ตอนที่ 31 – สงคราม
พวกพันธกรวิ่งพร้อมกับถืออาวุธออกมาด้วยจากบ้านของณปภา มารวมกับพวกผู้ใหญ่ในอาณาเขตที่ติดอาวุธเช่นกัน ชานนท์ เจ้าของอาณาเขตเห็นพวกเขาวิ่งมาสมทบด้วยดังนั้นก็ไล่พวกเขากลับไป ให้ไปซ่อนในบ้านของณปภา แต่ทรัพย์สินไม่ยอม
“เป็นเพราะพวกเราเองครับ ที่ก่อให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น” ทรัพย์สินว่ากับชานนท์ แล้วก็ขอร้องเขาขณะที่ถือปืนลูกซองอยู่ “ขอให้พวกผมได้ช่วยบ้างเถอะครับ”
ชานนท์มองหน้าทรัพย์สินแล้วก็เห็นความตั้งใจจริงในนัยน์ตาของเขา เขาก็เลยสั่งออกมา “ก็ได้ แต่ห้ามขัดคำสั่งพวกน้าเด็ดขาดนะ! ทำตามที่พวกน้าสั่งเท่านั้น”
ขณะเดียวกัน ทั้งพสุและสุคนธาก็ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนแล้ว พสุวิ่งเข้าไปในบ้านพร้อมกับเอาคันธนูกับลูกดอกออกมาด้วย ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของแม่ แต่เขาไม่สนใจแล้ว เขารีบวิ่งออกจากบ้านไปพร้อมกับอาวุธประจำตัว ขณะที่สุคนธารีบวิ่งไปที่โรงเรียนที่มีคนหลบกบดานอยู่ แล้วเข้าไปในห้องที่เคยมากับชัชชัย พร้อมกับคว้าดาบออกมา
พวกทรัพย์สินและพวกผู้ใหญ่คอยอยู่บริเวณหน้าประตูเลื่อนทางเข้าอาณาเขต ขณะที่คนดูแลค้นหาศัตรูบนหอคอยจะตะโกนลงมา “พวกมันมีจานบินด้วยครับ! มาเป็นสิบลำเลย!! แย่แน่ๆ!!”
“ว่าไงนะ?” ชานนท์ที่ได้ยินผู้เฝ้าสังเกตการณ์ขึ้นก็ทำสีหน้าทุกข์ เขายกปืนลูกซองของเขาเล็งไปที่บานประตู ขณะที่พันธกรรีบหันไปสั่งให้ปราชญาทำหน้าที่พลซุ่มยิงเหมือนเดิม คอยจัดการจานบินที่จะบินเข้ามาในละแวกนี้ ปราชญาได้ยินก็พยักหน้า แล้วรีบหาที่ซ่อนตัวโดยเร็ว
แล้วจู่ๆ ก็มีพวกเอไอกระโดดข้ามบานประตูบานเลื่อนเข้ามา พวกมันพากันกระโดดข้ามกำแพงเข้ามา และกรูกันเข้ามาหาพวกผู้ใหญ่และพวกเด็กม.ปลาย ทั้งหมดลั่นกระสุนออกไป โดยเน้นบริเวณที่ศีรษะของพวกเอไอ วาสุกรีจัดการใช้ปืนกลของเขายิงไปที่กลางลำตัวของพวกเอไอ แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นอะไร ทรัพย์สินเลยสั่งว่าให้ยิงที่ศีรษะของมัน จะได้ผลกว่า วาสุกรีจึงเปลี่ยนเป้าหมายมายิงที่ศีรษะจนศีรษะของเอไอระเบิดแตกกระจาย เลือดข้นๆ สีดำกลิ่นยางไหม้ ไหลท่วมพื้นเต็มไปหมด แล้วพวกมันก็เข้ามามากเหลือเกิน เกินกว่าจะต้านทานได้ ชานนท์สั่งให้ถอยทัพกลับ ทุกคนทำตามที่เขาบอก
ฝ่ายปราชญา เขาก็ซ่อนอยู่ในบ้านของณปภานั่นเอง แล้วก็ทำหน้าที่พลซุ่มยิง เอาตัวแอบภายในบ้านและเล็งลำกล้องออกมาจากทางหน้าต่างที่เปิดเพียงเล็กน้อย เมื่อจานบินลำหนึ่งแล่นเข้ามาในบริเวณอาณาเขต ยังไม่ทันจะได้โจมตี ปราชญาก็จัดการจานบินลำนั้นทันที กระสุนสไนเปอร์ของเขาทำลายจานบินจนร่วงตกลงมาพื้นแล้วเกิดการระเบิดขึ้น ในตอนนั้นเอง พสุที่ถือคันชักธนูวิ่งเข้ามาก็ตกใจกับเสียงระเบิด แต่พอเห็นว่าเป็นจานบินที่ระเบิด เขาถึงวางใจลง เขาเข้ามาสมทบกับพวกพันธกรที่ถอยทัพหนีมา พันธกรพอเห็นพสุ เขาก็ร้อง
“นายจะมาทำอะไรที่นี่!? กลับไปหลบในบ้านไปซะ!!” พันธกรร้องเสียงดัง แต่พสุส่ายหน้า พวกผู้ใหญ่ที่รับหน้าที่ดูแลอาณาเขตต่างพากันวิ่งกลับมา พร้อมกับพวกเอไอที่กระโดดข้ามกำแพงเข้ามาเรื่อยๆ พสุทำทันที เขาเล็งคันชักไป ก่อนจะปล่อยลูกดอกออกไป ลูกดอกพุ่งเข้าไปปักศีรษะเอไอตนหนึ่งจนมันล้มลง ร่างละลายกลายเป็นน้ำสีดำ
“เฮ้ย! ฉันก็ทำได้เว้ย” พสุร้องออกมาอย่างยินดี แต่พันธกรกลับลากเขาเข้าไปหลบเสียก่อน พันธกรพยายามหาวิธีที่จะกำจัดพวกเอไอให้ได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องเสียกระสุนมาก ตอนนั้นเอง กมลก็เกือบพลาดท่าจะถูกฆ่าเสียแล้ว แต่โชคดีที่เธอยิงกระสุนปืนลูกซองออกไปได้ทัน จึงหยุดพวกเอไอเอาไว้ได้ ในตอนนั้นเอง อัมพรก็วิ่งมาที่ลานว่างพร้อมกับระเบิดมือสีเขียว เธอตะโกนให้คนอื่นได้ยิน
“พวกเรา! ระวัง! ฉันจะปาระเบิดมือ!!” อัมพรร้องออกมาเสียงดังลั่น แต่ก็สู้เสียงรอบข้างไม่ได้ เธอดึงสลักแล้วปาระเบิดออกไปทันที ระเบิดถูกปาและตกลงบนพื้นประมาณสามวินาที ก่อนจะระเบิดดังตูม! กมลที่อยู่ใกล้ระเบิด ได้รับสะเก็ดระเบิดบริเวณขาข้างซ้าย เธอร้องโอดโอยออกมาอยางเจ็บปวด พลางหันไปดูว่าใครเป็นคนโยนระเบิดมา?
“ยัยพร!!” กมลร้องลั่นอย่างโมโห “แกคิดจะฆ่าฉันเหรอ!?” เธอตะโกนเสียงดังลั่น ฝ่ายอัมพรก็ตะโกนบอกออกมา
“ก็ฉันบอกไปแล้วว่าจะปาระเบิดมือ!” อัมพรตะเบ็งเสียงดังลั่นจนคอแดง “แกไม่หลบให้ดีเองนี่หว่า!”
“อีอัมพร!!” กมลจะวิ่งเข้ามาทำร้ายอัมพร แต่ถูกทรัพย์สินกั้นเอาไว้ และเธอก็เจ็บขาด้วย ทรัพย์สินกล่าวออกมา “นี่ไม่ใช่เวลาที่มาจะมาทะเลาะกันนะ! หาทางสักทางสิ”
พันธกรได้ยินเสียงทรัพย์สิน เขาก็ใช้ปัญญาของเขาครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะฆ่าพวกเอไอให้หมดได้? ก่อนที่มันจะโจมตีอาณาเขตที่เขาห่วง ในขณะนั้นเอง สุคนธาก็วิ่งพลางถือดาบของจริงมาด้วย เมื่อชัชชัยเห็นเธอก็ถึงกับร้อง
“น้องธา! มาที่นี่ทำไม? กลับบ้านไปซะ!!” ชัชชัยร้องแต่สุคนธาส่ายหน้า
“ไม่ค่ะ หนูจะสู้ไปกับพวกพี่ๆ ด้วย!” เธอกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ชัชชัยไม่มีเวลามาห้ามเธอแล้ว เขาผลักเธอเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ก่อนจะปิดประตูแล้วลงกลอนเอาไว้ สุคนธาเข้าไปทุบประตูอย่างบ้าคลั่งเพื่อให้เปิด
“ไม่นะ! พี่ชัย หนูจะออกไปสู้ด้วย!!”
ชัชชัยจำเป็นต้องทิ้งสุคนธาไว้แบบนั้นจึงจะปลอดภัยที่สุด ขณะที่พันธกรคิดแผนออกแล้ว เขาบุกเข้าไปในดงของศัตรูโดยไม่สนใจเสียงปฏิคมที่เรียกเขา ก่อนจะเอามีดทหารของพ่อเสียบเข้าที่หน้าผากของเอไอตนหนึ่งจนล้มตาย แล้วก็ยึดปืนของพวกมันออกมา เขาตัดสินใจทันที ลั่นกระสุนเลเซอร์ใส่พวกเอไอจนร่างของพวกมันระเบิดแตกเละเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปหลายตน ปฏิคมเห็นดังนั้น เขาก็เอาด้วย เขาใช้ขวานที่พกมาหั่นคอของเอไอตนหนึ่งจนตาย พร้อมกับแย่งอาวุธปืนของพวกมันมา แล้วก็จัดการยิงถล่มทันที
ฝ่ายเอไอก็เริ่มยิงเลเซอร์มาทางพันธกรเช่นกัน แต่เขาสามารถหลบได้ทัน กระสุนเลเซอร์ตรงเข้าไปยังรถคันหนึ่งก่อนจะพุ่งชนแล้วเกิดระเบิดขึ้น พันธกรพอจะคิดอะไรออกแล้ว เขาหันไปหาปฏิคมแล้วบอกให้ช่วยกันเข็นรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ในอาณาเขตให้หน่อย ตอนนั้นเอง พสุก็อาสาเข้ามาช่วยด้วย ทั้งสามหนุ่มจึงเข็นรถไปตรงบริเวณที่พวกเอไอดาหน้าเข้ามา ก่อนที่พันธกรจะสั่งให้ทุกๆ คนถอยออกห่างจากรถ แล้วเขาก็ยิงกระสุนเลเซอร์ใส่รถทันที รถที่มีน้ำมันเครื่องอยู่ในตัว พอถูกเลเซอร์กระทบก็เกิดระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ทันที เปลวเพลิงโหมกระหน่ำเป็นกำแพงสูง ฝูงพวกเอไอถูกไฟนรกคลอกจนเสียชีวิตเกือบทั้งหมด ร่างของพวกมันละลายกลายเป็นของเหลวสีดำ ในขณะที่ปราชญาก็ตั้งใจกำจัดจานบินที่ลอยเข้ามาในอาณาเขต ก่อนที่มันจะโจมตีอาณาเขต
เหลือเอไอเพียงไม่กี่ตนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตรอด พันธกรกับพรรคพวกต่างตั้งแถวหน้าเป็นเส้นตรง แล้วก็ยิงกระสุนปืนประจำตัวออกไป กระสุนปืนทั้งหมดคร่าชีวิตพวกเอไอไปหลายตน จนในที่สุด พวกมันก็ล่าถอยทัพกลับไปเอง ทั้งพวกเอไอและจานบิน ชานนท์เห็นดังนั้น เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเรียกรถดับเพลิงให้มาที่ลานว่างเพื่อดับไฟที่กำลังเผาไหม้รถยนต์คันที่พันธกรยิงเลเซอร์ใส่
“โธ่เอ๊ย! นึกว่าแน่” พสุบอกออกมา เหงื่อเขาออกเต็มหลังไปหมด ออกจะเสียดายที่ไม่ได้แสดงฝีมือมากเท่าไหร่นัก พันธกรเดินเข้ามาจับบ่าพสุเอาไว้ก่อนจะบอก “แค่นี้ก็แย่พอแล้ว ไม่ต้องเรียกพวกมันมาเพิ่มหรอก”
พสุมองดูอาวุธปืนเลเซอร์ของพวกเอไอที่มือของพันธกรกับปฏิคม แล้วเขาก็บอก “เออ ทางเราก็มีอาวุธชนิดร้ายแรงแล้วนี่” พสุบอกออกมา “คราวหน้าก็ไม่ต้องกลัวแล้ว”
“อืม” พันธกรพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าพลังงานเลเซอร์ในปืนหมดหรือยัง? เขาเองก็ดูไม่เป็นเสียด้วย ปฏิคมที่ถือปืนเลเซอร์ของพวกเอไอมาก็ถอนหายใจดังเฮือก ขณะที่ชานนท์ไปประกาศต่อผู้คนในห้องกระจายข่าวในอาณาเขตว่าทุกคนปลอดภัยแล้ว
“ขอบใจนะ” ชานนท์เข้ามาจับมือกับทรัพย์สิน หลังจากเขาประกาศออกไปเสร็จ “ขอบคุณที่ช่วยพวกเราเอาไว้”
