โฮก!
โฮก!
กลางดึกที่เงียบสงัดแต่เสียงคำรามที่ภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่ไม่ได้ขาดหายไป
ตั้งแต่ได้เรียนรู้วิชาลับของมังกรฟ้าพิโรธเย่เฉินก็ตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง หลังจากแสดงมันออกไปหลายครั้งควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ของเนตรวงล้อเทวะที่ได้สรุปผลไว้เขาจึงเข้าใจถึงแก่นแท้ในวิชาลับคลื่นเสียงนี้ได้ทั้งหมด
โฮก!
เสียงมังกรคลั่งอันแกร่งกล้าก็ดังตามมาเย่เฉินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ
“หากมีวิชาลับที่คาดไม่ถึงจะยิ่งมีโอกาสชนะสูง” เย่เฉินเผยรอยยิ้มออกมาและแอบพึมพำกับตนเองว่าการทดสอบในป่าร้างที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้จะต้องยอดเยี่ยม
หลังจากปรับสมาธิอยู่ครู่หนึ่งเย่เฉินก็เรียกหุ่นเชิดจื่อซวนออกมาทันที
แม้ว่าจะเป็นหุ่นเชิดแต่จื่อซวนที่มีเพียงแขนข้างเดียว กลับมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไปเสื้อผ้าของนางหลวม และมีใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีความผันผวนทางอารมณ์แต่เมื่อได้อยู่ภายใต้แสงจันทร์และดวงดาวนางก็งดงามดั่งเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์จุติลงมาเกิด
“หญิงสาวที่งดงามขนาดนี้ถูกหลอมมาเป็นหุ่นเชิด ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
“หากจะให้คนรักของเจ้ามาเห็นก็ไม่รู้ว่าจะเจ็บปวดสักเท่าไร”
“ถ้าเป็นไปได้ต่อไป ข้าจะพาเจ้ากลับสู่พื้นธรณี การตายไปก็อาจสุขกว่ามีชีวิตอยู่บางทีการหลับไปเลยก็อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับเจ้า”
เอ๊ะ?
เย่เฉินที่กำลังพึมพำอยู่จู่ๆ ก็มีความสงสัยขึ้น
เมื่อจ้องมองหุ่นเชิดสาวงามที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าหุ่นเชิดตัวนี้สามารถดูดซับแสงจันทราและดวงดาวที่สว่างไสวได้ด้วยตนเองดวงดาราและแสงจันทราที่ปะปนอยู่ในร่างกายของนางก็จะถูกดูดซับอย่างอธิบายไม่ได้
ในเวลาเดียวกันหุ่นเชิดจื่อซวนที่มีความงดงามอยู่แล้วนั้นก็จะเปล่งประกายอย่างไร้ที่ติเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงดวงดาราและแสงจันทรา
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะโน้มตัวไปข้างหน้าและเดินวนรอบหุ่นเชิดจื่อซวน
“เจ้านี่แปลกจริงๆ!”เย่เฉินใช้นิ้วแตะริมฝีปากพลางสำรวจขึ้นลงไปที่หุ่นเชิดจื่อซวนและพึมพำเบาๆหุ่นเชิดสามารถดูดซับแสงจันทราและดวงดาวได้ มันก็เกินคาดสำหรับเขาแล้ว
แต่เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหลังจากที่หุ่นเชิดจื่อซวนได้ถูกเขาหลอมด้วยอัคคีเทวะไปนั้นตราประทับบางอย่างบนหุ่นเชิดก็ได้ถูกแก้อย่างไม่ได้ตั้งใจจึงเกิดปรากฏการณ์อันน่าแปลกประหลาดขึ้นในตอนนี้
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่รู้และทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วโดยบังเอิญ
ไม่พบความผิดปกติใดๆเย่เฉินยืนอยู่ตรงหน้าหุ่นเชิดจื่อซวน และขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตามืดมนด้วยสายตาและจิตใจของเขาก็สามารถคาดการณ์ออกมาได้ทันทีว่าหุ่นเชิดนี้ที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้มีเพียงความงดงามธรรมดา
ทันใดนั้นเย่เฉินก็หลับตาซ้ายลงเล็กน้อย
“เนตรวงล้อเทวะจงเปิดออก” ขณะที่เขาพึมพำเบาๆเนตรวงล้อเทวะในดวงตาข้างซ้ายของเขาก็กะพริบขึ้นทันที
