแล้วล้างหน้าบ้วนปากเลยหรือไม่เ้าคะ”
นางทำราวกับเื่พวกนี้เป็เื่ธรรมดาสามัญเขาจึงทำเช่นเดียวกับนาง ปล่อยให้นางปรนนิบัติเขาล้างหน้าบ้วนปากเช็ดเนื้อตัวผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและยังพยุงไปสุขา
“ข้าจะเดินลมปราณเ้าอย่าให้ผู้ใดมารบกวนข้า”
“ทราบแล้วเ้าค่ะ”
และนางก็ทำหน้าที่ของนางได้ดีเยี่ยมมิได้เข้ามารบกวนเขาแม้แต่น้อย จนเขาเดินลมปราณปรับสมดุลของร่างกายได้แล้วจึงได้ยินเสียงพูดคุยด้านนอก นึกแปลกใจอยู่ว่าคนที่นี่ไม่เรียกชื่อกันหรือไรเขาจะเอ่ยปากถามนางก็ปากหนักพูดไม่ออก เอาเถิด เพื่อความสบายใจของนางเขาไม่เอ่ยถามก็ได้ จากความทรงจำที่มองผ่านๆ แม้ไม่แจ่มชัดนักหากจะสืบความคงไม่ยากเช่นกัน
“ข้างหน้ามีกองฟืนเ้าค่ะ”
เสิ่นฉางซีเอ่ยแล้วประคองให้เขานั่งลงที่เก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งนาง
เผลอมองเขาราวกับกำลังมองภาพวาดแดดเช้าทอดเงาทาบทับร่างสง่างามเขามิใช่บุรุษบอบบางแต่เป็ร่างกายของชายผู้ผ่านสนามรบมา ใช้ชีวิตในกองทัพมาห้าปีไต่เต้าจากทหารชั้นผู้น้อยสู่การเป็แม่ทัพ
“เ้าผ่าฟืนเองรึ” เขาถามด้วยไม่คิดว่ามือเล็กๆ คู่นี้ต้องทำงานหนักหนาถึงเพียงนี้
“ฟืนชิ้นไม่ใหญ่นักข้าทำเองทุกครั้งไป” นางหัวเราะเก้อเขิน แล้วก้มมองฝ่ามือหยาบกระด้างของตนเองจริงซินะ เขาคงประหลาดใจที่มาเจอผู้หญิงอย่างนาง หญิงสาวตระกูลสูงศักดิ์เขียนโคลงกลอนหรือวาดภาพ บรรเลงเพลงพิณ เื่เ่าั้นางไม่มีความรู้เอาเสียเลย
“ข้าทำให้เอง”
เสิ่นฉางซีเห็นเขาลุกขึ้นยืนนางก็รีบกดไหล่ให้เขานั่งลงตามเดิม สวินเย่ว์ขมวดคิ้วไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเขามาก่อน โดยเฉพาะสตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
“ท่านยังต้องพักผ่อนดวงตาท่านก็ปิดอยู่ ไม่ควรทำอะไรกระทบกระเทือนจนเกินไป”เมื่อเห็นเขายอมนั่งลงตามเดิมแล้วนางจึงรีบชักมือกลับเพราะเกรงว่ามือหยาบกระด้างของตนจะระคายผิวกายของเขา
“ท่านหิวแล้วหรือไม่ข้าทำโจ๊กไก่ฉีกใส่ขิงไว้ให้แล้ว”
“แล้วเ้าเล่า”
“ข้ากินก่อนท่านแล้วเ้าค่ะเสื้อผ้าของท่านข้าถือวิสาสะซักให้แล้ว สิ่งของที่อยู่ในเสื้อผ้าท่านข้ารวบรวมวางไว้บนโต๊ะ ท่านจะดูหรือไม่ หากมีสิ่งใดหล่นหายจะได้ตามหามาให้ท่านได้”
“บนตัวข้าไม่ได้มีสิ่งใดสำคัญนักหรอก”เหตุใดหงุดหงิดกับการ
ใส่ใจของนางนัก“ยกโจ๊กของเ้ามาเถอะ”
“ข้าจะพยุงท่านกลับเข้าข้างใน”
“นั่งกินที่นี่ไม่ได้รึ”ปกติเขาใช้ชีวิตไม่ยุ่งยาก ตอนที่ติดตามไต้ซือ
ซูหรือใช้ชีวิตในกองทัพก็กินเร็วไม่ได้มีพิธีรีตองอันใดนัก“หรือเ้ากลัวมี
ผู้อื่นพบเห็น”
“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น” นางส่ายหน้าไปมา เดินไปตักโจ๊กที่อุ่นไว้ให้เขาอยู่ก่อนแล้วประคองชามโจ๊กกลับมาวางบนโต๊ะไม้ใกล้ๆ นางลากเก้าอี้มานั่งเบื้องหน้าเขาแล้วจึงลงมือตักโจ๊กเพื่อป้อนเขา
“ข้าเพียงแต่เกรงว่าท่านจะไม่ปลอดภัย”
