เรือสำเภาลำใหญ่ บนใบเรือมีสัญลักษณ์หัวักำลังแล่นอยู่กลางทะเลที่ลึกจนมองเป็สีดำ ที่ดาดฟ้าเรือเหล่าชายฉกรรจ์นับสิบคนกำลังนั่งล้อมวงแบ่งทรัพย์สิ่งของกันมองเข้าไปภายในห้องกัปตัน เห็นหญิงสาวนางหนึ่งกำลังถูกมัดติดกับเสาไม้กลางห้องชายวัยกลางคนหนวดเคราดกดำ แต่งตัวคล้ายโจรสลัดเอามืออันหยาบกร้านของมันจับแก้มและคางของเหยื่อสาว หญิงนั้นก็ร้องขอชีวิต
“ปล่อยหนูไปเถอะอย่าทำอะไรหนูเลย หนูกลัวแล้ว”
“ฮ่าฮ่าใคร ๆ ก็รู้ว่าแก๊งโจรเล่งอ๋อง จับใครมาแล้วไม่เคยปล่อยไป ถ้าไม่ยอมเป็ทาสของข้าก็ต้องตายเป็เหยื่อฉลาม แกจะเลือกอย่างไหนล่ะ คิดดูเอาเองนะ”
“ไว้ชีวิตหนูเถอะหนูยอมแล้ว อยากจะทำอะไรก็ทำ ขอแต่ชีวิตเท่านั้น จะให้รับใช้เป็ทาสก็ยอม”
“ดีมากแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ รอไว้คืนนี้ก่อนนะ ข้าจะมอบความเป็ผัวให้เ้า”
ทันใดนั้น
“นายท่านครับมีคนบุกมาที่เรือของเราครับ”
“ใครวะไปดูซิ” ขุนโจรเล่งอ๋องก็รีบวิ่งตามออกไปดู
เห็นะเิควันถูกโยนเข้าใส่ดาดฟ้าเรือหลายลูกจนควันลอยคละคลุ้งไปหมด แล้วก็มีบุรุษลึกลับสวมชุดสีดำ เสื้อคลุมสีแดงสวมหน้ากากงิ้ว ใช้วิชาตัวเบาวิ่งบนผิวน้ำจากเรืออีกลำที่ใบเรือมีตราปลากระเบนสีแดงขี้นมาบนดาดฟ้าเรือของเล่งอ๋อง แล้วใช้แส้หางกระเบนฟาดใส่ลูกเรือล้มฟุบไปหลายคนเ้าของเรือก็พุ่งตัวเข้าต่อสู้ ชักดาบออกมาฟาดฟันก็ถูกแส้ของคนชุดแดงตวัดรัดจนดาบหลุดจากมือ จากนั้นผู้บุกรุกก็ใช้พลังฝ่ามือกระแทกในระยะไกลราวหนึ่งศอกผ่านอากาศเข้าใส่เล่งอ๋องจนร่างะเิตายในที่นั้น
“วิชากระเบนพรากิญญา”ลูกเรือคนหนึ่งของเล่งอ๋องอุทานขึ้น ก่อนจะคุกเข่าลงหมอบกราบ
“ไว้ชีวิตข้าเถิดข้ายอมแพ้แล้ว”
พวกลูกสมุนที่เหลือของโจรสลัดหัวัก็พากันหมอบกราบทุกคน
“พวกเราก็ยอมแพ้แล้ว”
คนชุดแดงหน้ากากงิ้วก็กล่าวกับลูกน้องที่ติดตามมาว่า
“ไปแก้มัดผู้หญิงออกมาซิ”
“ครับนาย”
เมื่อหญิงสาวถูกแก้มัดออกมาแล้วเธอก็มาคุกเข่ากราบไหว้คนเสื้อคลุมสีแดงที่มาช่วยชีวิต
“ขอบคุณท่านมากค่ะที่ช่วยชีวิตหนู”
“ไม่เป็ไรแล้วบ้านช่องเธออยู่ที่ไหนล่ะ ฉันจะไปส่ง”
“เอ่อพ่อแม่หนูถูกพวกมันฆ่าตาย บ้านช่องก็ถูกเผา เอาทรัพย์สินไปหมดไม่เหลือใครอีกแล้วค่ะ หนูเป็กำพร้าตัวคนเดียวแล้ว ฮือ “
สาวน้อยร้องไห้คร่ำครวญ
“ถ้ายังงั้นไปอยู่กับฉันไหมล่ะเราหัวอกเดียวกัน ลูกผู้หญิงเหมือนกัน”
เหยื่อสาวได้ยินดังนั้นก็แปลกใจเงยหน้าขึ้น
ผู้มาช่วยชีวิตก็ถอดหน้ากากออกกลับเป็หญิงสาวอายุราว 29 ปี หน้าตาแบบหมวย ั์ตาเรียวดุจพญาหงส์จมูกโด่งเรียวงาม คล้ายแจกันหยกของเ้าแม่กวนอิม พวงแก้มขาวผ่องอมชมพูปากรูปกระจับสีแดงสด ยิ้มแย้มด้วยความเมตตา
“ขอบคุณพี่สาวที่เมตตากรุณาหนูขอฝากชีวิตไว้ด้วยนะคะ ไม่ทราบท่านชื่อเสียงเรียงนามใดคะขอทราบไว้เป็บุญแก่ชีวิตด้วยค่ะ”
“ฉันชื่อจางไห่จูคนแถวนี้เขาเรียกฉันว่าราชินีโจรสลัด”
ค่ำคืนนั้นณ ถ้ำทองบนเกาะหัวกะโหลก
จางไห่จูกำลังนั่งสนทนากับสาวน้อยที่นางเพิ่งช่วยชีวิตมา
“เออฉันยังไม่รู้เลยว่าเธอชื่ออะไร”
“หนูชื่อหลินค่ะ”
“หลิน เมื่อเธอมาอยู่กับฉันก็ต้องมาใช้ชีวิตในแบบโจรสลัดเหมือนกัน เธอจะรับได้ไหมล่ะ”
“ได้ค่ะขอเพียงได้รับใช้นายหญิง หนูก็ยินดีและภูมิใจแล้ว แม้ตายแทนได้ หนูก็เต็มใจค่ะ”
