ตอนที่ 40 เจรจาซื้อขายบ้าน
ผลคะแนนการสอบกลางภาคออกมาเร็วมาก ในครั้งนี้การสอบกลางภาคของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าในโรงเรียนมีบทความทั้งหมดสองบทความที่ได้คะแนนเต็ม
คนที่เขียนเรียงความที่ได้คะแนนเต็มคนแรก กลับไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะว่าคนนี้ก็คือหยางเจียอิ่ง ในด้านหลักภาษาแล้วเธอมีความเก่งและได้คะแนนเรียงความเต็มมาโดยตลอด ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดไว้
แต่ว่าเรียงความที่ได้คะแนนเต็มอีกหนึ่งบทความ กลับทำให้คุณครูที่อ่านข้อสอบตกใจมาก ซึ่งบทความก็ไม่ได้คัดลอกมา และทั้งหมดที่เขียนก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง คุณครูที่อ่านข้อสอบพออ่านแล้ว ก็รู้ว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวคนเขียนเอง
แต่ว่าสิ่งที่ทำให้คุณครูที่ตรวจข้อสอบนึกยังไงก็นึกไม่ออก ก็เป็นหวังซินจอมโดดเรียนที่โดดเรียนเป็นปกติ ซึ่งคาดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้าของเรียงความที่ได้คะแนนเต็มเป็นอันดับที่สอง
การสอบปลายภาคในครั้งหนึ่ง ผลคะแนนของหยางเจียอิ่งอยู่ในความคาดหมายของพวกคุณครู แต่หวังซินกลับเป็นม้ามืด ที่คาดไม่ถึงเลยว่าในด้านการเขียนบทความก็ได้รับคะแนนเต็มด้วย
“แน่ใจใช่ไหมว่าหวังซินไม่ได้ลอกมา?” หลังจากที่ครูประจำชั้นของหวังซินทราบข่าว ความรู้สึกแรกก็คือหวังซินคัดลอกมา ยังไงก็ตามการอาศัยผลคะแนนภาษาและวรรณคดีของหวังซิน ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้หวังซินได้คะแนนเต็ม ซึ่งก็เขียนเรียงความแบบนี้ออกมาไม่ได้
“คุณครูหลี่ คุณคิดว่าพวกเราแม้แต่คัดลอกหรือต้นฉบับก็แยกไม่ออกเลยอย่างงั้นเหรอ?” เมื่อคุณครูที่ตรวจข้อสอบได้ยินคำถามของครูประจำชั้นหวังซิน ก็พูดไม่ออกเล็กน้อย
“ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ก็แค่รู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อก็เท่านั้นเอง ปกติแล้วตอนที่หวังซินเข้าเรียนพวกคุณก็รู้ว่าเป็นยังไง หลักภาษายิ่งไม่ได้ไปใหญ่ เขาจะสามารถเขียนเรียงความออกมาได้คะแนนเต็มได้ยังไงกันล่ะ?”
“คุณครูหลี่ คุณสามารถดูเองได้เลยนะ” หลังจากคุณครูที่ตรวจข้อสอบเอาเรียงความของหวังซินให้คุณครูหลี่ดู คุณครูหลี่ก็ตกตะลึง
ในระหว่างที่พูดคุยกับตัวเองก็มีอารมณ์ร่วมออกมาอย่างไม่รู้ตัว การเรียบเรียงโดยรวมของบทความ การจัดระเบียบของตัวอักษร รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ความรู้สึกข้างใน ทั้งหมดล้วนควบคุมออกมาได้อย่างเหมาะสม แทบจะไม่พบปัญหาใดในการปะติดปะต่อเลยแม้แต่น้อย การที่ได้เห็นเรียงความฉบับนี้แล้ว จึงทำให้เธอตกใจเป็นอย่างมาก!