“ผมก็อยากไถ่บาปน่ะครับ ในฐานะที่เป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด” ทรัพย์สินว่าเสียงเศร้าๆ แต่ชานนท์เอามือตบบ่าเขาเอาไว้ และบอกว่า
“มันไม่ใช่ความผิดของน้อง มันผิดที่ผู้นำอาณาเขตต่างหาก บอกไปแล้วไง” ชานนท์บอกออกมาพร้อมกับหายใจเข้าออก มองดูรถดับเพลิงสองคันที่เข้ามาควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ พันธกรกับพรรคพวกอื่นๆ ก็อยู่ตรงนั้นด้วยเหมือนกัน พันธกรคิดวว่าเขาจะโดนว่าอะไรหรือเปล่า? ที่ดันไประเบิดรถยนต์จนเกิดไฟลุกท่วม ชานนท์เดินเข้ามาหาเขา
“น้องพันเก่งมาก” ชานนท์ชื่นชมเขา ทำเอาพันธกรถึงกับอึ้งไปเลย เขาคิดว่าจะโดนด่าเสียอีกที่ทำไปแบบนั้น เพราะอาจจะมีคนโดนลูกหลงก็เป็นได้
“มันเล่นบุกแต่เช้าเลยแฮะ” ชานนท์ปาดเหงื่อและคราบเขม่าควันสีดำออกไปจากใบหน้า “วันนี้คงไม่ต้องทำอะไร เผื่อมันจะกลับมาอีก เราเฝ้าระวังไว้ดีกว่า”
“ครับ” พันธกรพยักหน้า แล้วเขาก็นึกขึ้นได้เลยหันไปหากมล “พี่มล”
กมลกุมบาดแผลที่ขาอย่างเจ็บปวด แล้วเธอก็ต่อว่าอัมพรที่ยืนแถวนั้นพอดี “ยัยบ้า! แกอยากฆ่าฉันใช่ไหมล่ะ? ถึงได้โยนระเบิดมาทางฉัน หา?”
“ก็ฉันบอกแล้วว่าจะโยนระเบิด แกฟังไม่ดีเอง แล้วจะมาโทษฉันได้ยังไงเล่า!?” อัมพรตวาดกลับ กมลถึงกับลืมบาดแผลที่ขา วิ่งปรี่เข้ามาแล้วจะเอาปืนลูกซองยิงใส่อัมพร แต่ทรัพย์สินเข้ามาขวางไว้ก่อนและปัดกระบอกปืนออกไป กระสุนเลยยิงไม่โดนอัมพร อัมพรออกจะตกใจที่กมลคิดจะยิงเธอจริงๆ
“นี่! พอได้แล้วนะ” ทรัพย์สินตะโกนเสียงดังก้อง ทุกคนในที่นั้นต่างก็ตกใจที่กมลคิดจะยิงอัมพรจริงๆ ฝ่ายอัมพร เธอรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านของณปภาไปเลย ทำเอากมลที่กำลังโมโหอยู่แล้วยิ่งโกรธหนักเข้าไปอีก
“ไอ้ขี้ขลาด ไอ้เห็นแก่ตัว!!” กมลร้องตะโกนเสียงดังลั่น “สักวันฉันจะฆ่าแกแน่! คอยดูสิ”
ทรัพย์สินส่ายหน้าออกมา ขณะที่ปราชญาเดินไปบอกให้กมลทำใจเย็นๆ กมลที่กำลังโกรธอยู่ก็เริ่มทุเลาความโกรธลงเพราะคำพูดของปราชญา เธอตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับปืนลูกซองรุ่นหนึ่งของเธอ แล้วก็เดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารทันที
“พี่มล มาทำแผลก่อน” วรรณสารีบวิ่งขึ้นไปหยิบกระเป๋าปฐมพยาบาลออกมา แล้วรีบวิ่งลงมาด้านล่าง ก่อนจะบอกให้กมลเลิกขากางเกงขึ้น กมลก็ทำตาม พบว่าขาของเธอมีบาดแผลหลายจุดแต่ไม่ลึกมากนัก น่าจะพอรักษาได้ วรรณสาจัดการรักษาแผลให้กมลจนเสร็จ กมลก็เอ่ยขอบคุณวรรณสา
“น้องสาใจดีจริง ไม่เหมือนอีนั่น!” กมลหมายถึงอัมพร “มันต้องกะจะฆ่าพี่แน่ๆ ถึงโยนระเบิดมาทางพี่น่ะ”
“พี่ พี่พรคงไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ” วรรณสาพยายามสงบศึก แต่ท่าทางจะไม่ง่ายเช่นนั้น กมลเอามือทุบโต๊ะดังโครม! จนณปภาที่ออกมาจากที่หลบซ่อนแล้ว ได้ยินเสียงเข้าก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น?
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” วรรณสาบอก แต่กมลกลับบอกออกมาหมดว่าอัมพรพยายามจะฆ่าเธอโดยการปาระเบิดใส่เธอจนได้แผล เธอถึงกับแสดงแผลให้ณปภาดู ทำเอาณปภาอึ้งไปเลย แต่เธอก็คิดว่าอัมพรคงไม่ได้ตั้งใจหรอก
“ไม่หรอกมั้ง เขาคงหวังดีล่ะ ถึงได้ช่วยเหลือโดยการปาระเบิดออกไป” ณปภาพูดออกมาเพื่อจะดับไฟในใจของกมลให้มอดลง แต่มันเหมือนยิ่งเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก
“หวังดีหรือคะ!?” กมลตะเบ็งเสียงใส่ณปภาอย่างลืมตัว “มันเกลียดหนู หนูรู้! มันกะจะฆ่าหนูมากกว่า ถึงได้ทำแบบนั้นออกมา!”
ณปภาส่ายหน้า “น้องพรไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก เขาเป็นคนดีแต่แค่แสดงออกร้ายๆ เท่านั้น”
กมลมองหน้าณปภา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเขยกๆ ขึ้นบันไดไปเลย วรรณสาได้แต่มองตาม และเธอก็หันมาหาณปภาที่ยืนนิ่งอยู่
“สรุป เป็นเรื่องจริงเหรอ?” ณปภาถามขึ้น วรรณสาก็ส่ายหน้า
“หนูได้ยินพี่พรเตือนว่าจะโยนระเบิด” วรรณสาบอก “เพราะฉะนั้น พี่พรไม่คิดฆ่าใครหรอกค่ะ ถ้าเขาอยากจะฆ่าพี่กมล เขาคงปาไปที่พี่กมลแล้ว”
“ก็นั่นน่ะสิ” ณปภาถอนหายใจออกมา “แล้วเมื่อไหร่สองคนนี้จะดีกันสักที?”
วรรณสาก็ส่ายหน้าอย่างไม่รู้เช่นกัน แล้วเธอก็ขึ้นไปบนชั้นสอง ไปยังห้องของกมลกับเธอเพื่อคุยด้วยกัน ขณะที่พวกหนุ่มๆ พากันเดินทางกลับเข้ามาในบ้าน เหงื่อของพวกเขาโทรมตัวไปหมด ณปภาเห็นดังนั้นจึงบอก
“วันนี้โรงเรียนคงหยุดแหละ” ณปภาบอกออกมา “คุณนนท์ประกาศออกมาแล้ว ตอนนี้เราต้องระวังภัย เผื่อมันจะหวนกลับคืนมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้”
“ครับ” ทรัพย์สินพยักหน้า ก่อนจะขึ้นไปบนบันไดไปยังชั้นสองเพื่อเก็บอาวุธของเขา คนอื่นๆ ก็พากันทำด้วย ปราชญาวางปืนสไนเปอร์ลงไป แล้วเขาก็ทำหน้าทุกข์ ทำเอาวาสุกรีต้องถามว่าเขาทำหน้าแบบนั้นทำไม?
“กระสุนผมใกล้หมดแล้วนะ” ปราชญาว่าออกมา “เมื่อกี้สำรวจดูภายในกระเป๋า เหลือไม่ถึงสิบนัดเท่านั้น ถ้ามันขืนบุกมาอีก จะทำยังไงดี?”
“เออ กระสุนของผมก็ใกล้หมดเหมือนกัน” วาสุกรีว่าพลางถอนหายใจ “แต่ว่าเรายึดอาวุธมันเอาไว้ได้นี่ ตั้งสองกระบอก น่าจะพอช่วยได้บ้างแหละ”
พันธกรกำลังตรวจสอบปืนของพวกเอไออยู่ภายในห้อง จนปฏิคมต้องเตือนออกมาว่า “เฮ้ยๆ อย่ากดปุ่มยิงนะ ไม่งั้นที่นี่เละแน่”
“ฉันไม่งี่เง่าขนาดนั้นหรอก” พันธกรเงยหน้าขึ้นมาบอกเพื่อนสนิท ก่อนจะตรวจสอบต่อไป เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าลำแสงเลเซอร์ของมันมีวันหมดไหม? แต่ตอนนี้ เขาก็พอจะอุ่นใจขึ้นมาแล้ว เมื่อได้ปืนจากพวกเอไอมาถึงสองกระบอก
“ไง?” ทรัพย์สินเอามือวางแปะลงบนกำแพง แต่มันกลับกระทบแผลที่โดนอัมพรเอามีดปาด ทำเอาเขาร้องโอดครวญ พันธกรกับปฏิคมต่างเงยหน้าขึ้นมาและถามอย่างเป็นห่วงว่าเป็นอะไรหรือเปล่า?
“ไม่ ไม่เจ็บมากนักหรอก” ทรัพย์สินทำท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจ ก่อนจะบอกออกมา “แต่น้องพันบ้ามากนะ ที่บุกเข้าไปในดงศัตรูแล้วเอาอาวุธของมันมาได้ ถามจริง? ไม่กลัวบ้างเหรอ?”
พันธกรพยักหน้าอย่างยอมรับ “กลัวครับ” เขาตอบแล้วก็พูดต่อ “แต่ตอนนั้น ผมคิดบ้าอะไรก็ไม่รู้ถึงเล่นเสี่ยงตัวเข้าไปแบบนั้น พอมาคิดดูทีหลังยังนึกสงสัยเลยว่าตัวเองทำไปได้ยังไง?”
“แกกล้าหาญขึ้นนะ รู้ไหม?” ปฏิคมบอกกับเพื่อน “จากคนที่ต่อสู้ไม่เป็น ตอนนี้แกสามารถสู้กับพวกเอไอได้แล้ว”
พันธกรหันไปขอบใจเพื่อน ทรัพย์สินเดินเข้ามาดูปืนเลเซอร์ของพวกเอไอบ้าง แต่มันไม่ได้สัมผัสมัน เพราะกลัวจะไปโดนปุ่มอะไรเข้าแล้วเผลอกดยิง ถ้าเป็นแบบนั้น บ้านนี้เละแน่
“พวกคุณชานนท์ไปไหนกันครับ พี่สิน?” ปฏิคมถามขึ้นมา ทรัพย์สินจึงตอบ
“ก็คอยเฝ้าดูอยู่” ทรัพย์สินตอบ “คอยเฝ้าดูข้าศึกอยู่หน้าประตูอาณาเขตโน่น พวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับการรบแล้ว”
“ผม...” พันธกรกำลังจะว่าออกมา แต่ในตอนนั้นเอง ปฏิคมก็พูดขึ้นมาก่อน
“กระสุนปืนกลของฉันใกล้จะหมดแล้ว” เขาบอกออกมา “กระสุนแกใกล้จะหมดหรือยัง?”
พันธกรเลยเดินออกจากห้องไปสำรวจกระสุนที่กระเป๋ายังชีพของเขา พบว่ากระสุนเหลือน้อยเหมือนกัน เขาเดินกลับเข้ามาในห้องของทรัพย์สิน แล้วก็บอกว่าตัวเองก็เหลือกระสุนน้อยเหมือนกัน
“แบบนี้แย่แน่” ปราชญาที่ได้ยินเสียงพันธกรพูดว่ากระสุนเหลือน้อยเดินเข้ามาพอดี “กระสุนสไนเปอร์พี่ก็ใกล้หมดเหมือนกัน ถ้ามันบุกมาอีก เราจะทำยังไงกันดี?”
“ขว้างระเบิดไม่ได้เหรอ พี่?” ปฏิคมถาม แต่ปราชญาส่ายหน้าออกมา
“พวกมันเยอะขนาดนั้น ระเบิดเอาพวกมันไม่อยู่หรอก” เขาบอก “มีทางเดียวคือเราต้องออกจากอาณาเขต ไปหากระสุนมาเพิ่ม”
“เดี๋ยวก่อนครับ” ภัทรที่เข้ามาในห้องและได้ยินด้วยเช่นกันบอกออกมา “ทางคุณชานนท์น่าจะยังมีกระสุนเหลืออยู่นะครับ เราไม่ลองขอยืมของพวกเขาก่อนเหรอ?”
“เขาเองก็ต้องใช้กระสุนเหมือนกัน เป็นไปไม่ได้หรอก น้องภัทร” ปราชญาว่าออกมา “มีทางเดียวคือเราต้องนั่งรถออกไปนอกอาณาเขตและตามหาร้านขายปืนแล้วเอากระสุนกลับมา”
แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร? ทุกคนในห้องผู้ชายต่างก็คิดเหมือนกัน แต่ก็เหมือนที่ปราชญาพูด ถ้าไม่ออกไปหากระสุนเอง พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้
“เอาไว้พี่ถามคุณนนท์ก่อนดีกว่า” ทรัพย์สินบอกออกมา “การออกไปนอกอาณาเขตมันอันตราย ไว้พี่ถามคุณนนท์ให้ว่ามีกระสุนเหลือพอบ้างหรือเปล่า? เอางี้แล้วกัน”
หลังจากนั้น ทรัพย์สินก็ไปหาชานนท์ที่สภากลางหมู่บ้าน และบอกปัญหาของพวกเขาออกไป ฝ่ายชานนท์ก็ได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะบอก “ทางนี้เองก็เหลือกระสุนไม่มากเช่นกัน”
“อย่างนั้นหรือครับ?” ทรัพย์สินที่เข้าใจแล้วก็พยักหน้าพลางถอนหายใจ ก่อนจะเดินกลับมาบอกพวกพันธกร ตอนนั้นไฟบริเวณลานว่างก็ดับหมดแล้ว ซากจานบินถูกคนในพื้นที่เก็บไปทิ้งแล้ว
“จริงเหรอ พี่?” ปราชญาได้ยินก็ยกมือกุมขมับแล้วก็บอก “งั้นก็มีทางเดียวแล้วล่ะ คือเราต้องออกไปหากระสุนเองที่ข้างนอกอาณาเขต”
“จะดีเหรอน้องปราช?” ทรัพย์สินถามขึ้น ปราชญาก็พยักหน้า
“เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว พี่สิน” ปราชญาบอกออกมา “ผมว่ารีบจัดการดีกว่า ขอรถในอาณาเขตพวกเขาและขับออกไปจากที่นี่ ผมขับให้ก็ได้ ผมขับรถเป็น”
ทรัพย์สินได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจออกมา “แต่ข้างนอกมันอันตรายนะ น้องปราช”
“แต่ถ้าเราไม่มีกระสุน จะยิ่งอันตรายกว่านี้นะครับ” ปราชญาบอก “ไม่เป็นไรหรอก เราคงไม่เจอพวกเอไอง่ายๆ หรอก บางทีอาจจะรอดกลับมาก็ได้”
ทรัพย์สินได้ยินที่ปราชญาพูดออกมา เขาก็ก้มหน้าลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “เอางั้นก็ได้ ว่าแต่ใครจะอาสาพาไปล่ะ? ใครจะอาสาออกไปเป็นคนเอากระสุน?”
ปราชญายกมือขึ้น วาสุกรีก็ยกมือขึ้นด้วย ตามด้วยภัทรและชัชชัย ปฏิคมและพันธกร แต่ทรัพย์สินเห็นว่าจำนวนคนมันมากเกินไป ขืนออกไปแล้วเกิดอะไรขึ้นมาจะเกิดความสูญเสียเปล่าๆ เขาเลยบอกให้ปฏิคมและพันธกรอยู่แต่ในอาณาเขตนี้เท่านั้น ส่วนพวกคนอื่นๆ ให้ออกได้
“พี่สิน ผมก็ปกป้องตัวเองได้” ปฏิคมร้องออกมา แต่ทรัพย์สินก็บอก
“ที่นีก็จำเป็นต้องมีทหารเหมือนกัน” เขาบอก “เพราะฉะนั้น น้องพัน น้องคมอยู่ที่นี่แหละดีแล้ว ให้สี่คนนี่ไปก็พอแล้ว น้องปราชจะเป็นคนขับรถใช่ไหม?”
ปราชญาพยักหน้า ขณะที่ภัทรถามว่าจะไปกันเลยดีหรือไม่? เพราะเขากลัวว่าจะไม่ทันการที่เอไออาจจะบุกมาอีก พอตกลงกันเสร็จสรรพ ปราชญาก็นำหน้าคนอื่นไปหาชานนท์ที่สภากลางหมู่บ้าน เพื่อจะขอยืมรถยนต์สักคัน
“จะบ้าเหรอ?” ชานนท์ต่อว่าปราชญาทันที “ข้างนอกนั่นอันตรายแค่ไหน? พวกเธอรู้หรือเปล่า?”
“แต่ถ้าไม่มีกระสุนเพิ่ม จะยิ่งอันตรายกว่านี้นะครับ” ปราชญาบอกออกมา ทำเอาชานนท์ส่ายหน้า
“แล้วรู้เหรอว่าร้านไหนขายปืนขายกระสุน?” ชานนท์ยิงคำถามออกมา เล่นเอาปราชญาตอบไม่เป็นไปเลย แต่เขาก็พยักหน้าอย่างเชื่อมั่น
“มันต้องมีสักที่ล่ะครับ” ปราชญาบอกออกมา พลางหันไปหาพวกวาสุกรี “เดี๋ยวผมสี่คนจะออกจากอาณาเขตไปหากระสุนมาเพิ่ม ได้โปรดเถอะครับ ขอยืมรถคันหนึ่ง แล้วผมจะดูแลรถนี้เท่าชีวิตผมเลย”
“ก็ไม่ได้อยากไม่ให้ยืมหรอกนะ” ชานนท์ว่าอย่างเป็นห่วงกลุ่มเด็กๆ ม.ปลายจริงๆ “แต่เรื่องนี้ให้พวกเราจัดการดีกว่า ดีกว่าให้เด็กๆ ออกไปเสี่ยง....”
“ไม่ครับ พวกคุณน้าต้องมีหน้าที่ปกป้องอาณาเขต” ปราชญาว่าออกมาน้ำเสียงจริงจัง “พวกคุณน้าจะไปจากที่นี่ไม่ได้ ทุกคนหวังพึ่งพวกคุณน้าทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกผมดีกว่าครับ”
ชานนท์ถอนหายใจออกมา เขาเป็นห่วงพวกเด็กกลุ่มนี้จริงๆ แต่อย่างไรก็คงขัดไม่ได้ เขาเลยล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ของเขา ก่อนจะหยิบกุญแจรถออกมาพร้อมกับบอก “ในโรงเก็บรถบ้านน้า มีรถกระบะคันหนึ่ง เอาไปใช้ซะ”
“ขอบคุณครับ” ปราชญารับกุญแจมาพร้อมยกมือไหว้ “ผมสัญญาว่าจะดูแลรถคันนี้ให้ดีที่สุด”
แล้วพวกปราชญาก็เดินออกไปจากสภาหมู่บ้าน ไปยังโรงรถของบ้านณปภา ขณะที่ชานนท์ส่ายหน้าออกมา พอดีลูกน้องของเขาเข้ามาพอดี ก็เลยถามว่าเกิดอะไรขึ้น?
“พวกเด็กทหารม.ปลายคิดจะไปเอากระสุนนอกอาณาเขต” ชานนท์อธิบายให้ลูกน้องเข้าใจ ฝ่ายลูกน้องก็ถึงกับมองเขาตาโต
“แล้วหัวหน้าก็ปล่อยให้พวกเขาไปหรือครับ?” ฝ่ายลูกน้องถามขึ้นมา ทำเอาชานนท์ต้องนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
“ผมขัดพวกเขาไม่ได้หรอก นี่ผมเองเกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็นนะ...” ชานนท์เว้นระยะคำพูดนิดหนึ่งก่อนจะบอก “เด็กๆ ที่กล้าหาญขนาดนี้ เกิดมาผมก็เพิ่งเคยเจอเหมือนกัน”