“อืมขอบใจ แล้วอยากรู้ไหมล่ะ ทำไมฉันถึงต้องมาเป็โจรสลัดแบบนี้เผื่อเธอรู้ประวัติของฉันแล้ว อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะ”
สาวน้อยนั้นทำตาโตด้วยความสนใจ
“อยากรู้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องย้อนเล่าไปในสมัยของบรรพบุรุษของฉันร้อยกว่าปีมาแล้ว”
ในรัชสมัยจักรพรรดิเจียชิ่งราชวงศ์ชิง ( ครองราชย์ ค.ศ. 1796 – 1820 )ทะเลจีนแถบกวางตุ้งได้เกิดโจรสลัดชุกชุม หนึ่งในจำนวนนั้นคือกองโจรธงแดงของเจิ้งอี้ ( 鄭一 หรือชื่อเดิมเจิ้งเหวินเซียน 鄭文顯 )ซึ่งสืบทอดอาชีพโจรสลัดจากบรรพบุรุษมากว่าร้อยปีนอกจากนี้พวกเขายังเป็ทหารรับจ้างให้แก่จักรพรรดิเตยเซินแห่งเวียดนามด้วยกระทั่งปี ค.ศ. 1798 เจิ้งอี้ก็ได้ไปจับตัวจางเป่า เด็กชายอายุ 15 ปีจากหมู่บ้านชาวประมงแถบเมืองเจียงเหมิน แล้วนำมาเลี้ยงเป็ลูกบุญธรรม นับแต่นั้นเจิ้งอี้ก็เรียกเขาว่า จางเป๋าจ่าย 張保仔 (ภาษากวางตุ้ง 仔จ่าย หรือไจ๋ แปลว่าลูก ) และฝึกลูกคนนี้ให้เป็โจรสลัดมืออาชีพซึ่งเป๋าจ่ายก็ฉลาดเฉลียว หัวไว สามารถช่วยงานเจิ้งได้อย่างรวดเร็วจึงแต่งตั้งเขาเป็มือขวา ช่วยงานมาร่วม 8 ปี
และแล้ววันหนึ่งในปี ค.ศ. 1807บนเรือธงแดงลำใหญ่ อันเป็กองบัญชาการเคลื่อนที่ของเจิ้งอี้
“พรุ่งนี้เราจะไปปล้นเมืองเกาสงบนเกาะไต้หวัน ได้ข่าวว่ามีสมบัติที่นายพลเจิ้งเฉิงกงขนย้ายหนีข้ามไปจากแผ่นดินใหญ่เมื่อครั้งราชวงศ์ิล่มสลาย เพราะถูกแมนจูตีแตกเอาไปเก็บไว้จำนวนมาก ต่อมาเมื่อราชวงศ์ชิงเข้าไปปราบปรามก็ได้ครองครองสมบัติสืบต่อมาข้าคิดอยากจะไปปล้นเอามาแจกให้ชาวบ้านชาวฮั่นอย่างพวกเราพวกเ้าคิดเห็นเป็อย่างไร” เจิ้งอี้กล่าว
“ข้าก็เห็นด้วยถ้าพวกเราได้สมบัติมา และแบ่งให้ชาวบ้าน ก็จะได้แนวร่วม ช่วยเป็หูเป็ตาให้พวกเราช่วยเตือนพวกเราให้ปลอดภัยจากทางการ” สมุนคนหนึ่งกล่าว
“แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น”เสียงสตรีนางหนึ่งกล่าว “ข้าโตมากับทะเลแถบนี้ ข้ารู้ดี ่นี้เป็ฤดูมรสุมอาจจะมีพายุใหญ่พัดผ่านเกาะไต้หวันเข้ามาทางเรา พวกเราอาจเป็อันตรายได้ควรชะลอไว้ก่อน รอพ้นฤดูมรสุม ค่อยไปก็ไม่สาย”
“เฮ้ย เ้าก็คิดมากไปได้ข้าล่องเรือมากี่ปี กะอีแค่พายุ จะไปกลัวอะไรกับมัน ข้าผ่านมานักต่อนักแล้วอาเซียง” เจิ้งอี้กล่าวกับภรรยาที่ชื่อสือเซียงกู 石香姑
“อาซ้อไม่ต้องห่วงพวกเรามีประสบการณ์ ไม่เป็อะไรหรอก น่าจะลองไปดูนะ “ โจรสลัดอีกคนสนับสนุน
“เอาล่ะ ใครจะไปกับข้ายกมือขึ้น”เจิ้งอี้กล่าว แล้วมองไปรอบ ๆ เรือ
เกือบทุกคนยกมือเว้นแต่สือเซียงกับจางเป่า
“ สรุปมติเอกฉันท์งั้นพรุ่งนี้ยามสาม เราออกเดินทาง ไปให้ถึงฝั่งเกาสงตอนตะวันรุ่ง” เจิ้งอีประกาศ
“เฮ้ “ เสียงคนบนเรือโห่ร้องอย่างดีใจแต่ภรรยานายเรือ กลับมีสีหน้าวิตกกังวล แล้วนางก็เดินไปกระซิบกับจางเป่าว่า
“พ่อเ้าดื้อรั้นเยี่ยงนี้เห็นทีจะมีภัยร้ายอย่างแน่นอน ข้าจับยามสามตาดูแล้ว ปีนี้พ่อเ้าจะมีเคราะห์ “สือเซียงกล่าว
หลังเที่ยงคืนนั้น ขบวนกองเรือธงแดงของเจิ้งอี้ก็กางใบแล่นออกจากอ่าวเสินฉวน( 神泉港 )ข้ามทะเลมุ่งไปฝั่งตรงข้ามคือท่าเรือเมืองเกาสง แต่เมื่อเรือแล่นไปได้ครึ่งทางก็พลันเกิดคลื่นลมแรง ซัดสาดน้ำทะเลเข้าใส่เรือ จนเสากระโดงเรือหักไม่สามารถควบคุมทิศทางของเรือได้อีก ผู้คนบนเรือต่างชุลมุนกับการหาที่ยึดเกาะด้วยเรือโคลงเคลงจะเหมือนจะคว่ำ
