เฟิ่งหยูยื่นแร่ทับทิมธรรมดาในโลกของเขาให้ชายชราชายชราหยิบก้อนทับทิมขึ้นมาดูพิจารณาอยู่หลายรอบ แต่เขาไม่เคยเจอแร่แบบนี้มาก่อนแต่มันไม่มีพลังใด ๆ ทั้งสิ้นเฟิ่งหยูจึงนำสร้อยที่ทำมาจากทับทิมยื่นให้กับชายชราดูอีกชิ้นหนึ่ง
ชายชราถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งเขาไม่เคยเห็นเครื่องประดับแบบนี้มาก่อนแถมแร่ที่ประดับอยู่ในสร้อยเส้นนั้นกลับดูงดงามเป็นอย่างยิ่งเขาทำอาชีพนี้มานานหลายพันปี แต่ยังไม่เคยพบเจอแร่ชนิดนี้และเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันสามารถนำมาทำเครื่องประดับได้สวยงามถึงเพียงนี้ได้
“เจ้าหนุ่มบอกตามตรงว่าแร่ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนแม้มันจะไม่มีพลังใด ๆ แผงอยู่แต่เมื่อมาพิจารณาจากเครื่องประดับที่ใช้หินแร่นี้ข้าคิดว่ามันคงจะขายได้หลายร้อยผลึกปราณเครื่องประดับชิ้นนี้เราผู้เฒ่าขอซื้อต่อจากเจ้าในราคาห้าร้อยผลึกปราณ ส่วนหินแร่ก้อนนี้ทางร้านจะให้ราคาเจ้าที่หนึ่งหมื่นผลึกปราณเจ้าพอใจในราคานี้ไหม”
“ข้าน้อยพอใจขอรับส่วนผลึกปราณข้าน้อยขอรับที่ห้าพันผลึกปราณส่วนที่เหลือข้าขอแลกเปลี่ยนเป็นแหวนหรือไม่ก็เครื่องประดับที่ทางร้านของท่านมีอยู่จะได้หรือไม่ขอรับ”
“ได้สิพ่อหนุ่มข้าจะให้คนเลือกเครื่องประดับให้เจ้าเองเจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องความสวยงามและความปราณีตในการทำของทุกชิ้นในร้านของเรานั้นผ่านการตรวจสอบจากข้าดังนั้นข้าจึงสามารถการันตีได้ว่าของทุกชิ้นนั้นเมื่อเจ้าได้รับไปจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสข้าน้อยต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสแล้วขอรับ”
หลังจากเฟิ่งหยูได้รับเครื่องประดับจำนวนกว่าสองร้อยชิ้นพร้อมกับผลึกปราณจำนวนห้าพันก้อน เขาจึงออกจากร้านดังกล่าว พร้อม ๆกับหยิบผลึกปราณออกมาดู เขาสำรวจผลึกปราณที่ถืออยู่พบว่าผลึกปราณนี้ทำมาจากการบีบอัดพลังปราณให้อยู่ในรูปของก้อนผลึกซึ่งหนึ่งก้อนต้องใช้ผู้ฝึกยุทธ์ในระดับเซียนอย่างน้อยในการสร้างมันขึ้นมา ซึ่งเฟิ่งหยูเดาเอาไว้ว่าผู้ที่สร้างผลึกปราณนี้ออกมาหากอยู่ในระดับเซียนในวันหนึ่งๆ คงสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ไม่เกินสิบก้อนอย่างแน่นอน
หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับที่สูงขึ้นอาจจะสร้างขึ้นมาได้มากกว่านี้แต่พวกเขาจะยอมเสียเวลาในการสร้างผลึกพวกนี้อย่างนั้นหรือ? พวกเขาต้องฝึกฝนเพื่อเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองคงไม่มีใครสนใจที่จะมาทำผลึกพวกนี้ออกมาอย่างแน่นอน
