(จบ)ท่านอาหยุดตามใจข้าเสียที

    บทที่ 44 แป้งก้อนใหญ่กับแป้งก้อนเล็ก

    บทที่ 44 แป้งก้อนใหญ่กับแป้งก้อนเล็ก


    “เจ้าเก้าน้อย เจ้าพูดมาตามความจริงเถิด วันนี้ที่เจ้ามาหาข้าก็เพื่อเรื่องนี้ใช่หรือไม่?”


    เห็นพี่สามที่ยามปกติเป็นมิตรมีสีหน้าเย็นชา อวิ๋นอินอินก็แลบลิ้นอย่างจนใจ จับแขนของเขาขึ้นมาออดอ้อน “พี่สาม ข้าก็คิดแทนท่านนะเพคะ ในวังหลวงแห่งนี้มีองค์ชายทั้งโตจนถึงเด็กเจ็ดแปดคน ท่านไม่ใช่ทั้งคนที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดและไม่ใช่ทั้งผู้ที่มีภูมิหลังดีที่สุด อาศัยเพียงพระสนมหลานที่คอยเอาใจสนมเหมย อย่างมากก็เพียงรับประกันความปลอดภัยให้ท่านได้อีกไม่กี่ปีเท่านั้น”


    อวิ๋นหมิงอวี่ใช้สายตาสำรวจมองอวิ๋นอินอิน


    ไม่อยากเชื่อว่า นี่จะเป็นคำพูดที่มาจากนางซึ่งเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบหก


    “เจ้าเก้าน้อย เจ้ายังใช่เจ้าเก้าน้อยคนเดิมอยู่หรือไม่?


    “แน่นอนเพคะ ข้ายังคงเป็นเจ้าเก้าน้อยของพี่สาม เพียงแต่มิใช่องค์หญิงผู้โง่เขลาที่ปล่อยให้คนรังแกเช่นในอดีตแล้วเท่านั้น” อวิ๋นอินอินพิงหัวลงบนแขนของอวิ๋นหมิงอวี่ “พี่สาม พวกเราพี่น้องมาพยายามด้วยกัน ทำเรื่องใหญ่ในวังแห่งนี้สักครา เพื่อครอบครองสิ่งที่พวกเราต้องการกันเถิดเพคะ”


    สุดท้ายอวิ๋นหมิงอวี่ก็ยังคงคล้อยตามนาง เขายื่นมือไปลูบผมบนกระหม่อมของอวิ๋นอินอิน และถามอย่างอ่อนโยน


    “เจ้าเก้าน้อย เจ้าต้องการความจริงเช่นใดกัน?”


    “ความจริง เกียรติยศ และอิสรภาพเพคะ!”


    อวิ๋นอินอินกล่าวอย่างมุ่งมั่น แต่อวิ๋นหมิงอวี่ฟังแล้วรู้สึกหนักหน่วงหาใดเปรียบ สามคำนี้ไม่ง่ายไปกว่าที่เขาต้องการเท่าใดเลย


    “พี่สาม เรื่องการสืบหาคนร้ายตัวจริง ท่านคิดจะเริ่มลงมือที่ใดเพคะ?”


    “สำหรับเรื่องนี้ รายละเอียดทั้งหมดข้าล้วนได้ยินผู้อื่นเล่ามาทั้งสิ้น ดังนั้นจึงพูดได้ไม่ดีนัก มิสู้เจ้าพูดให้ข้าฟังอย่างละเอียดสักรอบ ว่าในตอนนั้นที่แท้เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่”


    อวิ๋นอินอินพยักหน้า นั่งหลังตรง เริ่มเล่าตั้งแต่ตนได้ยินเสียงร้องไห้ จนถึงสุดท้ายที่ตนหมดสติไป หลังจากเล่าจนจบ นางก็รีบดื่มน้ำอึกหนึ่งเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ลำคอที่แห้งผาก


