จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 69 จตุรเทพดับดิ้น

            ตอนที่ 69 จตุรเทพดับดิ้น

     

            ลาซิเฟียราวกับไร้สิ้นเรี่ยวแรง เธอใช้พลังเวทย์ทั้งหมดไปกับการรักษาที่เปล่าประโยชน์กระทั่งยืนขึ้นให้อยู่ยังยากลำบาก เรือนร่างสตรีซบเซาบุรุษพลางหยดน้ำตาที่ไหลอาบดั่งสายธาร ความทรงจำเกี่ยวกับชายหนุ่มผุดขึ้นมาอย่างมิอาจควบคุม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อเธอ สำหรับหญิงสาวที่เคยให้สัตย์สาบานกับตัวเองเอาไว้ 

     

            “ข้าจะเดินบนเส้นทางสายนี้เพียงผู้เดียว อยู่รอดด้วยตัวคนเดียว”

     

            เป็นสัตย์สาบานที่เธอให้ไว้กับสิ่งของล้ำค่าที่กำลังตามหา หลังจากพรากจากมันไป ถ้อยคำเหล่านี้กลับวนเวียนในฝันของเธออยู่ทุกๆ คืน ดังนั้น การที่เธอติดหนี้บุญคุณคนอื่นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ลาซิเฟียคิดเช่นนั้น… แต่ทว่า หญิงสาวกลับไม่รู้สึกตัวเลย ภายใต้ความโอหังลำพองตน มันกลับมีความรู้สึกที่แปลกประหลาดซ่อนอยู่

     

            ช่วงเวลาหวนผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม หญิงสาวคล้ายทรมานราวตกนรกทั้งเป็น เธอมิอาจเข้าใจว่าความรู้สึกเจ็ดปวดดั่งตกนรกมีผลมาจากอะไร “การสูญเสียสหาย… มันเจ็บปวดถึงเพียงนี้เลยหรือ…"

     

            เรืองร่างที่ซบเซาพลันคุดคู้นอนตัวกลม ไม่มีความรู้สึกรังเกียจหยาดโลหิตของชายหนุ่ม ลาซิเฟียร่ำไห้จนน้ำตาหมดบ่อ หากเธอยังร่ำร้องต่อไป สิ่งที่ไหลอาบใบหน้าคงกลายเป็นโลหิตแทน ในช่วงเวลานั้นเองที่เสียง ตึก ตึก ตึก กลับกลายเป็นสุ้มเสียงที่ดังที่สุด หญิงสาวที่นอนร่างคุดคู้พลันเบิกตาโพลงกว้าง ความรู้สึกแรกที่แวบเข้ามาราวกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

     

            ทั่วร่างสั่นสะท้านหากแต่เธอยังมิอาจทำใจเชื่อได้ลง ใบหน้าขาวนวลดั่งน้ำนมแนบอิงอกที่ไหลท่วมไปด้วยโลหิต ตึก ตึก ตึก ลาซิเฟียแนบพิงอยู่นานโข สิ่งที่เธอได้ยินกลับกลายเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อย่างแท้จริง ใบหน้าปรากฏคาบน้ำตาแห้งแย้มยิ้มกว้าง “ท่านยังไม่ตาย! ท่านยังไม่ตาย!!”

     

            เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงแล้วที่หัวใจของกาติรัสหยุดเต้น ทว่า เธอไม่สนเรื่องเหนือธรรมชาตินี้เอง ภายใต้ความน่ายินดีดุจสวรรค์ประทานพร หญิงสาวที่พยายามจะแบกชายหนุ่มขึ้นหลัง อากาศข้างนอกมันเย็นจนเกินไป เธออยากให้เขาได้พักอยู่ข้างในถ้ำ เนื่องด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกัน หญิงสาวไม่สามารถแบกเขาไว้บนหลังได้บวกกับพลังเวทย์ที่ใช้งานจนหมดเกลี้ยง มิอาจหยิบยื่นความสะบายจากมันได้ จำเป็นต้องลากเท่านั้น