ทันใดนั้นพลังประหลาดก็แผ่ออกมาจากดวงตาข้างซ้ายของเขาดวงตาข้างซ้ายของเขาก็ยิ่งผิดแปลกขึ้นเรื่อยๆ มันลึกล้ำอย่างไร้ขีดจำกัดราวกับจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันกว้างใหญ่ไพศาลโดยเฉพาะเนตรวงล้อเทวะที่ตราตรึงอยู่ในม่านตานั้นมีความลึกลับอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“เจ้ามีความลับอะไรกันแน่”เย่เฉินพึมพำกับตนเองและใช้เนตรวงล้อเทวะสำรวจหุ่นเชิดจื่อซวน
แล้วเขาก็พบว่าหุ่นเชิดจื่อซวนก็ไม่มีอะไรผิดปกติเพียงแต่ว่าหลังจากที่นางดูดซับแสงจันทราและดวงดาวเข้าสู่ร่างกายมันกลับหายไปอย่างลึกลับ
“น่าแปลกน่าแปลกจริงๆ”เย่เฉินลูบคางของตนเองและเดินกลับไปกลับมาสิบกว่ารอบก็ไม่พบร่องรอยใดๆ
และนั่นทำให้เย่เฉินทำอะไรไม่ถูกจึงเก็บซ่อนเนตรวงล้อเทวะไปจากนั้นก็นั่งขัดสมาธิหลับตาฝึกตนอยู่บนก้อนหิน
เพียงแต่เขาไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่าในขณะที่เขาหลับตาอยู่นั้นดวงตาที่เลื่อนลอยไร้ชีวิตชีวาของหุ่นเชิดจื่อซวนที่อยู่ข้างๆ เขานั้นมีแสงสว่างอ่อนๆ วาบเข้ามา แต่แสงอ่อนๆ ที่วาบเข้ามานี้ก็หายวับไปในทันใด
วันคืนแปรผันสุริยันจันทราหมุนเปลี่ยน เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปสองวัน
เช้าตรู่สำนักนอกของสำนักเหิงเยว่ ศิษย์หลายคนก็ตื่นกันแล้ว และส่วนใหญ่ก็ยืนอยู่บนหินและมองไปทางหอฟ้าดิน
วันนี้เป็นวันที่ศิษย์ที่ชนะการประลองของสำนักนอกเข้าสู่การทดสอบในป่าร้างเมื่อผ่านการทดสอบในป่าร้าง ก็หมายความว่าได้เป็นศิษย์ของสำนักในอย่างแท้จริงหากไม่ผ่านการทดสอบ ก็ทำได้แต่เพียงรออยู่ที่สำนักนอกไปอีกสามปี
นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสำนักเหิงเยว่การทดสอบในป่าร้างนี้ก็ยังคงมีอยู่เสมอ
แต่ไหนแต่ไรมามีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ในการทดสอบในป่าร้างนั่นคือศิษย์สำนักนอกที่เข้าไปจะต้องยอมรับการทดสอบอย่างน้อยจะถูกปัดตกไปกว่าครึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของการทดสอบในป่าร้าง
ไม่ไกลออกไปเย่เฉินได้ถือกระบี่เทียนเชวียขนาดใหญ่เดินเข้ามาช้าๆเมื่อเหล่าบรรดาศิษย์จำนวนมากเห็นเขา ก็เกิดความโกลาหลขึ้นในทันที
“ข้าจำได้ว่าตอนที่เขาเข้ามาตอนแรกยังอยู่ในขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่ง นี่ยังไม่ถึงสองเดือนไม่คิดเลยว่าจะก้าวกระโดดอย่างน่ากลัวแบบนี้”
บรรดาศิษย์จำนวนมากต่างถอนหายใจเมื่อนึกถึงวันนั้นที่พวกเขาไม่แยแสต่อเย่เฉิน ช่างเป็นเรื่องที่น่าขันนัก
“ไม่ควรตัดสินคนจากภายนอกจริงๆ!”
“ศิษย์ที่แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางและยอดเขาตี้หยางถูกเขาทุบตีไปกว่าครึ่งและยังมีวิหารประกาศิต แม้ว่าเจ้าเด็กคนนี้จะเข้าไปถึงสำนักในก็ไม่น่าจะประพฤติตัวไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางได้บางทีอาจทำให้สำนักในพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินก็เป็นได้”
เย่เฉินเพิกเฉยต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ที่อยู่โดยรอบแบกกระบี่เทียนเชวียไว้บนบ่าและย่างก้าวช้าๆ อย่างมั่นคงผู้คนที่อยู่รอบข้างจำนวนมากต่างหลีกทางให้เขาโดยทันทีเย่เฉินในตอนนี้ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะดูถูกได้อีกต่อไป
เฮือก!
เฮือก!
เฮือก!
