ดวงจันทร์แขวนลอยบนนภา สายลมยามราตรีก็เย็นย่ำ
บนเตียงในห้องปีกตะวันตกของสวนตะวันตก ปรากฏร่างผอมบางกว่าคนทั่วไปจนคล้ายจะเหลือเพียงโครงกระดูกของหญิงสาวนางหนึ่งนอนอยู่ใบหน้าของหญิงสาวนางนั้นไม่มีสีเืสักกระผีกริ้น หากไม่ใช่เพราะยังมีลมหายใจอยู่คงไม่ต่างอันใดจากคนตาย
ข้างเตียงนางมีชายหนุ่มสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มยืนอยู่คนหนึ่ง ร่างกายสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงเทียนด้านข้างทิ้งเงาตื้นลึกบนองคาพยพคมชัดบริเวณใบหน้าหล่อเหลาในมุมที่เหมาะสมเผยให้เห็นสีหน้าโศกเศร้าเลือนๆ
ในอากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาเข้มข้น เพียงได้กลิ่นก็รู้สึกได้ถึงความขมขื่น
ฉินซื่อป่วยเช่นนี้มานานแล้วในห้องจึงมีกลิ่นยาที่คล้ายจะกำจัดไม่ออกอยู่เสมอ
ม่านมุกตรงประตูถูกเลิกขึ้นเบาๆ หลีซื่อเดินเข้ามาโดยมีคนรับใช้คอยประคองเมื่อเห็นเขายืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่ตรงนั้นนางก็แปลกใจเล็กน้อย “จิ่นถังเหตุใดเ้ามาอยู่ที่นี่ได้”
จูจิ่นถังดึงสายตากลับมา หันไปมองผู้มาเยือนแล้วคารวะทักทาย “คารวะท่านแม่ลูกเพียงนึกอยากมาเยี่ยมกะทันหันขอรับ”
หลีซื่อเพิ่งกลับมาจากพบปะผู้าุโ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าดวงตาแดงระเรื่อ ท่าทางเหมือนมีเื่หนักใจ ยังไม่ทันปรับท่าทีให้เรียบร้อย
จูจิ่นถังเห็นนางเช่นนี้ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ในใจทราบดีว่าต้องเป็เื่ตนเองอีกเป็แน่
แม้่นี้เขาไม่ค่อยอยู่ที่เรือน ก็ยังทราบว่าคนในเรือนกำลังหาสตรีที่เหมาะจะเป็ภรรยาคนที่สองของเขาอยู่ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้ยินว่าเลือกได้แล้วด้วย เป็ถึงคุณหนูตระกูลขุนนางคนหนึ่ง
“ดึกดื่นมืดค่ำแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถิดพรุ่งนี้เช้าเ้าต้องเดินทางไกลไม่ใช่หรือ” หลี่ซื่อกระซิบเร่งให้เขารีบออกไป
ั้แ่ฉินซื่อป่วย หลีซื่อก็ยิ่งไม่ชอบเห็นเขามาที่นี่ ด้วยกลัวว่าเขาจะติดโรคอันใดไปด้วย
สีหน้าของจูจิ่นถังซับซ้อนยิ่งนัก เขากล่าวเสียงเรียบ “เพราะต้องไปแล้วจึงอยากมาเยี่ยมนางสักหน่อย”ไปเมืองหลวงคราวนี้อย่างต่ำก็ครึ่งเดือนอย่างมากก็หนึ่งเดือนที่จะไม่ได้กลับมาเขาไม่ทราบว่าภรรยาของตนจะอดทนจนถึงตอนนั้นได้หรือไม่
หลีซื่อถอนหายใจ เดินมาข้างกายเขาพลางกล่าวปลอบโยน “กลับไปเถิดที่นี่มีแม่คอยดูอยู่”
หลีซื่อผู้เป็มารดาเอ่ยโน้มน้าวระคนผลักไสให้จูจิ่นถังออกไป ก่อนจะเอ่ยเตือนเขาอย่างลำบากใจ“นางใกล้จะไม่ไหวแล้ว ทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายโรคภัยเ้ามาเยี่ยมนางเช่นนี้รังแต่จะทำให้นางยิ่งโศกเศร้า สู้ไม่พบจะดีกว่า…”
แม้จะเดินออกมาจากห้องแล้ว แต่จูจิ่นถังจะไปได้อย่างไร เขาเอาแต่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างมองผ่านกระดาษหน้าต่างเปื้อนแสงเข้าไปในห้องของฉินซื่อบนกระดาษสะท้อนเงาคนรางเลือน ไร้ซึ่งสรรพเสียง ทั้งลานเรือนเงียบสนิทดุจอาสัญกระทั่งเสียงจักจั่นก็ไม่มี
สายลมเย็นเยียบพัดปะทะใบหน้า แต่กลับไม่อาจพัดพาหมื่นพันโศกาในใจออกไปได้
ผ่านไปครู่หนึ่งในห้องพลันมีเสียงร้องไห้เบาๆ ดังออกมาจูจิ่นถังทราบดีว่ามารดากำลังร้องไห้ ฉินซื่อป่วยมานานแล้วจนตอนนี้กระทั่งเรี่ยวแรงจะพูดก็ยังไม่มี
จูจิ่นถังยืนอยู่ข้างหน้าต่างตลอดไม่ได้จากไป สาวใช้ติดตามสองคนของเขายืนถือโคมรออยู่เช่นนั้นเงียบงันไม่เอ่ยวาจา
แม้ห่างกันเพียงหน้าต่างคั่น กลับเป็ดั่งคนละโลก
ครู่หนึ่งเสียงร้องไห้ของหลีซื่อก็ดังขึ้น นางกล่าวเสียงสะอื้นว่า “เด็กน้อยเด็กน้อย เ้าลืมตามามองข้าหน่อยเถิด”
จากนั้นก็มีเสียงร้องไห้อย่างต่อเนื่องดังแว่วมาจากในห้องต่อจากคำพูดของนาง
จูจิ่นถังอารมณ์ดำดิ่ง รู้สึกคล้ายหัวใจถูกคว้านเนื้อออกไปก้อนหนึ่งเกิดเป็ช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต
เขายังไม่ทันก้าวเดินก็มีสาวใช้เดินกระหืดกระหอบออกมาจากในห้องเพื่อรายงาน“นายท่านเ้าคะ…สะใภ้ใหญ่จากไปแล้วเ้าค่ะ…”
ในใจจูจิ่นถังเจ็บแปลบ รีบกลับเข้าไปในห้องทันที เขาเห็นหลีซื่อผู้เป็แม่นั่งอยู่ข้างเตียงกำลังร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ สะอึกสะอื้นไม่เป็คำเพราะมีนางอยู่จูจิ่นถังจึงไม่เห็นภรรยาที่นอนอยู่บนเตียงเห็นเพียงมือขาวซีดข้างหนึ่งห้อยลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรง นิ้วมือหงิกงอเล็กน้อยราวกับ้าจับต้องอะไรบางอย่าง
หลีซื่อร้องไห้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ แรกเริ่มนางร้องเพราะความโชคร้ายของฉินซื่อคร่ำครวญเพราะเวทนานาง ทว่าร้องไปร้องมากลับกลายเป็ร้องให้ตนเองร้องให้บุตรชายของตนความโศกเศร้าและความคับแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจะเิออกมาในคราวเดียวยิ่งร้องก็ยิ่งอาดูร
จูจิ่นถังเดินไปข้างเตียงฉินซื่อเงียบๆ ก่อนกวาดตามองใบหน้าที่ดูซูบผอมและซีดขาวของนางพบว่ากระทั่งตอนตายก็ยังตายตาไม่หลับ จ้องมองทางนี้อย่างว่างเปล่า ั์ตาไร้ความพยาบาทไร้ความโศกเศร้าราวกับมองไม่เห็นสิ่งใดและคล้ายกับมองเห็นทุกสิ่ง เห็นทะลุถึงใจคน