     

            ร่างกายที่ดูไร้เรี่ยวแรงเมื่อครู่กลับกลายเป็นพลังช้าง ถึงกระนั้นแค่เธอยกร่างกาติรัสได้ก็นับว่าเหนือมนุษย์แล้ว ลาซิเฟียรู้สึกราวกับแบกภูเขาไว้บนหลังหากแต่เธอไม่ปริปากบ่นอะไร ยังคงมุ่งหน้าเข้าตัวถ้ำถึงแม้ทุกย่างก้าวจะเชื่องช้ายิ่งก็ตาม

     

            ในช่วงเวลานั้นเองที่เหนือน่านนภากลับปรากฏบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา เงาร่างของมันโอบคลุมผืนปฐพีเบื้องล่างให้ตกสู่ความมืดมิด เรือนร่างขนาดมหึมา มันกำลังบินตรงมาทางเธอ ลาซิเฟียสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวอย่างสุดขั้ว  สิ่งนี้สร้างความรู้สึกหวาดกลัวให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แรงกดดันของมัน กองทัพปีศาจนับล้านยังมิอาจเทียบเคียง

     

            ลาซิเฟียพลันสะท้านทั่วทั้งร่างราวกับถูกจับจ้องโดยเทพมรณะ ความรู้สึกนี้แตกต่างจากตอนถูกกาติรัสจ้องมอง แตกต่างกันราวนรกกับสวรรค์!! ภายใต้ความหวาดกลัวจับจิต หญิงสาวกลับไม่วางชายหนุ่มลงทั้งที่ในใจคิดอยากจะหนีสุดชีวิต

     

            แววตามโหฬารจับจ้องเรือนร่างทั้งสอง รูปลักษณ์ของมันอาจเรียกได้ว่าอัปลักษณ์ ข้างกายแววตาปรากฏปีกคู่ขนาดมหึมากระพือเป็นระลอก หนำซ้ำ ยังปรากฏหลอดเลือดจากตำแหน่งเบื้องล่างของดวงตา หลอดเลือดมันมีจำนวนมหาศาลอย่างยิ่ง มีทั้งหลอดเลือดขนาดมหึมาจนไปถึงหลอดเลือดขนาดเท่ากับมนุษย์ ด้วยรูปร่างที่ใหญ่ยิ่งทำให้ดูเหมือนว่ามันเคลื่อนที่เชื่องช้าหากแต่การเคลื่อนไหวของมันนั้น รวดเร็วเสียยิ่งกว่าสายอัสนีวาบผ่าน

     

            ลาซิเฟียไม่กล้าจะหันมองสิ่งแปลกประหลาดนั้น แรงกดดันยิ่งมายิ่งกดทับจนลมหายใจติดขัดบวกกับเรือนร่างหนักอึ้งดุจภูเขาของชายหนุ่ม เธอกำลังกระทำเรื่องโง่เขลา แบกภาระไว้บนบ่าทั้งที่ไม่จำเป็น

     

            ทันทีที่ดวงตามโหฬารเห็นเรือนร่างที่อาบท่วมไปด้วยโลหิต กลิ่นโลหิตที่น่าสะอิดสะเอียน โลหิตของเหล่าสัตว์เทพบรรพกาลที่มันรังเกียจที่สุด ตัวตนทั้งแปดที่เป็นปรปักษ์ต่อมัน ภายใต้ความรู้สึกอยากฉีกกระชากมนุษย์ผู้นั่นให้ขาดกระเซ็น มันกลับมีกลิ่นอายของโลหิตที่แตกต่างออกไปจากเหล่าเทพบรรพกาล เป็นกลิ่นของโลหิตที่กระทั่งมันยังยากจะพรรณาออกเป็นคำพูดได้ อสูรกายโบราณตัวนี้กลับรู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่ง!!

