ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 54 ถือว่าเราให้โอกาสเจ้าแล้ว

            ผมจ้องกลับเข้าไปในดวงตาของตงเสวี่ยซานตรง ๆ โดยไม่สะทกสะท้าน

            เอาจริง ๆ เลยนะ..

            ผมไม่ค่อยชอบขี้หน้าหมอนี่สักเท่าไหร่

            เพราะมันดันหน้าตาคล้ายน้องชายของมัน..

            “แล้วอย่างไร?

            เลยจะมาทวงแค้นให้น้องชายของเจ้า?”

             

            ตงเสวี่ยซานกลับหัวเราะเสียงแห้งในลำคอพลางใช้มือจับชายเสื้อขึ้นมาเบา ๆ ท่าทางเหมือนพยายามสงบสติ

            “ที่นี่ที่ใด..?

            สำนักสี่ขุนเขา..!

            แม้เราตระกูลตงจะไม่ให้ค่าสำนักนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าก่อเรื่องในเขตสำนักนี้..

            เราคงโดนท่านเจ้าวังยุทธ์เล่นงานเหมือนที่น้องชายเราถูกทำโทษนั่นล่ะ..

            เราไม่ได้โง่เหมือนมันหรอก..

            เจ้าแซ่หลิว”

             

            คิ้วข้างขวาของผมพลันถีบตัวขึ้นทันทีแบบควบคุมไม่ได้

            “แล้วเจ้าต้องการอะไรถึงได้มารอข้าตั้งหลายวัน..

            อย่าบอกนะว่าเจ้ามาเพื่อขู่ข้าแล้วจากไปเท่านั้น..?”

             

            “สอง..

            เรามีสองทางเลือกให้เจ้า”

            ตงเสวี่ยซานชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว

            ดวงตาของมันเหมือนจะบอกผมตรง ๆ ว่าเลือกได้แค่นี้ ไม่มีข้อที่สามเพื่อเป็นทางออกของทั้งสองฝ่าย

            “หนึ่ง.. เจ้าต้องแต่งเข้าตระกูลตงของเรา..”

            ตอนได้ยิน..

            หน้าของผมก็แบบ..

            เดี๋ยว! อะไรนะ?! ผมไม่แน่ใจว่าผมได้ยินถูกไหม

            แต่ด้านหมอนั่น.. หน้าตาก็ทำเหมือนว่าสิ่งที่พูดออกมาคือพรอันประเสริฐ

            “ด้วยเจ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการตามที่คนตระกูลตงของเรายอมรับได้”

            สายตามันยังเหลือบไปที่ปานแดงรูปมังกรบนหลังมือผม เหมือนจะย้ำว่ามันจริงจังสุด ๆ

            “แม้จะเป็นปานมังกรที่พวกเราไม่รู้จัก..

            อาจจะเป็นพลังสถิตมังกรเศษเดน แต่กระนั้นก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ตระกูลตงของเรายอมรับได้”

             

            “หะ..?”

            ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย เอาจริง ๆ นะ

            ตอนแรกผมนึกว่าข้อเสนอของเจ้าหมอนี่จะต้องโหด ๆ หน่อย เช่น ตัดนิ้ว ตัดแขนอะไรทำนองนั้น เพื่อเป็นการไถ่โทษให้กับตระกูลตงของมัน

            แล้วนี่อะไร?

            แต่งงานเข้าตระกูลตงเนี่ยนะ?

            พลิกล็อกกันแบบสุดขั้วขนาดนี้ ผมถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว

             

            “เจ้าฟังไม่ผิด.. แต่งเข้าตระกูลตงของเรา”

            คงเพราะเห็นหน้ามึน ๆ งง ๆ ของผมล่ะมั้ง..

            ตงเสวี่ยซานถึงได้พูดย้ำออกมาอีกรอบ

            “เพียงเจ้าแต่งเข้ามาในตระกูลตง เจ้าก็จะถือว่าเป็นคนตระกูลตง

            เพียงเท่านี้..

            เรื่องที่เจ้าหยามศักดิ์ศรีคนตระกูลตงจะถูกละเว้น

            ส่วนเรื่องเจ้าสาวของเจ้า..

            เจ้าสามารถเลือกพวกเกล็ดเงินนางใดก็ได้ที่เจ้าหมายใจ นับเป็นข้อเสนอที่..”

             

            “ปัญญาอ่อนมาก!”

            ปากผมมันไวเสียยิ่งกว่าความคิด จึงพลั้งปากโพล่งออกไปแบบไม่ได้ยั้ง

            “ให้ข้าแต่งเข้าตระกูลของเจ้า?

            เจ้าใช้ตรรกะอะไรของเจ้าคิดเนี่ย?

            ตอนเดินเข้าบ้านของข้าเผลอเดินสะดุดล้มหัวฟาดหรือยังไง?”

            ตอนแรกผมนึกว่ามันพูดเล่นหยอกผมเฉย ๆ

            แต่พอได้มองใบหน้าของตงเสวี่ยซานที่ไม่มีทีท่าเหมือนกำลังจะยิ้มแล้วเฉยว่า 'อำเล่น'

            ผมก็รู้ทันทีเลยว่ามันพูดจริงจังแบบโคตรจะจริงจังเลยล่ะ

            แต่จะให้ผมไปเกี่ยวดองกับตระกูลตงเนี่ยนะ?

            ผมไม่เคยคิดถึงอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย

            เพราะจำได้แม่นเลยว่า..

            ถ้าแต่งเข้าตระกูลตง..

            ลูกหลานผมต้องเปลี่ยนไปใช้แซ่ตงแทนแซ่หลิว

            ให้ตายเถอะ..!

            แค่คิดภาพท่านย่ารู้ว่าผมตกลงเรื่องนี้ ภาพจินตนาการของผมก็คือท่านอาจจะอกแตกตายคาที่แล้ว

            เพราะมันเท่ากับผมกำลังจะล่มตระกูลหลิวทางอ้อมชัด ๆ

             

            ใบหน้าของตงเสวี่ยซานเปลี่ยนเป็นถมึงทึงอย่างเห็นได้ชัด

            ผมเพิ่งรู้ตัวว่าดันไปเหยียบตาปลาของเจ้าหมอนี่เข้าเต็ม ๆ

            ความจริงคือข้อเสนอนี้ ถ้ามองจากมุมตระกูลตงแล้วก็ มันก็เหมือนเป็นการยื่นเกียรติยศให้ผมแท้ ๆ แต่ดันถูกผมเอามาพูดเล่นเหมือนเรื่องล้อเล่นหน้าปากซอยซะงั้น

            ทำให้มันโมโหจนแทบจะขาดสติ

            “เจ้าเชื่อหรือไม่..

            เจ้าคนแซ่หลิว..!

            หากไม่ติดว่าท่านอาวุโสตงชเวกล่าวกำชับกับเราไม่ให้ทำอะไรเจ้า..

            ป่านนี้..

            เราคงฆ่าเจ้าไปแล้ว..!”

            น้ำเสียงของตงเสวี่ยซานฟังดูดุดันมากจนผมรู้สึกถึงแรงกดดันที่แฝงอยู่ในทุกถ้อยคำ

            คงเพราะมันกำลังกลั้นความเดือดดาลเต็มที่ไม่ให้หลุดมือมาบีบคอผมจริง ๆ ตามที่มันว่า

             

            แล้วคนอย่างผมก็อย่างที่พวกนายรู้

            ผมยอมใครเขาที่ไหนล่ะ

            “นั่นก็หมายความว่า..

            เจ้าไม่อาจทำอันตรายข้าได้..!

            ถ้าอย่างนั้นก็ปัด ๆ มันทิ้งไปเถอะข้อเสนอข้อแรกของเจ้าน่ะ!”

            ผมรู้ตัวทันทีว่าตอนนี้ผมถือไพ่เหนือกว่าแบบไม่ต้องสงสัย..

            และไอ้ความหมั่นไส้ที่เคยมีต่อตงป๋ายซานก็ดันไหลมาถึงพี่ชายมันโดยอัตโนมัติ

            ผมเลยโบกมือขวาไปมาแบบเหนื่อยใจเต็มประดา พร้อมกับแถมหน้าให้มันดูแบบกวน ๆ อย่างถึงที่สุดด้วย

            “แล้วไหน ๆ เจ้าก็อุตส่าห์มาดักรอข้าตั้งหลายวัน..

            เช่นนั้นก็กล่าวข้อเสนอข้อที่สองมาเถอะ..

            ข้าจะสละเวลาฟังเจ้าสักหน่อยเดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่มีน้ำใจ”

             

            ผมเห็นหมอนั่นยืนนิ่ง หายใจเข้าลึก ๆ แล้วเหมือนจะเริ่มนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจแบบคนที่กำลังพยายามสะกดอารมณ์ตัวเองสุดชีวิต

            มันยืนนิ่งอยู่พักใหญ่..

            นานจนเกือบนาที แล้วถึงจะถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนปล่อยไอพิษออกมาก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบของบางอย่างออกมา

            ของสิ่งนั้นที่ตงเสวี่ยซานหยิบออกมาเป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง ใจความเขียวเอาไว้ว่า

            *

            ใบสมัครเข้าประลอง ' ศึกปัญจมิตร '

            แซ่ผู้สมัคร : หลิว

            ชื่อผู้สมัคร : เจี้ยน

            อายุ : 17 ปี

            สังกัด : สำนักสี่ขุนเขา สาขาเมืองนพบุรี

            ลงสมัครในรุ่น : มัธยุทธ์

            ผู้อนุญาต : เจ้าสำนักสี่ขุนเขา ลู่ หนานเยว่

            *

             

            “นะ..นี่มันอะไรกัน!!”

            ผมพุ่งมือออกไปทันที หวังจะคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาดูให้ชัดอีกรอบว่าตาผมไม่ได้ฝาด

            แต่ไอ้หมอนั่นกลับไวกว่า..!

            มันดึงกระดาษหายวับกลับเข้าไปใต้เสื้อเหมือนกลัวผมจะเอาไปแปะฝาบ้าน

             

            “ก็ใบสมัครของเจ้าที่ลงตราประทับอย่างถูกต้องโดยลู่หนานเยว่”

            ตงเสวี่ยซานที่เงียบมานานพลันพูดออกมาด้วยหน้าที่ยิ่งมองยิ่งรู้สึกหมั่นไส้กว่าเดิม

            และมันก็ไม่ได้พูดเฉย ๆ

            มันพลางเดินตรงเข้ามาหาผม แล้ววางมือขวาลงบนบ่าผมเบา ๆ

            แต่ด้วยไอ้สัมผัสเบา ๆ นั่น..

            มันกลับส่งคลื่นแปลก ๆ เข้ามาในตัวผม คล้ายแรงกดดันที่ไม่มีเสียง แต่เล่นเอาผมเย็นวาบจนสันหลังแทบชาไปชั่วขณะ

            “ถือว่าเราให้โอกาสเจ้าเลือกแล้ว..

            เจ้าแซ่หลิว..

            แล้วเราขอให้สัตย์ต่อเจ้า เมื่อถึงคราที่เจ้าได้พบกับเราบนสนามประลอง..

            เมื่อนั้น..

            ความอับอายที่คนตระกูลตงได้รับ..!

            เราตงเสวี่ยซานจะทบต้นทบดอกให้เจ้าอย่างสาสม..

            สุดท้าย..

            ฝากบอกซุนโหวหวังด้วย ว่าตงเสวี่ยซานคนนี้จะทวงแค้นเรื่องที่มันบีบบังคับให้พวกเราต้องเสื่อมเกียรติแน่!!”

            มันพูดจบก็ตบลงบนบ่าผมอีกที

            คราวนี้แรงกว่านิดหนึ่ง เหมือนจะฝากรอยไว้ให้จำ แล้วก็หันหลังเดินออกจากประตูไปแบบไม่สนใจใยดีว่าผมจะคิดยังไงต่อจากนี้

             

            เมื่อครู่ผมยังปากไวอยู่แท้ ๆ แต่พอไอ้หมอนั่นแตะไหล่ผมเบา ๆ เท่านั้นแหละ..

            ไอ้ความกวนที่กะจะต่อยาว มันเหมือนหลุดหายไปจากหัวเฉยเลย

            สัมผัสที่วูบผ่านมาทางบ่าทำให้ผมรู้ทันทีว่าหมอนี่ไม่ใช่พวกธรรมดาแน่นอน

            ระดับฝึกฝนของมัน..

            ใช่แล้ว..

            มันถึงขั้นสัมผัสสรรพวิถี แถมไม่ใช่แค่ขั้นต้นธรรมดา แต่ใกล้ทะลุขึ้นขั้นกลางเต็มที

            ให้ตายสิ..

            ผมนี่เงียบสนิทแบบไม่ต้องมีใครสั่งเลย

            เสียฟอร์มชะมัด..

             

            “ดะ..เดี๋ยวก่อน!”

            ผมเรียกเสียงหลงพลางรีบวิ่งตามออกไปทันทีที่สติเริ่มกลับมาเข้าที่

            แต่ทันทีที่พ้นประตูออกไป..

            คนที่ผมอยากจะคุยด้วยก็หายไปแล้วอย่างกับละลายกลายเป็นไอปราณกลางอากาศ

             

            “นะ..นายน้อยเจ้าค่ะ.. จะทำเช่นไรต่อไปดี..”

            เสียงของหลินซินที่เงียบมานานดังขึ้น..

            ทำเอาผมหันขวับไปมองโดยไม่ทันคิด

            มันเป็นคำถามที่ตรงจุดพอดี เพราะเอาเข้าจริง ตอนนี้ในหัวผมก็ยังหมุนไม่หยุดว่าจะจัดการเรื่องบ้า ๆ พวกนี้ยังไงดี

             

            “ไปที่ตำหนักเจ้าสำนัก!!”

            สำหรับผม..

            นี่มันอะไรกันนักกันหนา..

            ศึกปัญจมิตรอะไรของมันอีกล่ะ?

            แค่ฟังชื่อก็นึกออกแล้วว่าต้องเป็นงานประลองอะไรสักอย่างแน่ ๆ แล้วเจ้าสำนักลู่หนานเยว่ไปลงตราประทับให้ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ?

            แถมยังถือวิสาสะแบบไม่ถามผมสักคำเนี่ยนะ?

            ยังไงเรื่องนี้ผมต้องไปถามให้รู้เรื่องให้ได้!

            .

            .

            .

            ระหว่างที่ผมเดินเท้ามาจากบ้านพัก ก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับศึกปัญจมิตรเพิ่มขึ้นนิดหน่อยจากหลินซินที่เดินตามมาด้วยกัน

            ตามที่หลินซินอธิบายมา..

            ศึกปัญจมิตรนี่คือการประลองประจำปีของอาณาจักรปัญจมิตร ซึ่งจัดทุกปีในวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสอง และวนสถานที่จัดตามเข็มนาฬิกาเมืองใหญ่ของตระกูลห้าเสาหลัก

            ปีที่แล้วเป็นเมืองนพบุรี ปีนี้จึงถึงทีเมืองศฤคาลของตระกูลฮู่

            การประลองแบ่งเป็นสามรุ่น..

            รุ่นแรกเรียกว่ารุ่นประถมยุทธ์ อายุ 11-15 ปี และที่สำคัญคือยังไม่ได้ปลุกพลังสถิตร่าง

            รุ่นนี้ดันเป็นรุ่นที่ดูยากที่สุดซะอีก เพราะเด็กพวกนี้ไม่มีพลังพิเศษอะไรทั้งสิ้น เน้นแค่ความชำนาญในการร่ายรำท่วงท่าการต่อสู้ล้วน ๆ ดังนั้นมันเลยค่อนข้างเดาผลยากมากว่าคนไหนจะชนะ

            และแน่นอนว่ารุ่นนี้ยังเป็นเวทีแย่งชิงเด็กฝึกยุทธ์เข้าสำนักใหญ่ ๆ แต่ที่น่าหมั่นไส้ที่สุดก็คือ

            ส่วนใหญ่เด็กที่ผ่านเข้ารอบสามสิบสองคนสุดท้ายจะถูกวังยุทธ์ปัญจมิตรดึงตัวไปหมด

            แถมแทบไม่มีใครปฏิเสธได้อีกต่างหาก

            ก็เล่นเป็นสำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรนี่นะ

             

            รุ่นที่สองคือรุ่นมัธยุทธ์ อายุ 16-20 ปี รุ่นนี้รับเฉพาะคนที่ปลุกพลังสถิตแล้ว แถมยังเป็นรุ่นเดียวที่อนุญาตให้ลูกหลานตระกูลห้าเสาหลักร่วมประลองด้วย

            ซึ่งรุ่นนี้ดันง่ายต่อการเดาผลมาก เพราะทุกคนปลุกพลังสถิตร่างกันหมดแล้ว มองแว้บเดียวก็พอจะเดาออกว่าใครเหนือกว่า

            แต่ก็ยังมีปัจจัยเสริมอย่างพลังสถิตร่างหรือวิชาพิเศษที่ทำให้ผลลัพธ์อาจพลิกไปได้เหมือนกัน

             

            ส่วนรุ่นสุดท้ายเรียกว่ารุ่นวิทยุทธ์ อายุ 21-35 ปี

            และที่แปลกคือดันตัดสิทธิ์คนจากตระกูลห้าเสาหลักกับคนที่ทำงานราชสำนักออก

            รุ่นนี้เขามีชื่อเท่ ๆ อีกอย่างว่า 'รุ่นสอบจอหงวนบู๊' ฟังดูสำคัญและดูดีมากเลยทีเดียว

            เพราะรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่ทางอาณาจักรตั้งใจค้นหาคนเก่งมาช่วยงาน

            หลังจากประลองจบ..

            ใครที่ได้อันดับหนึ่งจะโดนตระกูลใหญ่ ๆ แย่งชิงตัวกันสุดฤทธิ์

            เหมือนอย่างพวกเจ็ดมงกุฎของตระกูลพญาวานรที่เคยกวาดอันดับต้น ๆ ไปหมดเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนนั่นแหละ

             

            “แล้วปีก่อนในรุ่นมัธยุทธ์.. ใครคือผู้ชนะอันดับหนึ่งรึ”

            ผมเอ่ยถามออกไป เพราะรู้มาว่าปีก่อนเมืองนพบุรีเป็นเจ้าภาพ

            หลินซินที่โตมาในเมืองนี้จึงน่าจะทราบ

            “หากหลินซินจำไม่ผิด

            คน..คนนั้นน่าจะชื่อ ตง กวนเทียน เจ้าค่ะ

            แล้วรู้สึกว่าอีกสองครั้งก่อนหน้าก็น่าจะเป็นคนจากตระกูลตงเช่นเดียวกัน”

             

            “เป็นคนสกุลตงทั้งหมดเลยอย่างนั้นรึ”

            ผมเผลอขมวดคิ้วทันที..

            ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าตระกูลตงเป็นแกนนำของอาณาจักร แต่การที่พวกมันจองแชมป์ถึงสามครั้งติดกันนี่มันก็ชักจะเกินไปหน่อย

             

            ผมกับหลินซินเดินต่อมาอีกสักพักจนมาถึงพื้นที่ที่เต็มไปด้วยตำหนักหลายหลัง

            ซ้ายสองหลังเป็นตำหนักผู้คุมกฎและรองเจ้าสำนัก ขวาอีกสองหลังก็ตำหนักอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมและบัญชี

            แน่นอนว่าตรงกลางคือตำหนักเจ้าสำนัก

             

            ที่นี่คนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะศิษย์ฝ่ายในเต็มไปหมด

            ส่วนศิษย์ระดับหัวกะทิก็เห็นบ้างประปราย

             

            ผมเดินดิ่งเข้าตำหนักเจ้าสำนักอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้รู้สึกหงุดหงิดและสงสัยมาก ว่าทำไมเจ้าสำนักลู่ถึงกล้าเซ็นลงตราประทับอะไรแบบนี้โดยไม่ถามความเห็นผมก่อน

            ยิ่งถ้านึกถึงท่านย่าด้วยแล้ว..

            ผมยิ่งมั่นใจเลยว่าท่านคงไม่ปลื้มเรื่องนี้แน่

             

            “ชื่อแซ่ของเจ้า”

            นักการท่านหนึ่งที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานหน้าตำหนักเจ้าสำนักพลันเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นผมเดินตรงดิ่งเข้าหา

             

            “หลิวเจี้ยนขอรับ”

            ผมเดาว่าเขาน่าจะมีตำแหน่งคล้ายเลขาประธานบริษัท ที่คอยจัดตารางงานให้เจ้าสำนัก

            ก็เลยตอบกลับไปอย่างสุภาพ

             

            เลขานักการหยิบของคล้ายแผ่นบอร์ดขึ้นมาไล่ตาดูข้อความ

            “อื่ม..

            มีชื่อในตารางนัดหมาย..

            เจ้าไปยืนคอยที่หน้าประตูก่อนตอนนี้ท่านเจ้าสำนักมีแขก..

            รอจนแขกของเขากลับออกมาแล้วเจ้าจึงค่อยเข้าไป

            ส่วนนาง..น่าจะเป็นสาวใช้ของเจ้า

            ก็ให้นางรออยู่ที่หน้าตำหนักห้ามเข้าไป”

             

            ผมหันไปมองหลินซินซึ่งฝ่ายนั้นก็ผงกหัวเข้าใจ ก่อนที่ผมจะหันกลับมาถามเลขานักการอีกครั้ง

            “ขออภัยท่านผู้อาวุโส..

            ข้าขอถามท่านได้หรือไม่ว่าแขกที่ท่านเจ้าสำนักพบอยู่ใช่คนตระกูลตงหรือไม่?”

             

            นักการท่านนั้นส่ายหน้า

            “เป็นศิษย์ของสำนักแซ่หม่า”

             

            “แซ่หม่ารึ?”

            คนแซ่หม่าคนแรกที่ผมนึกถึงก็คือหม่าเฟย แต่ตอนนี้เจ้าคนผมขาวนั่นเดินทางไปที่สำนักสาขาหลักแล้ว ไม่น่าจะใช่มันแน่

            รองลงมาก็คงจะเป็นน้องชายของมันที่ชื่อ หม่า ชุนเฟิง

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน