“ขอบใจมาก” ถังฉือเย่ยิ้มพลางยื่นมือรับมา คุณนายโจวจึงถือโอกาสนี้ลากลับ ฉีจิงรอให้นางเดินออกไปจนลับสายตาแล้วจึงหย่อนตัวนั่งลง เขาไม่เพียงแต่ซื้อเครื่องชั่งยากับหม้อยามาเท่านั้น แต่ยังซื้อเครื่องบดยาที่มีรูปร่างคล้ายเรือ มีล้อเจียรอยู่ด้านบนที่เอาไว้ใช้บดตัวยามาให้นางอีกด้วย
หญิงสาวหัวเราะจนตาหยีก่อนจะเอ่ยแซวว่า “ข้าไม่ได้จะเปิดร้านยาเสียหน่อย จะเอาสิ่งนี้ไปทำอะไรกัน?”
ชายหนุ่มเหลือบมองนางแวบหนึ่ง “แล้วเช่นนั้นเจ้าจะเอาเครื่องชั่งยากับหม้อต้มยาไปทำอะไรกันล่ะ?”
“ข้าจะต้มเหล้า” นางกดเสียงต่ำลง “ดังนั้นข้าต้องการเพียงเมล็ดเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องบดมันให้ละเอียดหรอก!”
ฉีจิงพยักหน้ารับรู้ ถามต่อ “ท่านหมอมาทวงนี้แล้วหรือไม่?”
“ใช่! ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เจ้าก็ได้ข่าวไวเหมือนกันนี่” ถังฉือเย่ผุดลุกขึ้นเมื่อนึกถึงกับดักที่นางวางกระจายเอาไว้ และคาดว่าน่าจะจับเจ้าหมูอ้วนตระกูลถังได้แล้ว นางจึงโน้มตัวไปกระซิบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนหน้านี้ที่ข้างหูของฉีจิง เขาตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ มือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนหัวเข่ากำแน่น ก่อนจะกลั้นใจถามนาง
“เช่นนั้นเจ้ายังไม่ไปดูอีกหรือ?”
“แน่นอนว่าข้าไปไม่ได้ เอ๊ะ! หรือข้าควรไปกัน เจ้าคิดว่ายังล่ะ?”
ฉีจิงขมวดคิ้ว ส่ายหน้าช้า ๆ จนหญิงสาวต้องถอนหายใจออกมา พร้อมกับพูดกับเขาตรง ๆ ว่า “นี่เจ้าโง่หรือเปล่า เรื่องนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะ อย่างแรกมันก็ต้องมีคนพบเจ้าหมูอ้วนนั่นแล้วมารายงานหลังจากช่วยเขาเอาไว้ อีกอย่างก็คือมีคนในหมู่บ้านมาพบและส่งเจ้าหมูอ้วนพร้อมกับกระต่ายกลับมา และอีกอย่างคือเจ้าหมูอ้วนนั่นโชคร้าย ไม่มีใครมาพบเข้าตลอดคืน หากถึงขั้นตอนนั้นจริง ๆ ก็ไม่ต้องถึงมือข้า ตระกูลถังคงจะเกณฑ์คนเข้าไปตามหาเอง…สรุปแล้วเรื่องนี้ข้าจะเปิดเผยตัวตนไม่ได้ ข้าแค่วางกับดักไว้ ส่วนเรื่องต่อจากนี้ข้าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น ที่นี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง?”
ฉีจิงจ้องมองใบหน้านางก่อนจะพยักหน้าลงเงียบ ๆ ซึ่งเรื่องราวทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่ถังฉือเย่คาดเดา เพราะไม่นานนักก็มีชายหนุ่มในหมู่บ้านเข้ามารายงานข่าวอีกทั้งยังแบกกระต่ายทั้งสี่ตัวของนางกลับมาด้วย พร้อมกับพูดอย่างร้อนรน
“ถังฉือหยินแอบไปขโมยกระต่ายที่เจ้าดักเอาไว้อีกแล้ว! เพราะเหตุนี้ทำให้เขาโดนเชือกกับดักรัดที่ตัวเอาไว้ ห้อยอยู่อย่างนั้นจนชาไปทั้งตัว ข้าตั้งสติได้จึงรีบนำกระต่ายมาให้เจ้าก่อน ต้องรีบไปรายงานเรื่องนี้ให้ตระกูลถังทราบ เจ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
ถังฉือเย่แสดงความตกใจออกมาอย่างจริงใจ จากนั้นนางก็ออกไปส่งเขา ชั่วอึดใจก็เห็นท่านย่าซุนร้องไห้พร้อมกับพาคนจำนวนหนึ่งไปรับตัวถังฉือหยิน
หญิงสาวอุ้มกระต่ายในมืออย่างสบายใจ พร้อมกับมอบมันให้กับคนที่มาส่งข่าวหนึ่งตัว ส่งให้ท่านหมออีกสองตัว จากนั้นก็กลับมาที่บ้านเพื่อรอการจู่โจมจากคนตระกูลถังที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ
ด้วยความที่ถังฉือเย่เลือกวางกับดักอยู่เชิงเขา ทำให้ตอนที่ทุกคนไปถึงนั้น ถังฉือหยินที่มีน้ำหนักมากอีกทั้งยังถูกแขวนไว้นานหลายชั่วยาม ร่างกายจึงอ่อนล้า รวมทั้งรู้สึกกลัว เด็กหนุ่มจึงทรุดลงนั่งบนพื้นราวกับคนเป็นอัมพาต ไม่สามารถเดินได้แม้แต่ก้าวเดียว เหอซื่อจึงทำได้เพียงไหว้วานให้ชายหนุ่มที่ตามไปด้วยอีกหลายคนช่วยกันแบกบุตรชายลงมาจากเขาเท่านั้น
ท่านย่าซุนร้องไห้ไปก็ถามหลานชายไปว่าตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! เด็กชายที่ไม่เคยคิดว่าการรังแกถังฉือเย่เป็นสิ่งผิด จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้เป็นย่าฟังอย่างหมดเปลือก ท่านย่าซุนจึงระเบิดอารมณ์โกรธขึ้นมาทันที พร้อมกับรุดหน้าไปที่หน้าประตูบ้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมของนาง จากนั้นก็เริ่มก่นด่าสาดเสีย เทเสีย
“ถังฉือเย่ นังสารเลวไร้สำนึก เจ้าจะต้องไม่ตายดี กล้าดียังไงทำร้ายพี่ชายได้ถึงเพียงนี้ เจ้าไม่กลัวฟ้าผ่าตาย ตกนรกหมกไหม้มีแต่คนแช่งชักหักกระดูกอย่างนั้นหรือ!”
หญิงสาวที่เตรียมตัวตั้งหลักอยู่ก่อนแล้ว จึงเดินออกมาทักทาย แสร้งทำเป็นหวาดกลัว “ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ท่านย่าข้ายังติดหนี้กระต่ายท่านหมออยู่เลย มันก็ใกล้จะถึงกำหนดแล้วด้วย ข้าจะไม่ออกไปจับกระต่ายได้อย่างไรล่ะ อีกอย่างข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพี่สามเขาจะวิ่งไปที่นั่น”
ถังฉือเย่ทำเป็นเหมือนกำลังน้อยอกน้อยใจอย่างที่สุด นางเอามือปิดหน้าพลางร้องไห้ “เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พี่สามมาพบเข้า ข้าเองก็เปลี่ยนที่วางกับดักไว้แล้ว เหตุใดพี่สามจึงต้องไปที่นั่นอีกแล้วล่ะ หรือจะไม่ให้ข้าทำมาหากินแล้ว”
“ไม่ต้องมาเล่นมุขนี้กับข้า อย่าคิดนะว่าข้าจะมองสายตาที่น่าสงสารของเจ้าไม่ออก แค่เห็นหางของเจ้ามันโผล่ออกมา ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าจะทำอะไร สิ่งอัปมงคลต่ำช้าอย่างเจ้า หากแตะต้องเพียงปลายผมหลานข้า ข้าฆ่าเจ้าแน่!”
หญิงชราสาปแช่งเสียงดัง จนชาวบ้านละแวกนั้นที่ได้ยินเริ่มไม่พอใจ จนพวกเขาอดไม่ได้ออกมาพูดเกลี้ยกล่อม “เจ้ารีบพาหลานชายกลับเข้าบ้านไปพักเถอะ เรื่องนี้พวกเจ้าเองต่างหากที่ไม่มีเหตุผล เอาแต่สาปแช่งคนอื่น”
“หึ! พวกเจ้าพูดบ้าอะไรกัน ไม่มีเหตุผลอะไร ไหน…ใครว่าข้าไร้เหตุผล หลานชายข้าถูกนางจับมัดไว้บนภูเขาทั้งวัน ข้าจะด่านางไม่ได้กระนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มคนที่กำลังพูดทนไม่ไหว เขาปล่อยมือจากร่างของถังฉือหยิน แล้วพูดด้วยความโกรธขึ้นมาบ้างว่า “ถังฉือหยินไปเหยียบกับดักก็เพราะว่าเขาแอบตามถังฉือเย่ไป แถมยังแอบดูนางทำกับดัก แล้วยังคิดจะขโมยกระต่ายของนางอีก ทั้งหมดมันเป็นเพราะเขาหาเรื่องใส่ตัวเองทั้งนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นคนทำตัวเอง เจ้ายังมีหน้ามาต่อว่านางอีกหรือ?”
เดิมทีทุกคนล้วนช่วยกันแบกถังฉือหยิน แต่เมื่อมีคนหนึ่งปล่อยมือ คนอื่นก็รับน้ำหนักเอาไว้ไม่ไหว ต่างพากันปล่อยมือ จนถังฉือหยินล้มลงกับพื้น เขาจับก้นของตัวเองพลางร้องไห้ออกมา ท่านย่าซุนตกใจและปวดใจเป็นอย่างมาก นางรีบเข้าไปพยุง และต่อว่าเหล่าชายหนุ่มที่ช่วยกันแบกหามหลานชายว่า
“พวกเจ้าแขนหักหรือไง หามคนมาแท้ ๆ ยังทำเขาตกได้ ถ้าหลานข้าบาดเจ็บ คนอย่างพวกเจ้าชดใช้ไม่ได้หรอก จะรับผิดชอบไหวหรือ?”
ชายหนุ่มหลายคนที่ได้ยินก็เริ่มทนไม่ไหว เพราะปกติแล้วทุกคนก็ให้ความเคารพผู้อาวุโสอย่างท่านย่าซุนอยู่บ้าง หากจะต่อว่าสักคำสองคำก็ไม่มีใครถือสา เพียงแต่ครั้งนี้หญิงชราตระกูลถังผู้นี้ทำเกินไปจริง ๆ คนเหล่านั้นที่พากันออกไปช่วยทั้งที่กำลังจะกินข้าว แทนที่จะขอบคุณกลับมาต่อว่าต่อขานเสียได้ ดังนั้นใครคนหนึ่งจึงพูดแทรกว่า
“ข้าเองก็ไม่ได้ติดค้างอะไรท่าน ข้ามาช่วยด้วยน้ำใจ แต่กลับต้องมาพบเจออะไรอย่างนี้”
“ใช่แล้ว! หยินเอ๋อร์ของเจ้าวัน ๆ ทำตัวราวกับเป็นโจร ทำลายกฎของหมู่บ้าน อีกทั้งยังขโมยของจากกับดักของคนอื่นอีก หากรู้ก่อนว่าเป็นเขา ข้าก็คงไม่ออกมาช่วยหรอก มีท่านย่าอย่างเจ้า สาวน้อยเย่ช่างโชคร้ายจริง ๆ”
เมื่อได้ยินทุกคนพากันรุมประณาม ท่านย่าซุนที่ก็ฉลาดพอจึงพยายามเก็บอารมณ์กรุ่นโกรธของตัวเองไว้สุดความสามารถ ทำอะไรไม่ได้นอกจากหันกลับไปเล่นงานถังฉือเย่เพียงคนเดียวอีกครั้ง
“เรื่องทั้งหมดมันก็เป็นเพราะตัวอัปมงคลอย่างเจ้า หากไม่ได้คนเหล่านี้ช่วยเหลือ เห็นทีว่าพี่สามของเจ้าคงจะไม่เหลือชีวิตรอดแล้ว เจ้าคิดจะละอายใจบ้างไหม?”
ถังฉือเย่ยังไม่ทันตอบก็มีใครบางคนที่พูดแทนว่า “เรื่องนี้เย่เอ๋อร์ไม่ผิด มีอะไรที่ต้องละอายใจกัน?”
“ใช่แล้ว” อีกคนเสริม “นางทำกับดักกระต่ายของนางอยู่ดี ๆ นางไปขวางทางอะไรครอบครัวของพวกเจ้ากัน หากจะพูดอย่างนี้ต่อไปคนอื่นก็ไม่ต้องทำกับดักกันแล้ว”
เสียงใครอีกคนเยาะเย้ย “ทำแบบนั้นไม่ได้นะ วางกับดักล่าอะไรมาได้ก็ต้องส่งไปให้หยินเอ๋อร์ของพวกเขาถึงจะถูก ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นคนใจดำอำมหิต”
ถังฉือเย่ยิ้มให้กับตัวเองในใจ เพราะในเวลานี้ ผลลัพธ์ของการเตรียมการก่อนหน้านี้มันก็ได้สัมฤทธิ์ผลขึ้นมาแล้ว เริ่มมีคนเอะอะมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านย่าซุนและเหอซื่อไม่กล้าที่จะต่อต้าน พวกนางด่าพึมพำและจากไป
เหล่าสะใภ้และป้า ๆ ในตระกูลเดียวกันหลายคนเข้ามาปลอบใจถังฉือเย่ จากนั้นพวกเขาก็จากไป พร้อมกับเหล่าชายหนุ่มที่มาช่วยก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว เมื่อผ่านบ้านท่านหัวหน้าตระกูล พวกเขาจึงนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวและที่คาดไม่ถึงก็คือ ถังฉือหยินต้องถูกอบรมสั่งสอนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎแล้วยังมาก่อเรื่องอีกน่าขยะแขยงจนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเยี่ยงนี้!
.
.
.