“จับไว้แน่น ๆ นะอาเป่าพวกเราทุกคนด้วย ระวังตัวเองให้ดี”ขุนโจรสลัดเจิ้งอี้เป็ห่วงลูกบุญธรรมและลูกน้อง
“พ่อก็ระวังตัวเองด้วยรีบเข้ามาตรงกลางเรือครับ ไปอยู่ตรงกราบเรือมันอันตราย พ่อเข้ามา”จางเป่าร้องเรียก
ทันใดนั้น คลื่นทะเลลูกั์ก็ซัดเข้าใส่ตัวเรือจนเรือทั้งลำคว่ำลง ท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน ต่างคนต่างมองไม่เห็นกันต่างพากันว่ายน้ำพยุงตัวให้รอด
เช้าวันต่อมา
จางเป๋าจ่ายลืมตาตื่นขึ้นพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนชายหาด เมื่อหันไปรอบ ๆ ก็เห็นเศษซากเรือที่แตกซากศพคนตายถูกคลื่นซัดมาเกยยังชายฝั่งและเห็นบรรดาลูกเรือกำลังช่วยกันค้นหาสิ่งของที่อาจตกค้างให้เก็บได้
“ท่านพ่ออยู่ไหนเ้าเห็นบ้างมั๊ย” อาเป่าเอ่ยถามสมุนคนหนึ่ง
“ยังไม่เห็นเลยครับพวกเราออกค้นหามาั้แ่เช้าแล้ว” ชายนั้นกล่าว
“แล้วที่นี่มันที่ไหน”อาเป่าถามอีก
“น่าจะแถวหมู่เกาะจินเหมินครับ
“หาคลื่นพัดมาไกลขนาดนี้เลยหรือ”
“ใช่ครับ”
“แล้วพวกเราเหลือรอดกันกี่คน”อาเป่าถามอย่างวิตก
“จากเดิมมากันนับพันคนตอนนี้เหลือรอดไม่ถึง 20 คนครับ นอกนั้นไม่รู้ชะตากรรม”ชายนั้นพูดแล้วก้มหน้าร้องไห้
จางเป่าได้ฟังก็พูดอะไรไม่ออกได้แต่นั่งเศร้าพักใหญ่ แล้วก็รำพึงว่า
“ท่านแม่เตือนแล้วถ้าท่านพ่อเชื่อฟังคงไม่เป็แบบนี้ ยังดีว่าท่านแม่ไม่มาด้วย”
ครั้นแล้วก็มีสมุนอีกคนหนึ่งเดินมาบอกจางเป่าว่า
“นายน้อยข้าหาเรือมาได้ลำหนึ่ง พวกเราพากันกลับไปฐานทัพเราเถอะ”
จางเป่าพยักหน้ารับแล้วเดินตามชายกลางคนนั้นไปขึ้นเรือ
วันรุ่งขึ้น บนเรือธงแดงลำหนึ่ง
นางสือเซียงยืนอยู่ท่ามกลางสมุนโจรสลัดนับร้อยที่นั่งฟังบนดาดฟ้าเรือโดยมีจางเป่ายืนอยู่ข้าง ๆ
“โศกนาฏกรรมครั้งนี้ใหญ่หลวงนักข้าเตือนแล้วใช่ไหม ว่าให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปใน่มรสุม แต่เพื่อนของพวกเ้านายใหญ่ของเ้าก็ไม่ฟัง และนี่คือผลของความประมาท” นางสือเซียงมองไปรอบ ๆด้วยสีหน้าขึงขัง
“ในเมื่อเราหาศพนายใหญ่ไม่พบไม่รู้เป็ตายร้ายดีประการใด แต่กองเรือของเราจำเป็ต้องมีคนที่จะนำพาพวกเราข้าเองก็ไม่มีทายาท พวกเ้าเห็นสมควรเลือกใครเป็นายคนใหม่ของเ้า”
“ข้าขอให้นายหญิงขึ้นปกครองพวกเรา”สมุนคนหนึ่งกล่าว
“ใช่ ๆ พวกเราเห็นผลของการขัดแย้งกับท่านแล้วต่อไปก็แล้วแต่นายหญิงจะบัญชา” สมุนอีกคนเสริม
“เอาละ ขอบใจพวกเ้ามาก แต่ข้าก็ขอวางกฎเหล็ก3 ข้อให้พวกเ้ายึดถืออย่างเคร่งครัดดังนี้คือ
ข้อแรก ใครหลบหนีขึ้นฝั่ง จะถูกปะา
ข้อสอง ใครขโมยสมบัติที่ปล้นมา จะถูกปะา
ข้อสาม ใครข่มขืนเชลยหญิงที่จับมา จะถูกปะา
สามข้อนี้ พวกเ้ารับได้มั๊ย”
ทุกคนต่างตอบรับพร้อมกันว่า “ได้ขอรับ”
“ดีมาก งั้นเรามาทำพิธีเซ่นไหว้เพื่อไว้อาลัยอดีตนายของเ้ารวมถึงพวกพ้องของเ้าที่ตายกันเถอะอาเหลียงไปเอาธูปกับเครื่องเซ่นไหว้มา” นายหญิงสั่ง
“ขอรับ”อาเหลียงเดินไปหยิบเครื่องเซ่นไหว้มาตั้งบนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าขาวแสดงถึงการไหว้คนตาย
ทั้งหมดก็ทยอยจุดธูปคารวะต่อหน้ารูปวาดของเจิ้งอี้ทีละคนๆ จนครบแล้วทุกคนก็ยืนไว้อาลัยเพื่อรำลึกถึงความหลังที่รวมต่อสู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