    อวิ๋นหมิงอวี่ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ทบทวนเรื่องทั้งหมดในสมองรอบหนึ่ง


    “ยามนั้น องค์หญิงเจ็ดกับองค์หญิงแปดอยู่ในศาลารับลมด้านหน้าหรือ? เช่นนั้น พวกนางได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดหรือไม่? นอกจากนี้ ที่พวกนางโกหก เป็นผู้ใดบงการกัน? เจ้าสามารถแสร้งทำเป็นมิได้ตั้งใจไปลองล้วงคำพูดของพวกนางดู ข้าจะให้คนไปแอบสืบอีกครั้ง ว่าในตอนนั้น มีนางกำนัลหรือขันทีที่ผ่านทางไปบ้างหรือไม่”


    “ว้าว พี่ใหญ่ โลจิกของท่านแข็งแกร่งเหลือเกิน! ความสามารถในการคาดเดาร้ายกาจอย่างยิ่ง! ท่านช่างเป็นโคนันในเวอร์ชันยุคโบราณจริง ๆ เพคะ!”


    ทันใดนั้น อวิ๋นอินอินเปลี่ยนเป็นแฟนคลับตัวน้อย มองอวิ๋นหมิงอวี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม


    “โคนันคือผู้ใด?”


    “ก็… เป็นตัวละครตัวน้อยในตำรา เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการสืบคดีผู้หนึ่ง”


    อวิ๋นหมิงอวี่มีสีหน้าเคร่งขรึม “วันหลังเจ้าดูตำราเด็กเล็กพวกนี้ให้น้อยลงหน่อย อ่านสี่ตำราห้าคัมภีร์ให้มากขึ้น ฝึกฝนพิณ หมากรุก อักษร ภาพวาดให้มาก นี่ห่างจากการคัดเลือกพระชายาที่ต้าโจวเพียงแค่ครึ่งปี ถูกแล้วแหละ ที่เสด็จอาทรงตรัสว่าจะตั้งใจฝึกฝนเจ้า เจ้าอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง ทุกวันเรียนรู้จนเหน็ดเหนื่อยใช่หรือไม่?”


    “เอ่อ… ก็ดีกระมังเพคะ…”


    อวิ๋นอินอินก้มหน้าลง ตอบกลับอย่างประหม่า แม้จะสงสัยเป็นอย่างมากว่า เหตุใดเสด็จอาจึงมิได้มีท่าทีจะบ่มเพาะนางเลยแม้แต่น้อย แต่อวิ๋นอินอินกลับพึงพอใจต่อสถานการณ์ในยามนี้เป็นอย่างมาก


    ชายารัชทายาทของต้าโจวอะไรกัน ไปให้ผีหลอกเถิด นางไม่มีทางแต่งให้กับคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าหรอก


    แต่กับแคว้นต้าโจวนี้ อวิ๋นอินอินยังอยากรู้เป็นอย่างมาก


    “พี่สาม ท่านไม่มีเรื่องราวใดแล้ว เล่าเกี่ยวกับต้าโจวให้ข้าฟังได้หรือไม่ ข้าอยากรู้นักเหตุใดอวิ๋นพิ่นถิงถึงอยากไปเป็นพระชายารัชทายาทของต้าโจวมากเหลือเกิน”


    “ต้าโจวเป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนแถบนี้ของพวกเรา ในเริ่มแรก แคว้นต้าอวิ๋นของพวกเราและอีกแปดแคว้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นต้าโจว เพียงแต่ต่อมาค่อย ๆ แบ่งแยกออกมา แต่เนื่องจากความเข้มแข็งยิ่งใหญ่ของต้าโจว พวกเราทั้งเก้าแคว้นยังคงส่งบรรณาการให้กับต้าโจว แคว้นต้าโจวมีสถานะเหนือกว่าพวกเราทั้งเก้าแคว้น ในเวลาเดียวกันก็คอยถ่วงดุลสันติภาพระหว่างพวกเราทั้งแคว้นด้วย”


