[จบ] บันทึกเส้นทางจอมโจรจอมราชัน

    บทที่ 29 หน้าไม้ปราบทัพ

    บทที่ 29 หน้าไม้ปราบทัพ


    เนี่ยเฉินครุ่นคิดคำของเวิงชิวฉานครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า


    "เช่นนั้นก็หมายความว่า แม้โจรบนเขาเฮยเฟิงจะมีจำนวนมาก แต่แท้จริงแล้วล้วนเป็นชาวบ้านที่ถูกบังคับ แกนนำที่แท้จริงคือร้อยคนของจางเทาเหนียน" 


    "ใช่แล้ว ร้อยคนนั้นล้วนชั่วช้าเลวทรามยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน มีพวกมันอยู่จึงควบคุมกองโจรอื่น ๆ ได้ โจรพวกนั้นต่างพากันเรียกพวกมันว่า 'โจรดำ' 


    ชาวบ้านถูกรังแกจนสิ้นเนื้อประดาตัว ถูกบังคับขึ้นเขามาเป็นโจร แม้มีทุกข์ก็ไม่อาจเอ่ย ทนทุกข์อยู่ใต้เงื้อมมือของโจรเขาเฮยเฟิงโดยไม่อาจต่อต้าน


    จางเทาเหนียนมีความทะเยอทะยานยิ่งนัก ไม่คิดหยุดอยู่เพียงเท่านี้ บัดนี้เขามีกองกำลังเพียงพันคน เพราะบริเวณโดยรอบไม่มีเสบียงอาหารเหลือแล้ว


    ดังนั้นเขาจึงหมายตาค่ายชิงเฟิงของพวกเรา ต้องการคนและดินแดนของพวกเราเพื่อขยายอำนาจ" 


    เนี่ยเฉินพยักหน้าแล้วกล่าวว่า  


    "ที่พวกโจรไม่กล้าขัดขืน เพราะคิดว่าโจรดำนั้นเก่งกาจ และขาดผู้นำที่เหมาะสม ขาดคนที่กล้ายืนหยัดต่อต้าน


    พวกเราต้องทำให้พวกเขารู้ว่า โจรดำที่พวกเขากลัวนั้นแท้จริงแล้วก็มิได้แข็งแกร่งอันใด ต่างก็มีหัวเดียวสองแขน สามารถถูกสังหารได้อย่างง่ายดาย"


    "พวกมันสู้แบบไม่กลัวตายและดุร้ายยิ่งนัก เจ้าสู้ไหวหรือ"


    "นี่เจ้าดูถูกสามีตนเองเกินไปแล้ว"


    เนี่ยเฉินเย้ยหยัน


    "ไป ไป ไป ใครเป็นสามีเจ้ากันเล่า อย่างข้ายังไม่รู้จักเจ้าอีกหรือ ฝีมือระดับแมวสามขา*[1] แบบเจ้า นอกจากข้าแล้ว ใครเจ้าก็สู้ไม่ได้หรอก"


    เวิงชิวฉานเบ้ปาก


    "ชิวฉาน เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานคืออะไร"


    "คืออะไรหรือ"


    "มนุษย์ใช้อาวุธได้"


    เนี่ยเฉินลุกขึ้นหยิบโครงที่ประกอบเสร็จแล้ว ก่อนจะเรียกชายสองคน


    "เอาละ พวกเจ้ามาช่วยข้าขึงสายหน้าไม้หน่อย"


    "ได้"


    ด้วยแรงช่วยเหลือจากคนมากมาย คันหน้าไม้ใหญ่โตก็ถูกผูกเข้ากับสายหน้าไม้จนเสร็จสิ้น บัดนี้หน้าตาของมันคือหน้าไม้ยักษ์ขนาดกว้างยาวถึงสองเมตร 


    "สิ่งนี้คืออะไรหรือ" 


    เวิงชิวฉานเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้


    "มันคือสิ่งที่จะมากั้นขีดความสามารถระหว่างมนุษย์กับสัตว์ร้ายอย่างไรเล่า" 


    เนี่ยเฉินตอบพลางหัวเราะ ก่อนจะหันไปถามผู้ที่อยู่ด้านหลังว่า 


    "ลูกศรพร้อมหรือไม่"


    "รองหัวหน้า ขณะนี้พวกข้าติดตั้งหัวลูกศรได้เพียงสิบดอก ที่โรงตีเหล็กทำออกมาได้ช้านัก" 


    "นำมาเท่าที่ทำได้ก่อน แล้วเร่งพวกเขาให้ทำงานเร็วขึ้น" 


    เนี่ยเฉินกล่าวสั่ง ก่อนจะเรียกให้คนอื่นช่วยกันแบกหน้าไม้ยักษ์กับลูกศรออกไป 


    ลูกศรนี้มีความยาวกว่าสองเมตร ในสายตาของเวิงชิวฉานแล้ว มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับทวนยาว แต่ส่วนปลายของมันกลับไม่เหมือนทวน คล้ายกับปลายลูกศรเสียมากกว่า 


    “โอ้โห! ของชิ้นใหญ่นี่มันคืออะไรกัน?”


    หัวหน้าใหญ่จ้องมองเจ้าสิ่งที่อยู่ด้านหลังของเนี่ยเฉิน ก่อนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ พวกโจรต่างหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น


    “หัวหน้าใหญ่ สิ่งนี้ก็คือหน้าไม้ปราบทัพที่ข้าได้กล่าวถึง ครั้งนี้จะมาทดสอบอานุภาพของมันดูสักหน่อย” 


    เนี่ยเฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


    ในตอนนั้นเอง พวกโจรตัวเล็ก ๆ หลายคนก็ยกแผ่นไม้ที่เตรียมไว้เดินเข้ามา


    แผ่นไม้เหล่านั้นหนาถึงห้าเซนติเมตร เตรียมไว้สิบแผ่น แต่ละแผ่นห่างกันยี่สิบเซนติเมตร เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ


    เนี่ยเฉินเรียกพวกเขามาสามคน แล้ววางลูกศรยาวกว่าสองเมตรลงไป ก่อนจะให้พวกเขาทั้งสามออกแรงดึง พวกเขาต้องทุ่มเทแรงทั้งหมดที่มีจึงจะสามารถขึ้นสายหน้าไม้ได้


    หัวหน้าใหญ่เอ่ยด้วยความรู้สึกทึ่ง


    “แค่ดึงสายหน้าไม้ก็ต้องใช้แรงมากขนาดนี้ ข้าจินตนาการออกเลยว่าลูกศรนี้จะมีอานุภาพร้ายแรงขนาดไหน”


    “หัวหน้าใหญ่ ข้ายังได้ติดตั้งกลไกไว้มากมายด้านบน ถึงทำให้คนสามคนดึงได้ แต่หากไม่มีกลไก คงต้องใช้ถึงสิบคนจึงจะดึงได้”


    เนี่ยเฉินกล่าวจบก็ปรับมุมยิง แล้วจึงค่อย ๆ ปล่อยมือที่ง้างสายหน้าไม้อยู่


    ตู้ม!


    ลูกศรยาวกว่าสองเมตรพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แผ่นไม้ทั้งสิบแผ่นถูกยิงทะลุอย่างง่ายดาย จากนั้นลูกศรก็พุ่งไปกระทบกำแพงหินอย่างแรง


    กำแพงเหล่านี้เพิ่งสร้างใหม่จึงแข็งแรงมาก เมื่อลูกศรใหญ่ปะทะเข้ากับกำแพง กำแพงก็ถึงกับสั่นสะเทือน


    เมื่อมองดูอีกที ปลายลูกศรได้ฝังลึกเข้าไปในหินของกำแพงเรียบร้อยแล้ว


    ลูกศรที่เดิมทีเป็น ←——— บัดนี้กลับกลายเป็น ———


    ภาพที่เห็น ทำให้ทุกคนต่างตะลึงงัน


    "นี่มันอาวุธร้ายแรงชัด ๆ ด้วยความเร็วและพลังขนาดนี้ คงไม่มีใครต้านทานได้"


    หัวหน้าใหญ่เอ่ยชมไม่หยุดปาก


    "เมื่อครู่ข้าเห็นกำแพงสั่นสะเทือน หากมีลูกศรใหญ่เช่นนี้สักสิบดอก ไม่เกินสองสามรอบ กำแพงคงพังทลายเป็นแน่" 


    เนี่ยเฉินยิ้มกล่าวว่า 


    “หัวหน้าใหญ่ พวกเราจะใช้หน้าไม้ทลายกำแพงเมืองในการโจมตีกำแพงเมืองขอรับ มันมีขนาดใหญ่กว่านี้มากนัก 


    ส่วนหน้าไม้ปราบทัพนั้น ใช้ในการต่อสู้ระหว่างกองทัพ


    กองทัพส่วนใหญ่ล้วนสวมเกราะหนัง หากข้าศึกตั้งขบวนทัพหนาแน่น เพียงดอกเดียวก็สามารถยิงทะลุได้ถึงห้านาย แม้ว่าจะพบกับทหารชั้นยอดที่สวมเกราะเหล็ก หนึ่งดอกก็สังหารได้อย่างน้อยสองนาย


    หากเป็นทหารม้า เพียงดอกเดียวก็สามารถยิงทะลุได้ทั้งคนทั้งม้า แม้แต่ม้าที่อยู่ด้านหลังก็พลอยรับเคราะห์ สามารถชะลอการโจมตีของศัตรูได้เป็นอย่างมาก…”


    กล่าวถึงตรงนี้ เนี่ยเฉินก็นึกขึ้นได้ว่ายุคนี้ยังไม่มีกองทหารม้า จึงไม่กล่าวต่อ


    “ดี ดีมาก! มีของวิเศษเช่นนี้ เพียงนำไปติดตั้งบนกำแพง ไม่ว่าข้าศึกจะยกทัพมามากเพียงใดก็จะถูกยิงจนพรุนแน่" 


    หัวหน้าใหญ่เคยเป็นแม่ทัพมาก่อน ย่อมทราบดีว่าอาวุธชนิดนี้ร้ายกาจเพียงใด


    เวิงชิวฉานขมวดคิ้วกล่าว 


    "แต่กำแพงของพวกเราก็ไม่ได้กว้างถึงหกฉื่อ จะตั้งของหนักขนาดนี้ได้อย่างไร"


    "มิเป็นไร ข้าเพียงให้พวกเจ้าถมดินและก้อนหินบริเวณที่ต้องการติดตั้งหน้าไม้ปราบทัพแค่นั้นเอง ง่ายดายยิ่งนัก" 


    เนี่ยเฉินผู้นั้นแย้มยิ้ม มอบหน้าไม้ปราบทัพให้หัวหน้าใหญ่ พร้อมทั้งสอนวิธีใช้และเล็งเป้า ก่อนจะหมุนกายกลับไปยังโรงตีเหล็ก


    เมื่อเนี่ยเฉินประดิษฐ์สิ่งของวิเศษออกมาได้เรื่อย ๆ พวกโจรในค่ายต่างก็เลื่อมใสในตัวเขา ยกย่องให้เป็นรองหัวหน้า และยอมรับเขาเป็นพวกเดียวกันอย่างจริงใจ


    เมื่อกลับถึงโรงตีเหล็ก เนี่ยเฉินก็ลงมือประดิษฐ์หน้าไม้ปราบทัพอันที่สองทันที บัดนี้โรงตีเหล็ก โรงหลอมเหล็ก และโรงหมักสุรา กลายเป็นเขตทางทหารที่สำคัญของค่ายชิงเฟิงไปแล้ว


    เนี่ยเฉินทุ่มเททั้งกายใจ จดจ่ออยู่แต่ในโรงตีเหล็กจนลืมกินลืมนอน อากาศภายในนั้นช่างอุดอู้ เขาจึงไล่เวิงชิวฉานออกไป


    ยามค่ำคืน บรรยากาศมืดมิด ช่างไม้และโจรน้อยใหญ่ต่างก็แยกย้ายไปพักผ่อน มีเพียงเนี่ยเฉินเท่านั้นที่ยังคงจุดตะเกียงทำงานอย่างขะมักเขม้น


    ในความเงียบสงัดยามวิกาล เวิงชิวฉานเดินมายังนอกโรงตีเหล็กเพียงลำพัง นางมองลอดหน้าต่างเห็นเนี่ยเฉินยังคงทำงานอยู่ ภายในใจก็เกิดความสงสาร จึงหันหลังเดินไปยังโรงครัว 


    เนี่ยเฉินทำงานพลางหาวตลอดเวลา ดวงตาแทบจะเปิดไม่ขึ้น จึงถอดผ้าโพกศีรษะและเสื้อคลุมที่เต็มไปด้วยขี้เลื่อยออก เดินออกไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังที่พักของเวิงชิวฉาน


    เขาก้าวเข้าไปโดยไม่เคาะประตู เช่นเดียวกับเมื่อคืน


    เวิงชิวฉานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เหลือบมองเขาด้วยหางตา 


    "นี่เจ้าเห็นที่นี่เป็นบ้านของเจ้าแล้วหรือ ถึงได้บุกมาถึงห้องข้ายามวิกาลเช่นนี้" 



    [1] แมวสามขา หมายถึง คนที่มีทักษะหรือความสามารถธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นหรือมีความเชี่ยวชาญ หรือบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์