ระบบ AI พิชิตแดนเซียน

    บทที่ 94 โจมตีหอการค้า

            บทที่94

            โจมตีหอการค้า

            เงาร่างของฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ควบรวมขึ้นจากพลังปราณวิญญาณอันหนาแน่นพุ่งทะยานผ่านอากาศอย่างดุดันมุ่งตรงเข้าใส่หน้าประตูทางเข้าของหอการค้านิรันดร์

            เพียงเสี้ยวลมหายใจเมื่อฝ่ามือนั้นใกล้เข้ามาจนสัมผัสกับตัวอาคารสามชั้นของหอการค้า…

            ฟุ่บ!

            แสงสีฟ้าโปร่งใสพวยพุ่งขึ้นมาคลุมทั่วทั้งอาคารราวกับม่านพลังที่ไร้รูปลักษณ์ ค่อยๆ ปรากฏออกมารับการโจมตีอย่างสงบ

            แรงกระแทกจากฝ่ามือที่สามารถทำลายหินผาศักดิ์สิทธิ์ยังต้องแหลกสลายบัดนี้กลับหยุดชะงักลงทันทีที่สัมผัสกับ "โล่พลังงานปราณ"ที่ปกคลุมหอการค้า

            ปราณของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมพลังแม้จะทรงพลังก็ตาม… ทว่าในยามนี้กลับถูกดูดซับและสลายหายไปทีละเล็กละน้อยคล้ายกับถูกกลืนหายเข้าไปในอากาศ

            ผู้คนรอบข้างที่ยังไม่ทันตั้งตัวกับเหตุการณ์พลันต้องเบิกตากว้าง

            “อะไรน่ะ...ไม่แม้แต่จะสั่นสะเทือน?”

            ท่ามกลางเสียงซุบซิบตกตะลึงของฝูงชนสตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มสี่คนที่ยังยืนสงบนิ่งมาตลอดก็เริ่มขมวดคิ้วแน่นนางจ้องมองไปยังชั้นพลังโปร่งใสที่ยังคงส่องแสงบางเบารอบอาคารนั้นด้วยแววตาไม่อาจคาดเดา

            “เมืองแห่งนี้…กลับมีสิ่งป้องกันถึงระดับนี้ได้อย่างไร?”นางพึมพำเบาๆ กับตนเอง

            ผู้ฝึกตนทั่วไปย่อมรู้ดีว่าโล่พลังวิญญาณในระดับที่สามารถรับมือการโจมตีจากผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมพลังได้นั้นไม่ใช่ของที่ติดตั้งกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในเมืองชายขอบเช่นนี้

            กระนั้น หอการค้านิรันดร์กลับทำได้

            ผู้คนในละแวกนั้นที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต่างก็แสดงท่าทีตกใจ ก่อนจะเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นมา

            “นั่นมันใครกัน…บังอาจลงมือกับหอการค้านิรันดร์ได้อย่างไร?”

            “พวกมันไม่รู้หรือว่าเจ้าของหอการค้านั่นคือใคร…หรือว่าคิดอยากตายเหมือนตระกูลหลี่กัน?”

            แต่ในขณะที่ผู้คนรอบข้างกำลังส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างวุ่นวายท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ชมเหตุการณ์ กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากชายวัยกลางคนที่เบิกตากว้างขณะที่จ้องไปยังใบหน้าของผู้ที่เพิ่งปล่อยฝ่ามือใส่หอการค้านิรันดร์

            “เดี๋ยวก่อน...นั่นมันคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่! หลี่จิน!!”

            เสียงอุทานนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่ากลางเวหาเพียงพริบตาเดียว บรรยากาศบริเวณหน้าอาคารสามชั้นของหอการค้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที

            “อะไรนะ!? หลี่จิน!?”

            “คุณชายใหญ่ของตระกูลหลี่!?”

            “ตายแล้วแบบนี้ก็แย่แล้วสิ…”

            ผู้คนรอบข้างที่ยังไม่ได้สังเกตชัดเจนต่างหันสายตาไปจับจ้องยังร่างของบุรุษหนุ่มผู้สวมอาภรณ์สีฟ้าครามลวดลายเมฆขาวที่ยืนเด่นอยู่เบื้องหน้าอาคารหอการค้านิรันดร์ดวงตาทุกคู่ฉายแววระคนทั้งตกใจและหวาดหวั่น

            “ใช่แน่ ไม่มีผิด!หลี่จิน ลูกชายคนโตของหลี่หยางอี้! เขาคือศิษย์ของ สำนักเก้าเมฆา!”