    โอ้ นี่ก็คือการควักแป้งก้อนเล็กเก้าก้อนออกมาจากแป้งก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง ตอนนี้เจ้าก้อนแป้งใหญ่เป็นพี่ใหญ่ของก้อนแป้งเล็ก ก้อนแป้งเล็กต้องนำของไปบรรณาการเขา ในเวลาที่ก้อนแป้งเล็กขัดแย้งกัน ก้อนแป้งใหญ่ก็จะออกหน้าไกล่เกลี่ยจัดการ ไม่ให้พวกเขาทะเลาะกันสินะ


    พออธิบายแบบนี้ ในที่สุดอวิ๋นอินอินก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดอวิ๋นพิ่นถิงถึงอยากเป็นตี๋กงจู่ไปร่วมการคัดเลือกพระชายาขนาดนั้น


    ผู้หญิงของพี่ใหญ่ ก็เท่ากับเป็นพี่ใหญ่ไปครึ่งหนึ่งแล้ว ใครจะไม่อยากเป็นบ้าง?


    “เจ้าเก้าน้อย เจ้าจะต้องเพียรพยายามให้มาก หากเจ้าสามารถเป็นชายารัชทายาทของแคว้นต้าโจวได้อย่างราบรื่น เช่นนั้นความปรารถนาของเจ้า ก็จะสามารถเป็นจริงได้ในทันที”


    อวิ๋นอินอินยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ


    เปลี่ยนจากกรงขังอันหรูหรานี้ไปเป็นกรงขันที่ฟุ่มเฟือยยิ่งกว่า นี่ไม่ใช่อิสรภาพที่นางต้องการสักนิด


    อิสรภาพที่ข้า อวิ๋นอินอินต้องการ คือการไร้ซึ่งพันธนาการใด ๆ เป็นอภิมหาเศรษฐินีผู้อิสรเสรี!


    “พระสนม”


    “องค์ชายสามทรงอ่านตำราอยู่หรือไม่?”


    “เพคะ องค์ชายสามทรงอ่านตำราอยู่ด้านในตลอด มิได้เสด็จออกมาแม้เพียงก้าวเพคะ”


    ยามนี้ นอกประตูมีเสียงโต้ตอบของสนมหลานและองครักษ์ดังขึ้น อวิ๋นอินอินรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ ดึงหลานเยว่และหงรื่อจากไปทันที พวกนางทั้งหมดเหยียบเก้าอีกปีนออกนอกหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว 


    “พี่สาม ข้ากลับไปก่อนนะเพคะ รอพรุ่งนี้ข้าว่างแล้วค่อยมาหาท่านใหม่”


    “ดี ระวังหน่อย”


    อวิ๋นหมิงอวี่มองดูเงาร่างของอวิ๋นอินอินที่ค้อมกายจากไปอย่างเงียบ ๆ พลางส่ายหัวอย่างจนใจ จึงค้อมเอวหยิบเก้าอี้กลับไปวางอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นปิดหน้าต่างลงอีกครั้ง ก่อนสนมหลานจะเข้ามา ก็กลับมานั่งอย่างเรียบร้อยที่โต๊ะตำรา หยิบตำราขึ้นมาอ่านต่ออย่างตั้งใจ


    “อวี่เอ๋อร์ เจ้าก็ควรจะพักผ่อนได้แล้ว เจ้ามักจะอ่านตำราเช่นนี้ อาจเป็นเหตุให้สายตาเสียเอาได้”


    ยามที่สนมหลานเข้ามาในตำหนัก เห็นอวิ๋นหมิงอวี่ที่กำลังศึกษาตำราอย่างคร่ำเคร่ง ก็ทั้งภาคภูมิใจและปวดใจ ก้าวเข้าไป หยิบตำราในมือของเขาออกมา


    “ท่านแม่ ทรงเสด็จมาเมื่อใดกันพ่ะย่ะค่ะ?” อวิ๋นหมิงอวี่แสร้งทำเป็นประหลาดใจ


    “เพิ่งมาถึงน่ะ” สนมหลานหยิบของบำรุงในมือนางกำนัลมา ดันไปที่เบื้องหน้าของอวิ๋นหมิงอวี่ “ถือโอกาสกินตอนที่ยังร้อนเถอะ นี่เป็นรังนกเลือดชั้นดี ยังเป็นของที่สนมเหมยพระสนมส่งมาให้ในครั้งก่อน”


    อวิ๋นหมิงอวี่กำลังจะหยิบช้อน เมื่อได้ยินว่าสนมเหมยเป็นคนส่งมา ก็พลันหมดความอยากกินในทันที


    “เสด็จแม่ เมื่อครู่ทรงไปหาสนมเหมยอีกแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” อวิ๋นหมิงอวี่มีสีหน้าไม่พอใจ “ลูกบอกนานแล้วว่า เสด็จแม่ไม่ต้องเสียแรงไปเอาใจนาง คนเช่นนาง ไม่มีทางปรารถนาดีไปได้”


    “เจ้าเด็กคนนี้ กล่าววาจาเช่นนั้นได้เยี่ยงไรกัน” สนมหลานมองอวิ๋นหมิงอวี่อย่างไม่พอใจครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ถอนใจอย่างจนใจ “อวี่เอ๋อร์ ที่เจ้ากล่าวมาแม่ล้วนรู้ดี แต่แม่หวังเพียงให้ในอนาคตพวกเรามีที่พำนักอย่างสงบมั่นคงสักแห่งเท่านั้น”


    อวิ๋นหมิงอวี่แค่นหัวเราะอย่างเยาะหยัน


    “มิว่าสุดท้ายจะเป็นผู้ใดที่รั้งอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ก็ไม่มีทางปฏิบัติต่อพวกเราอย่างปรานี ท่านแม่ทรงไตร่ตรองดูเถิด เสด็จพ่อผู้ทรงอบอุ่นอ่อนโยนในอดีต หลังครองราชย์แล้วทรงทำสิ่งใดบ้าง?”


    สนมหลานตัวสั่น นั่นสิ ทันทีที่ผู้ใดก็ตามก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่ง ยังจะมีผู้ใดเป็นคนมีเมตตาอยู่อีก


    “แม่เองที่ไร้ประโยชน์ ไม่อาจช่วยเจ้าได้”


    “ท่านแม่ อย่าทรงร้อนใจไปพ่ะย่ะค่ะ หมากกระดานนี้เพิ่งจะเริ่ม สุดท้ายผู้ใดจะชนะหรือพ่ายแพ้ก็ยังมิแน่”


    สนมหลานไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา คิดเพียงว่าเขากำลังโน้มน้าวตน นางยิ้มแล้วพยักหน้า


    “อวี่เอ๋อร์ วันนี้แม่เห็นองค์หญิงเก้าแล้ว ยามนี้นางงดงามอย่างมาก”


    “เจ้าเก้าน้อยก็งดงามมาโดยตลอด”


    ได้ยินอวิ๋นหมิงอวี่กล่าวถึงตน อวิ๋นอินอินก็แย้มยิ้มอย่างเป็นสุข สีหน้าของสนมหลานก็เบิกบานขึ้นมาเช่นกัน


    อวิ๋นอินอินกลับไปทางเดิม คลำทางกลับมาถึงราชอุทยานอย่างเงียบ ๆ เดิมวางแผนจะไปหาพวกอวิ๋นสีหมิ่น แต่คิดไม่ถึงว่าระหว่างทางจะชนเข้ากับตอแข็งเข้า

    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ท่านอาหยุดตามใจข้าเสียที ที่คุณอ่าน