เขาลังเลอยู่นานจึงค่อยยื่นมือออกไปสำรวจลมหายใจของอีกฝ่าย เมื่อรับรู้ได้ว่านางไม่มีลมหายใจแล้วจริงๆก็อดเงียบไม่ได้ จากนั้นจึงช่วยปิดตาให้นางเบาๆ พร้อมทอดถอนใจออกมา “ขอโทษด้วยสุดท้ายข้าก็ผิดต่อเ้า…”
หากเขาไม่ได้มีชะตาโดดเดี่ยวแต่กำเนิดบางทีนางอาจไม่ต้องตาย…ทั้งๆที่ให้กำเนิดบุตรชายออกมาแล้วแต่กลับไม่ได้เห็นเขาเติบใหญ่…ทั้งๆ ที่ตนมาแล้วแต่กลับไม่ได้พบหน้าครั้งสุดท้าย…
หลีซื่อลุกพรวดมองไปที่บุตรชาย กล่าวด้วยท่าทางตื่นตระหนก “ทุกสิ่งเป็เื่ของโชคชะตาเกี่ยวอันใดกับเ้าเล่า! ไม่ต้องคิดแล้ว เ้าไม่ต้องคิดมากแล้ว! ก็แค่นางบุญน้อยไม่เกี่ยวกับเ้า…”
ไม่เกี่ยวกับข้า ทุกครั้งที่มีคนเกิดเื่ล้วนเป็เพราะเขาเขามักได้ยินประโยคนี้จากมารดา
ครั้งหนึ่ง จูจิ่นถังจำได้ว่าเป็ค่ำคืนร้อนระอุที่เงียบงันเช่นนี้ คืนนั้นเป็คืนเดียวกับที่ชิงชิงจากเขาไปกระทั่งลูกในท้องนางก็พาไปด้วย วันนี้ฉินซื่อก็ไปจากเขาแล้วเพียงแต่ยังพยายามรั้งบุตรชายไว้ให้เขาอย่างสุดกำลัง
จูจิ่นถังรู้สึกปวดแปลบที่ศีรษะ ไตร่ตรองอยู่พักหนึ่งก่อนกล่าว“นางสั่งเสียอะไรไว้หรือไม่”
หลีซื่อผงกหัวน้ำตานองหน้า “นางอยากให้ข้าเลี้ยงดูต้าิด้วยตัวเอง”
ฉินซื่อเป็สตรีฉลาดเฉลียวคนหนึ่งแม้สุขภาพไม่ดีแต่ความคิดยังกระจ่างแจ้งชัดเจน
ตระกูลจูให้ความสำคัญกับลูกหลานเช่นนี้ย่อมให้จูจิ่นถังแต่งคนอื่นมาเป็ภรรยาอีกแน่ถึงตอนนั้นบุตรชายของนางจะกลายเป็ลูกเลี้ยง ชะตาชีวิตแปรเปลี่ยนผกผันดังนั้นนางจึงอยากหาที่พึ่งที่เชื่อใจได้ให้บุตรชายของตน ให้เขาเติบโตอย่างสงบสุขและปลอดภัย
แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจูจะมีความตั้งใจแต่ก็อายุมากแล้วมีความคิดแต่ร่างกายไม่อำนวยหลีซื่อจึงเป็ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดอย่างไม่มีข้อกังขา
จูจิ่นถังค่อยๆ สงบอารมณ์ กล่าวอย่างเรียบเฉย“เช่นนั้นก็ทำตามความ้าของนางเถิด”
หลีซื่อเอ่ยขึ้นทันควัน “ให้คนข้างนอกเตรียมเื่งานศพก็แล้วกันเริ่มด้วยดีจบด้วยดีส่วนเ้าก็เขียนจดหมายแจ้งข่าวการตายให้ตระกูลฉินด้วยตนเองเถิด”
เื่นี้ไม่อาจให้บ่าวไพร่ทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สองตระกูลต้องแตกแยก
จูจิ่นถังผงกศีรษะรับคำ “ลูกทราบแล้ว” กล่าวจบก็ก้มตัวลงจับมือฉินซื่อที่ห้อยอยู่ข้างเตียงขึ้นมาสอดเข้าไปในผ้าห่มอีกครั้งคลอเค้าไปด้วยความอบอุ่นและอาวรณ์ที่ไม่อาจเอ่ย
กลางฝ่ามือของนางยังมีความอุ่นอยู่เรืองๆเพียงแต่บริเวณข้อนิ้วเริ่มแข็งบ้างแล้ว ไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนยามปกติ
หลีซื่อเห็นดังนั้นก็รีบหันหลังร้องไห้ ครู่หนึ่งจึงค่อยหันมาเตือน“เ้ารีบไปจัดการเถิด งานศพเป็เื่เร่งด่วนอย่าเสียเวลาอีกเลย”