หลังจากนั้น สือเซียง ซึ่งได้ฉายาใหม่ว่า เจิ้งอี้เส้าแปลว่าอาซ้อ ภรรยาของเจิ้งอี้แล้วนางก็นำพากองโจรเรือธงแดงออกปล้นเรือของราชสำนักและเรือสินค้าที่ผ่านทะเลจีนใต้โดยมีจางเป๋าจ่ายเป็มือขวา สร้างความครั่นคร้ามยำเกรงให้แก่เหล่าขุนนางแม่ทัพนายกองราชวงศ์ชิงที่มาต่อการด้วยยิ่งนัก
สามเดือนต่อมา
ในค่ำคืนหนึ่ง จางเป่านั่งเล่นอยู่ในห้องบนเรือก็มีเสียงคนมาเคาะประตู
“ใครน่ะ” เขาถาม
“แม่เอง เปิดประตูหน่อย” เสียงเจิ้งอี้เส้าตอบ
“ครับท่านแม่” อาเป่าเปิดประตูออกมา “มีอะไรหรือครับท่านแม่”
“ตามแม่ไปที่ห้องหน่อยสิ แม่มีอะไรจะปรึกษา”
อาเป่าทำหน้างง ๆก่อนจะเดินออกมาปิดประตูห้องตัวเองแล้วเดินตามแม่บุญธรรมไป
เมื่อเข้าไปในห้องของเจิ้งอี้เส้าแล้วแม่บุญธรรมของเขาก็กล่าวว่า
“อาเป่านั่งลงก่อนสิ”
อาเป่านั่งลงแล้ว เจิ้งอี้เส้าก็กล่าวว่า
“ แม่ขอบอกตามจริงว่ากองเรือของเราจะขาดผู้ชายเป็ผู้นำไม่ได้ ถึงแม้ว่าแม่ที่เป็หญิงจะได้รับการยอมรับจากพี่น้องทุกคนให้เป็ผู้นำ แต่แม่ไม่มีทายาทแล้วต่อไปเมื่อแม่แก่ตัวลง หรือตายไป ใครเล่าจะมาสืบทอดตำแหน่งต่อไปก็เห็นจะมีแต่เ้าที่พอจะสืบทอดการเป็นายใหญ่ของกองเรือธงแดงของเราได้”
อาเป่านั่งฟังด้วยความตั้งใจแต่ยังมิได้เอ่ยวาจาใด ๆ
“แม่คิดว่าเราสองคนควรจะมาแต่งงานกันเถอะ”เจิ้งอี้เส้าพูดยังไม่ทันจบประโยค อาเป่าก็ใร้องถามว่า
“อะ อะไรนะครับท่านแม่ เมื่อกี้ท่านว่าอะไร”
“จุ๊ ๆ อย่าเอ็ดไป แม่บอกว่า เราควรมาแต่งงานกันเพื่อเราจะได้มีทายาทไว้สืบสกุลต่อไป”
“จะเป็ไปได้ยังไงกันครับ ถึงเราจะไม่ใช่แม่ลูกกันแท้ๆ แต่การเป็แม่ลูกบุญธรรมกัน สังคมประเพณีจีนก็ไม่ยอมให้เราทำเื่เช่นนั้นแน่”
“ อืม แม่จะบอกให้ก็ได้ว่าแม่เกิดและเติบโตมาในซ่องโสเภณี ซ่องลอยน้ำ บนอ่าวฮ่องกงนี่แหละคนแจวเรือก็คือพ่อของฉันเอง โดยเรือจะมีหลังคาประทุนมีผ้าม่านบังไว้เวลาลูกค้ามาใช้บริการ พ่อก็จะแจวเรือออกไปยังกลางอ่าวพอเสร็จกิจก็แจวกลับไปส่งขึ้นฝั่ง แม่ไม่มีการศึกษา ไม่เคยเรียนรู้เื่ประเพณีมีแต่จะต้องรู้เื่หาเลี้ยงชีพเอาตัวรอดไปวัน ๆ จากเด็กจนโตเป็สาวแม่ก็เห็นแต่ความโสมม ความจังไรในแหล่งโลกีย์นั่น จนมันชาชินเสียแล้วนี่ถ้าพ่อเ้าไม่ไปคว้าแม่ออกมาจากที่นั่นแม่ก็คงไม่พ้นจากนรกบนดินแบบนั้นได้หรอก”
เจิ้งอี้เส้ากล่าวแล้ว ก็เลิกเสื้อคลุมชั้นนอกออกเผยให้เห็นเสื้อเกาะอกด้านใน เห็นเนินอกเนียนขาว ลำคอระหงหัวไหล่อันกลมกลึงน่าลูบไล้ แล้วหล่อนก็เอื้อมมือมากุมมือของอาเป่าไว้
“ฉันก็อายุมากกว่าเ้าแค่ 8 ปีเองเ้าจะเรียกฉันว่าพี่ก็ยังไม่ผิด ฉันก็ยังสาวยังสวย อายุเพิ่งจะ 31 ปีส่วนเ้าก็เพิ่ง 23 ปี เราสองคนยังหนุ่มยังสาวแต่งงานกันแล้วก็ร่วมกันสร้างอนาคตร่วมกัน มันไม่ดีตรงไหน”
อาเป่าได้ฟังก็สับสน มิรู้จะทำประการใด แต่เจิ้งอี้เส้าก็ลุกเดินมานั่งลงบนตักของเขาแล้วใช้แขนขวาโอบไหล่อาเป่าไว้มืออีกข้างก็เอื้อมไปจับตัวอาเป่าให้เข้ามาแนบชิดกับอกของหล่อนกลิ่นหอมของตัวนางโชยเข้าจมูกของชายหนุ่ม ทั้งความขาวของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าความอ่อนนุ่มของเนื้อหนังมังสา ยิ่งกระตุ้นกิเลสในสันดานดิบของเขาจนในที่สุดก็ยับยั้งห้ามใจไม่ได้ เขาอุ้มนางโจรสลัดขึ้นไปบนเตียงแล้วทั้งสองคนก็ช่วยกันปลดเปลื้องอาภรณ์บนเรือนกาย ก่อนจะเพลิดเพลินไปตามอารมณ์พร้อมกับคลื่นทะเลที่ช่วยโยกคลึงเข้าจังหวะกับกิจกรรมบนเตียงของคนทั้งคู่