ผู้ที่สร้างคงต้องอยู่ในระดับมหาเทพเพราะพวกเขาใช้เวลาไม่กี่วันก็สามารถสร้างมันออกมาได้มากมายอย่างแน่นอนและหากเป็นเช่นนั้นผู้ฝึกยุทธ์ในระดับมหาเทพจะต้องเป็นผู้ที่มีทรัพย์สมบัติมากที่สุดในแผ่นดินนี้อย่างแน่นอน
เฟิ่งหยูเดินดูสินค้าต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปเจอกับโรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง มีผู้คนอยู่ไม่มากเท่าไหร่เฟิ่งหยูจึงตัดสินใจเดินเข้าไป
“ท่านลูกค้าต้องการที่พักหรือว่ามาทานอาหารเจ้าคะ”
“ไม่ทราบว่าที่พักของที่นี่ราคาเท่าไหร่”
“ที่พักของทางโรงเตี้ยมของเราหนึ่งคืนต่อสิบผลึกปราณเจ้าคะ”
“เช่นนั้นจัดเตรียมห้องพักให้เราห้องหนึ่งและนำอาหารและสุราที่ดีที่สุดของร้านมาให้ข้าด้วย”
“เจ้าคะท่านลูกค้าเชิญท่านนั่งรอสักครู่ ข้าน้อยจะรีบไปนำอาหารและสุราชั้นดีมาให้เจ้าคะ”
เฟิ่งหยูต้องการข่าวสารเกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้เป็นอย่างมากเขานั่งครุ่นคิดอยู่นานไม่รู้ว่าจะไปหาข้อมูลเหล่านี้จากที่ไหนหากจะรอให้ผู้อาวุโสอู่หวังฉีและเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของเขาฟื้นคืนพลังก็คงใช้เวลานานอยู่พอสมควร
ไม่นานอาหารและสุราชั้นดีถูกยกมาให้เฟิ่งหยูเขานั่งดื่มกินพร้อมกับสังเกตรอบ ๆ โรงเตี้ยมไปด้วยเขาพยายามครุ่นคิดวิธีที่จะสามารถรู้ข้อมูลเชิงลึกของดินแดนแห่งนี้ได้แต่ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเฟิ่งหยูจึงตัดสินใจเมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อยเขาจึงขึ้นไปพักผ่อนเฟิ่งหยูเผลอนอนหลับไป เขาตื่นมาอีกทีตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เขาหยิบเครื่องประดับออกมาจากแหวนมิติเครื่องประดับแต่ละชิ้นดูดีเป็นอย่างมาก ทั้งรูปลักษณ์และการออกแบบดูแปลกตาเฟิ่งหยูแยกเครื่องประดับแต่ละชนิดไว้ออกจากกัน
แหวนและกำไรมีจำนวนมากที่สุดเฟิ่งหยูจึงเริ่มทำการสร้างแหวนมิติ และกำไรมิติขึ้นมาเฟิ่งหยูใช้เวลาไปครึ่งวันจึงสามารถทำเครื่องประดับทั้งสองร้อยห้าสิบชิ้นให้กลายเป็นเครื่องประดับที่มีมิติที่สามารถใช้เก็บของได้ขนาดของมิติที่ใช้เก็บของเฟิ่งหยูกำหนดพื้นที่ไว้เพียงแค่ยี่สิบตารางเมตรเท่านั้น
เพราะขนาดพื้นที่ยี่สิบตารางเมตรสำหรับคนทั่วไปถือว่ากว้างเป็นอย่างมากสำหรับการใช้เก็บของใช้ส่วนตัวและยังสามารถใช้เก็บสินค้าสำหรับเดินทางไปขายในเมืองอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องใช้กองคาราวานจำนวนมากแบบตระกูลลี่ก็สามารถไปทำการค้าขายได้โดยสะดวก
เฟิ่งหยูคิดได้ดังนั้นจึงเดินออกจากห้องพักเขาสอบถามเสี่ยวเอ้อถึงตำแหน่งที่ตั้งของร้านค้าตระกูลลี่ ในเมืองต้าหวางแห่งนี้เมื่อรู้แล้วว่าร้านค้าของตระกูลลี่อยู่ที่ใดเฟิ่งหยูจึงเดินทางออกจากโรงเตี้ยมเพื่อไปยังร้านค้าของตระกูลลี่ในระหว่างทางเฟิ่งหยูสำรวจดูร้านค้าแผงลอยที่ตั้งอยู่ระหว่างทางไปด้วยแต่กลับไม่พบสิ่งของน่าสนใจใด ๆ