            “แย่แล้ว แบบนี้ก็หมายความว่าเขากลับมาเพื่อล้างแค้นให้ตระกูลแน่นอน!”

            เสียงอุทานด้วยความหวาดกลัวเริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            “พวกเราถอยเถอะ...ถ้าอยู่ตรงนี้นานเกินไปอาจจะโดนลูกหลงก็ได้!”

            “ใช่ๆ!รีบออกห่างก่อนจะสาย!”

            เหล่าผู้คนที่มุงดูอยู่แต่แรกเริ่มทยอยกันถอยห่างออกจากบริเวณอย่างรวดเร็วบางคนถึงกับรีบวิ่งหลบหลังร้านค้าบ้างก็กระโดดขึ้นหลังสัตว์ขี่เตรียมหนีออกจากจุดนั้น

            ภายใต้สายตาที่ยังจับจ้องอยู่เงาร่างของบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอาคารยังคงนิ่งสงบ ใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมไปด้วยความโกรธเกรี้ยวทว่ามั่นคง แขนเสื้อสะบัดไหวจากแรงปราณที่ยังคงแผ่ซ่านรอบกาย

            เขาคือหลี่จินบุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ ศิษย์ของสำนักเก้าเมฆา

            ผู้คนภายในเมืองอวี้หยางเริ่มทยอยจดจำได้ทีละน้อยว่าบุรุษหนุ่มผู้สวมอาภรณ์สีฟ้าครามลวดลายเมฆาขาวผู้นี้ ก็คือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลหลี่ หลี่จิน!

            หลายปีที่ผ่านมาชายหนุ่มผู้นี้ได้เดินทางออกจากเมืองไปฝึกตนที่ สำนักเก้าเมฆา หนึ่งในสำนักผู้ฝึกตนยิ่งใหญ่ของราชวงศ์อวี้เทียนตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย

            ทว่าบัดนี้ เขากลับมาพร้อมพลังอำนาจที่น่าหวาดหวั่น และประกาศการกลับมาอย่างอุกอาจด้วยการจู่โจมหอการค้านิรันดร์ในทันที!

            โล่พลังวิญญาณที่ปรากฏขึ้นมาป้องกันการโจมตีนั้นทำให้หลี่จินต้องชะงักชั่วขณะก่อนที่เสียงหนึ่งซึ่งเยือกเย็นและทรงอำนาจจะดังขึ้นจากสตรีที่ยืนอยู่ภายในกลุ่มสี่คน

            “แปลกนัก…โล่นี่ไม่ใช่ค่ายกลป้องกันทั่วไป”

            “เหตุใดจึงสามารถแสดงพลังออกมาในลักษณะนี้ได้?”

            สตรีผู้นั้นคือศิษย์พี่หญิงของกลุ่มศิษย์ชั้นสูงชั้นนอกของสำนักเก้าเมฆา ผู้ที่มีอารมณ์สงบนิ่งอยู่เสมอหากแต่ในตอนนี้ ดวงตาของนางกลับฉายแววระแวดระวังเล็กน้อย

            ชายหนุ่มที่มีบุคลิกสบายๆหันมามองศิษย์พี่หญิงของตนเองพลางหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวขึ้น

            “ศิษย์พี่หญิงไม่ต้องคิดมากหรอก”

            “ต่อให้โล่นี่จะต้านพลังของผู้ฝึกตนระดับหลอมพลังได้หนึ่งคน...แต่ถ้าเรา สี่คน ลงมือพร้อมกัน มันก็ไม่มีทางทนไหวแน่นอน”

            คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจเพราะพวกเขาทั้งสี่ คือศิษย์จากสำนักเก้าเมฆา หนึ่งในสามขั้วอำนาจสูงสุดของราชวงศ์อวี้เทียนไม่ใช่เพียงพลังฝึกตนที่เหนือกว่าเท่านั้นแต่ยังรวมถึงความรู้เกี่ยวกับค่ายกลและศาสตร์ป้องกันอีกมากมาย

            เพียงแค่มองปราณที่แผ่กระจายอยู่โดยรอบอาคารตรงหน้าพวกเขาก็สามารถคาดเดาได้แล้วว่าโล่พลังวิญญาณนี้แม้จะแข็งแกร่งเพียงใดแต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังของผู้ฝึกตนระดับหลอมพลังถึง สี่คน ได้พร้อมกัน