เช้าวันรุ่งขึ้น
ราชินีโจรสลัดแห่งทะเลจีนใต้ก็เรียกประชุมลูกเรือทั้งหมด
“เอาล่ะ ทุกคนมาพร้อมกันก็ดีแล้วข้ามีเื่สำคัญจะบอกกล่าวให้พวกเราได้รู้”
ลูกเรือทุกคนก็นั่งรอฟังอย่างเงียบงัน
“ข้าขอประกาศว่า ในวันนี้ ข้ากับอาเป่าจะแต่งงานกัน”
ทุกคนได้ฟังก็ตกตะลึง ต่างก็หันหน้ามองกันแต่ไม่กล้าส่งเสียงวิจารณ์อะไรออกมา
“พวกเ้ามีใครจะขัดข้องหรือไม่” นางโจรถามพร้อมกวาดสายตาดูว่ามีใครที่กล้าไม่เห็นด้วย
ทุกคนก็นั่งเงียบ ได้แต่ก้มหน้า
“เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีใครโต้แย้งข้าก็ขอให้ทุกคนรับรู้ว่า อาเป่าจะเป็นายใหญ่ของพวกเ้าร่วมกันกับข้านับแต่บัดนี้เป็ต้นไป ขอให้ทุกคนสมัครสมานสามัคคีกันให้จงดีเอ้าอาเหลียงไปเอาเหล้ามา วันนี้เราจะมาร่วมดื่มฉลองกัน ไม่เมาไม่เลิก”
ทุกคนก็โห่ร้องแสดงความยินดีแล้วต่างก็กินดื่มร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน
เวลาผ่านไปสามปี ทางราชสำนักส่งแม่ทัพชื่อจางป่ายหลิง(张百龄) มาปกครอง 2 มณฑลคือกวางตุ้งและกวางสีโดยดำเนินนโยบายตัดเส้นทางเสบียงของโจรสลัด ด้วยการห้ามเรือทุกชนิดออกทะเล กองเรือของจางเป๋าจ่ายและเจิ้งอี้เส้าเริ่มหากินลำบาก จึงเปลี่ยนเส้นทางไปปล้นแถบแม่น้ำด้านใน ปล้นได้บ้างโดนนายอำเภอนำชาวบ้านตีโต้บ้าง ปล้นไปถอยไป ต่อมาพวกเขาออกปล้นเรือของพวกฝรั่งต่างชาติโดยเฉพาะโปรตุเกสที่มาเก๊าเป็เหตุให้ทางการโปรตุเกสร่วมมือกับทางการราชสำนักต้าชิง ยกกองกำลังทางเรือไปปิดล้อมกองเรือของจางเป๋าจ่ายไว้ในอ่าวระหว่างเกาะลันเตากับแผ่นดินใหญ่ซึ่งมีลักษณะคล้ายปากเสือ เป็เวลาถึง 9 วัน
“นี่ก็วันที่ 9 แล้วนะพวกฝรั่งกับกองทัพเรือต้าชิงยังปิดล้อมพวกเราไว้ ออกไปไหนก็ไม่ได้ข้าส่งหนังสือไปขอความช่วยเหลือจากกัวฝอไต้ หัวหน้าโจรสลัดกองเรือธงดำแล้วไฉนจึงยังไม่ตอบมา”
“นายท่านครับ มีข่าวมาจากทางการครับ”
“ว่ามา”
“กัวฝอไต้ยอมสวามิภักดิ์กับทางการและได้รับการแต่งตั้งเป็นายกองเรือของต้าชิงแล้วครับ”
“อะไรกันนะ แปลว่ามันไม่ยอมช่วยเหลือเราแถมยังไปเข้าข้างราชสำนักอีกหรือนี่” นางโจรกล่าว
“เช่นนี้เราจะทำเยี่ยงไรกันดีข้าเห็นทีจะต้องยอมมอบตัวต่อทางการเสียแล้วกระมัง”จางเป๋าจ๋ายกล่าวอย่างหมดกำลังใจ
ในที่สุดจอมโจรสองผัวเมียก็ยอมจำนนต่อทางการพิธีรับการมอบตัวของกองโจรเรือธงแดงถูกจัดขึ้นในปี ค.ศ.1810 ที่อำเภอเซียงซาโดยมีจางป่ายหลิงเป็ผู้รับมอบเรือ 270 ลำ ปืนกว่า 1,200 กระบอกมีดดาบศาตราวุธต่าง ๆ อีกกว่า 7000 ชิ้น ไพร่พลโจรสลัดอีกกว่า 16,000 นาย จางเป๋าจ่ายเปลี่ยนชุดเป็ทหารประจำการสวมหมวกดำติดดอกไม้แดงและเปลี่ยนชื่อกลับไปเป็จางเป่า
หลังจากนั้นเขาก็รับใช้ทางการด้วยการรับบทบาทเป็ผู้ปราบปรามโจรสลัดต่อมาอีก 9 ปีตัวเขาได้เลื่อนยศเป็รองผู้การประจำค่ายเผิงหูส่วนภรรยาเขาได้รับแต่งตั้งเป็มิ่งฟู่ (命婦 )เทียบเท่าคุณหญิงของไทย
ปี ค.ศ. 1820 ทางราชสำนักชิงออกนโยบายใหม่ให้ลดจำนวนขุนนางที่แต่งตั้งจากผู้กลับใจ (เคยเป็โจรผู้ร้ายมาก่อน )จางเป่าจึงไม่ได้รับการเลื่อนยศหรือเบี้ยหวัดเงินเดือนและยังดำเนินการปราบปรามพวกลัทธิต่าง ๆ ที่มีจุดประสงค์ในการกู้ิต้านชิงซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีอดีตภรรยาของเขาด้วย
บ่ายวันหนึ่งจางเป่าไปหาหัวหน้าคณะงิ้วเรือแดงชื่อหงซุ่น เหตุที่ชื่อคณะว่าเรือแดงก็เพราะโรงงิ้วของเขาตั้งบนเรือลำใหญ่ และตัวเรือทาสีแดงมักจะล่องไปจอดตามท่าเรือเมืองต่าง ๆ และเปิดการแสดงบนเรือให้คนบนฝั่งหรือคนมานั่งบนเรือได้ชมไปพร้อม ๆ กัน
“ไม่ได้พบกันนานเ้าสบายดีหรือ” ตาเฒ่าหงซุ่นถาม
“สบายดีตามอัตภาพน่ะแหละครับอาเหลียนก็สบายดีใช่ไหม” อาเป่าหันไปถามหญิงสาววัยสามสิบเศษที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ
“สบายดีค่ะท่านพี่”
“เสี่ยวเหลียนเอ้ยไปตามอาฉวนมาคารวะพ่อสิลูก”
“ค่ะท่านพ่อ”ภรรยาเก่าอาเป่าตอบ
แล้วนางก็ไปตามเด็กหนุ่มอายุราว19 ปี มาหาอาเป่า
“เรียกพ่อสิลูก”
อาฉวนมองพ่อแล้วก็พนมมือน้อมศีรษะคารวะ
“คารวะท่านพ่อ”
“ดี ๆ ลูก” อาเป่าละอายแก่ใจที่ไม่อาจดูแลให้ความอบอุ่นแก่สองแม่ลูก
“ฉันต้องขอโทษทุกคนทั้งอาเหลียน อาฉวน ที่ฉันทอดทิ้งไม่ได้มาดูแลใกล้ชิด ได้แต่ส่งเงินมาให้ใช้สอยขอโทษท่านพ่อ ที่ดูแลลูกสาวของท่านไม่ดี” อาเป่ากล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าและกล่าวต่อไปว่า
“ที่มาในวันนี้เพื่อจะมาเตือนว่า ทางราชสำนักกำลังเร่งกวาดล้างผู้ก่อการกู้ิต้านชิงทุกสำนักตัวฉันบัดนี้เป็คนของทางการมิอาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องจับกุมทุกคนที่ฝ่าฝืนไปรับโทษจึงอยากจะให้ท่านพ่อรีบพาอาเหลียนกับอาฉวน หนีไปยังเมืองสยามเพื่อจะได้ห่างไกลอำนาจของต้าชิง แล้วฉันจะส่งโพยก๊วนไปให้บ่อย ๆ ไม่ต้องห่วงหรอกฉันมีเพื่อนรู้จักกันเขาไปค้าขายอยู่ที่สำเพ็ง เยาวราช เมืองบางกอกโน่นจะฝากให้เขาดูแลนะ”
หงเสี่ยวเหลียนได้ฟังก็โผเข้าไปกอดอดีตสามีอาฉวนก็เช่นกัน สามคนพ่อแม่ลูก เพิ่งจะได้มากอดกันก็พลันต้องรีบจากกันเสียแล้วต่างก็ร้องไห้คร่ำครวญ เพราะชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้กลับมาเจอกันอีก
รุ่งเช้า ที่ท่าเรือเมืองซัวเถาปลายฤดูหนาว ปี ค.ศ. 1810
หงซุ่นหงเสี่ยวเหลียนบุตรสาว และหลานชายคือจางฉวน ก็โดยสารเรือสำเภาลำใหญ่ออกเดินทางจากแผ่นดินเกิด อาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านทะเลจีนใต้อ่าวตังเกี๋ย ผ่านเวียดนาม ใช้เวลา 45 วัน ก็เข้าสู่อ่าวไทย ปากแม่น้ำเ้าพระยาและไปจอดเทียบท่าที่ท่าเตียน ตรงข้ามกับวัดแจ้งหรือวัดอรุณ
เมื่อขึ้นฝั่งหงซุ่นพร้อมลูกและหลานก็โบกมือเรียกรถเจ๊กลาก
“ไปตลาดเก่าถนนเยาวราชนะ”
เจ๊กคนลากรถรับคำแล้วเชิญให้ผู้โดยสารขึ้นไปนั่ง
รถลากก็พาแล่นไปตามถนนมหาราชเลี้ยวซ้ายเข้าถนนท้ายวัง ตรงไปตามทางดินลูกรัง( ภายหลังมีการตัดถนนเจริญกรุงในปีพ.ศ.2404 แล้วเสร็จเปิดใช้งานปี 2407 )จนถึงวัดเล่งเน่ยยี่ ก็เลี้ยวเข้าถนนั เข้าสู่ถนนเยาวราช รถเจ๊กก็พาไปจอดลงหน้าตลาดเก่าที่มีคนมาจับจ่ายซื้อของคลาคล่ำ
หงซุ่นพาลูกหลานหอบหิ้วกระเป๋าเดินเข้าไปที่ร้านขายยาอันอันโอสถที่อยู่ใกล้ๆ เมื่อนายห้างได้เห็นตาเฒ่าหงก็ร้องทักทายว่า
“อ้าว เหล่าหงมายังไงเนี่ย เข้ามานั่งก่อนสิ เจียะเต๊กันก่อน” นายห้างก็รินน้ำชาต้อนรับสหายเก่า
