ไป๋ลู่ จอมยุทธข้ามแดนสีชาด

    ตอนที่ 50 ผู้รอดชีวิต

            เสียงย้ำเท้าหรือเปร่งบทสนทนาจ้อแจ้ขอเหล่าผู้คนมากมายแออัดเต็มถนนหมู่บ้านทั่วทุกที่ พวกเค้าต่างสรรหาไล่ซื้อสิ่งของเครื่องใช้มากมาย เต็มผลึกจัดเก็บของ เสียงเสนอสินค้ามากมายดังกระฉอนออกไปทั่ว ยื้อแย่งลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้า อย่างเอาเป็นเอาตาย ศึกคนอสูรได้จบไปแล้วตอนนี้กลับเป็นศึก แย่งชิงผลประโยชน์ไปโดยปริยาย



            ท่ามกลางเสียงที่ตะโกน เรียกลูกค้าเข้าชมสินค้าของตนนั้นก็มีเงาร่างชายท่วมปริศนา ทั่วร่างมิได้มีบาดแผลแสดงความน่าเกรงขามแต่ใด ทว่าเสื้อผ้าที่รัดรูปที่เปรอะเปลื้อนไปด้วยเหงื่อเย็นตัว ท่าทางทมึนอมทุกข์เป็นที่สุด พร้อมร่างที่พร้อมระเบิดไอสังหารได้ทุกมั่ว เดินกราดกวาดร่างชาวบ้านมากมายให้ออกเส้นทางขวางตนมิได้สนใจ เสียงเรียกห้ามปราม ของชาวบ้านฐานะดีที่คิดจะไล่ด่าไล่ว่า เนื่องจากตนที่ถูกเบียดชนกับคนอื่นจนเกิดเป็นเรื่องเข้าใจผิดมากมาย ทว่าเมื่อสัมผัสสายตาที่จ้องจะฆ่าลูกเดียวบุรุษผู้นี้ ก็ทำให้ผู้มีฐานะเกิดเปลี่ยนใจหันกายจากไปโดยดี .....



            เด็กน้อยที่ตอนนี้เอาแต่อ่านศึกษาภาษาศาสตร์และตำราอ่านเขียนพื้นฐาน จดจำลักษณะและเริ่มหัดเขียนได้บ้างแล้ว ทบทวนการจดจำและฝึกพูดตามทฤษฏี ทุกอย่างบัดนี้ไป๋ลู่ก็สามารถเข้าใจและอ่านอักษรได้มิได้เป็นคนเถื่อนไม่รู้ภาษาดั่งเก่าอีกแล้ว ร่างเล็กที่ฝึกฝนสำเร็จยกแขนเรียวเล็กยืดอึกออกไปบิดตัวเกิดเสียงก๊อกแก๊กพลัดกระดูกเสียงขัดข้อต่อ



            เด็กน้อยผ่อนลมหายใจแผ่วเบาลากยาว สูดอากาศลึกๆและเริ่มกระโดดลงจากพื้นที่เฉพาะของตนดู "เหมือนเฒ่าแก่จะยังไม่กลับเร็วๆนี้ เช่นนั้นข้าออกไปเดินเล่นหน่อยก็คงไม่เป็นปัญหาหรอกมั้ง" ว่าแล้วร่างน้อยก็วิ่งไปหยิบพู่กันเชื่อมหมึกบรรจดขีดเขียนอักษรที่พึ่งสำเร็จไปได้ไม่นาน ไล่อักษรเรียงเป็นประโยคเดียว



            "ผู้เยาว์ออกไปข้างนอกชั่วครู่ อยู่ที่นี้นานรู้สึกอึดอัด อยากเปลี่ยนบรรยากาศขอไปเดินเล่นตามงานฉลองชั่วครู่สักพักผู้เยาว์จะกลับมาขอรับ..ไป๋ลู่่"



            จากนั้นก็ทิ้งข้อความนั้นไว้ก่อนจะวิ่งออกไป ช่วงเวลาเดียวกับร่างบุรุษที่กระโจนเข้ามาอย่างรีบร้อนที่พึ่งมาถึงโรงเตี้ยมก่อนจะเปิดแยกประตูพลักออก ก่อนจะสัมผัสร่างที่เล็กบางที่เบายิ่งกว่าขนนก พุ้งเข้าใส่อย่างจัง "อ๊า ท่านไม่มีตารึยังไรเหตุใดจึงไม่สักเกตทางข้างหน้าก่อนเข้ามา ช่างไม่รู้จักมา...อ๊า!



