บทที่ 7: บุผผาอาบยาพิษและจิตใจที่ด้านชา
กลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่าและกุหลาบพันปีลอยอบอวลไปทั่วลานสำนักกายาทองคำ กลิ่นนี้ไม่ได้แค่หอม แต่ยังแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนและกระแสเื ทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปรู้สึกเคลิบเคลิ้ม จิตใจล่องลอย และการตัดสินใจช้าลง
เหล่าศิษย์ชายฉกรรจ์ของสำนักกายาทองคำที่ปกติฝึกหนักจนจิตใจแข็งแกร่ง บัดนี้กลับยืนเหม่อลอย รอยยิ้มโง่งมปรากฏบนใบหน้า บางคนถึงกับทิ้งอาวุธในมือลงอย่างไม่รู้ตัว
ท่ามกลางกลีบดอกไม้สีชมพูที่โปรยปรายลงมาจากฟ้าดุจสายฝน ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งค่อยๆ ร่อนลงมาอย่างช้าๆ เท้าเปลือยเปล่าที่ขาวเนียนดุจหิมะแตะลงบนยอดหญ้าโดยไม่ทำให้ใบหญ้าบอบช้ำ
นางคือ "ซูเม่ย" ธิดาเทพแห่งวังบุปผา์ ว่าที่คู่หมั้นคนสุดท้าย นางสวมชุดผ้าแพรสีม่วงอ่อนบางเบาที่พลิ้วไหวไปตามลม เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบดั่งงานศิลปะ ใบหน้างดงามหยาดเยิ้ม ดวงตาหวานเชื่อมที่ใครสบตาก็ต้องหลงใหล ริมฝีปากสีแดงสดแย้มยิ้มทรงเสน่ห์
นี่ไม่ใช่ความงามตามธรรมชาติ แต่เป็ความงามที่ถูกขัดเกลาด้วย "วิชาเสน่ห์จันทรา" ขั้นสูงสุด วิชาที่สามารถควบคุมจิตใจบุรุษให้ยอมตายแทบเท้านางได้
"นี่หรือ... คู่หมั้นของข้า?"
เสียงหวานใสดังกังวานราวกับระฆังแก้ว ซูเม่ยเดินตรงไปหาหลงเฟย
ทว่าปฏิกิริยาของคนรอบข้างกลับน่าสนใจ เฟิงเยี่ยน (สาวไฟ) สะบัดหน้าหนีด้วยความรังเกียจ "พวกร้อยมารยา..." มู่หลิง (สาวหมอ) รีบอุดจมูกและกินยาแก้พิษ "ระวัง! กลิ่นตัวนางมีฤทธิ์กดประสาท!" จ้าวจิง (สาวสัตว์อสูร) สั่งให้สิงโตัของนางถอยห่าง เพราะแม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังมึนงง
หลงเฟยยืนนิ่งอยู่กลางลาน เขามองดูหญิงงามที่เดินเข้ามาใกล้ ในสายตาคนอื่น ซูเม่ยคือนาง์ แต่ในสายตาของหลงเฟยที่มองทะลุเปลือกนอก... เขาเห็นกระแสปราณสีชมพูขุ่นมัวที่แผ่ออกมาจากตัวนาง มันคือปราณพิษชนิดหนึ่งที่มุ่งโจมตีระบบประสาทส่วนกลางเพื่อสร้างภาพลวงตา
‘วิชาสายจิติญญา... น่ารำคาญที่สุด’ หลงเฟยคิดในใจ จิติญญาของเขาได้รับการฝึกฝนจนถึงขั้น "จิตมารระฟ้า" ซึ่งแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็กกล้า ภาพลวงตาตื้นเขินพวกนี้ไม่มีผลกับเขาแม้แต่น้อย
ซูเม่ยหยุดยืนตรงหน้าหลงเฟย ระยะห่างเพียงลมหายใจรดต้นคอ นางใช้ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา และกระซิบด้วยน้ำเสียงที่แฝงพลังมนตรา
"มองข้าสิ... นายน้อยหลง ท่านเห็นสิ่งใดในดวงตาข้า?"
นางกำลังใช้วิชา "เนตรสะกดิญญา" ปกติแล้ว ชายใดที่โดนวิชานี้ จะเห็นภาพนิมิตที่ตนปรารถนาที่สุด และจะตกเป็ทาสของนางทันที
หลงเฟยกระพริบตาปริบๆ เขาเห็น... ขี้ตาที่นางเช็ดออกไม่หมดตรงหัวตาข้างซ้าย (ด้วยสายตาทิพย์ที่คมชัดเกินไป)
แต่เขาจะพูดออกไปไม่ได้! เขาต้องแกล้งทำเป็โดนสะกด! หลงเฟยพยายามทำตาลอยๆ อ้าปากค้าง เหมือนคนสติหลุด
"ข้าเห็น... ข้าเห็นนางฟ้า..." หลงเฟยพูดเสียงยานคาง
ซูเม่ยยิ้มพอใจ "ดี... เด็กดี... แล้วท่านปรารถนาสิ่งใดจากข้า?" นางค่อยๆ วางมือลงบนหน้าอกของเขา ปลายนิ้วกรีดกรายช้าๆ ผ่านแผงอกลงมาที่หน้าท้อง หวังจะกระตุ้นตัณหาของชายหนุ่มเพื่อเร่งผลของวิชา
แต่ทว่า... หลงเฟยกลับยืนนิ่งทื่อ ชีพจรของเขาเต้นในจังหวะปกติ... ไม่สิ ช้ากว่าปกติด้วยซ้ำ! ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีการสูบฉีดของเืลม ไม่มีความปรารถนาใดๆ ตอบสนองต่อััของนางเลยแม้แต่น้อย
ซูเม่ยขมวดคิ้ว ‘เกิดอะไรขึ้น? ทำไมใจเขาด้านชาเช่นนี้? หรือวิชาข้ายังแรงไม่พอ?’
นางตัดสินใจเร่งเร้าพลังปราณสีชมพูขึ้นอีก เพิ่มแรงดึงดูดทางเพศถึงขีดสุด บรรยากาศรอบตัวนางแทบจะกลายเป็สีชมพู "นายน้อยหลง... ท่านไม่อยากััข้าหรือ?" นางเบียดกายเข้าไปแนบชิด
หลงเฟยเริ่มเหงื่อตก (เหงื่อจากการต้องกลั้นขำและเกร็งพลังต้านรับ) ‘แม่คุณ... เลิกถูไถได้แล้ว ข้าจั๊กจี้!’
เพื่อให้สถานการณ์จบเร็วขึ้น หลงเฟยตัดสินใจแกล้ง "น็อค" เขาทำตาเหลือก แล้วทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ทำน้ำลายฟูมปากเล็กน้อย
"โอ๊ย... สวย... สวยจนจะเป็ลม..."
ร่างของหลงเฟยร่วงลงไปนอนแน่นิ่ง (แกล้งสลบเป็รอบที่สองของวัน)
ซูเม่ยยืนมองร่างที่กองอยู่แทบเท้าด้วยความงุนงง นางถอนวิชาออก บรรยากาศกลับมาเป็ปกติ เหล่าศิษย์รอบข้างเริ่มได้สติและมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"แปลก..." ซูเม่ยพึมพำ
เฟิงเยี่ยนเดินอาดๆ เข้ามา "ฮ่าๆๆ! สมน้ำหน้า! วิชาสกปรกของเ้าคงใช้ไม่ได้ผลกับคนขี้โรคอย่างเขา เห็นไหม เขาช็อคตายไปแล้วมั้ง!"
มู่หลิงรีบวิ่งเข้ามาจับชีพจรหลงเฟย (อีกแล้ว) ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เขาไม่เป็ไร... แค่หมดสติไป แต่ที่น่าแปลกคือ..."
"คืออะไร?" ซูเม่ยถามอย่างอยากรู้ เพราะนางมั่นใจว่าเมื่อครู่วิชาของนางไม่ได้ผลเต็มร้อย
มู่หลิงขยับแว่น "ชีพจรส่วนที่ควบคุม 'อารมณ์ความรู้สึก' และ 'ตัณหา' ของเขา... มันนิ่งสนิทราวกับบ่อน้ำตาย ไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าเ้าจะยั่วยวนเขาแค่ไหน ร่างกายเขาก็ไม่ตอบสนอง"
ทุกสายตาจับจ้องไปที่หลงเฟย ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ
จ้าวจิง (สาวสัตว์อสูร) เอามือทาบอก "หมายความว่า... เขาไร้ความรู้สึกทางเพศ?"
เฟิงเยี่ยนอ้าปากค้าง "เ้าขยะนี่... เป็ 'ขันที' โดยกำเนิดงั้นรึ?"
ซูเม่ยหน้าแดงระเรื่อ ไม่ใช่เพราะเขิน แต่เพราะเสียหน้า "มิน่าเล่า... วิชาเสน่ห์จันทราของข้าถึงใช้ไม่ได้ผลกับเขา เพราะจิตใจเขาว่างเปล่า ไร้ซึ่งกิเลสตัณหา... หรือพูดง่ายๆ คือ เขาตายด้าน!"
หลงเฟยที่แกล้งสลบอยู่ ได้ยินทุกคำพูด เขากัดฟันแน่นจนกรามแทบแตก ‘จะบ้าเรอะ! ข้าแค่ฝึกจิตจนนิ่ง! ไม่ได้ตายด้านโว้ยยย! พวกเ้าวิเคราะห์บ้าบออะไรกัน!’
แต่เขาจะลุกขึ้นมาแก้ตัวตอนนี้ไม่ได้ เสียแผนหมด
ซูเม่ยถอนหายใจยาว นางมองหลงเฟยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... จากเหยื่อ กลายเป็สิ่งที่น่าเวทนาที่สุดในโลก "ช่างน่าสงสาร... เกิดมากายาอ่อนแอ ชีพจรพิการ แถมยังไร้ความสุขทางโลก... ท่านป้าหลงช่างโหดร้ายที่ดึงพวกเรามาพัวพันกับคนพิการซ้ำซ้อนเช่นนี้"
นางสะบัดชายแขนเสื้อ "เอาเถอะ ในเมื่อเขาไม่มีพิษสงและทนทานต่อวิชาของข้าได้ (เพราะตายด้าน) ข้าก็จะอยู่ที่นี่สักพัก... อย่างน้อยข้าก็อยากรู้วิธีรักษาอาการตายด้าน เผื่อจะเอาไปใช้แก้เคล็ดวิชาของข้าได้"
สรุปสถานการณ์ตอนนี้:
ไป๋รั่วซี: สงสัยว่าเขามีฝีมือซ่อนเร้น
เฟิงเยี่ยน: คิดว่าเขาอึดถึกทน (กระสอบทรายชั้นดี)
หลานเยว่: สงสัยในสัญชาตญาณสัตว์ป่าของเขา
มู่หลิง: สนใจรักษา "ชีพจรเก้ามรณะ"
จ้าวจิง: สนใจที่สัตว์อสูรสยบให้ (คิดว่าดวง/ยา)
ซูเม่ย: คิดว่าเขา "ตายด้าน" และไร้อารมณ์ความรู้สึก
คู่หมั้นทั้ง 6 คน มารวมตัวกันครบแล้ว ณ สำนักกายาทองคำ เรือนรับรองแขกที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลายเป็สมรภูมิขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยสาวงามระดับปีศาจ และความเข้าใจผิดที่พันกันยุ่งเหยิง
หลงป้าเทียนมองดูภาพความวุ่นวายแล้วปาดเหงื่อ "ลูกพ่อ... พ่อไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจแทนเ้าดี"
ในขณะนั้นเอง... เสียงนกพิราบสื่อสารบินมาเกาะที่ไหล่ของหลงป้าเทียน เขาแกะจดหมายออกมาอ่าน สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดถึงขีดสุด
"มีอะไรหรือท่านพี่?" ฮูหยินหลิวถาม
"เทียบเชิญ..." หลงป้าเทียนกำกระดาษแน่น "เทียบเชิญจาก 'สำนักัฟ้า' ผู้นำแห่งยุทธภพทิศเหนือ... พวกเขาเชิญสำนักเราและคู่หมั้นทั้งหก เข้าร่วมงาน 'ประลองยุทธ์ล่าั' ในอีก 1 เดือนข้างหน้า"
"และระบุชื่อชัดเจน... ว่า้าให้ หลงเฟย เข้าร่วมการประลองด้วย!"
หลงเฟยที่นอนอยู่ ลืมตาโพลงในใจ ‘งานเข้าของจริงแล้วสินะ’