     

            กลิ่นโลหิตนี้ มันคละคลุ้งไปด้วยพลังงานด้านลบ เป็นพลังด้านลบอย่างสุดขั้วกระทั่งมันที่คิดว่าตนเป็นเทพปีศาจยังรู้สึกต่ำต้อยกว่า ในช่วงเวลานั้นเองที่มันเริ่มสัมผัสกลิ่นอายที่คุ้นเคยได้จากชายหนุ่มเบื้องหน้า ความทรงจำตลอดหลายพันปีได้หวนผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ เพียงพริบตา รูม่านตาของดวงตายักษ์พลันหดรีดเล็กลง

     

            “มันคือจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยม! ใบหน้านั่น!! กลิ่นโลหิตที่น่าสะอิดสะเอียนนี่!!! จักรพรรดิในตำนาน!! เจ้าเด็กที่อยู่ใต้อาณัติของสัตว์ประหลาดนั่น!!” อสูรกายโบราณโพล่งคำออกจนยากจะระงับอารมณ์ให้อยู่ มีหรือที่มันจะจดจำใบหน้าที่เคยฉีกกระชากร่างของมันไม่ได้ ใบหน้าของจักรพรรดินั่นติดตรึงไปในส่วนลึกของมัน ลึกล้ำลงไปถึงดวงวิญญาณ ความหวาดกลัวจับจิตที่จักรพรรดิได้ประทับเอาไว้ ใบหน้าที่สังหารสิ่งมีชีวิตได้อย่างหน้าตาเฉย ใบหน้าสุดเลือดเย็นให้ความรู้สึกเย็นเยียบกระทั่งอสูรกายโบราณตัวนี้ยังหวาดสะพรึง

     

            เสียงกล่าวคำบาดแก้วหูราวกับเสียงน้ำตกหลายพันชั้น ลาซิเฟียรู้สึกปวดแก้วหูยิ่ง เธอทุ่มสมาธิอยู่ที่การแบกชายหนุ่มเข้าตัวถ้ำจึงได้ยินเสียงของอสูรกายโบราณผ่านๆ ถึงกระนั้นก็ยากจะจับใจความสิ่งที่มันกล่าวได้

     

            “ถึงข้าจะไม่เข้าใจว่าทำไมพลังของเจ้าถึงได้เหือดหายไปหมด พลังตอนนี้ของเจ้ามีไม่ถึงหนึ่งส่วนหมื่นด้วยซ้ำ จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยม ในที่สุดเทพปีศาจสวรรค์ก็เข้าข้างข้า ประทานพรให้ปีศาจผู้นี้ได้สังหารนามแห่งจักรพรรดิ!! ความเคียดแค้นที่ข้ามีต่อเจ้า ต่อให้ฉีกเจ้าออกเป็นหมื่นชิ้นก็ยังไม่มากพอ!! เทียบกับใบหน้าเลือดเย็นยิ่งกว่าปีศาจของเจ้า ใบหน้าที่สังหารพวกพ้องของข้าจนหมดสิ้น!! ไอ้จักรพรรดิคราบปีศาจร้าย!!" ดวงตายักษ์ยังกล่าวอยู่นาน

     

            การที่อสูรกายโบราณตัวนี้ กล้าใช้คำว่า “เจ้า” กับกาติรัสยังถือว่าโอหังอย่างมาก ในขณะนี้เอง อสูรกายโบราณตัวนี้ยังรู้สึกว่าตนโอหังจนเกินไป ภายใต้ความน่าสะพรึงกลัวที่จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมไปทิ้งเอาไว้ เทียบกับสิ่งที่มันกำลังทำล้วนไม่นับเป็นอะไร อำนาจพลังของจักรพรรดิเช่นมัน สมควรเทียบเคียงกับคำว่า “อำนาจแห่งพระเจ้า”

     