“ขอบใจนะเหล่าโหงวเพื่อนรักที่ยังจำกันได้ฉันเองอพยพพาลูกและหลานมาเสี่ยมล้อนี่ก็เพราะทางการแมนจูเร่งปราบปรามกลุ่มคนที่ริอ่านกู้ิต้านชิงอาเป่าลูกเขยฉันเดี๋ยวนี้เขาเป็ขุนนางนายทหารแล้ว เขาตัดใจฆ่าพวกฉันไม่ได้จึงรีบเตือนให้พากันหลบหนีมาที่นี่ยังไงล่ะ”
“อ่อน่าเห็นใจจริง ๆ นะ ที่พวกฉันโยกย้ายมาเมืองไทยนี่ก็เพราะไม่อยากถูกแมนจูกดขี่เหมือนกันลื้อไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวฉันหาที่พักให้ แล้วก็อยู่ทำมาหากินแถวนี้น่ะแหละคนจีนเยอะแยะ แกเล่นงิ้วให้เขาดู คงได้เงินทองเลี้ยงชีพอยู่หรอกโดยเฉพาะศาลเ้าที่เขาต้องจ้างคณะงิ้วมาเล่นถวายเทพเ้าน่ะเอ้าไปกินข้าวกินปลากันก่อน หลังร้านนั่น เอาไน้ พาเพื่อนอั๊วไปกินข้าวก่อนอีมาจากเมืองจีน” นายห้างสั่งอาซ้อ
เวลาผ่านไป 5 ปีทั้งหงซุ่น หงเสี่ยวเหลียน และจางฉวน ก็ประกอบอาชีพเล่นงิ้วเลี้ยงชีพจนอาฉวนอายุครบ 25 ปี หงซุ่นก็ไปแนะนำหญิงสาวคนจีนแถวเยาวราชมาแต่งงานด้วยอาฉวนก็มีลูกหลานหลายคน จนคนสุดท้องให้กำเนิดออกมาในปี ค.ศ.1856 (พ.ศ.2399ตรงกับรัชกาลที่ 4 ) เป็ลูกชาย เขาตั้งชื่อให้ว่า จางสุ่ย 張水 ขณะที่อาฉวนมีอายุย่างเข้าเลข5 แล้ว
จางสุ่ยเติบใหญ่จนอายุ20 ปี ตรงกับปี ค.ศ.1876 หรือ พ.ศ.2419 สมัยรัชกาลที่ 5เขาก็สืบทอดโรงงิ้วต่อจากบิดา และแต่งงานมีลูกหลานหลายคน อีกสี่ปีต่อมา เขาก็ได้ลูกชายคนสุดท้องให้ชื่อว่าจางเต๋อิ 張德明
จางสุ่ยตัดสินใจเลิกเดินเรือเร่ไปแสดงงิ้วแล้วเพราะอายุมากขึ้น จึงตั้งโรงงิ้วถาวรขึ้น และยังบริจาคเงินสร้างศาลเ้า โรงเจประกอบกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เช่นเก็บศพไม่มีญาติ ตั้งโรงทาน เทกระจาดตราบจนสิ้นอายุขัยเมื่อปี ค.ศ.1901 / พ.ศ.2444จางเต๋อิก็สืบทอดกิจการโรงงิ้วต่อจากพ่อ
และปีถัดมา จางเต๋อิก็ได้ลูกชายชื่อ จางเต๋อเหวิน 張德文
จนอีก 2 ปีต่อมา ในปี ค.ศ.1904 ลูกสาวของเขาชื่อ จางไห่จู 張海朱ก็ถือกำเนิดขึ้น ที่เยาวราช เมืองบางกอกประเทศสยาม
สี่ปีต่อมาในปี ค.ศ. 1908 หรือ พ.ศ. 2451
ดร.ซุนยัดเซ็นผู้นำคณะปฏิวัติของประชาชนจีน ได้เดินทางมายังสยามเป็ครั้งที่สามหลังจากที่เคยมาแล้วเมื่อปี 1903 และ 1905 ได้เคยเข้าพบบุคคลสำคัญของไทยหลายคนสาเหตุที่เขามาเยือนชาวจีนโพ้นทะเลก็เพื่อหาแนวร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในจีนเป็ระบอบสาธารณรัฐยกเลิกระบอบศักดินาแบบจักรพรรดิที่ปกครองมากว่า 5000 ปี
ครั้งนี้การปราศรัยจัดขึ้นที่ปากตรอกร้านทองตั้งโต๊ะกัง ถนนเยาวราชชาวจีนโพ้นทะเลมายืนฟังกันเบียดเสียดยัดเยียด บางคนก็ขี้นไปยืนฟังอยู่บนชั้นสองชั้นสามของตึก มีป้ายผ้าเขียนข้อความต้อนรับเป็ภาษาจีนติดปลายไม้กางออกเหนือทางเข้าตรอกนั้น เสียงปราศรัยของ ดร.ซุนดังก้องไปทั่วบริเวณ
“ผมมาสยามในครั้งนี้ไม่ได้มีเงินมาด้วย แต่มีหัวใจอันเปี่ยมล้นด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าปณิธานของพรรคก๊กมินตั๋งที่จะปลดปล่อยประชาชนชาวจีนให้พ้นจากการกดขี่ของราชวงศ์แมนจู จักต้องสำเร็จแน่นอน”
บรรดาอาซิ้ม อาซ้อ อากิ๋ม อากู๋ได้ฟังวาทะท่านผู้นำจีน ก็ปรบมือชอบใจดังลั่นขณะเดียวกันก็มีทีมงานของซุนยัดเซ็นคอยถือกล่องรับบริจาคมาเรี่ยรายรับปัจจัยจากพี่น้องชาวจีน ต่างก็หยิบเงินใส่ให้ตามกำลัง บาทหนี่งบ้างสลึงบ้าง เฟื้องหนึ่งบ้าง บางคนก็ปลดสร้อยทอง กำไลทอง หย่อนลงในกล่อง
“ขอบใจมากนะคุณจาง”ท่านดร.กล่าวขอบคุณจางเต๋อิ
“ยินดีครับท่าน ขอให้การปฏิวัติของเราสำเร็จนะครับผมยินดีสนับสนุนเงินทุนให้ก๊กมินตั๋งอย่างเต็มที่” หนุ่มวัย 28 กล่าวก่อนจะส่งดร.ซุนขึ้นรถไป
หลายเดือนต่อมาที่โรงงิ้วของเต๋อิ
บนเวทีนักแสดงกำลังเล่นงิ้วเื่สามก๊กตอนสามพี่น้องสาบานในสวนท้อ จางเต๋อิแสดงเป็เล่าปี่ อีกสองคนเล่นเป็กวนอูและเตียวหุย มีคนเชื้อสายจีนมานั่งดูเต็มหน้าเวที เสียงเครื่องดนตรีจีนก็ประสานเสียงกันไพเราะในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับการชมการแสดงนั้นเองพลันก็ต้องใสุดขีดเมื่อมีเสียงปืนดังขึ้น
“ปั้ง ปั้ง ปั้ง”
จางเต๋อิล้มลงเืแดง ๆ สด ๆ ไหลออกมาจากศีรษะและหน้าอก ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีกันชุลมุนวุ่นวายนักแสดงและนักดนตรีหลังเวทีรีบวิ่งมาดูอาการเต๋อิ พบว่าเขาสิ้นใจคาที่เสียแล้ว
ภายหลังจากเหตุการณ์สงบตำรวจได้มาชันสูตรพลิกศพ สอบปากคำผู้ใกล้ชิดแล้วกลับไป
ในงานศพของเต๋อิครอบครัวของเขาต่างสวมชุดไว้ทุกข์ตามประเพณีขงจื๊อ คือสวมเสื้อผ้าด้วยผ้าดิบ
ภรรยาของเต๋อิยืนร้องไห้คร่ำครวญโดยมีญาติมิตรคอยปลอบประโลม ลูก ๆ ทั้งสองก็ร้องกระจองอแง
“เสียใจด้วยนะอาซ้อคนดี ๆ อย่างอาิ ไม่น่าเลย ใครกันนะช่างโหดร้าย มันจะมายิงเขาทำไม”
“เจ๊ครับ ๆผมเจอแผ่นกระดาษนี่ติดประกาศอยู่ด้านนอก ไม่รู้ใครทิ้งไว้”
ในกระดาษเขียนว่า
“นี่คือผลของผู้ทรยศต่อราชวงศ์ชิง”
“หรือว่าราชสำนักต้าชิงส่งคนมาลอบสังหารเฮียิ”เพื่อนคนหนึ่งกล่าว
“คงใช่แหละเพราะอาิให้การสนับสนุนดร.ซุนยัดเซ็นอย่างเปิดเผย”
“แล้วทีนี่อาซ้อจะทำยังไงลูกก็ยังเล็ก”
“ฉันคิดว่าเราคงอยู่เมืองไทยไม่ได้แล้วต้องพาลูกหนีไปหาญาติที่สิงคโปร์” ภรรยาของเต๋อิกล่าว
“ดีเหมือนกันรอให้ท่านด๊อกเตอร์ปฏิวัติสำเร็จ ค่อยกลับมาเมืองไทยนะ อาซ้อนะ”
“เดี๋ยวอั๊วจะจัดหาเรือให้ลื้อหนีไปเองรีบไปเก็บข้าวของที่จำเป็เถอะ”
เพื่อนสนิทมิตรสหายต่างยื่นมือเข้าช่วยสามแม่ลูกให้พ้นภัยจากรัฐบาลแมนจู
ณ ท่าเรือริมแม่น้ำเ้าพระยา แถวถนนตก
“ขอให้เดินทางปลอดภัยนะอาฮั้วดูแลหลาน ๆ ของอั๊วให้ดีนะ ถ้าว่าง ๆ อั๊วจะไปเยี่ยม”เพื่อนบ้านมาส่งครอบครัวของจางไห่จูลงเรือ
“ขอบใจมากนะอาเฮียอาซ้อ อั๊วจะไม่ลืมพระคุณเลย ถ้าอั๊วไม่ตาย คงได้กลับมาตอบแทนบุญคุณ”
“อย่าคิดมากเลยพวกเราคนจีนเหมือนกันก็ต้องช่วยเหลือกัน โชคดีนะ อั๊วกลับล่ะ”
สามแม่ลูกก็ลงเรือลำน้อยก่อนจะไปขึ้นเรือใหญ่ซึ่งจอดรออยู่ปากน้ำสมุทรปราการ แล้วล่องออกจากอ่าวไทยเลียบปลายแหลมด้ามขวานจนไปสุดที่สิงคโปร์หลังจากนี้ชะตากรรมของพวกเขาจะเป็อย่างไร
จบตอนที่1 โปรดติดตามตอนที่ 2 โบตั๋นแย้มบาน
(แต่งตอนแรกจบวันที่ 3 ต.ค. 67)
(แก้ไขเพิ่มเนื้อหาเปิดเื่วันที่16 ต.ค. 67 )
หมายเหตุ
3 ปีต่อมา ในวันที่ 10 ตุลาคม ปีค.ศ.1911 หรือปี พ.ศ.2453 ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1912 หรือปี พ.ศ.2454ดร.ซุนยัดเซ็นนำการปฏิวัติสำเร็จ พระจักรพรรดินีหลงยวี่ ( 隆裕太后) พระพันปีหลวงได้ทรงลงพระนามาภิไธยในหนังสือสละราชสมบัติแทนจักรพรรดิผู่อี้ที่ยังทรงพระเยาว์นั่นหมายถึงว่า ราชวงศ์ชิงที่ปกครองจีนมายาวนานกว่า268 ปี ได้สิ้นสุดลง