ผลคะแนนที่ประกาศออกมาในโรงเรียน หยางเจียอิ่งก็อยู่ในอันดับที่หนึ่งของชั้นปี แต่เพื่อนนักเรียนในห้องเรียนหวังซิน กลับให้ความสนใจหวังซินในเรื่องที่ต้องการจะเข้าร่วมห้องสายศิลป์หลักนี้ ดังนั้นจึงค่อนข้างที่จะสนใจผลคะแนนของหวังซิน
เมื่อเพื่อนร่วมชั้นเห็นผลคะแนนรวมของหวังซินที่ป้ายประกาศก็คาดไม่ถึงว่ารายชื่อจะจัดอยู่ในอันดับที่เก้าของระดับชั้น จึงทำให้ชุลมุนวุ่นวายขึ้นมาทั่วทั้งโรงเรียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าเรียงความสองฉบับที่มีคะแนนเต็มจะคาดไม่ถึงว่าหนึ่งในนั้นก็ยังเป็นของหวังซิน จึงทำให้คนทั้งโรงเรียนรู้สึกช่างน่าเหลือเชื่อ!
แต่ในเวลานั้นเองหวังซินที่ได้ผลคะแนนยอดเยี่ยม เดิมทีนั้นก็ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน ตอนนี้ตัวเขาก็ยังอยู่ในที่ถ่ายละคร ที่แตกต่างออกไปนั่นก็คือคนในกองถ่ายได้ปิดกองไปแล้ว แต่หวังซินกลับกำลังพูดกับเจ้าของสถานที่อยู่
มหาเศรษฐีที่มีรายชื่อติดในสิบอันดับแรกของมหาเศรษฐีในยุคหลัง ในสิบส่วนมีหกส่วนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นี่จึงทำให้หวังซินมีความสนใจเป็นอย่างมากต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้
ในเวลานี้เขากำลังพูดกับเจ้าของห้องที่ทีมละครมาเช่าถ่ายทำเรื่อง《Home With Kids》
เจ้าของบ้านอายุประมาณสี่สิบปี ก็ได้มองหวังซินในฐานะที่เป็นนักแสดง ถึงได้พูดกับหวังซิน ไม่งั้นไอ้เด็กน้อยหวังซินคนนี้จะมีสิทธิ์อะไรที่จะไปคุยกับเขาเรื่องบ้านกัน
หวังซินก็มีการวางแผนของตัวเอง ตอนนี้ราคาบ้านในยุคนี้ถูกมาก แทบไม่กี่หมื่นหยวนก็สามารถซื้อบ้านที่อยู่เขตในเมืองได้ห้องหนึ่งแล้ว
ในปัจจุบันบ้านเช่าหลังนี้ที่ทีมละคร《Home With Kids》เช่าอยู่ ค่าเช่าหนึ่งเดือนคือสามร้อยหยวน อีกทั้งยังเป็นเพราะว่าทีมละคร《Home With Kids》เลือกบ้านหลังนี้ถึงจะสามารถเช่าในราคานี้ได้
ความคิดของหวังซินก็คือการซื้อบ้านหลังนี้มา ถึงยังไงละคร《Home With Kids》ก็ยังจะมีการถ่ายทำต่อในหลังจากนี้ ซึ่งในทางกลับกันคนเรียบเรียงบทก็คือเขาเอง โดยที่อยากจะเขียนยาวเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งหลังจากที่เขาเตรียมจะซื้อแล้ว ก็ค่อยมาทำโฆษณาโปรโมทการขายไปสักครั้ง ว่าเป็นบ้านที่ใช้ถ่ายทำละครซิทคอมโดยเฉพาะ
“เถ้าแก่ บ้านหลังนี้ของคุณถ้าไม่เจอทีมละครมาถ่ายทำที่นี่ ก็คงจะไม่ได้ค่าเช่าในราคานี้หรอกใช่ไหม?” หวังซินพูดเรื่องบ้านกับเจ้าของบ้าน เมื่อเถ้าแก่เจ้าของบ้านได้ยินที่หวังซินพูดแล้วในใจจึงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
แต่ก็เข้าใจว่าสิ่งที่หวังซินพูดนี่ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น ถ้าไม่ใช่เพราะว่าทีมละครต้องการที่จะเช่าบ้านหลังนี้ล่ะก็ บ้านหลังนี้ของตัวเองก็คงได้ค่าเช่าไม่ถึงสามร้อยหยวนต่อเดือน
สามร้อยหยวนต่อเดือนก็เกือบจะเท่ากับเงินเดือนเดือนหนึ่งของคนงานหนึ่งคนแล้ว ใครจะยอมเช่าบ้านแบบนี้ด้วยราคาที่สูงขนาดนี้ในเขตใจกลางเมืองกันล่ะ?
“น้องชาย นายพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ นายว่าทำไมทีมละครถึงได้เลือกห้องชุดนี้ของฉันงั้นล่ะ? นั่นไม่ใช่เพราะว่าห้องของฉันดีถึงได้เลือกงั้นเหรอ นายดูสิว่าพื้นที่ภายในห้อง การถ่ายเทลม ก็ยังมีแสงส่องเข้ามา ในส่วนนี้น่ะ การออกแบบในห้องชุดนี้ของฉันก็ถือว่าดีที่สุด ซึ่งราคาสามร้อยหยวนต่อเดือน กลับไม่แพงเลย” ไม่มีใครพูดหรอกว่าหลังจากที่ห้องของตัวเองได้ถูกเช่าออกไปแล้วนั้นจะมีราคาแพงไป
หวังซินก็เข้าใจในจุดนี้ เมื่อได้ยินเถ้าแก่เจ้าของห้องพูดแบบนี้ ก็ทำได้แค่ยิ้ม แล้วพูดว่า: “สิ่งที่คุณพูดมานี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่ว่าคุณเคยคิดบ้างไหม ว่าการเดินทางในละแวกนี้ก็ไม่ค่อยจะสะดวกสบายเท่าไหร่ หรือว่าคุณไม่ได้สังเกตงั้นเหรอ? แม้ว่าระยะทางจากที่นี่ไปตัวเมืองจะใกล้มากก็ตาม แต่ถ้าต้องเดินทางด้วยเท้าละก็อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงยี่สิบนาที ทั้งยังต้องใช้เวลาเดินสิบกว่านาทีถึงจะมีป้ายรถประจำทาง ซึ่งปกติแล้วถ้ามีคนจะมานะ นอกจากจะนั่งรถสามล้อแล้ว ก็เกรงว่าจะมีแค่เรียกรถเข้ามา”
เมื่อได้ยินหวังซินพูดถึงสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านที่ไม่ค่อยดี เถ้าแก่ก็เริ่มคัดค้าน แล้วจึงมองสีหน้าของเถ้าแก่ ซึ่งหวังซินก็พูดต่อไปอีกว่า: “ไหนจะด้านการใช้ชีวิตอีกล่ะ คุณดูสิ ตลาดที่ใกล้ที่สุดของที่นี่ก็ต้องใช้เวลาเดินห้านาที ไหนจะไม่มีลิฟต์ แล้วยังอยู่ที่ชั้นเจ็ดอีก บริเวณรอบ ๆ ก็ไม่มีห้องที่สูงเกินเจ็ดชั้น ย่อมไม่มีอะไรมาบังแสงที่ส่องมาอยู่แล้ว”
คำพูดนี้ของหวังซินได้ทำให้เถ้าแก่เจ้าของห้องหมดคำพูด เมื่อได้ยินหวังซินพูดว่าห้องของตัวเองไม่ดี จึงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย และแทบจะพูดออกมาด้วยความโกรธว่า: “แล้วยังไงล่ะ? ในทางกลับกันที่ทีมละครพวกเธอเช่าอยู่ก็คือห้องของฉัน ซึ่งก็พิสูจน์ได้ว่าห้องของฉันมีความคุ้มค่าพอที่จะให้ทีมละครพวกเธอเลือก”
“เถ้าแก่ คุณคิดว่าทีมละครถูกใจห้องของคุณจริง ๆ งั้นเหรอ? ไม่ลองคิดดูว่าสถานที่ตรงนี้ของคุณค่อนข้างชนบท โดยปกติแล้วก็ไม่ค่อยมีคนมารบกวนเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้กระทบกับความคืบหน้าในการถ่ายทำละคร พวกเราก็เลยต้องมาที่นี่ ไม่อย่างงั้นการเดินทางและการใช้ชีวิตที่ไม่สะดวกสบายขนาดนี้ ใครจะยอมมาเช่าห้องของคุณกันล่ะ!” คำพูดของหวังซินในครั้งนี้ทำให้เถ้าแก่หมดคำพูดไปโดยปริยาย
เขาพบว่านักแสดงตัวน้อยนี่มีความสามารถในการพูดเสียจริง ห้องชุดที่ดีมากห้องหนึ่ง พอไปอยู่ในปากเขาก็ทำให้ทุกด้านก็เกือบจะดูไม่ดีไปซะแล้ว
“เฮ้ เด็กน้อยฉันว่านะ ตำแหน่งห้องของฉันจะดีหรือไม่ดี มันก็เป็นเรื่องของฉัน นายก็ไม่ใช่เจ้าของทีมละคร ทำไมนายถึงได้สนใจฉันเยอะขนาดนี้กันนะ!” เถ้าแก่เจ้าของห้องหมดคำพูดแล้ว ซึ่งบรรยากาศก็คลุ้งไปด้วยความโกรธเคืองเล็กน้อย
“เถ้าแก่ คุณว่าถ้าทีมละครพวกเราไม่เช่าห้องของคุณแล้ว คุณยังจะสามารถปล่อยเช่าในราคานี้ได้ไหม?” เขาไม่สนใจเถ้าแก่ที่กำลังโกรธอยู่ แล้วหวังซินก็พูดต่ออีก
“จริง ๆ แล้วนายคิดจะทำอะไรกันแน่? ฉันว่าเธอนี่น่ารำคาญจริง ๆ เลย เธอคงไม่ได้มาหาฉันเพื่อพูดคุยทั่วไป หรือมาเพื่อยั่วโมโหฉันงั้นหรอกนะ!” ที่หวังซินพูดมาเป็นเรื่องจริง นี่จึงทำให้ในใจของเถ้าแก่เจ้าของห้องโมโห แล้วรีบตำหนิหวังซินทันที
“เฮ้เฮ้ อย่าเพิ่งรีบร้อนนะ ที่ผมทำแบบนี้ แน่นอนว่าเตรียมจะช่วยคุณน่ะ”
“ช่วยฉันอย่างงั้นเหรอ?เหอะเหอะ เด็กน้อย ฉันต้องการให้นายช่วยงั้นเหรอ?พูดมาเถอะ จริง ๆ แล้วมีเรื่องอะไรกันแน่” เมื่อรู้ว่าที่หวังซินมาคุยกับตัวเองเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีสาเหตุมาพูดว่าบ้านของตัวเองไม่ดี เด็กคนนี้ไม่น่าจะซื้อบ้านของตัวเองหรอกนะ?
“บ้านของคุณเคยคิดที่จะขายไหมครับ?คุณต้องเข้าใจว่า เป็นไปไม่ได้ที่ทีมละครจะเช่าบ้านของคุณเป็นเวลานาน แค่ถ่ายทำละครเสร็จ บ้านของคุณก็จะว่างแล้ว และทำเลตรงนี้ ก็ขายยากนะ!”
“นายต้องการจะซื้อบ้านของฉันงั้นเหรอ?” เถ้าแก่เจ้าของบ้านมองหวังซินด้วยความสงสัย จึงลองถามด้วยความอยากรู้
“ถ้านายมีความประสงค์นี้ล่ะก็ สามารถพิจารณาเรื่องการขายได้นะ”
“ตกลง สามหมื่นหยวน จ่ายเงินครบภายในครั้งเดียว แล้วขั้นตอนการโอนจะรีบดำเนินการให้ทันที” เถ้าแก่เจ้าของบ้านไม่รั้งบ้านหลังนี้ไว้ ซึ่งเขาก็อยากจะขายบ้านนี้ออกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็เหมือนกับที่หวังซินพูด ว่าทำเลที่นี่ไม่ดี ตอนนี้ก็ยังไม่มีตลาดขยายมาที่นี่ ถึงเวลานั้นเมื่อทีมละครไม่เช่าแล้ว ก็เกรงว่าแค่จะให้เช่าก็คงยากที่จะมีคนมาเช่า
“เถ้าแก่ ผมอยากจะซื้อบ้านของคุณด้วยใจจริงครับ สามหมื่นหยวน คุณไม่รู้สึกว่าสูงเกินไปหน่อยงั้นเหรอ?” หวังซินมองเถ้าแก่ด้วยสีหน้าดูถูก
“อ้างอิงตามราคานี้ ผมสามารถซื้อห้องในใจกลางเมืองได้ชุดหนึ่งแล้วนะครับ คุณคิดว่าบ้านของคุณอยู่ใจกลางเมืองรึไงกัน!” คำพูดของหวังซิน ทำให้เถ้าแก่ถึงกับพูดไม่ออกทันที
“งั้นนายว่าเท่าไหร่ล่ะ?” เดิมทีห้องนี้ก็ซ่อมแซมมาเพื่อที่จะขายอยู่แล้ว ตอนนี้มีคนยอมเสนอราคา เขาก็จะยอมขาย
“สองหมื่น” หวังซินพูดตัดราคาหนึ่งในสามออกมาโดยตรงเลย
“สองหมื่นนายก็กล้าที่จะพูดออกมางั้นเหรอ? บ้านหลังนี้ร้อยกว่าตารางเมตร ตำแหน่ง……”
“ตำแหน่งก็แย่มาก การจราจรก็ไม่สะดวก ในแต่ละด้านก็ไม่เท่าไหร่” หวังซินจึงรีบพูดต่อทันที
“ฉันว่าที่จริงแล้วนายตั้งใจจะซื้อบ้านหลังนี้ของฉันจริงหรือเปล่า? นายพูดความจริงกับฉันมาดีกว่านะ” เถ้าแก่เจ้าของบ้านโมโหหวังซินจนกระทืบเท้า
“หึหึ ถ้าหากทีมละครไม่ได้เช่าบ้านของคุณในตอนนี้ คุณคิดว่าผมจะซื้อไหม?”
“หรือว่าที่จริงแล้วในนั้นมีอะไรที่ยังอธิบายไม่ชัดอีกเหรอ?” เถ้าแก่เจ้าของบ้านถามหวังซิน ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“บ้านหลังนี้ฉันซื้อมาแล้ว ละก็ให้ทีมละครเช่า ราคาก็จะต้องสูงขึ้นบ้างเป็นธรรมดา ฉันก็เอากำไรจากราคาเช่าตรงกลางนี้ รอให้ทีมละครไปแล้ว บ้านของฉันหลังนี้ค่อยขายในราคาสองหมื่น ไม่แน่ว่าอาจจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าก็ได้นะ” หวังซินพูดคำนี้ออกมา ซึ่งทำให้เถ้าแก่เจ้าของบ้านลังเลใจแล้ว
แม้ว่าหวังซินจะอธิบายออกไปแล้ว แต่ตัวเองกลับกำลังพิจารณาว่าจะทำยังไงถึงจะสามารถขายออกไปได้ แต่ราคาสองหมื่นหยวนในความเป็นจริงแล้วต่ำมาก จนไม่สามารถขายได้
“สองหมื่นน้อยเกินไปแล้ว อย่างน้อยต้องสองหมื่นแปด”
“สองหมื่นสี่ ราคาสุดท้าย” หวังซินพูดออกไปตรง ๆ และได้เพิ่มให้อีกสี่พัน
“เด็กอย่างนายนี้ต่อราคาเก่งเกินไปแล้วนะ? เศษที่เหลือจำนวนนี้ถูกนายต่อลงไปครึ่งหนึ่งงั้นเลย?” เจ้าของบ้านมองหวังซินแล้วพูดด้วยความกลุ้มใจเล็กน้อย
“ผมก็แค่เสนอราคานี้ให้คุณ คุณเองก็ลองดูแล้วกันว่าราคาห้องอื่นในตึกนี้ก็แค่ไม่เท่าไหร่เอง”
เถ้าแก่เจ้าของบ้านคิดแล้วคิดอีก จึงพูดว่า: “จ่ายครบภายในครั้งเดียวนะ”
“ไม่ได้ แบ่งจ่ายเป็นงวด ผมสามารถให้คุณครึ่งหนึ่งก่อนได้” การจ่ายเงินครบภายในครั้งเดียว ในตอนนี้หวังซินไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น หนึ่งหมื่นสองพันก็ยังต้องไปหายืมมาเลย
“หนึ่งหมื่นสองพันงั้นเหรอ? ยังจะจ่ายไม่ครบภายในครั้งเดียวด้วยงั้นเหรอ?” เถ้าแก่เจ้าของบ้านครุ่นคิดสักครู่ จึงส่ายหัว แล้วพูดว่า: “ไม่ได้”
“งั้นก็ขอโทษด้วยนะ ตอนนี้ผมสามารถให้คุณได้แค่หนึ่งหมื่นสองพันก่อน หลังจากนั้นรอให้ทีมละครถ่ายทำเสร็จ ถึงจะจ่ายเงินที่เหลือได้ แน่นอนว่าสัญญาการโอนคุณค่อยให้ผมหลังจากที่จ่ายเงินครบแล้วก็ได้” คำพูดของหวังซิน ทำให้เถ้าแก่เจ้าของบ้านได้ครุ่นคิดอยู่สักครู่
บ้านหลังนี้ขายออกไปแบบนี้จริง ๆ ได้หรือไม่ได้กันแน่นะ?
ที่สำคัญคืออีกหนึ่งหมื่นสองพันจำเป็นต้องรอหลังจากทีมละครไปแล้วถึงจะให้ได้ แบบนี้จะช้าเกินไปไหม?
แต่โฉนดบ้านและที่ดินก็อยู่ในมือของตัวเอง ก็ไม่น่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน
เมื่อเข้าใจตรงจุดนี้แล้ว เถ้าแก่เจ้าของบ้านก็พูดว่า: “หนึ่งหมื่นสองพันก็หนึ่งหมื่นสองพันแล้วกัน แต่ว่าพวกเราต้องเซ็นสัญญากันสักหน่อย”
“ตรงใจผมพอดีเลย”
หลังจากที่ร่างสัญญากับเถ้าแก่เจ้าของบ้านแล้ว หวังซินก็ได้ไปถอนเงินหนึ่งหมื่นสองพันมาจ่ายให้เถ้าแก่เจ้าของบ้าน แล้วก็หยิบกุญแจพร้อมกับคิดว่าจะไปหาเงินสามพันหยวนได้จากที่ไหนอีก
เอาเงินสามพันหยวนมาตกแต่งบ้านให้ดี ๆ สักหน่อย ตกแต่งภายในตามที่ละครซิทคอมต้องการ หลังจากนั้นก็ค่อยขายออกไป จะต้องทำกำไรได้ส่วนหนึ่งแน่นอน...