อวิ๋นหวงรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก “หลงไท่จื่อ ตอนนี้ข้ารู้สึกคล้ายกำลังฝันไป ที่แท้มีเทพัจริง ๆ มีวังัจริง ๆ และมี์จริง ๆ ใช่หรือไม่?”
หลงไท่จื่อหัวเราะ “ยังมีมากกว่านั้น บนโลกนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมาย ที่แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ”
อวิ๋นหวงตกตะลึง “ยังมีอะไรที่ท่านไม่รู้จักอีกหรือ?”
หลงไท่จื่อกล่าว “โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อเต๋าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสรรพสิ่ง สรรพสิ่งเติบโตเปลี่ยนแปลง ลึกล้ำยากจะคาดเดา ต่อให้ข้าจะรู้มากกว่าเ้า แต่เมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตระดับที่สูงกว่า ข้าก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างไม่เห็นฝุ่น”
อวิ๋นหวงทำท่าเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่
หลงไท่จื่อใช้จมูกถูแก้มของนาง “เ้าตัวน้อย พวกเราทุกคนต่างน่าเกรงขาม ทว่าเมื่อเทียบกับห้วงเวลาอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไพศาล เราก็ไม่ต่างอะไรจากฝุ่นละอองที่ล่องลอย นับประสาอะไรกับความรักและความแค้นที่ไม่มีนัยสำคัญพวกนั้นเล่า”
อวิ๋นหวงรู้สึกฉงนสนเท่ห์ “หากไม่มีความรักและความแค้นแล้ว เช่นนั้นชีวิตจะมีความหมายอะไร?”
หลงไท่จื่อตอบเพียงว่า “มีเื่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นอีกมากมายนัก ข้าสามารถพาเ้าขึ้น์ลงนรกได้ เดินทางผ่านอดีตและปัจจุบัน เที่ยวชมโลกใบนี้”
อวิ๋นหวงได้ยินแล้วก็รู้สึกเคลิบเคลิ้ม
หลงไท่จื่ออธิบายแก่นาง “ถึงตอนนั้น เ้าก็จะรู้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็ไม่ต่างจากหนอนแมลงในกระถาง ที่เที่ยวคลานวนเวียนไปวัน ๆ ไม่เคยออกจากกระถาง พวกเขาต่อสู้แย่งชิงก็เพียงเพื่อผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ สุดท้ายก็เป็ดั่งเมฆหมอกที่ลอยผ่านตาไป”
อวิ๋นหวงไม่เข้าใจ “หากทุกคนคิดแบบนี้กันหมด ใต้หล้าก็คงมีแต่สันติสุข ทุกคนมิกลายเป็คนโง่งมกันหมดหรือ?”
หลงไท่จื่อส่ายหัว “สรรพสิ่งล้วนมีกำหนดกรรมของตนเอง ดีชั่วเปรียบเทียบกัน มีหรือไม่มีล้วนเกิดคู่กัน ยากหรือง่ายล้วนเกื้อกูลกัน สั้นและยาวล้วนเข้าคู่กัน...”
“สูงหรือต่ำล้วนสอดคล้องกัน เสียงและทำนองล้วนสอดประสานกัน รวมทั้ง หน้าและหลังล้วนไปตามกัน!”
อวิ๋นหวงท่องบทกวีต่อไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าประเมินเ้าต่ำไปแล้ว เ้ารู้มากมายนัก!”
หลงไท่จื่อตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าอวิ๋นหวงจะหยุดเสียดื้อ ๆ ก่อนเอียงคอถาม “มันหมายความว่าอะไรหรือ?”
หลงไท่จื่อกลอกตาใส่ทีหนึ่ง และกำลังจะอธิบายรายละเอียด อวิ๋นหวงกลับเอามือปิดหู “เหตุใดท่านถึงพูดแบบเดียวกับเ้าสารเลวซูอวี้เจ๋อคนนั้น? ไม่ต่างกับการท่องพระคัมภีร์เลย เมื่อก่อนเขาก็ท่องรวดเดียวให้ข้าฟังตอนที่เขาไม่มีอะไรทำ ข้าฟังจนหูอื้อ ท่องจำได้เหมือนกับน้ำไหลไม่ขาดสาย แต่ข้าก็ยัง...รู้แค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เอง”
หลงไท่จื่อเริ่มสนใจใคร่รู้ “ซูอวี้เจ๋อคือใครกัน? มีความรู้แตกฉานเช่นนี้ ดูเหมือนเขาจะเป็สุภาพบุรุษที่ถ่อมตัวสินะ”
“ถุย! สุภาพบุรุษจอมปลอมที่หน้าซื่อใจคด เป็ปีศาจที่โฉดชั่ว เป็หมาป่าตาขาวที่ใจดำอำมหิต...เขาคือคนที่ข้าอยากสังหารต่างหากเล่า!”
ด้วยไม่อาจสรรหาคำมาบรรยายเป็คำพูดได้อย่างเต็มที่ว่า ซูอวี้เจ๋อน่าชิงชังรังเกียจเพียงใด หญิงสาวจึงรู้สึกหงุดหงิดใจเป็อย่างยิ่ง
หลงไท่จื่อยอมแพ้แต่โดยดี “ข้าเพิ่งเล่าให้เ้าฟังจนปากเปียกปากแฉะ แต่เ้ากลับยังปล่อยวางไม่ได้...ช่างมันเถอะ เ้าไม่ต้องสนใจแล้ว หลักการที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้มันลึกซึ้งเกินไป จึงดูว่างเปล่าสำหรับเ้า ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง หลังจากที่เ้าผ่านความทุกข์ทรมาน ความงุนงงสับสนมากมายนี้ก็คงจะคลี่คลายไปเอง”
อวิ๋นหวงพยักหน้า ความจริงแล้ว นางไม่อยากได้ยินเื่ที่น่าปวดหัวนี้ นางไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
ทันใดนั้นหญิงสาวก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาเป็ประกาย “หลงไท่จื่อ เมื่อครู่ท่านบอกว่า ข้ามีแผนที่หงส์เพลิงอยู่บนตัว มันอยู่ที่ไหนกัน? ข้าไม่เห็นรู้เลย!”
หลงไท่จื่อยิ้ม “มันก็คือรอยปานที่หลังของเ้าอย่างไร เ้ามองไม่เห็นมันหรอก”
“หา? รอยปาน? มัน…มันไม่ควรเป็แผนที่ขุมทรัพย์หรอกหรือ? ใครก็ตามที่ได้มันมา คนผู้นั้นจะได้ใต้หล้า ั้แ่เล็กจนโต มีคนมาฆ่าข้าไม่รู้ตั้งเท่าไร อยาก่ชิงแผนที่หงส์เพลิงนี้เพื่อไปแสวงหาสมบัติของล้ำค่า!”
อวิ๋นหวงไม่เคยคิดว่าเื่มันจะออกมาในรูปแบบนี้
หลงไท่จื่อส่ายหัว “นั่นเป็เพราะพวกเขาไม่รู้ความจริง เป็พวกเขาที่โลภมากไม่รู้จักพอและคิดว่าตัวเองถูกต้อง ความจริงแล้ว ต่อให้พวกเขาจะรู้ว่าแผนที่หงส์เพลิงเป็รอยปานบนหลังของเ้า และฉกชิงตัวเ้าไป พวกเขาก็ไม่สามารถใช้แผนที่หงส์เพลิงนั้นได้อยู่ดี”
“เพราะเหตุใด? ในเมื่อแผนที่หงส์เพลิงเป็รอยปาน จะเรียกมันว่าเป็สมบัติหายากได้อย่างไร”
“รูปร่างของรอยปานนั้นดูคล้ายหงส์เพลิงที่กำลังสยายปีก เมื่อเ้าโตขึ้น แผนที่หงส์เพลิงก็จะโตขึ้นตามตัวเ้าเช่นกัน ทั้งในแง่รูปร่างและจิติญญา มันจะยิ่งดูเหมือนจริงและมีชีวิตชีวามากขึ้น มันคือรอยประทับทางจิติญญาของสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ และมันจะปรากฏบนตัวขององค์หญิงที่มีเืบริสุทธิ์และจิตใจดีงามเท่านั้น มันได้รับการหล่อเลี้ยงจากกระดูกและเืขององค์หญิง ซึ่งจะสร้างพลังทางจิติญญาที่แข็งแกร่ง และในขณะเดียวกันก็จะส่งกลับคืนสู่ตัวองค์หญิงเอง ทำให้นางแข็งแกร่ง ปราศจากมลทิน น้ำและไฟมิอาจกล้ำกราย พิษร้ายมิอาจเข้าถึง และไม่แก่เฒ่า” หลงไท่จื่อเอ่ยอย่างหลงใหล “เ้าตัวน้อย แผนที่หงส์เพลิงนี้เป็โชคชะตาอันยิ่งใหญ่ เ้าโชคดียิ่งนัก”
“จริงหรือ? แล้วทำไมพอโจวอวิ๋นเฉินบังคับให้ข้ากินยาผงเจ็ดวันใจสลาย วันรุ่งขึ้นข้าถึงรู้สึกจุกเสียดในท้องเล่า?”
เมื่อย้อนนึกถึงเื่ที่น่ากลัวเ่าั้ อวิ๋นหวงก็หลั่งเหงื่อเย็นออกมา
“นั่นเป็เพราะเ้ายังไม่โตเต็มที่ แผนที่หงส์เพลิงจึงยังไม่โต และพลังเหนือธรรมชาติจึงยังไม่ปรากฏ อีกสองปี รอเ้าถึงวัยปักปิ่น สัญลักษณ์หงส์เพลิงของเ้าก็จะเกิดใหม่อีกครั้ง และพลังเหนือธรรมชาติ” หลงไท่จื่อเอ่ยอย่างนุ่มนวล
“เช่นนั้น แผนที่หงส์เพลิงไม่ใช่แผนที่ขุมทรัพย์หรอกหรือ?”
“เ้าอยากให้เป็หรือไม่?”
“ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลยมิใช่หรือ ถึงอย่างไร ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าก็จะไม่อดตาย”
หลงไท่จื่อรู้สึกขบขันนางยิ่งนัก “เ้าเป็คนใจกว้าง ไม่ใช่คนละโมบนี่”
“อืม ข้าสามารถจับงู จับปลา และเก็บรังนกได้...”
อวิ๋นหวงมีความมั่นใจยิ่งนัก อยากจะเล่าจาระไนความสามารถอันไม่เหมือนใครของนางให้อีกฝ่ายฟัง
“พอเลย” เมื่อหลงไท่จื่อหัวเราะจบ ก็เอ่ยอย่างจริงจัง “สิ่งที่แผนที่หงส์เพลิงให้เ้า มิใช่แผนที่สมบัติ แต่เป็ความกว้างใหญ่ไพศาลของใต้หล้า และสมบัติทั้งหมดจะกลับคืนสู่ใจ”
“นั่นหมายความว่าอย่างไรหรือ?”
“แผนที่หงส์เพลิงจะให้พลังเหนือธรรมชาติแก่ตัวเ้า รวมทั้งความสามารถในการระบุและค้นหาสมบัติ”
อวิ๋นหวงเข้าใจในทันที แต่ไม่ได้แสดงความดีใจออกมา กลับรู้สึกอยากรู้อยากเห็นและเอื้อมมือไปลูบแผ่นหลังของตัวเอง “แล้วมันอยู่ตรงไหน? มันหน้าตาเป็อย่างไร?”
หลงไท่จื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงดึงเกล็ดัอันหนึ่งออกจากตัว วางอยู่ในอุ้งมือ ก่อนจะเอาไปส่องรอบ ๆ ตัวอวิ๋นหวง แล้วยื่นเกล็ดันั้นใส่มือนาง
พออวิ๋นหวงยกเกล็ดัขึ้นดู เกล็ดัก็ขยายจนมีขนาดเท่าพัดในทันที มันส่องแสงแวววาวคล้ายกระจก และเงาของนางก็ปรากฏอยู่ในเกล็ดัแผ่นนั้น ทั้งด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง ไม่ขาดรายละเอียดไปเลยสักชุ่น มองแวบเดียวก็เห็นได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้นอวิ๋นหวงก็เห็นว่า รอยปานสีขาวราวหิมะบนหลังของนางนั้นงดงามยิ่งนัก ราวกับหงส์เพลิงกำลังสยายปีก
อวิ๋นหวงมองดูด้วยความประหลาดใจ ทันใดนั้นก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หญิงสาวมองหลงไท่จื่อด้วยความตกตะลึง ใบหน้าแดงก่ำเห่อร้อน
หลงไท่จื่อพลันเข้าใจ แล้วหัวเราะเสียงดังลั่น “ความจริงแล้ว นี่คือความสามารถในการมองทะลุผ่าน ซึ่งเป็เพียงความสามารถที่ธรรมดาที่สุด รอจนเ้าพ้นวัยปักปิ่น เ้าก็จะสามารถทำได้เช่นกัน เ้าไม่จำเป็ต้องเขินอาย ทุกวันนี้เวลาข้ามองผู้คนมากมาย ข้าก็เห็นเช่นนี้ทั้งนั้น เดิมทีคนเราก็เกิดมาตัวเปล่า เดินไปมาตัวเปล่า สิ่งที่เรียกว่าเสื้อผ้าและเครื่องประดับนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าความเห็นแก่ตัว และการสร้างภาระที่เป็ทุกข์ให้แก่ตนเอง”
อวิ๋นหวงครุ่นคิดในเื่นี้ ถึงอย่างไร เขาก็คือรัชทายาทั ไม่ใช่มนุษย์เสียหน่อย ดังนั้นความจริงแล้วนางไม่เห็นต้องสนใจเื่นี้เลย
“ตอนท่านดึงเกล็ดัออกมา ท่านไม่เจ็บหรือ?”
อวิ๋นหวงชี้ไปที่เกล็ดัอย่างกระอักกระอ่วนใจ
หลงไท่จื่อกล่าว “ข้าไม่รู้สึกเจ็บ ขณะที่ร่างกายข้าเติบโต เกล็ดัพวกนี้จะขยายขนาดตามขนาดร่างกายข้า เมื่อดึงอันเก่าออก ก็จะมีอันใหม่มาทดแทน เช่นเดียวกับพวกเ้า ั้แ่เด็กจนโต เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ต้องเปลี่ยนขนาดตามวัยไปด้วย”
“โอ้ ขอบคุณ ท่านเอาคืนไปเถอะ”
อวิ๋นหวงส่งเกล็ดัคืนให้หลงไท่จื่อ
“ข้ามอบให้เ้า เ้าอยากเห็นใคร เพียงเรียกชื่อของเขากับเกล็ดัสามครั้ง แล้วใช้นิ้วเขียนวันเดือนปีเกิดของคนคนนั้นลงไป”
หลงไท่จื่อกล่าวอย่างใจกว้าง
อวิ๋นหวงดีใจอย่างคาดไม่ถึง “ท่านดีที่สุดเลย!” จากนั้นน้ำเสียงก็พลันอ่อนลง และเต็มไปด้วยความโศกเศร้า “ข้าอยากเห็น...ข้าอยากเห็นเสด็จพ่อและเสด็จแม่ของข้า...”
“เ้าตัวน้อยผู้น่าสงสาร เ้าจะเห็นรูปโฉมของพวกเขาได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น หลังจากตายแล้ว พวกเขาจะเหลือโครงกระดูกสีขาว มีอะไรให้น่าดูกัน? เ้าอย่ามองเลย รังแต่จะเพิ่มความเ็ปเสียเปล่า ๆ”
หลงไท่จื่อเกลี้ยกล่อมนาง
อวิ๋นหวงพยักหน้าและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าอยากเห็นฉู่เซียว เขาเป็หัวหน้าราชองครักษ์ของเสด็จพ่อ ตลอดมาเขาคอยปกป้องข้าอย่างสุดชีวิต”
หลงไท่จื่อพยักหน้า “ได้สิ”
จากนั้น อวิ๋นหวงก็เรียกชื่อฉู่เซียวกับเกล็ดัสามครั้ง แล้วใช้นิ้วเขียนวันเดือนปีเกิดของฉู่เซียวลงบนเกล็ดันั้น
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ภาพของตลาดก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับผู้คนจำนวนมาก ที่วิ่งแย่งกันเฮโลไปยังพื้นที่โล่งกว้าง
อวิ๋นหวงงุนงง “นี่ไม่ใช่ฉู่…”
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบ นางก็เห็นฉู่เซียว—— ฉู่เซียวที่ถูกใส่โซ่ตรวน และถูกคุมขังอยู่ในรถ!
ที่ลานกว้างด้านหลังเรือนจำ มีม้าดุร้ายห้าตัวกำลังเชิดหน้าและยกกีบเท้าของพวกมันขึ้นอย่างสุดแรงเกิด รอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน!
อวิ๋นหวงตกตะลึง นี่กำลังจะทำอะไรกัน?
.
.
.