เนื้อโจ๊กเคี่ยวได้ที่และอุ่นกำลังดีตลอดจนขิงที่ใส่ลงไปทำให้กระเพาะอุ่นไปด้วย
“เหตุใดเ้าคิดเช่นนั้น”
นางไม่ได้ชะงักมือและไม่ได้ตื่นตระหนกกับท่าทีแข็งกร้าวของเขาด้วยมั่นใจว่าเขามองไม่เห็นจึงเผยรอยยิ้มออกมา
“มิเช่นนั้นยอดฝีมือผู้ใดทำให้ท่านเป็เช่นนี้เล่า”
“เื่นั้น!”เขาโกรธจนใบหน้าผ่าวร้อน เื่แบบนี้นางช่างกล้าพูดได้อีก แต่ยังไม่ทันได้โต้เถียงช้อนก็มาจ่อที่ปากแล้ว เขาจึงได้แต่อ้าปากเป็ลูกนกให้นางป้อนอาหารเช่นนี้
“ท่าทางเ้าคุ้นชินกับการดูแลคนมองไม่เห็นนัก”
“ข้าเคยาเ็ต้องปิดดวงตาอยู่ครึ่งเดือน”เด็กสาวยิ้ม มองเขากลืนโจ๊กแล้วจึงตักคำใหม่ เป่าไล่ไอร้อนแล้วจ่อที่ปากเขานางยังจดจำความรู้สึกเ่าั้ได้อย่างดีในเวลานั้นมีเกาฮูหยินที่ส่งคนมาคอยดูแลนาง แล้วนี่เขาเป็บุรุษ เป็นักรบต้องให้สตรีคนหนึ่งคอยช่วยเหลือ คงกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย และเพราะเขาปิดดวงตาอยู่จึงกล้ามองใบหน้าของเขาตรงๆเขาจำนางได้ไหม? เด็กผู้หญิงคนนั้นที่เคยช่วยเหลือ เป็เ้าชีวิตของนาง
ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้งนางไม่เอ่ยเื่อื่นใด ชายหนุ่มก็ไม่ถามอะไรปล่อยให้รอบกายมีเพียงเสียงนกตัวเล็กๆ ส่งเสียงร้องยามสายลมพัดผ่านเกิดเสียงใบไม้ไหว ไร้ความวุ่นวายใดชวนให้ใจสงบยิ่งนัก เสิ่นฉางชีป้อนเขาจนหมดชามยกน้ำให้เขาดื่มและเช็ดมือให้เรียบร้อย นางจึงเอ่ยขึ้น
“ในเรือนของนายท่านรองมีตำราเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาอาการาเ็
และถอนพิษหลายชนิดข้าอ่อนด้อยไร้ความรู้ ไม่รู้ว่าพิษในกายของท่านเป็อย่างไร หากท่านอธิบายอาการมาข้าจะจัดสมุนไพรต้มให้ท่านกินได้”
“ไม่ต้อง” เขาเอ่ยแล้วลุกขึ้นยืน“ข้าจะเดินลมปราณขับพิษ เ้าคอยเฝ้าประตูไม่ให้ผู้อื่นรบกวน”
“เ้าค่ะ”นางประคองเขาเพื่อเดินกลับเข้าห้อง
กบที่ขังไว้ส่งเสียงร้องเท้าของสวินเย่ว์ชะงักไปเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะไม่เคยได้ยินเสียงกบ แค่ประหลาดใจว่ามันร้องดังอยู่ใกล้ตัวซ้ำยังเป็เวลากลางวันอีก
“กบูเาเ้าค่ะ”เสิ่นฉางซีพูดขึ้นราวกับรู้ว่าเขาสงสัยสิ่งใด “เมื่อเช้าพี่ชายบ้านใกล้ๆ นำมาให้ข้าว่ามื้อเที่ยงจะทำกบนึ่งเห็ดหอม”
‘อ่อ! จริงสิในตำราว่าไว้ว่ากบนึ่งเห็ดหอมช่วยบำรุงเืลม แก้
อาการอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงเขาน่าจะกินบำรุงกำลังได้อยู่กระมัง’
“เ้ากินกบ?”
“เนื้อกบอร่อยไม่น้อยคล้ายเนื้อไก่เลยนะเ้าคะ”
เด็กสาวชะงักไปพลันนึกได้ว่าคนจากตระกูลใหญ่อย่างเขาคงไม่กินอาหารพื้นบ้านเช่นนี้
“ขออภัย...ข้ากินมาั้แ่เด็กแล้วข้าไม่ได้ให้ท่านมากินกบเหมือนข้าหรอกเ้าค่ะ”
“ช่างเถอะ เ้าทำอะไรมาข้าก็กิน”
สวินเย่ว์ไม่ได้ใส่ใจเื่นั้นเขาไม่ใช่คนเื่มาก เพียงแค่คิดอยู่ว่านางเติบโตมาอย่างไร ใช้ชีวิตแบบใดเหตุใดต้องผ่าฟืนและกินเนื้อกบและสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ
ผู้หญิงของเขาไม่ควรใช้ชีวิตลำบากอีกต่อไป.