เสียงกระอักเลือดดังต่อเนื่องมาจากยอดเขาเหรินหยางยอดเขาตี้หยางและวิหารประกาศิต เจียงเฮ่า จื่อซานและอิ่นจื้อผิง
เมื่อพูดถึงสามคนนี้ถึงกับทำให้ผู้คนต้องถอนหายใจ
การประลองของสำนักนอกเมื่อสามปีก่อนพวกเขาโชคร้าย จึงต้องอยู่ที่สำนักนอกอีกสามปี และพวกเขาก็มีชื่อเสียงมานานแต่ไม่คิดเลยว่าเย่เฉินจะโผล่ขึ้นมา จากที่โดนพวกเขาดูถูกกระทั่งถูกเย่เฉินโค่นล้ม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นราวกับอยู่ในความฝัน
ในการประลองของสำนักนอกครั้งนี้พวกเขาพ่ายแพ้อย่างอนาถกว่าครั้งที่แล้ว พ่ายแพ้จนยับเยิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเขาจะต้องอยู่ในสำนักนอกไปอีกสามปีบางทีอาจมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจสภาพจิตใจแบบนี้
ทุกสิ่งบนโลกไม่มีอะไรแน่นอนตอนนี้มีเย่เฉินเกิดขึ้นมาอีกคน บางทีการประลองของสำนักนอกอีกสามปีข้างหน้าอาจจะมีเย่เฉินคนที่สองที่จะเอาชนะพวกเขาอีกครั้ง
โอ๊ย...!
เสียงร้องตะโกนที่น่ากลัวดังสนั่นมาจากสำนักนอกของสำนักเหิงเยว่พวกฉีเฮ่าทั้งสามคนส่งเสียงร้องราวกับสุนัขบ้าคลั่ง พยายามมุ่งลงมาจากภูเขาแต่กลับกระอักเป็นเลือดอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนของทั้งสามเย่เฉินก็เหลือบมองไปทางสามคน และพูดอย่างเยือกเย็น “ภัยจากสวรรค์ยังรอดพ้นได้แต่ภัยจากตนเองยากที่จะรอดพ้น ทั้งหมดนี้เป็นพวกเจ้าที่หาเรื่องใส่ตัว”
พูดจบเย่เฉินก็ก้าวไปอีกก้าวหนึ่งและพุ่งตรงไปยังหอฟ้าดิน
เขาอาจจะเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงเมื่อเขาเดินเข้าไปในหอฟ้าดิน เซี่ยอวิ๋น ฉีเยว่และเจ้าหมีสองพวกเขาต่างก็มาถึงกันก่อนแล้วและศิษย์เกือบสามร้อยคนที่ชนะการแข่งขันในการประลองของสำนักนอกล้วนแต่อยู่ที่นี่แล้วทั้งสิ้น
“ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่านมาถึงกันแล้วหรือ!”เย่เฉินเข้ามาและไม่ลืมที่จะประสานมือทำความเคารพพวกเขา
“เจ้าบ้าเขารอเจ้ากันทั้งนั้น” เจ้าหมีสองกระโดดออกมา และลากเย่เฉินไป
เย่เฉินกระแอมขึ้นมาและเดินเข้าไปต่อแถว
เหล่าบรรดาศิษย์จำนวนสามร้อยคนต่างเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบผู้อาวุโสหลี่เต้าทงอยู่ในหอฟ้าดินหรือไม่ เย่เฉินมองไปรอบๆจึงพบว่ามีเพียงไม่กี่คนที่อยู่ข้างๆ เขานั่นคือศิษย์เพียงไม่กี่คนของยอดเขาตี้หยาง และเวลานี้ต่างก็จ้องมองเขาตาเขม็งพลางขบฟัน
“เจ้ามองอะไร!” เย่เฉินเงยหน้าขึ้นและมองศิษย์ชุดม่วงตั้งแต่หัวจรดเท้า
“มองเจ้าไงทำไมหรือ” ศิษย์ชุดม่วงยกคางสูง จนแทบจะยกลอยไปถึงสวรรค์
“ได้ข้าจะจำเจ้าไว้ รอเข้าไปในป่าร้างก่อน ข้าจะคอยดูว่าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร”
“กลัวว่าเจ้าจะมีชีวิตเข้าไปแต่จะไม่รอดกลับออกมา” ศิษย์ชุดม่วงไม่สามารถปกปิดคำพูดของตนเองได้เลยแม้แต่น้อย
เช่นเดียวกับเขาศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางยอดเขาตี้หยางและวิหารประกาศิตต่างก็แสดงรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ออกมาดูเหมือนว่าเมื่อพวกเขาจะได้ยินมาเช่นกันว่าศิษย์ที่ส่งมาจากสำนักในเป็นพวกข่งเฉาแบบนี้มันช่างเหิมเกริมนัก
“ใครจะจัดการใครกันแน่?” เย่เฉินยิ้มเยาะ
“ผู้อาวุโสหลี่มาแล้ว”ไม่รู้ว่าใครตะโกนขัดจังหวะขึ้นในตอนนี้
ทุกคนหยุดนิ่งแต่เดิมกลุ่มต่างๆ เริ่มมีความวุ่นวาย ก็เป็นระเบียบขึ้นโดยทันที และประมุขหลี่เต้าทงของหอฟ้าดินก็ได้เหาะลงมาจากกลางอากาศลงบนแท่นสูงที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขา