บทที่164 หวนคืนสู่ทุ่งร้าง
ฮุ่ยจวินทะยานกายมุ่งไปตามทางเบื้องหน้าอย่างไม่หยุดพักโขดหินแคบ ร่องเขาลึก ป่ารกชัฏ สัตว์ดุร้าย เหล่านี้ล้วนมิอาจหยุดยั้งฝีเท้าของมันสิ่งที่มันเกรงมีเพียงเหล่าผู้ฝึกญาณจากหุบเขาเร้นลับจะตามมาทัน หากมีกำลังเสริมมาช่วยบุรุษชราสองผู้มันคงได้ลำบากอย่างมิอาจแก้ไขแน่
ไป๋เหิ่นซินที่เบื้องหลัง นางในตอนนี้ดูซีดเผือดไร้สีเลือดราวคนตายช่วงเวลาที่ผ่านมาการโคจรลมปราณและการรักษาของชายหนุ่มได้ขาดห้วงไป ทำให้พิษที่เคยถูกสกัดไว้เริ่มแผ่กำจายได้อีกครา
“อดทนอีกหน่อย ผ่านป่านี้ก็ออกจากเขาเถาหมิงซานแล้ว"
ฮุ่ยจวินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือออกถึงความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจนไป๋เหิ่นซินได้ฟังจึงกล่าวตอบมัน
“นั่นควรจะเป็นเจ้ามากกว่า"
นางรู้ดีถึงภาระอันหนักหน่วงที่ชายหนุ่มต้องแบกรับหากเป็นคนอื่นมิแน่อาจทอดร่างสิ้นสติไปแล้ว
แม้เบื้องหลังจะมิอาจสัมผัสได้ถึงการไล่ล่าทว่าชายหนุ่มกลับมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี มันถึงเลือกที่จะออกจากเขาเถาหมิงซานแห่งนี้ให้ไวเท่าที่จะทำได้
ทิศทางที่มันหลบหนีและพุ่งผ่านให้ความรู้สึกที่คุ้นตาแม้มันรู้ดีว่าตนมิเคยผ่านสถานที่เหล่านี้ แต่ทำไมมันถึงคล้ายพบเจอสถานที่เหล่านี้มาก่อน
ที่เบื้องหน้าของมันมีเขาสูงชันสองลูกเคียงคู่ตั้งตระหง่านถูกปกคลุมไปด้วยแมกไม้ใบหญ้าจนมองไม่เห็นสภาพทิวน์ทัศน์ แต่ด้วยระยะที่มันพุ่งผ่านและแลเห็นแน่นอนว่านั่นคือเขาสูงสองลูกที่ตั้งตระหง่านเคียงคู่อย่างแน่นอน แม้ไม่สะดุดตาแต่ก็สดุดความคิดแลจิตใจจนมันมิอาจจะถอนสายตาคืนกลับ
ฮุ่ยจวินพริ้วผ่านเขาสูงชันคู่นั้น สายตาชำเลืองมองภาพที่ดกครึ้มของต้นไม้ที่ปกปิดจนถึงตอนนี้มันก็ยังรู้สึกถึงความคุ้นเคย แต่มันก็ไม่รู้ว่าตนคุ้นเคยได้อย่างไร
ไม่เพียงแต่ฮุ่ยจวินที่กำลังบังเกิดความรู้สึกเมื่อคราพริ้วผ่านเขาทั้งสองไป๋เหิ่นซินเองก็กำลังบังเกิดความคุ้นเคยเช่นเดียวกับชายหนุ่ม นางเองก็พึ่งเคยมาที่นี่พึ่งเคยเห็นเขาสองลูกที่ตั้งตระหง่านเคียงคู่ครั้งแรก แต่ความรู้สึกคุ้นเคยเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากสิ่งใด
ฮุ่ยจวินยังคงรู้สึกสนใจในเขาสองลูกที่เคียงคู่ก่อนที่มันจะผ่านเขาสองลูกแห่งนี้ไป มันได้ทิ้งร่องรอยแห่งพลังธรรมชาติไว้อย่างแยบยลเมื่อใดที่มันต้องการจะกลับมา มันก็สามารถที่จะตามร่องรอยนั้นให้มาถึงที่นี่ได้
เขาสองลูกเคียงคู่ตั้งตระหง่านภายใต้ป่าดกครึ้มปิดบังเมื่อมีโอกาสมันจะกลับมาดูอีกครั้ง ดูให้รู้ว่าสิ่งใดถึงทำให้มันบังเกิดความรู้สึกเช่นนี้ได้
“แค่กๆๆ”
เสียงไอของไป๋เหิ่นซินได้ดึงสติของฮุ่ยจวินให้คืนกลับมาจากขุนเขากลางหุบเขาสองลูกนั้นอาการของไป๋เหิ่นซินย่ำแย่ลงอีกแล้ว มันจึงรั้งฝีเท้าชั่วขณะ หยิบโอสถยัดเข้าปากนางพร้อมโคจรลมปราณเจ็ดดาราประคองอาการของนางอย่างเร่งรีบทันที ทุกวินาทีมีค่าสำหรับมันเพราะมันมีลางสังหรณ์ว่าการไล่ล่ายังคงจะเกิดอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งก็เป็นไปตามที่มันคิด นอกจากบุรุษชราด่านเบิกนภาสองผู้จะไล่ติดตามมันมาแล้วยังมีสตรีวัยกลางคนอาจารย์ของฉินซูหนี่ว์กับมู่ผิงเยว่ติดตามมาอีก สองชรายังว่าพอรับมือได้ทว่าสตรีกลางคนนางนี้กลับยากรับมือ นอกจากวิชากรงเล็บอันร้ายกาจของนางแล้ว วิชาพิษของนางเองก็พิสดารยากรักษาไป๋เหิ่นซินก็ได้ประสบมากับตนแล้ว นางถึงตกอยู่ในสภาพปางตายเช่นนี้ ฮุ่ยจวินไม่ทราบว่าตนได้ถูกสตรีนางนั้นไล่ล่าอีกครั้งแต่สำหรับมันและไป๋เหิ่นซินในตอนนี้ ไม่ว่าใครไล่ล่าก็ล้วนยากลำบาก
ฮุ่ยจวินฝืนเร่งรีบโคจรลมปราณเจ็ดดารารักษาจนมันเองเกิดอาการเลือดลมภายในปั่นป่วน โลหิตพุ่งจ่อมาที่ลำคอ มันก็ต้องฝืนกลืนลงไปจากนั้นก็รีบแบกร่างของไป๋เหิ่นซินขึ้นหลัง ทะยานกายหลบหนีไปต่อ
สตรีกลางคนที่ติดตามมา นางสัมผัสได้ถึงพลังเจือจางบนร่องรอยที่ทิ้งตามรายทางนางจึงรู้ว่าตนติดตามมาถูกที่ และด้วยพลังที่ตกค้าง แสดงว่าชายหนุ่มและนังเพศยาน้อยหลบไปไม่ไกลนางจึงทุ่มพลังทั้งหมด ทะยานกายออกไปเบื้องหน้า ด้วยความเร็วระดับนี้ นางมั่นใจว่าคนทั้งสองจะไม่รอดเงื้อมมือทว่าพอทะยานไปจนถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง ร่องรอยของบุรุษหนุ่มที่นางสะกดรอยตามก็หายไป คล้ายมันกระโดดลงยังหน้าผาตรงหน้านี้หน้าผาที่นางเห็นลึกจนไม่เห็นก้น ต่อให้มีวิชาล้ำเลิศยากที่จะข้ามผ่านได้ นางจึงรู้ตัวว่าได้ติดกับบุรุษหนุ่มน่าตายผู้นั้นแล้ว
“ประเสริฐ กล้าเล่นลวดลายกับข้า อย่าให้ข้าจับตัวเจ้าได้!"
แท้จริงฮุ่ยจวินกลับมิได้หลบหนีเพียงอย่างเดียวแต่มันยังจงใจทิ้งร่องรอยเพื่อหลอกล่อคน โดยมันได้หลอกล่อผู้ที่คิดติดตามมันให้มายังที่แห่งนี้สร้างความปั่นป่วนให้คนเหล่านั้นเสียเวลาเพิ่มขึ้น
สตรีกลางคนนางนั้นแสดงสีหน้าที่เจือไปด้วยโทสะนางเพ่งสมาธิค้นหาร่องรอยอีกหน ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามสร้างร่องรอยหลอกล่อมาที่นี่ นั่นย่อมหมายความว่าต้องมีร่องรอยที่มันคืนกลับและหลบหนีไปอีกทางซึ่งนางใช้สมาธิอยู่พักใหญ่ค่อยเห็นร่องรอยที่เบาบางสายหนึ่ง ประกายตาอันโฉบเฉี่ยวเจ้าอารมณ์ของนางจึงทอแวววาวโรจน์จากนั้นก็พุ่งทะยานอย่างสุดกำลังติดตามไปตำแหน่งนั้นทันที
“อย่าคิดว่าจะตบตาข้าได้!”
สตรีกลางคนนางนั้นพุ่งทะยานย้อนคืนกลับไปอย่างรวดเร็วยิ่งนางสัมผัสได้ถึงร่องรอยที่แผ่วเบาเจือจาง นางยิ่งมั่นใจว่าบุรุษหนุ่มและนางเพศยาน้อยต้องหลบหนีไปทางนี้แน่ไล่ล่าไปซักพักก็พานพบกับบุรุษชราผู้ฝึกญาณด่านเบิกนภาสองผู้ที่พึ่งไล่ตามมาถึง นางจึงแค่นเสียงใส่พวกมัน
“พวกเจ้าก็ยังไม่ได้เรื่องเช่นเคย"
จากนั้นนางก็ทะยานร่างไปต่อ สองบุรุษชราเห็นนางไปทางนั้นรู้ว่านางก็คือสตรีที่คอยพัวพันปรมาจารย์อวิ๋น พวกมันจึงติดตามไปด้วย
คนเหล่านี้ล้วนมั่นใจว่าตนติดตามร่องรอยของฮุ่ยจวินกับไป๋เหิ่นซินได้แล้วทว่าแท้จริงนั้นฮุ่ยจวินกลับหลบอยู่ที่หน้าผาบริเวณตำแหน่งที่มันทิ้งร่องรอยไว้ตั้งแต่แรก
นี่คือแผนซ้อนในแผน จงใจทิ้งร่องรอยให้ผู้ไล่ล่าตนมายังที่นี่มาที่หน้าผาสูงชันซึ่งไม่มีทางไปต่อ ให้คนที่ไล่ล่าตนเข้าใจว่าตนวางแผนลวง ซึ่งที่จริงแล้วร่องรอยที่เบาบางจนดูเหมือนจริงสายนั้นต่างหากที่หลอกลวงตัวมันกลับซ่อนตัวอยู่ริมหน้าผานี้ ตรงจุดที่มันทิ้งร่องรอยอย่างเด่นชัดต่างหาก
ที่ที่อันตรายที่สุด นับว่าเป็นที่ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง
รอจนแน่ใจแล้วว่าผู้ไล่ล่าตนหลงกล ชายหนุ่มจึงแบกไป๋เหิ่นซินปีนขึ้นมาจากหน้าผาเมื่อครู่นอกจากพักรักษานาง มันก็ยังใช้เวลาสร้างร่องรอยอันเบาบางเส้นทางหนึ่งเพื่อหลอกล่อคนก่อนจะตัดสินใจพานางย้อนกลับมาที่หน้าผาพร้อมไต่ลงไปหลบซ่อนที่ใต้ริมหน้าผาแห่งนี้อดทนอยู่พักใหญ่จนคนที่ไล่ล่าตนหลงกลและจากไปไกล มันค่อยขึ้นมา
“สตรีนางนั้นติดตามพวกเรามาจนได้สินะ”
ไป๋เหิ่นซินกลับไม่รู้สึกเป็นกังวลต่อสตรีกลางคนที่ทำร้ายนางมากเท่าไหร่แต่นางยิ่งได้รู้จักแพทย์ไร้นามผู้นี้มากขึ้น นางยิ่งรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดไม่ถึงมากมาย
“นับว่าเจ้าร้ายกาจ"
“ข้าร้ายกาจเมื่อคราวจำเป็นเท่านั้น"
เป็นเพราะต้องหยุดรักษาไป๋เหิ่นซินชั่วคราวมันถึงจำเป็นต้องวางแผน โชคดีที่นอกจากประคองอาการของไป๋เหิ่นซินไปได้ แผนนั้นก็สามารถหลอกล่อคนได้เช่นเดียวกันทั้งยังหลอกล่อสตรีที่ร้ายกาจผู้นั้นได้ด้วย
โดยไม่รอช้า ฮุ่ยจวินก็แบกไป๋เหิ่นซินย้อนหลบไปอีกทางทันทีครานี้ทางออกจากเขาเถาหมิงซานนับว่าสะดวกขึ้น
ฮุ่ยจวินแบกไป๋เหิ่นซินย้อนคืนทางเดิม ผ่านเขาสูงคู่หนึ่งที่ไม่สดุดตาอีกครั้งยามนี้ราตรีใกล้สว่างแล้ว อาทิตย์กำลังจะขึ้น เขาเคียงคู่สองลูกนั้นก็ยิ่งราวกับถูกความมืดปกคลุมจนมองไม่เห็นสิ่งใดหากเป็นคนอื่นมิใช่ฮุ่ยจวินกับไป๋เหิ่นซินคงมองข้ามเขาคู่ที่ไม่สะดุดตาตรงหน้านี้ไปแล้ว
ผ่านอีกคราก็ต้องมองอีกหน ความนึกสงสัยยังคงเจืออยู่ที่เขาคู่เคียงฟ้าที่ปรากฏอยู่ภายใต้เขาเถาหมิงซานที่ทอดยาวแห่งนี้แต่คนทั้งสองไม่มีเวลามาสนใจในสิ่งรอบตัวมากนัก พ้นผ่านเขาคู่เคียงกันตรงหน้า มันก็วกอ้อมแล้วออกจากเขาเถาหมิงซานไปทันทีกว่าจะออกจากเขาแห่งนี้ได้ เล่นเอามันเลือดตาแทบกระเด็นเช่นเดียวกัน
เมื่อออกมาจากเขาเถาหมิงซาน ภาพของทุ่งร้างที่มีเนินดินเตี้ยเล็กสูงสลับมียอดหญ้าขนาดเล็กพริ้วไสวก็ปรากฏ ภาพความทรงจำมากมายในอดีตผุดขึ้นในหัวของคนทั้งสองโดยที่พวกมันไม่รู้ตัว ภาพที่ผุดขึ้นในหัวของพวกมันกลับเป็นภาพความทรงจำเดียวกันไปแล้ว
สายตาของทั้งสองเหม่อลอย ภาพนั้นทำให้เกิดรอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้น ใบหน้าที่เย็นชาของไป๋เหิ่นซินพอแย้มยิ้มออกกลับดูผุดผาดปานบุปผาสะพรั่ง เพียงแต่นางอยู่บนหลังผู้อื่นผู้อื่นจึงมิได้เห็นบุปผาสะพรั่งอันงดงามยากหาใดเปรียบดอกนี้
“มุ่งสู่ทางตะวันตก ในอดีตเทพดาเร้นกายเคยอาศัยที่นั่น”
วาจาของฮุ่ยจวินได้ปลุกให้ไป๋เหิ่นซินตื่นจากภาพแห่งความทรงจำ
“หลายปีมานี้มันคงไม่หนีไปที่อื่นหรอกนะ"
“คงได้แต่หวังให้เป็นเช่นนั้น เพราะนี่คือความหวังเดียวที่ข้ามี"
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันหน้าคืนกลับมามองสตรีที่อยู่บนแผ่นหลัง
“หรือหากผู้อาวุโสไปแล้วจริง ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใดข้าก็จะพยายามรักษาท่านให้จงได้"
ยิ่งเห็นแววตาและความมุ่งมั่นที่ฉายชัดของชายหนุ่มไป๋เหิ่นซินก็ยิ่งคิดถึงคนผู้นั้น เมื่อก่อนคนผู้นั้นก็ยินยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตนมีชีวิตรอดเช่นนี้
จู่ๆ นัยน์ตาที่แสนจะเย็นชาตายด้านก็ปรากฏน้ำอันใสกระจ่างเอ่อคลออย่างไม่รู้ตัวฮุ่ยจวินเห็นเช่นนั้นก็กระทำการอย่างลืมตัว มันกลับถือวิสาสะเอื้อมมือซับคราบน้ำตานั้นให้แก่นางนี่นับเป็นครั้งแรกที่มีบุรุษอื่นนอกจากคนผู้นั้นที่สามารถสัมผัสใบหน้าของนางได้ แต่แทนที่นางจะปฏิเสธมันนางกลับบังเกิดความอบอุ่นขึ้นในจิตใจอย่างบอกมิถูก
เห็นน้ำตาที่ไหลอาบของสตรีที่อยู่บนแผ่นหลังอย่างมิทราบสาเหตุฮุ่ยจวินก็มิรู้จะกล่าวสิ่งใด มิรู้ว่าต้องปลอบอะไร เพราะสตรีนางนี้จิตใจยากเข้าถึงยิ่งนักเมื่อครู่มันเผลอตัวเอื้อมมือซับน้ำตาให้แก่นาง พอมันได้คิดก็คาดเดาว่าจะเกิดปัญหาแล้วสุดท้ายกลับผิดคาด สตรีเย็นชาไร้ใจที่อยู่บนหลังมันเพียงพริ้มตาลงทำราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกินขึ้นก่อนที่นางจะพริ้มตาราวกับกำลังหลับไปเท่านั้น
ภายใต้เคล้าความเจ็บปวดแลซีดเผือดราวคนตายเหล่านี้ก็ยังมิอาจบดบังความงดงามที่ราวกับสลักจากหยกสวรรค์ของนางได้ ฮุ่ยจวินมองนางอย่างเคลิบเคลิ้มก่อนจะบังเกิดความผูกพันธ์เล็กๆ ที่สอดแทรกขึ้นมา มันไม่รู้ว่าความผูกพันธ์นี้ก่อเกิดตั้งแต่เมื่อไหร่แต่สตรีที่เพียงพบหน้ากันนับครั้งได้ ความผูกพันธ์ที่มีในใจนับว่าเป็นสิ่งที่เหนือความเข้าใจอย่างแท้จริง
“ชีวิตนี้ครั้งหนึ่งเป็นท่านช่วยไว้ เช่นนั้นถึงต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็จะคืนให้แก่ท่าน"
คำกล่าวแผ่วเบาแต่หนักแน่นมาพร้อมกับฝีเท้าที่รวดเร็วราวภาพมายาชายหนุ่มมุ่งหน้าพาไป๋เหิ่นซินเดินทางมุ่งสู่ทิศตะวันตกของทุ่งร้างอย่างไม่หยุดพักขอเพียงเข้าเขตค่ายกลของเทพดาเร้นกาย ก็เท่ากับมันสามารถตามหาเทพดาเร้นกายได้พบ ซึ่งดูจากระยะทางแลตำแหน่งกระท่อมที่เคยซ่อนอยู่ภายใต้ค่ายกลหลังนั้นคงใกล้ถึงเต็มทีแล้ว
ฮุ่ยจวินเร่งเดินทางไม่หยุด ในที่สุดมันก็มาถึงหญ้าขนาดเล็กกอหนึ่งที่ไม่ลู่ไหวตามสายลมหญ้ากอนี้มันจดจำได้ ไป๋เหิ่นซินเองก็จดจำได้ พวกมันได้ควานพบดวงตาแห่งค่ายกลแล้ว
ความยินดีบังเกิดขึ้นในจิตใจ ชายหนุ่มที่เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสเมื่อมาถึงก็ราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก มันมิรอช้า ใช้วิธีหลบผ่านค่ายกลเหมือนเมื่อคราวที่เคยใช้ในอดีตแต่ทว่าดวงตาของค่ายกลที่อดีตถูกมองออกในกฎเกณฑ์ มาถึงตอนนี้กลับถูกปรับปรุงกฎเกณฑ์ครั้งใหม่ความร้ายกาจจึงซ่อนอยู่ภายใต้วิธีการเอาตัวรอด กอหญ้าที่ไม่ลู่ลมจึงมิใช่ดวงตาแห่งค่ายกลอย่างเดียวแต่มันยังเป็นดวงตาดัดแปลงแห่งค่ายกลที่เมื่อถูกกระตุ้นแลรับรู้ถึงการถูกรุกราน มันก็จะแสดงพลังโจมตีออกมาแทน
ฮุ่ยจวินและไป๋เหิ่นซินเพียงย่างก้าวมาถึงอาณาเขตที่คาดว่าเทพดาเร้นกายซ่อนตัวอยู่พวกมันก็ถูกโจมตีแล้ว!