            ในช่วงเวลานั้นเองที่หลอดเลือดได้พุ่งเข้าหากาติรัส ในสายตาของอสูรกายโบราณตัวนี้ มันไม่สนใจลาซิเฟียแม้แต่น้อย ต่อให้กล่าวถึงชื่อเสียงของเธอในฐานะ “ปีศาจของลาปลาซ” มันก็ไม่มากพอจะทำให้อสูรกายโบราณรู้จักอยู่ดี

     

            ลาซิเฟียที่สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่พุ่งตรงเข้ามาพลันเบี่ยงกายหลบ เนื่องด้วยความเร็วสูงล้ำยิ่งกว่าสายอัสนี หลอดเลือดนั้นกลับพุ่งเข้าใส่ตรงแขนซ้ายของเธอ

     

            สวบ!!

     

            “อ๊ากกกกก”

     

            แทบจะในทันทีที่หลอดเลือดเริ่มเกิดการกระตุ้น มันกำลังสูบฉีดเลือดออกไปด้วยความเร็วที่น่าสะพรึง ทว่า เพียงชั่วเวลาถัดมา อสูรกายโบราณกลับปล่อยเลือดคืนสู่ร่างของเธอ ตั้งแต่อสูรกายโบราณตัวนี้ได้ตื่นขึ้นมากลับมีเรื่องราวให้ประหลาดใจถึงสองครั้งสองคราว โลหิตที่มันเพิ่งดูดขึ้นไปแล้วจำเป็นต้องปล่อยกลับมานั้น มันมีกลิ่นอายของทวยเทพไม่ผิดแน่ และเป็นกลิ่นอายที่เข้มข้นเสียยิ่งกว่าเหล่าเทพแท้จริง!! เข้มข้นหาได้เปรียบ!! กระทั่งอสูรกายโบราณที่คิดว่าตนได้ปะทะเข้ากับเหล่าทวยเทพมากมาย มันยังไม่เคยพบเคยเจอความเข้มข้นของโลหิตเทพที่มากมายขนาดนี้

     

            นอกเหนือจากนั้น โลหิตเทพเป็นปรปักษ์ต่อโลหิตปีศาจของมัน มิอาจดูดกลืนได้แม้เพียงเสี้ยว ทันทีที่มันดูดกลืนโลหิตของลาซิเฟียไป ทั่วร่างต่างรู้สึกร้อนระอุยิ่งราวกับถูกเพลิงบรรลัยกัลแผดเผา

     

            “เป็นไปไม่ได้… เหล่าทวยเทพล่มสลายไปแล้ว ตกตายไปหมดแล้ว ท่านเทพปีศาจสวรรค์ล้างบางหมดแล้ว!!” น้ำเสียงของมันสั่นเครือหาใดเปรียบ เป็นเวลาหลายหมื่นปีแล้วที่เกิดการล่มสลายของยุคเทพ ทว่า มันกลับไม่รู้เลยว่าหญิงสาวเบื้องหน้าสูงส่งยิ่งกว่าพวกยุคเทพธรรมดา เพราะเธอมาจากยุคปฐมเทพ!! ยุคเริ่มต้นของเหล่าทวยเทพ!!

     

            ลาซิเฟียไม่กล่าวตอบ เธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันกำลังพูดอะไร เธอไม่เคยเกิดมาในช่วงเวลาที่ทวยเทพล่มสลาย สำหรับเธอ ตั้งแต่การถูกไล่ล่าในครั้งนั้น ในสายตาของเธอ เหล่าทวยเทพมันล่มสลายไปตั้งนานแล้ว

     

            ในความนึกคิดของอสูรกายโบราณ มันยากจะทำใจเชื่อจริงๆ ตอนนี้เบื้องหน้าของมันกลับปรากฏสองสิ่งที่สามารถสั่นสะท้านโลกต้นกำเนิด จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมและทวยเทพที่ยังมีชีวิตรอดจากการล้างบาง แท้จริงแล้ว ในส่วนลึกที่สุด มันกลับปรีดาหาใดเปรียบ หากมันได้สังหารจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมยังนับว่ามีความสุขมากแล้ว หนำซ้ำ มันยังได้สังหารเหล่าเทพที่น่ารังเกียจอีก