เฟิ่งหยูเดินทางกว่าหนึ่งชั่วโมงจึงเดินทางมาถึงยังร้านค้าของตระกูลลี่ ซึ่งเขาสังเกตดูรอบ ๆพบว่าร้านค้าของตระกูลลี่นั้นเป็นร้านค้าขนาดกลาง มีสินค้าหลากหลายชนิดวางอยู่เขาเดินเข้าไปในร้านค้า
“ท่านลูกค้าต้องการสินค้าประเภทใดขอรับ”พนักงานต้อนรับพูดด้วยความน้อบน้อมก่อนที่เฟิ่งหยูจะตอบกลับไปกลับมีเสียงของสตรีดังขึ้นจากด้านในร้าน
“เจอกันอีกแล้วนะเฟิ่งหยูเจ้าต้องการสินค้าอะไรเดี๋ยวข้าจะลดให้เจ้าเป็นพิเศษ”
“แม่นางลี่จินเจอกันอีกแล้วนะ พอดีเลยข้ามีของมาให้พวกเจ้าสองพี่น้องด้วย ว่าแต่น้องสาวของเจ้าไปไหนเสียแล้วหละ”
“น้องสาวของข้าอยู่หลังร้านเจ้าเข้ามาก่อนสิเดี๋ยวข้าจะเรียกนางให้”
เฟิ่งหยูเดินตามลี่จินไปยังด้านหลังร้านซึ่งเป็นกว้างและมีศาลาหลังหนึ่งตั้งอยู่ นับเป็นสถานที่ ที่เอาไว้พักผ่อนได้เป็นอย่างดี เมื่อเฟิ่งหยูและลี่จินเดินเข้ามาลี่จูซึ่งนั่งอยู่ในศาลาเมื่อเห็นทั้งสองเดินเข้ามาจึงเอ่ยทักขึ้นมาทันที
“เฟิ่งหยูลมอะไรหอบเจ้ามาถึงที่ร้านของตระกูลของข้าได้”
“ข้านำของมามอบให้กับพวกเจ้าทั้งสองคนเลยสอบถามเสี่ยวเอ้อที่โรงเตี้ยมถึงที่ตั้งของร้านตระกูลลี่แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอพวกเจ้าที่นี่ตอนแรกข้าตั้งใจจะฝากของไว้ที่ร้านเพื่อให้พวกเขานำของไปมอบให้พวกเจ้า”
“เจ้าเอาอะไรมาให้พวกเราอย่างนั้นหรือ?”
“อ๋อมันเป็นกำไลนะ ข้าทำขึ้นมาให้พวกเจ้าทั้งสองเอาไว้ใช้จะได้สะดวกเวลาเดินทางไปไหนมาไหน”เฟิ่งหยูหยิบกำไรออกมาสองอันมันเป็นกำไรที่สวยงามเหมาะสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะเฟิ่งหยูยื่นกำไลทั้งสองวงให้กับลี่จิน และลี่จู
“สวยดีเจ้าให้พวกเราจริง ๆ หรือ?”
“ใช่ข้าทำให้พวกเจ้าทั้งสองคนมันคือกำไลมิติ พวกเจ้าลองส่งจิตสัมผัสเข้าไปดูสิข้าว่ามันต้องมีประโยชน์กับพวกเจ้าเป็นอย่างมาก พวกเจ้าหยดเลือดแสดงสถานะความเป็นเจ้าของกำไลทั้งสองอันเสียจะได้ไม่มีใครสามารถใช้กำไลนี้ได้นอกจากพวกเจ้า”
“เจ้าทำกำไลทั้งสองนี้เองด้วยตัวของเจ้าเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่ ข้าเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองตอนนี้เงินติดตัวข้ามีไม่มาก ข้าเลยกะว่าจะนำมันไปขายพวกเจ้าพอจะแนะนำร้านค้าที่รับซื้อของพวกนี้ให้ข้าได้ไหม”
“เจ้าเองก็ทำเป็นเหมือนพวกเราเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ร้านของพวกเราก็ต้องการสินค้าแบบนี้ไว้ขายเช่นเดียวกันเจ้าไม่คิดจะขายให้กับร้านของพวกเราบ้างอย่างนั้นหรือ?”
“ว่าแต่เจ้าสร้างของแบบนี้ไว้จำนวนมากไหม”
“ข้าสร้างมันแค่สองร้อยกว่าชิ้นเท่านั้น”
“สองร้อยกว่าชิ้นเช่นนั้นหรือ?”
“เช่นนั้นข้าคงต้องปรึกษาท่านปู่ของข้าก่อนเพราะของพวกนี้มีราคาสูงเป็นอย่างมากและยังเป็นที่ต้องการของผู้คนทั้งหลายอีกด้วยเจ้าคุยกับลี่จูไปก่อนนะ ข้าจะไปตามท่านปู่มา”
“ได้สิรบกวนเจ้าแล้ว”
ลี่จินรีบเดินออกไปตามหาปู่ของเขาในทันทีปล่อยให้เฟิ่งหยูและลี่จูพูดคุยกันสองคน
“เฟิ่งหยูเจ้าบอกข้าได้ไหมว่าเจ้าทำยังไงสร้างของสิ่งนี้ขึ้นมาได้เจ้าพอจะสอนข้าให้ทำของพวกนี้บ้างได้ไหม ตอนนี้บอกตามตรงร้านค้าของตระกูลลี่ของพวกเราต้องการของประเภทนี้เป็นอย่างมากข้าเลยอยากจะช่วยเหลือตระกูลของข้าบ้าง”
“ข้านะสอนเจ้าไม่ได้หรอก เพราะมีคนที่เคยศึกษาศาสตร์แห่งมิติก่อนข้ามาก่อนถึงสามพันปีแต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำความเข้าใจศาสตร์แห่งมิติได้ ไม่ใช่ว่าข้าจะดูถูกเจ้าหรอกนะแต่ว่าศาสตร์แห่งมิตินี้มันเข้าใจยากจริง ๆ”เฟิ่งหยูยกนิ้วขึ้นมากรีดอากาศที่ว่างเปล่าตรงหน้าเขาให้กลายเป็นช่องว่ามิติเล็ก ๆขึ้นมา
“เจ้าคิดว่าหากข้าสอนเจ้าให้ทำแบบนี้ได้เจ้าจะใช้เวลาฝึกฝนนานเท่าไหร่กว่าที่เจ้าจะสามารถบังคับมันได้ดังใจได้แม้แต่ข้าเองไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะสิบปี หนึ่งร้อยปี หรือหนึ่งพันปีหากเจ้าต้องการสินค้าเพื่อช่วยเหลือตระกูลของเจ้า ข้าสามารถผลิตให้เจ้าได้ แต่หากให้ข้าสอนเจ้าข้าคงไม่มีเวลามากมายขนาดนั้นหรอก”
“เช่นนั้นก็ได้เจ้าต้องสร้างของพวกนี้ให้กับตระกูลของข้าเพียงตระกูลเดียวเจ้ารับปากข้าได้ไหม”
“ได้สิข้าเข้าใจความหมายที่เจ้ากล่าวมาข้ารับรองว่าจะไม่สร้างของแบบนี้ให้กับตระกูลอื่นเพื่อมาแข่งขันกับตระกูลของพวกเจ้าหรอก”
“จริงนะเจ้ารับปากข้าแล้วอย่ากลับคำพูดเสียหละ”
“รับปากอะไรกันหรือลี่จู ข้าแค่ไปตามท่านปู่แค่นี้พวกเจ้ากลับแอบรับปากอะไรกันแล้วอย่างนั้นหรือ?”