            ร่างน้อยที่กระเด็นก้นตกพื้น มึนงงเล็กน้อยรีบพยุงตัวขึ้นมาก่อนจะชี้หน้าผู้เข้ามาใหม่เพียงแต่เพียงพูดได้ไม่กี่ประโยคกับได้ยินเสียงหืดหอบของบุรุษเบื้องหน้าอย่างรุนแรงที่เข้ามาใกล้ก่อนจะยกตัวเด็กน้อยเข้าสวมกอดแน่น เด็กหนุ่มหน้าหวือหว่าตกใจอากัปกิริยากระทันหันผู้มาใหม่ก่อนจะสังเกตชุดที่คุ้นเคย สีขาวน้ำเงินตราเหยี่ยวสลักแผ่นหลัง ชุดเสี่ยวเอ๋อประจำโรงเตี้ยมก่อนจะเห็นใบหน้าชายร่างท่วมชัดเจน



            "ทะท่าน! พี่จาง! ท่านยังมีชีวิตอยู่รึขอรับ!



            เด็กน้อยที่ตอนนี้พูดอย่างไรก็ไร้ซึ้งเสียงตอบรับมีเพียงเสียงสะอึกข้างกายที่ค่อยๆ หันมาสำรวจร่างเด็กน้อยอีกครั้งก่อนเขย่าร่างเด็กไปมา เจ้ายังไม่ตายจริงๆ เจ้ายังไม่ตาย สวรรค์ช่างเมตตาเจ้ายิ่งนัก น้องไป๋ "



            บุรุษร่างท่วมนาม "จาง" ที่วิ่งตามหลังเฉินซุนมาเนินนาน ช่วงเวลาชายหนุ่มปลีกตัวทิ้งระยะห่าง จนถึงปัจจุบันแทบร่วม 1 ชั่วยามเศษ ตามทางเต็มไปด้วยความหวังที่เห็นสีหน้าชาวบ้านนับร้อยครัวเรือนที่ยังมีชีวิต กำลังทยอยเข้าเมืองอย่างช้าๆ อารมณ์ที่มีแต่ความกลัว และต้องการความแน่ใจว่าสิ่งที่เหล่าชาวยุทธพุ้งตัวประกาศไปตามเส้นทางว่าหมู่บ้านตอนนี้ปลอดภัยแล้วนั้นเป็นจริงหรือไม่



            ต่อให้มีความไวใจกลับผู้กล้ามากหน้าหลายตาแค่ไหนแต่สิบปากว่าก็มิอาจเท่าตาเห็น พวกเค้าทยอยเดินทางอย่างช้าๆ ประวิงเวลาเพื่อให้คนที่เร่งรีบมุ้งหน้าเข้าไปในเขตตัวหมู่บ้านถิ่นฐานของพวกเค้าก่อน หากเกิดสิ่งใดไม่คาดฝันตามที่พวกเค้าคิด ก็จะได้ไม่เกิดขึ้นกับตนและสามารถตั้งหลักถอยร้นออกมาได้ แน่นอนว่าตามเส้นทางนั้น บทสนทนามากมายล้วนแล้วมีทั้งเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งที่เกี่ยวกับการสังหารฝ่ายเดียวอย่างหน้ากลัวของเหล่าอสัตว์อสูรมายา



            เสี่ยวเอ๋อจาง ที่วิ่งอย่างเหน็ดเหนื่อยยิ่งต้องเร่งฝีเท้ามากขึ้นยิ่ง ในใจมิอาจรังสรร ภาพมิตรสหายตนที่มีโอกาศรอดชีวิตมาได้เลย มีเพียงภาพเฉินซินที่ไปถึงที่นั้นก่อนเท่านั้นที่จะสามารถยืนยันความจริงว่าเป็นเช่นไร ก่อนจะเจอกับคนที่ตนรู้จัก เป็นชาวบ้านหรือลูกค้าประจำร้านโรงเตี้ยมที่มักซื้อหมั่นโถวมาฝากเหล่าเสี่ยวเอ๋อ ที่ติดใจการบริการที่ยอดเยี่ยม พวกเค้าแลกเปลี่ยนข่าวคราวที่ถูกต้องกันสลับไปมาและเป็นการพักหายใจไปในตัวด้วยทว่า



            หลังจากทราบข่าวถึงโรงเตี้ยมนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในสภาพรกร้างและเต็มไปด้วยซากศพ นั้นบุรุษนาม จางแทบมิอาจ ฝืนวิ่งได้ต่อ พลันกัดริมฝีปากตนแน่นอาบไปด้วยเลือด ฝืนความเหนื่อยล้าใช้ความเจ็บเหนี่ยวนำและความทรหดของร่างกายที่มีน้อยนิด ตัดสินใจวิ่งไม่คิดชีวิตอีกครั้งอย่างบ้าคลั่งเต็มไปด้วยไอสังหารแม้ตนจะพอมีความสามารถอยู่บ้างแต่อีแค่ อสูรมายาไม่กี่ตัวไม่คณามือบุรุษร่างท่วม หากแม้ตนต้องตายก็ขอไปตามสหายที่อยู่ร่วมกันมา ในภพหน้าเสียดีกว่าต้องทุกข์ทรมานเช่นนี้ 

    คล้ายกับเรื่องไป๋ลู่ จอมยุทธข้ามแดนสีชาด ที่คุณอ่าน