     

            “ข้าไม่คิดเลยว่าท่านเทพปีศาจสวรรค์จะเข้าข้างข้าถึงเพียงนี้ ประทานพรให้ได้เจอกับคู่อริราชที่ฝังรากแค้นไปถึงดวงวิญญาณของข้า”

     

            แท้จริงแล้ว อสูรกายโบราณตัวนี้ไม่เคยพูดมากถึงเพียงนี้มาก่อน ทว่า ต่อหน้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตัวตนที่ทัดเทียมกับพระเจ้าบนโลก จักรพรรดิผู้ทอดมองทั้งโลกหล้าด้วยสายตาเหยียดหยาม ด้วยความยิ่งใหญ่ในกาลนั้น เป็นเรื่องเข้าใจได้ดีหากตัวมันจะยโสโอหังถึงกระดูกดำ

     

            “ในเมื่อสูบกลืนไม่ได้ พวกเจ้าก็ตกตายไปเสียทั้งคู่!!”

     

            ดวงตาขนาดยักษ์บังเกิดคลื่นพลังประหลาดกำลังหลอมรวมใกล้รูม่านตา คลื่นพลังสีเหลืองอ่อนยิ่งมายิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆกระทั่งแสงสีเหลืองอ่อน ตอนนี้กลับกลายเป็นสีเหลืองเข้มข้นดุจดวงตะวัน คลื่นพลังระเบิดในคราวนี้ มีอำนาจทำลายล้างมากพอจะระเบิดห้วงมิติแห่งนี้เลยทีเดียว มันกระทำเช่นนี้เพื่อให้มั่นใจว่าจักรพรรดิไร้เทียมทานจะตกตาย

     

            เมื่อสามพันปีก่อน เป็นที่รู้กันทั่วทั้งโลกต้นกำเนิดว่าจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมนั้นไม่ได้มีดีแค่พลัง หนำซ้ำ ร่างกายของมันยังเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าสิบหินทรงอำนาจบนโลก เป็นตัวตนประหนึ่งพระเจ้าโดยแท้จริง

     

            ลาซิเฟียรู้สึกหวาดกลัวจับจิต แม้กระทั่งคำพูดมากมายของดวงตายักษ์ เธอก็ไม่ได้ฟังมันอีก ถึงมีวาบผ่านมาบ้างหากแต่หญิงสาวก็ไม่รู้เรื่อง ห้วงจิตสั่นกระเพื่อมไม่หยุดหย่อน พลังเวทย์ของเธอหมดไปกับการใช้เวทย์รักษาขั้นสูงสุดหมดแล้ว ถึงมันจะฟื้นฟูมาได้บางส่วน มันก็ยังไม่มากพอจะให้เธอหลบหนีด้วยมหาเวทย์ “หวนกำเนิด”

     

            “ข้าจะตายแล้วเหรอ… บางที การตายอาจดีกว่าก็ได้”

     

            ในช่วงเวลานั้นเองที่บางสิ่งบางอย่างกลับโผล่ขึ้นมาจากมิติว่าง ดวงตามหึมาพลันหยุดการปล่อยคลื่นพลังในฉับพลัน มันเคลื่อนสายตามองบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะออกมา ภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นบุคคลผู้หนึ่ง ใบหน้าปรากฏร่องรอยความชราบ่งบอกอายุ ผิวพรรณซีดขาว อาภรณ์สีดำขลับ เผ้าผมสีขาวโพลนจนกระทั่งหนวดเครา แขนข้างขวาของชายชรากลับมีเกล็ดสีดำสนิทปกคลุมอยู่บางส่วน

     

