ผมจ้องกลับเข้าไปในดวงตาของตงเสวี่ยซานตรง ๆ โดยไม่สะทกสะท้าน
เอาจริง ๆ เลยนะ..
ผมไม่ค่อยชอบขี้หน้าหมอนี่สักเท่าไหร่
เพราะมันดันหน้าตาคล้ายน้องชายของมัน..
“แล้วอย่างไร?
เลยจะมาทวงแค้นให้น้องชายของเจ้า?”
ตงเสวี่ยซานกลับหัวเราะเสียงแห้งในลำคอพลางใช้มือจับชายเสื้อขึ้นมาเบา ๆ ท่าทางเหมือนพยายามสงบสติ
“ที่นี่ที่ใด..?
สำนักสี่ขุนเขา..!
แม้เราตระกูลตงจะไม่ให้ค่าสำนักนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าก่อเรื่องในเขตสำนักนี้..
เราคงโดนท่านเจ้าวังยุทธ์เล่นงานเหมือนที่น้องชายเราถูกทำโทษนั่นล่ะ..
เราไม่ได้โง่เหมือนมันหรอก..
เจ้าแซ่หลิว”
คิ้วข้างขวาของผมพลันถีบตัวขึ้นทันทีแบบควบคุมไม่ได้
“แล้วเจ้าต้องการอะไรถึงได้มารอข้าตั้งหลายวัน..
อย่าบอกนะว่าเจ้ามาเพื่อขู่ข้าแล้วจากไปเท่านั้น..?”
“สอง..
เรามีสองทางเลือกให้เจ้า”
ตงเสวี่ยซานชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว
ดวงตาของมันเหมือนจะบอกผมตรง ๆ ว่าเลือกได้แค่นี้ ไม่มีข้อที่สามเพื่อเป็นทางออกของทั้งสองฝ่าย
“หนึ่ง.. เจ้าต้องแต่งเข้าตระกูลตงของเรา..”
ตอนได้ยิน..
หน้าของผมก็แบบ..
เดี๋ยว! อะไรนะ?! ผมไม่แน่ใจว่าผมได้ยินถูกไหม
แต่ด้านหมอนั่น.. หน้าตาก็ทำเหมือนว่าสิ่งที่พูดออกมาคือพรอันประเสริฐ
“ด้วยเจ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการตามที่คนตระกูลตงของเรายอมรับได้”
สายตามันยังเหลือบไปที่ปานแดงรูปมังกรบนหลังมือผม เหมือนจะย้ำว่ามันจริงจังสุด ๆ
“แม้จะเป็นปานมังกรที่พวกเราไม่รู้จัก..
อาจจะเป็นพลังสถิตมังกรเศษเดน แต่กระนั้นก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ตระกูลตงของเรายอมรับได้”
“หะ..?”
ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย เอาจริง ๆ นะ
ตอนแรกผมนึกว่าข้อเสนอของเจ้าหมอนี่จะต้องโหด ๆ หน่อย เช่น ตัดนิ้ว ตัดแขนอะไรทำนองนั้น เพื่อเป็นการไถ่โทษให้กับตระกูลตงของมัน
แล้วนี่อะไร?
แต่งงานเข้าตระกูลตงเนี่ยนะ?
พลิกล็อกกันแบบสุดขั้วขนาดนี้ ผมถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว
“เจ้าฟังไม่ผิด.. แต่งเข้าตระกูลตงของเรา”
คงเพราะเห็นหน้ามึน ๆ งง ๆ ของผมล่ะมั้ง..
ตงเสวี่ยซานถึงได้พูดย้ำออกมาอีกรอบ
“เพียงเจ้าแต่งเข้ามาในตระกูลตง เจ้าก็จะถือว่าเป็นคนตระกูลตง
เพียงเท่านี้..
เรื่องที่เจ้าหยามศักดิ์ศรีคนตระกูลตงจะถูกละเว้น
ส่วนเรื่องเจ้าสาวของเจ้า..
เจ้าสามารถเลือกพวกเกล็ดเงินนางใดก็ได้ที่เจ้าหมายใจ นับเป็นข้อเสนอที่..”
“ปัญญาอ่อนมาก!”
ปากผมมันไวเสียยิ่งกว่าความคิด จึงพลั้งปากโพล่งออกไปแบบไม่ได้ยั้ง
“ให้ข้าแต่งเข้าตระกูลของเจ้า?
เจ้าใช้ตรรกะอะไรของเจ้าคิดเนี่ย?
ตอนเดินเข้าบ้านของข้าเผลอเดินสะดุดล้มหัวฟาดหรือยังไง?”
ตอนแรกผมนึกว่ามันพูดเล่นหยอกผมเฉย ๆ
แต่พอได้มองใบหน้าของตงเสวี่ยซานที่ไม่มีทีท่าเหมือนกำลังจะยิ้มแล้วเฉยว่า 'อำเล่น'
ผมก็รู้ทันทีเลยว่ามันพูดจริงจังแบบโคตรจะจริงจังเลยล่ะ
แต่จะให้ผมไปเกี่ยวดองกับตระกูลตงเนี่ยนะ?
ผมไม่เคยคิดถึงอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย
เพราะจำได้แม่นเลยว่า..
ถ้าแต่งเข้าตระกูลตง..
ลูกหลานผมต้องเปลี่ยนไปใช้แซ่ตงแทนแซ่หลิว
ให้ตายเถอะ..!
แค่คิดภาพท่านย่ารู้ว่าผมตกลงเรื่องนี้ ภาพจินตนาการของผมก็คือท่านอาจจะอกแตกตายคาที่แล้ว
เพราะมันเท่ากับผมกำลังจะล่มตระกูลหลิวทางอ้อมชัด ๆ
ใบหน้าของตงเสวี่ยซานเปลี่ยนเป็นถมึงทึงอย่างเห็นได้ชัด
ผมเพิ่งรู้ตัวว่าดันไปเหยียบตาปลาของเจ้าหมอนี่เข้าเต็ม ๆ
ความจริงคือข้อเสนอนี้ ถ้ามองจากมุมตระกูลตงแล้วก็ มันก็เหมือนเป็นการยื่นเกียรติยศให้ผมแท้ ๆ แต่ดันถูกผมเอามาพูดเล่นเหมือนเรื่องล้อเล่นหน้าปากซอยซะงั้น
ทำให้มันโมโหจนแทบจะขาดสติ
“เจ้าเชื่อหรือไม่..
เจ้าคนแซ่หลิว..!
หากไม่ติดว่าท่านอาวุโสตงชเวกล่าวกำชับกับเราไม่ให้ทำอะไรเจ้า..
ป่านนี้..
เราคงฆ่าเจ้าไปแล้ว..!”
น้ำเสียงของตงเสวี่ยซานฟังดูดุดันมากจนผมรู้สึกถึงแรงกดดันที่แฝงอยู่ในทุกถ้อยคำ
คงเพราะมันกำลังกลั้นความเดือดดาลเต็มที่ไม่ให้หลุดมือมาบีบคอผมจริง ๆ ตามที่มันว่า
แล้วคนอย่างผมก็อย่างที่พวกนายรู้
ผมยอมใครเขาที่ไหนล่ะ
“นั่นก็หมายความว่า..
เจ้าไม่อาจทำอันตรายข้าได้..!
ถ้าอย่างนั้นก็ปัด ๆ มันทิ้งไปเถอะข้อเสนอข้อแรกของเจ้าน่ะ!”
ผมรู้ตัวทันทีว่าตอนนี้ผมถือไพ่เหนือกว่าแบบไม่ต้องสงสัย..
และไอ้ความหมั่นไส้ที่เคยมีต่อตงป๋ายซานก็ดันไหลมาถึงพี่ชายมันโดยอัตโนมัติ
ผมเลยโบกมือขวาไปมาแบบเหนื่อยใจเต็มประดา พร้อมกับแถมหน้าให้มันดูแบบกวน ๆ อย่างถึงที่สุดด้วย
“แล้วไหน ๆ เจ้าก็อุตส่าห์มาดักรอข้าตั้งหลายวัน..
เช่นนั้นก็กล่าวข้อเสนอข้อที่สองมาเถอะ..
ข้าจะสละเวลาฟังเจ้าสักหน่อยเดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่มีน้ำใจ”
ผมเห็นหมอนั่นยืนนิ่ง หายใจเข้าลึก ๆ แล้วเหมือนจะเริ่มนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจแบบคนที่กำลังพยายามสะกดอารมณ์ตัวเองสุดชีวิต
มันยืนนิ่งอยู่พักใหญ่..
นานจนเกือบนาที แล้วถึงจะถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนปล่อยไอพิษออกมาก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบของบางอย่างออกมา
ของสิ่งนั้นที่ตงเสวี่ยซานหยิบออกมาเป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง ใจความเขียวเอาไว้ว่า
*
ใบสมัครเข้าประลอง ' ศึกปัญจมิตร '
แซ่ผู้สมัคร : หลิว
ชื่อผู้สมัคร : เจี้ยน
อายุ : 17 ปี
สังกัด : สำนักสี่ขุนเขา สาขาเมืองนพบุรี
ลงสมัครในรุ่น : มัธยุทธ์
ผู้อนุญาต : เจ้าสำนักสี่ขุนเขา ลู่ หนานเยว่
*
“นะ..นี่มันอะไรกัน!!”
ผมพุ่งมือออกไปทันที หวังจะคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาดูให้ชัดอีกรอบว่าตาผมไม่ได้ฝาด
แต่ไอ้หมอนั่นกลับไวกว่า..!
มันดึงกระดาษหายวับกลับเข้าไปใต้เสื้อเหมือนกลัวผมจะเอาไปแปะฝาบ้าน
“ก็ใบสมัครของเจ้าที่ลงตราประทับอย่างถูกต้องโดยลู่หนานเยว่”
ตงเสวี่ยซานที่เงียบมานานพลันพูดออกมาด้วยหน้าที่ยิ่งมองยิ่งรู้สึกหมั่นไส้กว่าเดิม
และมันก็ไม่ได้พูดเฉย ๆ
มันพลางเดินตรงเข้ามาหาผม แล้ววางมือขวาลงบนบ่าผมเบา ๆ
แต่ด้วยไอ้สัมผัสเบา ๆ นั่น..
มันกลับส่งคลื่นแปลก ๆ เข้ามาในตัวผม คล้ายแรงกดดันที่ไม่มีเสียง แต่เล่นเอาผมเย็นวาบจนสันหลังแทบชาไปชั่วขณะ
“ถือว่าเราให้โอกาสเจ้าเลือกแล้ว..
เจ้าแซ่หลิว..
แล้วเราขอให้สัตย์ต่อเจ้า เมื่อถึงคราที่เจ้าได้พบกับเราบนสนามประลอง..
เมื่อนั้น..
ความอับอายที่คนตระกูลตงได้รับ..!
เราตงเสวี่ยซานจะทบต้นทบดอกให้เจ้าอย่างสาสม..
สุดท้าย..
ฝากบอกซุนโหวหวังด้วย ว่าตงเสวี่ยซานคนนี้จะทวงแค้นเรื่องที่มันบีบบังคับให้พวกเราต้องเสื่อมเกียรติแน่!!”
มันพูดจบก็ตบลงบนบ่าผมอีกที
คราวนี้แรงกว่านิดหนึ่ง เหมือนจะฝากรอยไว้ให้จำ แล้วก็หันหลังเดินออกจากประตูไปแบบไม่สนใจใยดีว่าผมจะคิดยังไงต่อจากนี้
เมื่อครู่ผมยังปากไวอยู่แท้ ๆ แต่พอไอ้หมอนั่นแตะไหล่ผมเบา ๆ เท่านั้นแหละ..
ไอ้ความกวนที่กะจะต่อยาว มันเหมือนหลุดหายไปจากหัวเฉยเลย
สัมผัสที่วูบผ่านมาทางบ่าทำให้ผมรู้ทันทีว่าหมอนี่ไม่ใช่พวกธรรมดาแน่นอน
ระดับฝึกฝนของมัน..
ใช่แล้ว..
มันถึงขั้นสัมผัสสรรพวิถี แถมไม่ใช่แค่ขั้นต้นธรรมดา แต่ใกล้ทะลุขึ้นขั้นกลางเต็มที
ให้ตายสิ..
ผมนี่เงียบสนิทแบบไม่ต้องมีใครสั่งเลย
เสียฟอร์มชะมัด..
“ดะ..เดี๋ยวก่อน!”
ผมเรียกเสียงหลงพลางรีบวิ่งตามออกไปทันทีที่สติเริ่มกลับมาเข้าที่
แต่ทันทีที่พ้นประตูออกไป..
คนที่ผมอยากจะคุยด้วยก็หายไปแล้วอย่างกับละลายกลายเป็นไอปราณกลางอากาศ
“นะ..นายน้อยเจ้าค่ะ.. จะทำเช่นไรต่อไปดี..”
เสียงของหลินซินที่เงียบมานานดังขึ้น..
ทำเอาผมหันขวับไปมองโดยไม่ทันคิด
มันเป็นคำถามที่ตรงจุดพอดี เพราะเอาเข้าจริง ตอนนี้ในหัวผมก็ยังหมุนไม่หยุดว่าจะจัดการเรื่องบ้า ๆ พวกนี้ยังไงดี
“ไปที่ตำหนักเจ้าสำนัก!!”
สำหรับผม..
นี่มันอะไรกันนักกันหนา..
ศึกปัญจมิตรอะไรของมันอีกล่ะ?
แค่ฟังชื่อก็นึกออกแล้วว่าต้องเป็นงานประลองอะไรสักอย่างแน่ ๆ แล้วเจ้าสำนักลู่หนานเยว่ไปลงตราประทับให้ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ?
แถมยังถือวิสาสะแบบไม่ถามผมสักคำเนี่ยนะ?
ยังไงเรื่องนี้ผมต้องไปถามให้รู้เรื่องให้ได้!
.
.
.
ระหว่างที่ผมเดินเท้ามาจากบ้านพัก ก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับศึกปัญจมิตรเพิ่มขึ้นนิดหน่อยจากหลินซินที่เดินตามมาด้วยกัน
ตามที่หลินซินอธิบายมา..
ศึกปัญจมิตรนี่คือการประลองประจำปีของอาณาจักรปัญจมิตร ซึ่งจัดทุกปีในวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสอง และวนสถานที่จัดตามเข็มนาฬิกาเมืองใหญ่ของตระกูลห้าเสาหลัก
ปีที่แล้วเป็นเมืองนพบุรี ปีนี้จึงถึงทีเมืองศฤคาลของตระกูลฮู่
การประลองแบ่งเป็นสามรุ่น..
รุ่นแรกเรียกว่ารุ่นประถมยุทธ์ อายุ 11-15 ปี และที่สำคัญคือยังไม่ได้ปลุกพลังสถิตร่าง
รุ่นนี้ดันเป็นรุ่นที่ดูยากที่สุดซะอีก เพราะเด็กพวกนี้ไม่มีพลังพิเศษอะไรทั้งสิ้น เน้นแค่ความชำนาญในการร่ายรำท่วงท่าการต่อสู้ล้วน ๆ ดังนั้นมันเลยค่อนข้างเดาผลยากมากว่าคนไหนจะชนะ
และแน่นอนว่ารุ่นนี้ยังเป็นเวทีแย่งชิงเด็กฝึกยุทธ์เข้าสำนักใหญ่ ๆ แต่ที่น่าหมั่นไส้ที่สุดก็คือ
ส่วนใหญ่เด็กที่ผ่านเข้ารอบสามสิบสองคนสุดท้ายจะถูกวังยุทธ์ปัญจมิตรดึงตัวไปหมด
แถมแทบไม่มีใครปฏิเสธได้อีกต่างหาก
ก็เล่นเป็นสำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรนี่นะ
รุ่นที่สองคือรุ่นมัธยุทธ์ อายุ 16-20 ปี รุ่นนี้รับเฉพาะคนที่ปลุกพลังสถิตแล้ว แถมยังเป็นรุ่นเดียวที่อนุญาตให้ลูกหลานตระกูลห้าเสาหลักร่วมประลองด้วย
ซึ่งรุ่นนี้ดันง่ายต่อการเดาผลมาก เพราะทุกคนปลุกพลังสถิตร่างกันหมดแล้ว มองแว้บเดียวก็พอจะเดาออกว่าใครเหนือกว่า
แต่ก็ยังมีปัจจัยเสริมอย่างพลังสถิตร่างหรือวิชาพิเศษที่ทำให้ผลลัพธ์อาจพลิกไปได้เหมือนกัน
ส่วนรุ่นสุดท้ายเรียกว่ารุ่นวิทยุทธ์ อายุ 21-35 ปี
และที่แปลกคือดันตัดสิทธิ์คนจากตระกูลห้าเสาหลักกับคนที่ทำงานราชสำนักออก
รุ่นนี้เขามีชื่อเท่ ๆ อีกอย่างว่า 'รุ่นสอบจอหงวนบู๊' ฟังดูสำคัญและดูดีมากเลยทีเดียว
เพราะรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่ทางอาณาจักรตั้งใจค้นหาคนเก่งมาช่วยงาน
หลังจากประลองจบ..
ใครที่ได้อันดับหนึ่งจะโดนตระกูลใหญ่ ๆ แย่งชิงตัวกันสุดฤทธิ์
เหมือนอย่างพวกเจ็ดมงกุฎของตระกูลพญาวานรที่เคยกวาดอันดับต้น ๆ ไปหมดเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนนั่นแหละ
“แล้วปีก่อนในรุ่นมัธยุทธ์.. ใครคือผู้ชนะอันดับหนึ่งรึ”
ผมเอ่ยถามออกไป เพราะรู้มาว่าปีก่อนเมืองนพบุรีเป็นเจ้าภาพ
หลินซินที่โตมาในเมืองนี้จึงน่าจะทราบ
“หากหลินซินจำไม่ผิด
คน..คนนั้นน่าจะชื่อ ตง กวนเทียน เจ้าค่ะ
แล้วรู้สึกว่าอีกสองครั้งก่อนหน้าก็น่าจะเป็นคนจากตระกูลตงเช่นเดียวกัน”
“เป็นคนสกุลตงทั้งหมดเลยอย่างนั้นรึ”
ผมเผลอขมวดคิ้วทันที..
ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าตระกูลตงเป็นแกนนำของอาณาจักร แต่การที่พวกมันจองแชมป์ถึงสามครั้งติดกันนี่มันก็ชักจะเกินไปหน่อย
ผมกับหลินซินเดินต่อมาอีกสักพักจนมาถึงพื้นที่ที่เต็มไปด้วยตำหนักหลายหลัง
ซ้ายสองหลังเป็นตำหนักผู้คุมกฎและรองเจ้าสำนัก ขวาอีกสองหลังก็ตำหนักอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมและบัญชี
แน่นอนว่าตรงกลางคือตำหนักเจ้าสำนัก
ที่นี่คนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะศิษย์ฝ่ายในเต็มไปหมด
ส่วนศิษย์ระดับหัวกะทิก็เห็นบ้างประปราย
ผมเดินดิ่งเข้าตำหนักเจ้าสำนักอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้รู้สึกหงุดหงิดและสงสัยมาก ว่าทำไมเจ้าสำนักลู่ถึงกล้าเซ็นลงตราประทับอะไรแบบนี้โดยไม่ถามความเห็นผมก่อน
ยิ่งถ้านึกถึงท่านย่าด้วยแล้ว..
ผมยิ่งมั่นใจเลยว่าท่านคงไม่ปลื้มเรื่องนี้แน่
“ชื่อแซ่ของเจ้า”
นักการท่านหนึ่งที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานหน้าตำหนักเจ้าสำนักพลันเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นผมเดินตรงดิ่งเข้าหา
“หลิวเจี้ยนขอรับ”
ผมเดาว่าเขาน่าจะมีตำแหน่งคล้ายเลขาประธานบริษัท ที่คอยจัดตารางงานให้เจ้าสำนัก
ก็เลยตอบกลับไปอย่างสุภาพ
เลขานักการหยิบของคล้ายแผ่นบอร์ดขึ้นมาไล่ตาดูข้อความ
“อื่ม..
มีชื่อในตารางนัดหมาย..
เจ้าไปยืนคอยที่หน้าประตูก่อนตอนนี้ท่านเจ้าสำนักมีแขก..
รอจนแขกของเขากลับออกมาแล้วเจ้าจึงค่อยเข้าไป
ส่วนนาง..น่าจะเป็นสาวใช้ของเจ้า
ก็ให้นางรออยู่ที่หน้าตำหนักห้ามเข้าไป”
ผมหันไปมองหลินซินซึ่งฝ่ายนั้นก็ผงกหัวเข้าใจ ก่อนที่ผมจะหันกลับมาถามเลขานักการอีกครั้ง
“ขออภัยท่านผู้อาวุโส..
ข้าขอถามท่านได้หรือไม่ว่าแขกที่ท่านเจ้าสำนักพบอยู่ใช่คนตระกูลตงหรือไม่?”
นักการท่านนั้นส่ายหน้า
“เป็นศิษย์ของสำนักแซ่หม่า”
“แซ่หม่ารึ?”
คนแซ่หม่าคนแรกที่ผมนึกถึงก็คือหม่าเฟย แต่ตอนนี้เจ้าคนผมขาวนั่นเดินทางไปที่สำนักสาขาหลักแล้ว ไม่น่าจะใช่มันแน่
รองลงมาก็คงจะเป็นน้องชายของมันที่ชื่อ หม่า ชุนเฟิง