            “จะ---เจ้าเป็นใคร” ดวงตาคู่ยักษ์จับจ้องเรือนร่างที่ลอยอยู่กลางเวหา กลิ่นอายพลังของมันไม่มีแม้เพียงเสี้ยวเดียว ถึงกระนั้นแรงกดดันอันหนักหน่วงยังทำให้มันรู้สึกไม่สบายใจ หนำซ้ำ ความคิดหลบหนียังแวบผ่านเข้ามา ตัวตนเบื้องหน้าราวกับเทพปรมันต์ที่ยากจะสรรหาคำมาอธิบาย

     

            ภายใต้แรงกดดันดุจภูเขากดทับ แรงกดดันของดวงตามหึมาพลันสลายหายไป ลาซิเฟียที่รู้สึกหายใจไม่สะดวกกลับกลายเป็นหายใจได้ทั่วท้อง กลิ่นอายบางอย่างปกคลุมรอบกายให้ความรู้สึกอบอุ่นยากจะบรรยาย

     

            “โอ้!? ผู้ชราเข้ามาขัดจังหวะอันเหมาะสมของพวกเจ้าหรือไม่? ถึงยังไง ผู้ชราก็อยากจะกล่าวถามพวกเจ้าเสียหน่อย พวกเจ้าทั้งหลายเห็นหลานสาวของข้าหรือไม่?” ชายชราเอ่ยกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย

     

            แรงกดดันยิ่งมายิ่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ คำถามง่ายดายของมันกลับทำให้ปีศาจตัวนี้รู้สึกราวกับถูกภูเขากดทับร่างจนแทบแหลกเหลว กลับกัน ลาซิเฟียกลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ยากจะหายใจ

     

            “ดวงตายักษ์… เจ้าคือหนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งแดนมฤตยู? ชื่อเสียงของเจ้ากระทั่งเฒ่าชราผู้นี้ยังพอได้ยินมาบ้าง กล่าวกันว่าพลังของเจ้าสามารถทัดเทียมกับเทพบรรพกาลองค์ใดองค์หนึ่งได้ จงให้ผู้ชราได้เชยชมหน่อยเถิด” ชายชรากล่าวน้ำเสียงราบเรียบ เขาเว้นจังหวะอยู่สามลมหายใจก่อนกล่าวต่อ “แท้จริงแล้ว พลังของเจ้าจะแน่สักแค่ไหน!!”

     

            วาบบบบบบบ

     

            รังสีฆ่าฟันพลันแผ่ซ่านขจรไกล เหนือน่านนภากระจ่างใสราวกับปกคลุมไปด้วยเงาของเทพมรณะ คลื่นพลังปริศนากำลังแผ่ออกมาจากตัวผู้ชราเป็นระลอกๆ สรรพสิ่งเบื้องล่างเริ่มปลิดปลิวตามสายลมกรรโชก แววตาที่หรี่จนจวนจะปิดของผู้ชรากลับเบิกกว้างขึ้น ภายใต้แววตาคู่นั้นกลับเป็นสีดำสนิทเข้มไร้ซึ่งสีอื่นใดๆ ต่อหน้าแรงกดดันสุดยากจะทานทน อสูรกายโบราณกลับรู้สึกขวัญผวายิ่ง ตัวตนเบื้องหน้าดูแกร่งกล้าเสียยิ่งกว่าเทพปีศาจสวรรค์เสียอีก!! กระทั่งยังเหนือว่าองค์เทพบรรพกาลบางองค์เสียด้วยซ้ำ

     

            “เจ้าเป็นใครกัน!! เป็นตัวอะไร!!”

     

            “นามและตัวตนของผู้ชรา สิ่งมีชีวิตที่กำลังจะตาย รู้ไปก็เท่านั้น” ชายชรากล่าวจบพลางนิ้วมือทั้งห้าตวัดผ่านอากาศธาตุราวกับกรงเล็บมังกร เห็นได้ชัดว่าชายชราไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เพียงลอยนิ่งอยู่กับที่

     

            ฉัวะ!!

     

    ..สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:7,081 พลังกาย:1,003,877 พลังเวทย์:2,103,021 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ

     

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน